สมชาย ปรีชาศิลปกุล เรื่อง

 

ลูกผู้ชาย

 

น. เรียกผู้ชายที่มีความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และมีความรับผิดชอบ เป็นต้น, พจนานุกรมไทย – ไทย ราชบัณฑิตยสถาน

ในแวดวงการศึกษาด้านสตรีนิยม หรือ Feminism ได้เสนอกรอบการวิเคราะห์เพื่อทำการแยกแยะความหมายระหว่างเพศกำเนิด (sex) และเพศภาวะ, เพศสภาพ (gender) ไว้ สำหรับเพศกำเนิดมีความหมายถึงลักษณะทางด้านสรีระบางประการของมนุษย์ อันสืบเนื่องมาจากการมีเพศกำเนิดเป็นชายหรือหญิง เช่น ขนหน้าแข้งของชาย หน้าอกของหญิง เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวถือว่าเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้น และยากจะเปลี่ยนแปลงได้

ขณะที่เพศสภาพมีลักษณะที่แตกต่างออกไป กล่าวโดยสรุปแล้ว มีความหมายถึงความเชื่อความเข้าใจที่มีต่อมนุษย์แต่ละเพศว่าจะต้องมีวิถีปฏิบัติ มาตรฐานในการดำเนินชีวิต หรือการปฏิบัติตัวในลักษณะเช่นไร เช่น หากเป็นเพศชายแล้วก็ควรจะต้องมีความเข้มแข็ง เป็นผู้นำครอบครัว ขณะที่หากเป็นหญิงก็จะต้องมีกริยามารยาทเรียบร้อย มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน เป็นต้น

เพศกำเนิดถูกพิจารณาว่าเป็น ‘ธรรมชาติ’ ส่วนเพศสภาพเป็นความหมายที่ถูกสร้างขึ้น แต่หลายความหมายได้กลายเป็นความจริงในความเข้าใจของผู้คนจำนวนมาก เช่น บุคคลที่เป็นชายต้องมีความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ หากใครที่ปฏิบัติออกนอกมาตรฐานความเชื่อดังกล่าว ก็อาจต้องเผชิญกับการตอบโต้หรือแรงกดดันจากสังคม

การพิจารณาว่าเพศภาวะเป็นความหมายที่ถูกสร้างขึ้นได้ ทำให้การมองความเชื่อเหล่านี้เป็น ‘ความจริงที่ถูกสร้าง’ อันหมายถึงมาตรฐานต่างๆ ทางสังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้สร้างมันและทำให้มันมีความหมายขึ้น ความจริงในลักษณะนี้จึงสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เฉกเช่นเดียวกันกับกติกาของการเล่นกีฬา ข้อตกลงว่าฝ่ายใดที่จะชนะการแข่งขันได้ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถเอาลูกบอลใส่ไปในตาข่ายได้มากกว่ากันในระยะเวลาที่กำหนด วิธีการเอาลูกบอลใส่เข้าไปก็จะมีข้อกำหนดต่างๆ เช่น ใช้มือ ใช้เท้า ขยับไปได้กี่ก้าว ฯลฯ กฎเกณฑ์เหล่านี้ก็คือความจริงที่ถูกสร้างและก็สามารถเปลี่ยนไปได้

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญในมุมมองของแนวคิดสตรีนิยมต่อการพิจารณาถึงเพศภาวะ ก็คือความหมายต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในสังคมนั้น มักไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นกลางทางเพศอย่างที่เข้าใจกัน หากแต่มีความเอนเอียงทางเพศดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะที่แอบแฝงหรือปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอียงไปหาเพศชาย

 

หน้าตัวเมีย

 

น. ลักษณะหน้าตาท่าทางคล้ายผู้หญิง โดยปริยายหมายความว่าใจเสาะ ขี้ขลาด ไม่กล้าสู้ (มักพูดเป็นเชิงเหยียดหยามผู้ชาย), พจนานุกรมไทย – ไทย ราชบัณฑิตยสถาน

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.2554 เธอกลายเป็นนายกรัฐมนตรีผู้หญิงคนแรกในสังคมการเมืองไทย แต่แทนที่จะได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้หญิงคนแรกที่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในทางการเมือง เธอกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งจวบจนกระทั่งการหลบหนีคดีในบั้นปลาย

