กานต์ธีรา ภูริวิกรัย, อดิศร เด่นสุธรรม เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

หลายคนคงคุ้นเคยกับสำนวนไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”

แต่เชื่อหรือไม่ว่า วิธีคิดที่ซ่อนอยู่ภายใต้สำนวนนี้ นอกจากจะทำให้เกิดแผลทางกาย อาจนำมาซึ่งบาดแผลที่ประทับลงในใจของคนที่ถูกตี ความรักความหวังดีอาจบ่มเพาะเป็นปมชีวิตของคนที่คุณรักโดยไม่รู้ตัว

จากผลสำรวจของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเด็กและเยาวชน ซึ่งทำการสำรวจประสบการณ์การประสบความรุนแรงในเด็กและเยาวชน ที่เข้าสู่สถานพินิจฯ 75 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 1,195 คน พบว่าในปี 2560 เด็กและเยาวชนจำนวน 638 คน เคยถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการถูก ตบ ต่อย เฆี่ยน ตี บีบคอ กดน้ำ ใช้มีด หรืออาวุธอื่นๆ

รูปแบบการทำร้ายร่างกายที่พบมากสุดคือการถูกเฆี่ยนตี โดยการกระทำ 64% เกิดขึ้นที่บ้าน และ 37% ผู้กระทำคือพ่อแม่ ที่สำคัญมีเด็กจำนวนถึง 58% ยังเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นไว้ ไม่เล่าให้ใครฟัง

ยังไม่นับการใช้ความรุนแรงประเภทอื่นๆ ทั้งความรุนแรงทางเพศ เช่น การลวนลาม ทำอนาจาร หรือความรุนแรงทางอารมณ์ เช่น การที่พ่อแม่ขู่ว่าจะลงโทษ กระทั่งพูดว่าไม่สนใจหรือรักคนอื่นมากกว่า

101 ขออาสาพาไปสำรวจเรื่องราวของ ‘ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน’ ในมุมที่ลึกลงไป โดยเฉพาะในมุมของผู้ถูกกระทำ ทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ

คำว่า “เจ็บแต่จบ” อาจใช้ได้กับความเจ็บปวดบางกรณี แต่ไม่ใช่กับกรณีต่อไปนี้อย่างแน่นอน

 

 

1. การกระทำที่ทำให้เกิดความรุนแรง สร้างแผลเป็นทั้งทางร่างกายและทางจิตใจกับเด็กและเยาวชนที่เป็นเหยื่อความรุนแรง และพวกเขามีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ หรือส่งต่อความรุนแรงไปให้กับผู้อื่นเมื่อเป็นผู้ใหญ่

 

 

2. ในปี 2560 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้ทำการสำรวจประสบการณ์การประสบความรุนแรงครั้งแรกในเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่สถานพินิจฯ 75 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 1,195 คน (มีนาคม-เมษายน 2560) โดยแบ่งนิยามความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนเป็น 3 ประเภท ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention of the Rights of the Child)

 

1. ความรุนแรงทางร่างกาย

 

 

“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” อาจเป็นจุดริเริ่ม สร้างปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

เด็กและเยาวชน จำนวน 638 คน หรือ 54% เคยถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการถูก ตบ ต่อย เฆี่ยน ตี บีบคอ กดน้ำ ใช้มีด หรืออาวุธอื่นๆ

รูปแบบการทำร้ายร่างกายที่ไม่รุนแรงมาก พบมากสุดคือการถูกเฆี่ยนตี โดยการกระทำ 64% เกิดขึ้นที่บ้าน และ 37% ผู้กระทำคือพ่อแม่

ที่สำคัญมีเด็กจำนวนถึง 58% ยังเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นไว้ ไม่เล่าให้ใครฟัง

 

2. ความรุนแรงทางเพศ

 

 

ในกลุ่มตัวอย่าง มีเด็กถึง 50 คน เคยถูกลวนลาม และอนาจาร ผู้กระทำมีทั้งคนไม่รู้จัก เพื่อน คนในครอบครัว และผู้อื่น โดยเหตุการณ์ครั้งแรก เหยื่อส่วนใหญ่จะมีอายุ 15-16 ปี และเกิดที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ หรือคิดเป็น 52%

 

3. ความรุนแรงทางอารมณ์

 

 

“ติเพื่อก่อ” “ชมมากเดี๋ยวเหลิง” คำพูดเหล่านี้อาจสร้างทัศนคติด้านลบต่อเด็กและสังคม

การที่พ่อแม่พูดขู่จะลงโทษ การพูดว่าไม่สนใจหรือรักคนอื่นมากกว่า พูดเปรียบเทียบกับคนอื่น

