fbpx

สบตากับความตาย : อาสาสมัครและภารกิจโควิดที่ไม่มีใครอยากเผชิญ

ในวิกฤตโรคระบาดที่เรากำลังเผชิญร่วมกันอยู่นี้ หนึ่งในกลไกสำคัญที่เข้ามาอุดช่องว่างในระบบที่ไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพคืออาสาสมัครภาคประชาชน

ตัวเลขผู้ติดเชื้อและจำนวนคนตายที่เพิ่มขึ้นทุกวันหมายถึงภาระอันหนักอึ้งในระบบสาธารณสุขไทย ทำให้คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล หลายคนป่วยและหายเองโดยไม่ได้รับการรักษา หลายคนเสียชีวิตอยู่ที่บ้านตัวเองโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ

อาสาสมัครภาคประชาชนจึงเกิดขึ้นหลายองค์กรเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย ไม่ว่าจะช่วยหาเตียง พาไปส่งโรงพยาบาล ปฐมพยาบาลฉุกเฉิน ตรวจเชื้อ หาเสบียงให้กักตัว ไปจนถึงช่วยยื้อชีวิตในนาทีสุดท้าย และช่วยจัดการศพติดเชื้อ

ผู้คนที่เข้ามาทำงานในบทบาทอาสาสมัคร คือประชาชนทั่วไปที่มีชีวิตส่วนตัว มีอาชีพการงานที่แตกต่างกัน เป็นผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล หลายคนไม่เคยเฉียดใกล้ความตายมาก่อน ในวันนี้พวกเขาต้องสบตากับความตายอย่างตรงไปตรงมา อยู่ร่วมเป็นพยานในวาระการจากลาของหลายครอบครัว ต้องเห็นการพลัดพรากสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากหลายกรณีที่เกิดขึ้นเพียงเพราะระบบที่ล้มเหลว

101 คุยกับอาสาสมัครกลุ่มเส้นด้ายถึงประสบการณ์อันยากจะเจอได้ในสถานการณ์ปกติ ขณะที่ในวันนี้ชีวิตประจำวันของพวกเขาโอบล้อมด้วยกลิ่นความตาย เสียงร้องไห้ พร้อมความเหนื่อยล้าและผิดหวังของการอยู่ในระบบที่ผู้ตัดสินใจไม่ได้มองไปที่เป้าหมายเดียวกัน


1


“ผมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและเป็นซัพพลายเออร์ส่งผักให้บริษัทชาบู หนึ่งปีที่ผ่านมาผมไม่มีงานเลย พอมีโควิดทุกอย่างก็จบ ต้องใช้เงินเก็บประทังชีวิต สำหรับผมยังไม่ได้เลวร้าย คนอื่นกระทบมากกว่าเยอะ ตอนนี้ชาวบ้านไม่ได้หาเช้ากินค่ำแล้ว แต่เป็นการหาเช้ากินเช้า มาตรการรัฐที่ออกมาก็ไม่ช่วยอะไรเลย มีแต่การซ้ำเติม เมื่อมีการสั่งปิดบางธุรกิจ แต่เอื้อให้อีกธุรกิจหนึ่งของคนบางกลุ่ม ผู้ประกอบการร้านอาหารทุกคนรับผลกระทบหมด แล้วถามว่ารัฐช่วยอะไร เงินสามพันหรือห้าพันบาทมันคุ้มกันไหมกับการที่ร้านเขาพัง

“ก่อนหน้านี้ผมเป็นผู้ช่วย ส.ส. และดูแลพื้นที่เขตคลองสามวา พอทำไปเริ่มเห็นปัญหาและคิดว่าน่าจะทำอะไรได้ดีกว่าการเป็นผู้ช่วย ส.ส. จึงลาออก พอมีการตั้งกลุ่มเส้นด้ายผมจึงเข้าร่วมเพราะคิดว่าน่าจะทำอะไรได้ง่ายกว่าการทำงานในกรอบ