ควบคู่ไปกับการวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อนโยบายของรัฐบาล การโจมตีที่มีต่อนางสาวยิ่งลักษณ์อย่างสำคัญอีกด้าน ปรากฏในประเด็นที่เกี่ยวพันกับความเป็นหญิง / ประเด็นทางเพศ / ครอบครัว กรณีข้อพิพาททางศาลซึ่งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางคนได้กล่าวในรายการ ‘สายล่อฟ้า’ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้เป็นประเด็นทางเพศมาเป็นเครื่องมือเช่นกัน

ไม่ต้องกล่าวถึงการใช้วาทะในการเล่นงานนางสาวยิ่งลักษณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำกล่าวของนายแพทย์อาวุโสที่ยินดีจะมาทำ ‘รีแพร์’ ให้แบบไม่คิดเงิน, การอาสาไป ‘ล่อ’ ของอาจารย์มหาวิทยาลัยมากปริญญาที่คิดว่าตนเองหน้าตาดี แม้กระทั่งในช่วงของการหลบหนีคดีของเธอในกรณีจำนำข้าว ก็ยังมีการเล่นสำบัดสำนวนล้อเลียนของช่างประดิษฐ์คำต่อข้ออ้างเรื่อง ‘น้ำในหู’ ไม่เท่ากัน

ที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ท่ามกลางข้อโจมตีอันไพศาลที่มีต่อนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก

สำหรับสังคมประชาธิปไตย การวิพากษ์วิจารณ์ต่อบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ ย่อมเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถกระทำได้ การแสดงความคิดที่แตกต่างไปจากนโยบายของรัฐบาลหรือทิศทางที่มีผู้มีอำนาจผลักดัน นับเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ในสังคมไทย การวิพากษ์วิจารณ์ต่อนายกรัฐมนตรีก็เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่จะพบว่าในการโจมตีต่อบุคคลดังกล่าว มักจะพุ่งเป้าไปที่ความสามารถในการบริหารงานเป็นสำคัญ ด้วยการชี้ให้เห็นด้านที่ไม่พึงประสงค์จากการดำเนินนโยบายนั้น

แน่นอนว่ารัฐบาลที่นำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็ถูกโจมตีในเชิงนโยบายด้วยเช่นกัน แต่ด้านที่ดูจะรุนแรงและถูกอภิปรายอย่างเมามันกลับเป็นประเด็นความเป็นหญิง / เรื่องทางเพศ / ครอบครัว มากกว่า

พึงตระหนักว่าการโจมตีและการหัวเราะชอบใจต่อประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ถูกสร้างและแพร่กระจายโดยบุคคลที่เป็นชายแต่เพียงอย่างเดียว

 

ความเดียงสาของสตรีนิยมไทย

 

Merriam Webster พจนานุกรมชื่อดังของสหรัฐฯ ยกให้คำว่า Feminism เป็นคำศัพท์แห่งปี 2017 จากกระแสการเคลื่อนไหวของสตรีทั่วโลก และเป็นคำที่มีการสืบค้นเพิ่มมากขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปีเดียว

แม้คดีระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 3 คน จะยุติลงด้วยความเมตตาในการถอนคดีจากศาล ภายหลังจากที่เธอชนะคดีมาทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยคำตัดสินทั้งสองศาล มีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก แต่ปมประเด็นสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ คือการโจมตีจำนวนมากที่ไม่ได้มีการฟ้องคดีในชั้นศาล ซึ่งล้วนแต่มีเนื้อหาไปในทิศทางที่ไม่แตกต่างออกไปมากนัก กลับไม่ได้มีการตระหนักถึงอย่างเพียงพอ

การกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าเธอควรใช้กระบวนการทางศาลกับผู้ที่กล่าวถ้อยคำทั้งหมด เพราะการใช้วิธีดังกล่าว อาจหมายถึงการโยนภาระลงไปบนบ่าของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการใช้อคติทางเพศแต่เพียงอย่างเดียว

ตรงกันข้าม สิ่งที่ควรช่วยกันพิจารณาก็คือว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะความเดียงสาของแนวความคิดทางด้านสตรีนิยมในสังคมไทยโดยรวม ใช่หรือไม่