ไปจนถึงการที่เพื่อนพูดจาดูถูก ล้อเลียน ด่าด้วยคำหยาบ ปล่อยข่าวลือ

สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างบาดแผลให้กับเด็ก ส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจ ไปจนถึงพัฒนาการทางร่างกายและทางสังคมของเด็ก

และจากกลุ่มตัวอย่างมีเด็กจำนวนถึง 165 คน ส่งต่อความรุนแรงทางอารมณ์ต่อผู้อื่น โดยให้เหตุผลว่าต้องการระบายอารมณ์

 

3. ความรุนแรงส่งผลต่อสภาพจิตใจ

 

 

เด็กและเยาวชนที่เป็นเหยื่อความรุนแรง บางคนอาจเกิดอาการ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) หรือที่เรียกว่า ภาวะผิดปกติทางจิตใจหลังเหตุการณ์รุนแรง โดยจะมีอาการทั้งระยะสั้นและระยะยาว

 

 

อาการ PTSD จะแสดงอาการออกมาเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ (ณ ปี 2560 ที่ทำการสำรวจ) คือ

 

 

1. เหตุการณ์นั้นตามมาหลอกหลอน : ผู้ประสบเหตุ นึกถึงหรือฝันร้ายถึงเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลต่ออาการทางร่างกาย เช่น เหงื่อออก หายใจถี่ มีความทุกข์ทรมานจิตใจอย่างรุนแรง และจากการสำรวจพบว่า เด็ก 37.7% ยังมีหวนนึกถึงเหตุการณ์นั้นขึ้นมาซ้ำๆ

 

 

2. คอยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเตือนให้นึกถึงเหตุการณ์ หรือมีอารมณ์เฉยชา : ผู้ประสบเหตุการณ์ความรุนแรงบางคนไม่กล้าไปในสถานที่เกิดเหตุ เพราะเมื่อเห็นสถานที่แล้วจะรู้สึกกระวนกระวาย โดยพบเด็กมีประสบการณ์กับความรุนแรง 31.6% ที่มีอาการเช่นนี้ ขณะที่บางคนอาจอยู่ในสถานที่เกิดเหตุได้ แต่ไร้ความรู้สึก เฉยชา ไม่ร่าเริง

 

 

3. อารมณ์และความคิดเปลี่ยนไปในทางลบ : ผู้ประสบเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับทั้งตัวเองและผู้อื่น รู้สึกผิด อับอาย โกรธ โทษตัวเองและผู้อื่น มองทุกอย่างในแง่ร้าย จนบางคนเริ่มมีการทำร้ายตัวเอง โดยพบเด็กที่ประสบกับความรุนแรง 20% ที่เคยคิดโทษตัวเองหรือบุคคลที่สามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

 

4. ตื่นตัวมากเกินไป : ผู้ประสบเหตุการณ์ความรุนแรงมีปัญหาด้านการนอนหลับ รู้สึกใจสั่น ตกใจง่าย ระแวง ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว โดยพบเด็ก 21% นอนหลับยากหรือไม่สนิท และ 20% ระบุว่ามีอาการหงุดหงิดและโกรธง่าย

 

4. บาดแผลที่ลามไปยังผู้อื่น : เมื่อคนทำผิดก็เคยเป็นเหยื่อมาก่อน

 

 

เด็กที่ถูกกระทำความรุนแรง มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ เขาอาจมีอาการก้าวร้าว ชอบรังแกเพื่อน ทำร้ายคู่ครอง มีพฤติกรรมรุนแรงกับลูก ทำให้เกิดการถ่ายทอดพฤติกรรมรุนแรงจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อไป

นอกจากนี้ ปัญหาด้านจิตใจของเด็กก็ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ใช้สารเสพติด ไปจนถึงการเข้าร่วม หรือกลายเป็นผู้ก่ออาชญากรรม

(ที่มา : รายงานขององค์การยูนิเซฟเรื่อง “การเลี้ยงดูโดยมิชอบต่อเด็ก”)

 

5. เจ็บ ต้อง… “จบ”

 

 

“อาชญากรไม่ได้หล่นมาจากฟ้า แต่ผุดขึ้นจากเนื้อนาดินของสังคม”- ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีผู้พบเห็นหรือได้ยิน แต่ไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วย

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะแก้ปัญหาความรุนแรง ด้วยการมองถึงปัจจัยแวดล้อมที่มีส่วนต่อการกระทำความรุนแรง

ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน สภาพแวดล้อม รวมถึงตัวพวกเราเองที่จะต้องไม่เงียบและพร้อมช่วยเหลือหากพบเห็นเหตุการณ์รุนแรง

 


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

Author