“ผมทำหน้าที่ส่งเคสไปตรวจ หาคิวเตียงให้ผู้ป่วย รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน มีโอกาสเห็นคนกำลังจะหมดลม เราอยู่ตรงนั้นและช่วยอะไรไม่ได้ทั้งที่เขามีโอกาสรอด แต่เป็นเพียงเพราะความผิดพลาดของระบบ มีผู้ป่วยคนหนึ่งอยู่ในชุมชนมุสลิม เขานอนอยู่บ้านหลังได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว 8 วัน สภาพจิตใจแย่เต็มที เขาไม่ได้รับยาจากหน่วยงานภาครัฐตามสิทธิ มีเจ้าหน้าที่โทรไปบอกว่าเดี๋ยวจะเข้าไปๆ เขาก็รอ วันนั้นผมเข้าไปที่บ้านเขาตอนเที่ยงจึงช่วยโทรติดตามให้ บ่ายสองจึงมียาฟาวิพิราเวียร์ส่งมาหนึ่งชุด ตอนหนึ่งทุ่มผู้ป่วยก็เสียชีวิต เราอยู่ตรงนั้นพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีโอกาสรอด แต่สุดท้ายก็ไม่

“ทุกอย่างถูกปิดกั้นด้วยกระดาษใบเดียว ถ้าผมตรวจเจอว่าติดเชื้อ ต้องวิ่งไปหาที่ตรวจซ้ำเพื่อให้ได้ผลตรวจ RT-PCR และตอนหลังกว่าเอกสารผลตรวจจะออกก็ใช้เวลานานขึ้น สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการตรวจเชิงรุกสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เพราะกลุ่มนี้ออกไปตรวจข้างนอกไม่ได้และรับเชื้อมาจากคนในครอบครัว ผมเคยเจอครอบครัวหนึ่งที่ติดเชื้อทั้งหมด 15 คน โดยเริ่มจากมีคนติดเชื้อคนเดียว เขาไม่มีโอกาสออกไปตรวจและไม่มีเงินซื้อชุดตรวจ เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ จากภาครัฐ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือรอ เราจึงต้องเข้าไปดูแลและส่งเขาเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามสิทธิ

“มีเคสหนึ่งมีสี่ชีวิตในบ้าน เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง, ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว, คนออทิสติก และเด็กเจ็ดขวบ โรงพยาบาลส่วนใหญ่จะปฏิเสธรับรักษาเพราะเป็นเคสยาก เขาต้องนอนรอไปเรื่อยๆ สุดท้ายผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงก็เสียชีวิตหลังจากเพิ่งได้ส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาล นี่คือภาพความล้มเหลวของระบบ คนกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่มีที่ทางในระบบการรักษาที่รัฐออกแบบไว้ และแทนที่จะมีการรับเข้าสู่ระบบการรักษาก่อน แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอผลตรวจ ทำไมต้องให้กระดาษแผ่นเดียวกำหนดชีวิตของคน

“ภาพความล้มเหลวนี้เริ่มต้นจากเรื่องการวางแผนวัคซีน ถ้าปีที่แล้วมีการพิจารณาและไม่มองว่า ‘ฉันจะต้องเล่นบทพระเอก’ ถ้าให้มีการนำเข้าวัคซีนจนกระจายทั่วประเทศได้จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่รัฐพยายามเล่นบทพระเอก แล้วสุดท้ายมีข้อจำกัด

“ถ้าปัญหาการทำงานติดอยู่ที่ระเบียบ เราก็ต้องแก้ที่ระเบียบ อย่าให้ระเบียบกำหนดการมีชีวิตรอดของใครคนใดคนหนึ่งในสังคม ทุกคนควรมีสิทธิได้รับการรักษาที่เท่ากัน”

…………….

โสภณ แก้วศรีจันทร์

ผู้รับเหมาก่อสร้างและอาสาสมัครรับแจ้งเหตุและรับส่งผู้ป่วยโควิด


2


“ผมเคยเป็นนักบิน พอมีโควิดก็โดนงดบินตั้งแต่มีนาคมปีที่แล้ว จากรายได้เดือนละ 6-8 หมื่นบาท ก็เหลือครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่บริษัทขาดทุนอยู่แล้ว พอเจอโควิดก็ลดเงินเดือนพนักงานจนช่วงหนึ่งเงินเดือนผมเหลือแค่หนึ่งหมื่นบาท ผมจึงเริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่โดนหยุดบิน ไปเป็นที่ปรึกษาธุรกิจในรูปแบบสัญญาระยะสั้น เพราะบริษัทไม่ให้ความชัดเจนว่าจะได้กลับไปบินเมื่อไหร่ รัฐบาลก็จัดการวิกฤตได้ไม่ดีพอ ทำให้ไม่เห็นอนาคตเรื่องการบินชัดเจน