แนวความคิดเรื่องสตรีนิยมในสังคมไทย เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง อย่างน้อยสามารถพิจารณาได้จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ.2517 และบทบัญญัติกฎหมายในหลายเรื่อง ที่มีความเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับการเรียกร้องของกลุ่มนักสิทธิสตรี และดูจะขยายตัวกว้างขวางมากขึ้นสืบเนื่องต่อมา แต่เพราะเหตุใด เมื่อเกิดการใช้ประเด็นทางเพศภาวะมาโจมตีในวิกฤตการเมืองช่วงรัฐบาลที่นำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ เสียงทักท้วงจากนักสตรีนิยมในสังคมไทยกลับเบาบางเป็นอย่างยิ่ง

ข้อสันนิษฐานประการหนึ่งก็คือ แนวความคิดของนักสิทธิสตรีของไทย ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากกรอบความขัดแย้งทางการเมือง หรือหากกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือประเด็นทางการเมืองอยู่เหนือ/สำคัญกว่า ประเด็นทางด้านสิทธิสตรี ดังนั้นเพื่อขจัดนางสาวยิ่งลักษณ์ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ระบอบทักษิณ’ แม้จะมีการปั้นประเด็นด้านเพศภาวะมาโจมตี ก็สามารถเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (ไม่ว่าจะโดยตระหนักรู้หรือไม่ก็ตาม)

ทั้งที่แนวความคิดสตรีนิยม ได้พยายามเน้นย้ำว่า “เราเป็นผู้หญิงก่อนที่จะไปอยู่ในชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง” อันมีความหมายว่าบุคคลจะอยู่ในสถานะของหญิง ก่อนที่จะไปมีอัตลักษณ์ในลักษณะอื่นๆ แต่สำหรับสังคมนี้ ความเป็นผู้หญิงไม่มีความสำคัญมากเท่ากับประเด็นการเมือง อะไรที่ใช้โจมตีได้ แม้จะเป็นประเด็นที่แนวความคิดสตรีนิยมเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญ ก็พับเก็บใส่กระเป๋าก่อน ไว้รอมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้วค่อยมารณรงค์ให้ความรู้กันต่อ

การลดทอนความสำคัญของมุมมองด้านสิทธิสตรีให้อยู่ต่ำกว่าปมความขัดแย้งทางการเมือง จึงทำให้ไม่เกิดการตั้งคำถาม การตรวจสอบ ต่อการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลในขณะนั้น แน่นอนว่าเมื่อปราศจากแรงกดดันที่มีต่อท่าทีแบบเหยียดผู้หญิง ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ผู้ซึ่งได้ประกอบกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ในคราวนั้น จะแสดงความรู้สึกต่อการกระทำที่ได้ทำลงไป ก็ในเมื่อยังไม่เป็นความผิด แล้วจะสำนึกผิดได้อย่างไร

หากพิจารณาจากความเดียงสาของสตรีนิยมไทย จึงย่อมคาดหมายได้ว่า ความพยายามใดๆ ในการผลักดันให้เกิดความรู้และความตระหนักผ่านมุมมองสตรีนิยมในสังคมไทย จะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้มากสักเท่าไหร่ เพราะความพยายามแทบทั้งหมดจะต้องชะงักลง เมื่อต้องมาเผชิญกับประเด็นอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญมากกว่า

ดังนั้น อย่าไปคาดหมายเลยว่าจะสามารถรื้อสร้างสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘วาทกรรม / อุดมการณ์ / อคติทางเพศ’ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ความเห็นที่อาจเป็นไปได้มากที่สุดต่อการถอนฟ้องคดีโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็คือการชื่นชมการกระทำของเธอว่าช่าง ‘แมน’ เหลือเกิน และแมนกว่าฝ่ายซึ่งเป็นผู้กระทำมากมายนัก

Author

Somchai Preechasinlapakun

สมชาย ปรีชาศิลปกุล - อาจารย์และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมาชิกคนสำคัญแห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สมชายสนใจศึกษาเรื่องกฎหมายกับสังคม นิติปรัชญา ประวัติศาสตร์กฎหมาย และกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน