fbpx
“ชีวิตคนจนมีมูลค่าเท่าไหร่?” เปิดเมนูอร่อยจากสารพิษในสวน ความตายในทุ่งนา

“ชีวิตคนจนมีมูลค่าเท่าไหร่?” เปิดเมนูอร่อยจากสารพิษในสวน ความตายในทุ่งนา

วจนา วรรลยางกูร เรื่อง

“ก็กลัวอ่ะพี่ แต่ทำไงได้มันเป็นอาชีพ”

คำบอกเล่าของแรงงานรับจ้างฉีดยาฆ่าหญ้าในไร่นาผ่านคลิปวิดีโอของข่าวสด สะท้อนความเสี่ยงของอาชีพนี้ซึ่งไม่มีมาตรฐานการป้องกันใดๆ

จำนวนเงิน 50 บาท เป็นค่าตอบแทนสำหรับการฉีดสารเคมีหนึ่งไร่ มีแค่หมวกไอ้โม่งคลุมหัว หลังสะพายถังบรรจุสารเคมี เดินเท้าเปล่ามือเปล่าไปพ่นยาในนา เพื่อป้องกันรองเท้าบูทเหยียบต้นข้าวเสียหาย

คนส่วนมากที่ทำงานนี้คือคนหนุ่มที่ยอมเสี่ยงเพื่อค่าตอบแทนวันละ 500-1,000 บาท ซึ่งมากกว่าค่าแรงรายวันทั่วไป พวกเขาเหล่านี้รู้ดีว่ากำลังเอาสุขภาพมาเสี่ยง อีกทั้งเคยเห็นคนในหมู่บ้านที่เคยทำงานนี้กินข้าวไม่ลง ค่อยๆ ผอม จนเสียชีวิตในที่สุด

หากคิดว่าพวกเขาเลือกที่จะเอาชีวิตมาเสี่ยงเอง ลองคิดดูว่าถ้าเป็นคุณจะเลือกรับงานนี้ไหม?

ไม่ว่าเราจะสนใจหรือไม่ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนแทรกซึมอยู่ในสายธารการผลิตอาหารทุกประเภทในชีวิตประจำวัน

ไม่นานนี้แคมเปญซูเปอร์มาร์เก็ตที่รักซึ่งเป็นความร่วมมือจากภาคประชาสังคมหลายองค์กรได้จัดฉายภาพยนตร์สารคดี Bananas!* ที่ติดตามปัญหาไร่กล้วยในนิการากัวที่ลามมาจนถึงศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา

Bananas!* เป็นสารคดีสวีเดน กำกับโดย Fredrik Gertten เมื่อปี 2009 โดยหยิบยกเอาความขัดแย้งระหว่างบริษัทอาหารข้ามชาติจากสหรัฐอเมริกาและคนงานปลูกกล้วยในนิการากัว ซึ่งมีการกล่าวหาว่ายาฆ่าแมลง DBCP ที่บริษัทอาหารใช้ในไร่กล้วยของเขา เป็นเหตุทำให้คนงานเป็นหมัน

DBCP ถูกแบนจากสหรัฐอเมริกาในปี 1979 หลังพบว่ามีผลกระทบทำให้ผู้ใช้เป็นหมัน แต่บริษัทดังกล่าวยังคงสั่งซื้อสารเคมีนั้นจากอเมริกาในปริมาณมหาศาล โดยยืนยันกับผู้ผลิตว่าจะใช้ต่อไปและหากมีผู้เสียหายทางบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง

สาร DBCP ถูกส่งมาใช้กับสวนกล้วยขนาดใหญ่ในนิการากัวซึ่งเป็นฐานการผลิตของบริษัทดังกล่าวเพื่อส่งออกกล้วย สารเคมีมหาศาลถูกพ่นจากท่อซึ่งติดตั้งครอบคลุมทั่วสวนกล้วย ทิ้งน้ำผสมสารเคมีขังแอ่งเฉอะแฉะตามพื้น เมื่อคนงานชาวพื้นถิ่นเข้าไปตัดกล้วย น้ำที่ค้างอยู่ตามใบกล้วยและเครือกล้วยจะไหลมาตามเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเนื้อตัวของพวกเขา โดยเฉพาะคนลากรอกลำเลียงเครือกล้วยออกจากสวนจะต้องเดินเท้าเปล่าเพื่อให้มีแรงต่อสู้กับพื้นโคลนเฉอะแฉะ

คนงานสวนกล้วยสวมใส่เสื้อผ้าเปื้อนสารเคมีนั้นทั้งวันจนถอดออกเมื่อกลับถึงบ้านและเข้านอน ก่อนรุ่งเช้าจะหยิบมาใส่เพื่อไปทำงานอีกครั้ง

สารคดีเล่าผ่านเรื่องราวของ Juan Domínguez ทนายความอเมริกันเชื้อสายคิวบาที่ออกตัวเข้ามาช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้คนงานสวนกล้วย เขานำตัวแทนคนงาน 12 คนเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทนายจ้าง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการใช้สารเคมีดังกล่าวจนทำให้คนงานเป็นหมัน โดยคดีถูกนำขึ้นพิจารณาในศาลฎีกา และมีการสั่งจ่ายเงินชดเชยผู้เสียหายบางส่วน

สารคดีดังกล่าวไม่ได้นำเสนอจากมุมมองเดียว เมื่อมีการถ่ายทอดคำให้การในศาล ทำให้ผู้ชมพบข้อมูลบางจุดจากฝั่งโจทก์ว่าแรงงานบางคนอาจไม่ได้เป็นหมันเพราะทำงานในสวนกล้วยจริง นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยชีวิตหรูหราของ Domínguez ที่เข้ามาช่วยฟ้องคดีโดยไม่มีค่าจ้างและออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้คนงานนิการากัวมาขึ้นศาล โดยหวังจะได้ส่วนแบ่งจากค่าเสียหายมหาศาล หากคดีของผู้เสียหาย 12 คนแรกกลายเป็นคดีตัวอย่างที่จะนำไปสู่การชดเชยให้คนงานที่เหลือซึ่งมีจำนวนมาก

Domínguez ยังปฏิเสธที่จะช่วยลูกของคนงานรายหนึ่งฟ้องบริษัทอาหารต้นสังกัด เมื่อเขาเชื่อว่าสารเคมีที่ใช้ในสวนกล้วยเป็นเหตุให้พ่อของเขาเสียชีวิตเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาจะฟ้องเฉพาะคดีคนเป็นหมันเท่านั้น เพราะมีหลักฐานชัดเจนที่จะทำให้ชนะคดี

แต่เรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้คือบริษัททุนข้ามชาติขนาดใหญ่รู้ถึงอันตรายจากยาฆ่าแมลงที่นำมาใช้ แต่ก็ยังเดินหน้าใช้ต่อไปอีกหลายปีโดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนงาน

“ชีวิตคนจนมีมูลค่าเท่าไหร่?” เปิดเมนูอร่อยจากสารพิษในสวน ความตายในทุ่งนา

เมื่อภาพยนตร์มีคิวเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ลอสแองเจลิสในปี 2009 ผู้กำกับสารคดี Bananas!* ถูกบริษัทอาหารในสารคดีฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทโดยที่ทางบริษัทยังไม่ได้ดูสารคดีมาก่อนและมีการกดดันจนทางผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ถอนชื่อสารคดีเรื่องนี้ออกจากการประกวด

การฟ้องปิดปากดังกล่าวลาก Gertten ให้ไปสู่ศาลและเป็นข่าวดังทางหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งในสหรัฐอเมริกาและสวีเดน ซึ่งเขาบันทึกเรื่องราวระหว่างนั้นจนเป็นสารคดีเรื่องต่อมา Big Boys Gone Bananas!* ในปี 2011 เปิดประเด็นให้ผู้คนถกเถียงถึงเสรีภาพในการแสดงความเห็นและประเด็น SLAPP หรือการใช้กลไกกฎหมายเพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ ซึ่งภาครัฐและบริษัทเอกชนนิยมใช้มากขึ้นเพื่อปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชน

หากจะมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในนิการากัว สวีเดน หรือสหรัฐอเมริกายังเป็นเรื่องไกลตัว ให้ลองนึกดูว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสารคดี Bananas!* ล้วนเป็นปัญหาเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

แรงงานในอุตสาหกรรมอาหารไทยหลายส่วนยังเข้าไม่ถึงสิทธิแรงงานที่เป็นธรรม และเราในฐานะผู้บริโภคก็มีส่วนช่วยสนับสนุนให้การกดขี่นั้นเกิดขึ้นต่อไป หากไม่มีการแสดงออกถึงการต่อต้านอาหารที่เกิดจากการผลิตที่ไม่เป็นธรรม

แต่ใช่ว่าจะไม่มีคนลุกขึ้นมาสู้ เช่นไม่นานมานี้ที่มีองค์กรสิทธิมนุษยชนเผยแพร่เรื่องราวบริษัทผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งหนึ่งที่มีการกดขี่แรงงาน นำมาสู่การใช้ SLAPP ฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งตัวแรงงาน คนทำงานในองค์กรสิทธิ สื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าว คนที่กดแชร์คลิป

แม้ว่าคดีประเภทนี้โดยส่วนใหญ่มักนำไปสู่การสั่งยกฟ้องในที่สุด แต่การขึ้นศาลกลายเป็นภาระที่ยืดเยื้อจนทำให้คนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต้องถอดใจ โดยเฉพาะบางกรณีมีการไปแจ้งความในจังหวัดห่างไกลหลายสิบคดี การฟ้องกลั่นแกล้งเช่นนี้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรในการดำเนินการทางกฎหมายและไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความเป็นธรรมในสังคมทุกด้าน

ที่สุดอาจทำให้ผู้เสียหายถอนฟ้อง สื่อมวลชนเลิกพูดถึงเพราะขยาดการไปขึ้นศาล ส่วนบริษัทที่ทำธุรกิจแบบไม่โปร่งใสกลับลอยตัว

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากทิศทางของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้คือ สิ่งที่บริษัททุนใหญ่เหล่านี้เป็นห่วงไม่ใช่ชีวิตของลูกจ้าง แต่เป็นหน้าตาบริษัทที่นำมาซึ่งผลกระทบทางธุรกิจ จึงปล่อยให้เผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงก็ตาม

แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและทำให้เกิดการจ้างงานที่เป็นธรรม จนถึงชดเชยค่าเสียหายที่ปฏิบัติกับคนเล็กคนน้อยเหล่านี้ด้วยความไม่เป็นธรรม แต่กลับมาไล่ฟ้องเรียกค่าเสียหายกับผู้เสียหายที่ออกมาเผยแพร่ปัญหา

เรื่องราวเหล่านี้น่าจะนำไปสู่คำถามในแต่ละมื้ออาหารของเราว่า ข้าว ผัก เนื้อสัตว์ หรือผลไม้ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้มาจากที่ไหน มีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายกับผู้ผลิตและผู้บริโภคหรือไม่ คนปลูกผักได้ค่าตอบแทนที่สมควร หรือถูกกดราคาแล้วมาขายให้เราในราคาแพง คนเลี้ยงไก่ได้มีวันหยุดและค่าจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่

ในอาหารมื้ออร่อยของเรามีใครถูกเอาเปรียบอยู่หรือเปล่า?

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save