“เมื่อพฤษภาคมปีนี้ ผมโดนให้ออก เพื่อนนักบินหลายคนพอโดนให้ออกก็ตั้งตัวไม่ถูกไปหลายเดือน ไม่มีใครเตรียมใจเรื่องตกงานมาก่อน บางคนที่เริ่มตั้งตัวได้ก็กลับไปทำธุรกิจที่บ้าน คนที่อยากอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต่อก็เปลี่ยนไปทำงานตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่นักบิน ส่วนผมพอโดนให้ออกก็มาทำงานอาสาสมัครช่วยผู้ป่วยโควิด ซึ่งบริษัทวางแผนว่าจะเรียกนักบินกลับไปทำงานทีละชุด ชื่อผมอยู่ในชุดที่จะเรียกกลับไปในอีก 5 ปี ซึ่งถ้าไปทำงานอื่นก็คงเติบโตไปไกลแล้วจึงไม่มั่นใจว่า 5 ปีนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไรหรือจะกลับไปเป็นนักบินไหม

“การทำงานอาสาทำให้เห็นความเป็นจริงของสถานการณ์ สิ่งที่ไม่ได้ถูกจำกัดในกรอบเวลาของรายการข่าว ไม่ถูกปิดบังเพราะผู้ใหญ่บางคนไม่สบายใจ ผมเห็นคนที่กำลังจะตาย สิ่งที่กระแทกใจที่สุดคือภาพความจริงที่ได้ไปดูเองและสัมผัสด้วยมือตัวเอง

“ผมเจอผู้ป่วยตายไปต่อหน้ามากกว่าสิบคน ครั้งหนึ่งผมเข้าไปดูอาการคุณตาคนหนึ่งที่บางซื่อและเห็นว่าเขายังแข็งแรงอยู่ พอกลับมาออฟฟิศได้สิบนาที ญาติเขาก็โทรมาบอกว่าคุณตาหยุดหายใจไปแล้ว เรารีบกลับไปช่วยปั๊มหัวใจกันอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อยื้อเวลารอกู้ภัยมา แต่ช่วยไว้ไม่ได้ เรานำร่างไปส่งโรงพยาบาลตั้งแต่ตอนสองทุ่ม พอไปโรงพยาบาลก็เจอสภาพล้นจนไม่สามารถจัดการอะไรได้ ศพอยู่ท้ายรถที่จอดอยู่ตรงประตูทางเข้า 40 นาที รอเพียงเพื่อให้หมอมาเช็กอาการ หลังจากนั้นต้องรอผลแล็บตรวจโควิด ศพอยู่ท้ายรถตลอด จนราวตีสองจึงได้เข็นศพเข้าห้องดับจิต ถึงตอนนั้นศพก็แข็งไปแล้ว เพียงแค่จะรอเข้าห้องดับจิต เรานั่งรออยู่กับญาติตลอดกระบวนการ รู้สึกแย่ไปหมด เป็นความทรมานซ้ำของคนที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัว

“อีกเคสหนึ่งที่ตรอกสาเก ตรงนั้นมีการแจกข้าวคนไร้บ้าน แล้วมีลุงคนหนึ่งเป็นลมล้มไป เราไปดูอาการ แต่พบว่าเขาไม่เป็นอะไร ใกล้ๆ นั้นมีคุณลุงชื่อ ‘เบี้ยว’ นอนอยู่บนเก้าอี้พับริมคลอง เขาผอมเหลือแต่กระดูก นอนนิ่งไม่ตอบสนอง ไม่มีใครกล้าเข้าไปดู เราจึงไปเช็กอาการ ปรากฏว่าค่าออกซิเจนอยู่ที่ 48 ชีพจรอยู่ที่ 198 ค่าออกซิเจนปกติจะอยู่ที่สูงกว่า 95 ถ้าเป็นโควิดออกซิเจนต่ำกว่า 90 ก็คือหนักแล้ว ตอนนั้นเราไม่ได้เตรียมพร้อมรับเคสหนักแบบนี้ ผมวิ่งไปขอยืมถังออกซิเจนที่ฮอสพิเทลใกล้ๆ ไปให้ลุงเบี้ยว เขาเปราะบางเหมือนใบไม้แห้ง ตาก็จะหลับแล้ว เราพยายามเรียกสติจนชีพจรเริ่มกลับมาสูงขึ้น ระหว่างนั้นก็พยายามช่วยโทรประสานสายด่วนต่างๆ ของรัฐบาล แต่ไม่มีใครรับเลย ผมจับมือเขาไว้ตลอดที่พยายามยื้อชีวิต แรงที่เขาบีบมือตอบกลับมานั้นเบาบางมาก สุดท้ายแผนกฉุกเฉินที่ศิริราชยอมรับ เรายกลุงเบี้ยวไปพร้อมเก้าอี้พับขึ้นหลังรถกระบะ เพราะไม่ได้เตรียมรถมารับคนป่วย เคสนี้สะเทือนใจผมเพราะรู้สึกว่าชีวิตเขาอยู่ในมือเรา แม้จะอยากร้องไห้ขนาดไหนแต่ต้องโฟกัสกับงานแล้วค่อยเก็บความรู้สึกมาร้องไห้ทีหลัง

“ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาชีวิตผมค่อนข้างสบาย ไม่เคยต้องรู้สึกแบบนี้และเป็นความรู้สึกที่ไม่มีใครควรเจอ การมีคนตายต่อหน้าเราทุกวัน โดยที่รู้สึกว่าช่วยเขาไว้ไม่ทัน รู้สึกแย่ว่าเราไม่เก่งพอ ไม่เร็วพอที่จะช่วยเขา ผมก็ไม่รู้ว่าวันไหนตัวเองจะพังทลาย แต่ต้องโฟกัสกับงานว่ามีคนตายอยู่ทุกวัน

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเสมอตั้งแต่มาทำงานนี้ ที่ผ่านมาผมทำค่ายอาสามาหลายครั้ง ก็ตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องไปสอนหนังสือแทนครูตามชายแดน ทำไมเราต้องสร้างโรงเรียนแทนกระทรวงศึกษาฯ ทำไมต้องทำทุกอย่างแทนทุกคนไปหมด พอมาทำงานเกี่ยวกับโควิดก็เกิดคำถามว่าทำไมเราต้องทำหน้าที่รับส่งผู้ป่วยแทนระบบสาธารณสุขประเทศไทย ทำไมเราต้องตอบสนองเคสฉุกเฉินหน้างานเยอะขนาดนี้ ซึ่งปกติคนที่ทำหน้าที่นี้ก็คืออาสาสมัครกู้ภัย รัฐไม่ได้มีโครงสร้างที่ครบทุกองค์ประกอบ

“เกิดคำถามเต็มไปหมด ทั้งเคลือบแคลงใจและโกรธว่าทำไมประชาชนต้องช่วยเหลือกันเองขนาดนี้ ภาษีที่จ่ายไปไม่ดูแลเราเลยเหรอ เหมือนเราจ่ายเงินค่าเช่า แต่พอจะยื้อชีวิตตัวเองก็ต้องจ่ายเงินเองอยู่ดี ใครไม่สามารถจ่ายได้ก็ต้องล้มหายตายจากไป

“อยากให้ภาครัฐลดเกมการเมืองลง ตอนนี้เราทุกคนมีศัตรูเดียวกันคือโรคระบาด แต่ผู้ใหญ่หลายคนยังโฟกัสแค่ว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะ น่าเศร้าที่เขาพยายามชนะโดยที่ปลายทางเป็นชัยชนะบนกองเถ้าถ่าน เราไม่ควรเอาเกมการเมืองมาเล่นกับชีวิตคน เราต้องตื่นและช่วยกัน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ต้องให้ความสำคัญกับชีวิตคนก่อน”

…………….

ชยพล สท้อนดี

อดีตนักบินและอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดฉุกเฉิน


3


“ผมเป็นพนักงานบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สิน พอบริษัทได้รับผลกระทบก็ถูกตัดเงินเดือน 25% ปริมาณงานที่จะได้ค่าคอมมิชชันก็น้อยลง แต่ชั่วโมงการทำงานของผมยืดหยุ่นจึงมาทำงานอาสาช่วยผู้ป่วยโควิดไปพร้อมกันได้ เจ้านายก็เข้าใจ

“การมาทำงานอาสา ผมก็กังวลว่าตัวเองจะติดเชื้อเหมือนกัน แต่คิดว่าป้องกันตัวเองดีแล้ว เวลาทำงานต้องใส่ชุดพีพีอี ใส่หน้ากากอนามัยหลายชั้น ใส่ถุงมือป้องกันอย่างดี

“ผมเรียนจบด้านกฎหมาย ทำงานเกี่ยวกับกฎหมายมาตลอด ไม่นึกว่าจะได้มาทำงานที่ต้องปฐมพยาบาลให้คนป่วย เราเห็นภาพว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย สถานการณ์คงแย่กว่านี้ ตอนนี้ชาวบ้านไม่มีที่พึ่ง ประชาชนจึงต้องพึ่งประชาชนด้วยกันเอง การทำงานอาสาทำให้เราเห็นปัญหาในระบบบริหารจัดการของภาครัฐ ระบบสาธารณสุข ระบบราชการรวมศูนย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ได้รับการบริการที่ล่าช้า ไม่ทันท่วงที จนเกิดการเสียชีวิตหลายกรณีที่เราได้สัมผัสมา

“เคยมีคนแจ้งเรามาว่า มีคนติดโควิดทั้งบ้านอยู่ในชุมชนเลียบทางด่วนบางนา เขาเข้าไม่ถึงเตียงรักษา เราจึงเข้าไปประสานเรื่องเตียงให้ ตอนนั้นเข้าใจว่าติดเชื้อแค่บ้านนั้นหลังเดียว แต่วันต่อมามีการชุมนุมประท้วงปิดแยกบางนา ชาวบ้านต้องการให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาดูแลชุมชนนี้ เพราะทั้งชุมชนติดเชื้ออยู่ราว 70% ในจำนวนนั้นมีเด็กอายุ 3 เดือนจำนวน 3 คนที่ติดเชื้อ เราจึงประสานร่วมกับสำนักงานเขตบางนาที่เข้ามาหลังมีการประท้วง ชาวบ้านชุมชนนี้พยายามติดต่อเจ้าหน้าที่มาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ไม่ได้รับการดูแลเลย ตอนที่เราเข้าไปคนติดเชื้อมีอาการมา 4-5 วันแล้ว กว่าผลตรวจจะออก บางคนก็วิกฤตแล้ว

“ผมอยากให้ภาครัฐปฏิรูประบบสาธารณสุข เป็นแบบรัฐสวัสดิการให้เข้าถึงแบบถ้วนหน้า ไม่จำเป็นต้องรอเรื่องสิทธิ ต้องถามกันว่าคุณมีสิทธิรักษาแบบไหน ถ้ารู้ผลว่าติดเชื้อก็ควรวอล์กอินเข้าไปรักษาได้เลย การบริหารจัดการภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ทรัพยากรและบุคลากรในระบบสาธารณสุขไม่เพียงพอ บวกกับการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เราเห็น”

…………….

ชุมพล หลักคำ

พนักงานบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินและอาสาสมัครช่วยเหลือประสานหาเตียงและจัดรถรับส่งผู้ป่วยโควิด


4


“ผมทำธุรกิจท่องเที่ยว ทำเรือดำน้ำดูปะการังตกปลา โควิดทำให้ผมว่างมาเป็นปีแล้ว ที่ผ่านมาผมไม่เคยรับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐ แม้ตอนนี้สามารถออกเรือตกปลาได้ แต่ผมไม่รับลูกค้าเพราะเป็นห่วงทีมงานที่จะต้องเสี่ยง ผมร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย พอที่บริษัทไม่มีงาน ผมไม่อยากเลิกจ้างงานหรือลดเงินเดือนพนักงานจึงให้ทุกคนมาทำงานอาสาสมัครที่เส้นด้าย โดยที่ผมแบกรับไว้เอง

“ชีวิตปกติของผมห่างไกลความตายมาก ผมกลัวผี แต่พอทำงานอาสาได้เจอสถานการณ์ที่ต้องถอดสายออกซิเจนออกจากศพลูกเอาไปใส่ให้แม่แทน เขาเป็นแม่ลูกที่ติดเชื้ออยู่ในบ้านเดียวกัน ผมเอาถังออกซิเจนไปให้ลูกตอนสามทุ่ม พอเช้าลูกเสียชีวิต แล้วแม่ออกซิเจนต่ำ ก็ต้องถอดสายออกซิเจนจากลูกไปให้แม่ระหว่างรอประสานโรงพยาบาล ตอนนั้นแม่ไม่รู้ว่าลูกเสียชีวิตแล้ว เขาบอกว่า “ดูลูกฉันหน่อยสิไม่ขยับตัวเลย” เราไม่อยากเก็บศพต่อหน้าเขา กลัวเขาใจไม่ดี ชีวิตปกติไม่มีทางได้เจอเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน

“มีอยู่บ้านหนึ่ง มีคนสูงอายุป่วยติดเตียง คนป่วยอัลไซเมอร์ คนสติไม่สมประกอบ มีคนแข็งแรงที่สุดคือคนอายุ 60 กว่าปีที่มาขอความช่วยเหลือเรา เขาปฏิเสธการรักษา เพราะถ้าเขาไปคนเดียวแล้วคนอื่นๆ ในบ้านจะไม่มีคนดูแล ปรากฏว่าตรวจแล้วเขาติดเชื้อทุกคน และเราประสานให้ทั้งสี่คนได้ไปรักษาพร้อมกัน คนกลุ่มนี้เขาแยกกันไม่ได้ เพราะถ้าติดเชื้อสามคนแล้วเหลืออยู่บ้านเพียงคนเดียว คนที่เหลือนั้นจะใช้ชีวิตอย่างไร

“การมาทำงานอาสาทำให้เห็นว่าทุกวันนี้รัฐบริหารงานได้ล้มเหลวมาก มีคนตายคาบ้าน คนพิการหาที่รักษายากมาก โยนกันไปโยนกันมาแล้วหาจุดจบไม่ได้ว่าทำยังไงเขาจึงจะได้รับการรักษา ตอนนี้เหมือนเราแบกความหวังของคนจำนวนมาก บางสายโทรมาแล้วดีใจมากที่มีคนรับโทรศัพท์ เพราะเขาพยายามติดต่อสายด่วนต่างๆ ทั้งวันแล้วไม่สามารถติดต่อใครได้

“เวลาหาเตียงไม่ได้เรากดดันมาก โทรศัพท์ดังจนอยากจะขว้างทิ้ง วันไหนได้เตียงเยอะทีมงานก็เหนื่อย แต่มีความสุข เราเห็นแต่การรอคอย จังหวะที่เราถอยรถเข้าไปรับเขาที่บ้านก็มีรอยยิ้ม บางคนแทบจะก้มกราบเลย บางคนรอเป็นอาทิตย์กว่าจะได้เตียง ผมไม่อยากเห็นใครตายคาบ้านแล้ว

“การทำงานนี้ทำให้ผมได้เข้าไปในบ้านคนจำนวนมาก บางครอบครัวมี 5 คน นอนเรียงกันในห้องเล็กๆ ห้องเดียว บางบ้านมีคนเสียชีวิตไปแล้วก็ต้องมีคนนั่งเฝ้าศพอยู่ในห้องเดียวกัน แจ้งรัฐไปแล้วกว่าจะมาเก็บศพ มีอยู่เคสหนึ่งเสียชีวิตตอนตีสี่ มีคนเข้ามาเก็บศพตอนหนึ่งทุ่ม ระหว่างนั้นคนในครอบครัวก็ใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในห้องนั้นด้วย สังคมมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก แต่ตอนนี้คนมีเงินก็ซื้อเตียงไม่ได้ ผมเคยไปเจอคนที่อยู่ในบ้านหลังใหญ่โตก็เสียชีวิตที่บ้านเช่นกัน มีเงินก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เตียง

“มีอยู่วันหนึ่งผมไปตั้งจุดตรวจในชุมชนกับทีมแพทย์ชนบท ช่วงบ่ายกระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่ามีวัคซีนมาให้ 100 โดส ทุกคนดีใจมาก เราฉีดวัคซีนให้คนอายุมากกว่า 60 ปีที่มีโรคประจำตัวและผลตรวจเป็นลบ เขาดีใจมากวิ่งมากอดเรา เขาร้องไห้และขอบคุณ บอกว่าลงทะเบียนวัคซีนของรัฐไม่เป็น เพราะอยู่กันสองคนตายาย บางคนลงทะเบียนวัคซีนแล้วก็โดนเลื่อนหลายรอบ รัฐบาลควรฉีดวัคซีนให้ทั่ว การที่รัฐประกาศให้ผู้สูงอายุไปฉีดวัคซีน บางคนก็ไม่รู้ เขาเข้าไม่ถึงสื่อออนไลน์ ทำงานหาเช้ากินค่ำ รู้แค่ว่าตื่นมาต้องรีบไปซื้อของมาขาย ขายหมดก็รีบนอนเพื่อวันถัดไป หาเงินวันละไม่กี่ร้อยไปจุนเจือครอบครัว

“อยากให้ภาครัฐบริหารจัดการดีกว่านี้ ต้องปูพรมตรวจและปูพรมฉีดวัคซีน ไปตรวจเชิงรุกแล้วถ้าพบว่าใครผลเป็นลบก็ฉีดวัคซีน โรคนี้ติดได้ตลอดเวลา ถ้าตรวจแล้วผลเป็นลบ ปล่อยกลับบ้านเขาก็มีโอกาสติดอีก”

…………….

อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย

นักธุรกิจและอาสาสมัครช่วยเหลือประสานหาเตียงและจัดรถรับส่งผู้ป่วยโควิด


5


“ผมเป็นเจ้าของธุรกิจทัวร์และเป็นหัวหน้าทัวร์พาคนไทยไปต่างประเทศ ตั้งแต่โควิดระลอกแรก พอบินออกนอกประเทศไม่ได้ ผมก็กระทบ 100% ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ช่วงแรกมีโครงการทัวร์เที่ยวไทย ผมเข้าโครงการแต่ก็ยังกระทบเรื่อยๆ จนต้องหยุดธุรกิจมาสองปีแล้ว ต้องหยุดจ้างลูกน้องไปก่อน เขาก็เข้าใจสถานการณ์ ธุรกิจท่องเที่ยวไม่มีมาตรการรัฐมาช่วยเหลืออะไรเลย

“ผมเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเส้นด้าย ก่อนหน้านี้ผมมีงานอดิเรกเป็นอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจึงมีประสบการณ์จากการทำงานอาสาช่วยเหลือผู้ป่วย การทำงานกู้ภัยในสถานการณ์ปกติต่างจากการช่วยผู้ป่วยโควิดตอนนี้มาก ถ้าเป็นการกู้ภัยอุบัติเหตุทั่วไปหรือช่วยผู้ป่วยตามบ้านที่ศูนย์เอราวัณร้องขอมา เราก็ดูไปตามอาการ แต่พอมีโควิด ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์แบบไหนต้องคิดเสมอว่าเขาเป็นผู้ติดเชื้อแล้ว ทีมงานต้องมีอุปกรณ์ป้องกันทุกคน

“เมื่อผมมาทำงานอาสาช่วยผู้ป่วยโควิด ปัญหาใหญ่ก็คือภาครัฐ แต่ละแห่งไม่มีการร่วมมือกัน บางเคสหน่วยงานราชการประสานเรามาว่าให้ช่วยรับผู้ป่วยไปโรงพยาบาล พอไปถึงปลายทางกลับไม่มีใครประสานมา คนป่วยก็ต้องนอนรอในรถ ตอนนี้โรงพยาบาลค่อนข้างแน่น ตอนกลางคืนไม่มีโรงพยาบาลไหนรับผู้ป่วยวิกฤตแน่นอน เราจึงมีทีมงานช่วงกลางคืนออกไปให้ออกซิเจนผู้ป่วยวิกฤต เอาอุปกรณ์ไปยื้อชีวิต แต่ก็ต้องทำงานตามสภาพ

“ทีมของผมผ่านการอบรมของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินฯ (สพฉ.) เราเป็นอาสาสมัครภาคประชาชนที่ผ่านการอบรมมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดในสถานการณ์แบบนี้ได้ รถที่อาสาสมัครแบบเรามีเป็นรถพื้นฐาน หากถึงที่เกิดเหตุและประเมินแล้วว่าไม่สามารถช่วยเหลือได้ก็ต้องเรียกรถกู้ชีพแอดวานซ์ คือรถที่มีหมอพยาบาล สามารถให้น้ำเกลือ มี AED และอุปกรณ์ต่างๆ พร้อม มีอยู่เคสหนึ่งผมเจอผู้ป่วยเริ่มใกล้วิกฤตต้องทำซีพีอาร์ เราจึงเรียกรถแอดวานซ์ ตามหลักคือถ้าเรียกแล้วก็ต้องรอรถแอดวานซ์มา เคสนั้นเรารอเกือบหนึ่งชั่วโมงยังไม่มีใครมา ถ้าใครเคยทำซีพีอาร์จะรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน โทรไปหากี่รอบเขาก็บอกว่าแต่งตัวอยู่ ตามหลักการกู้ชีพแล้วมีเวลากำหนดว่าต้องไปถึงที่เกิดเหตุในกี่นาที ช่วงโควิดก็ต้องวางอุปกรณ์ไว้ มีชุดพีพีอีเตรียมพร้อมเสมอ แต่วันนั้นเขาไม่มาจนเราต้องถามซ้ำว่าจะมาไหม สรุปว่าเขาไม่มา

“ระหว่างรอคนในทีมบอกว่าให้ออกไปเลยรอรถกู้ชีพแอดวานซ์ไม่ไหว ผู้ป่วยวิกฤตก็รอไม่ได้ ผมก็บอกว่าตามระเบียบเราต้องรอ มันเป็นความขัดแย้งระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ สุดท้ายญาติผู้ป่วยบอกว่าให้ยกไปเลย ซึ่งญาติต้องยอมรับเรื่องคววามเสี่ยงหากเสียชีวิต ญาติยืนยันว่าให้ยกไปเลย เพราะถ้ารออยู่บ้านก็เสียชีวิตเหมือนกัน เขาอยากให้ไปถึงมือหมอโดยเร็ว แต่พอไปถึงแล้วก็ต้องรอหน้าโรงพยาบาลอยู่ดี ซึ่งเคสนี้สุดท้ายก็เสียชีวิตบนรถ

“เรื่องการขับรถส่งผู้ป่วย ตอนผมทำอาสาสมัครกู้ภัยก็ขับรถกู้ภัยอยู่แล้ว จึงรับมือสถานการณ์เร่งด่วนได้ ผมเคยไปรับผู้ป่วยโควิดแล้วน้องที่นั่งด้านหลังรถกับผู้ป่วยบอกว่าให้เร่งหน่อย ออกซิเจนเหลืออีกห้านาที เราก็ต้องรีบขับรถ โชคดีว่าเคสนั้นผู้ป่วยไม่วิกฤตมาก เวลามีผู้ป่วยอยู่ในมือเราก็กังวลอยู่แล้ว พยายามไปให้ถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุด แต่ในสถานการณ์นี้ทุกคนต้องเข้าใจว่าเตียงเต็มจริงๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ไปถึงแล้วโรงพยาบาลรับเลย เคยมีคนโทรมาให้เราไปส่ง บอกว่าประสานปลายทางไว้แล้ว ไปถึงโรงพยาบาลบอกว่าไม่ได้รับเรื่อง ก็ต้องนอนรอบนรถ ปัจจุบันการจะนำส่งปลายทางจึงต้องขอเบอร์คนอนุมัติและโทรยืนยันล่วงหน้าก่อนถึงโรงพยาบาล

“ภาครัฐน่าจะปลดล็อกเรื่องการต้องใช้ผลตรวจ RT-PCR เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีผลตรวจแบบ ATK แล้วต้องรอผล RT-PCR ระหว่างนั้นเขาก็ร้อนใจ บางคนเสียเงินตรวจ ATK หลายร้อยบาทแล้วโรงพยาบาลก็ไม่รับ ควรเปิดรับผู้ป่วยโดยไม่ยึดที่ผล RT-PCR ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ถ้ารู้ว่าใครติดแล้วต้องรีบแยกออกมากักตัวและมีจุดรองรับเขา”

…………….

นฤธัช สีบุญเรือง

นักธุรกิจและอาสาสมัครช่วยเหลือประสานหาเตียงและจัดรถรับส่งผู้ป่วยโควิด

MOST READ

Life & Culture

21 Sep 2021

[ความน่าจะอ่าน] ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง” กับ ‘ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี’

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึง ‘ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี’ ของ ณัฐพล ใจจริง 1 ใน 11 Top Highlights ‘ความน่าจะอ่าน 2021’ ที่ชวนคุณย้อนมองภาพประวัติศาสตร์การเมืองไทยใต้เงาอเมริกา พ.ศ.2491-2500

กษิดิศ อนันทนาธร

21 Sep 2021

Life & Culture

21 Sep 2021

[ความน่าจะอ่าน] ‘เศรษฐศาสตร์ความจน’ ทำความเข้าใจความจน ก้าวพ้นมายาคติ

อิสร์กุล อุณหเกตุ เขียนถึงหนังสือ ‘เศรษฐศาสตร์ความจน’ (Poor Economics) ผลงานจากสองนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล 1 ใน 11 Top Highlights ‘ความน่าจะอ่าน 2021’ ว่าด้วยมายาคติที่ฝังลึกเกี่ยวกับความยากจน และการก้ามข้ามกับดักความจน

อิสร์กุล อุณหเกตุ

21 Sep 2021

Life & Culture

7 Oct 2021

อ่านโจทย์เมืองใหม่ เมื่อคนไทยต้องอยู่บนตึกสูง (มากขึ้น) กับ ภัณฑิรา จูละยานนท์

101 คุยกับ ภัณฑิรา จูละยานนท์ ว่าด้วยโจทย์เมืองใหม่ เมื่อที่อยู่อาศัยแนวตั้งอาจเป็นอนาคตของเมือง เราจะตีโจทย์นี้อย่างไร เมืองแบบไหนที่จะโอบรับทุกคน และอยู่ได้อย่างมีความสุขทั้งเด็ก คนหนุ่มสาว และผู้สูงอายุ

กานต์ธีรา ภูริวิกรัย

7 Oct 2021

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save