fbpx
ติดโควิด ผิดที่ใคร?

ติดโควิด ผิดที่ใคร?

เดือนหน้านี้ถึงคราวครบกำหนดโรดแมปเปิดประเทศภายใน 120 วัน ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาประกาศกร้าวเอาไว้เมื่อเดือนมิถุนายน สิ่งที่ผู้เขียนสงสัยคือ ‘ท่าที’ ของรัฐบาลจะเป็นอย่างไรภายหลังการเปิดประเทศ โดยเฉพาะท่าทีต่อผู้ติดโควิด-19

ที่ผ่านมา รัฐพยายามปัดความรับผิดชอบ โบ้ยว่าคนที่ติดเชื้อคือคนที่ไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ นาๆ ของรัฐ บ้างก็เน้นย้ำเรื่องการฝ่าฝืนเคอร์ฟิว บ้างก็เตือนเรื่องการตั้งวงเหล้าวงพนัน บ้างก็บอกว่าไม่ยอมเว้นระยะห่างทางสังคม ทั้งที่คนซึ่งติดโควิด-19 จากเหตุการณ์เหล่านั้นถือว่าเป็นส่วนน้อยมากๆ หากเทียบกับคนที่ติดโควิด-19 เนื่องจากต้องทำมาหากินเนื่องจากรัฐเก่งแต่การบังคับ แต่ไม่ค่อยสันทัดการช่วยเหลือที่รวดเร็ว เพียงพอ และทั่วถึง

บทความนี้ชวนมาหาคำตอบกันว่า ถ้าคนไทยหนึ่งคนติดโควิด-19 ใครควรจะเป็นคนที่ผิด และใครควรที่จะแสดงความรับผิดชอบ

เราอาจมองโลกแบบกำปั้นทุบดินว่าเขาหรือเธอผิดเพราะดันไปติดโควิด-19 เสียเอง ผิดที่ปฏิบัติตัวไม่เคร่งครัด หรือว่าจริงๆ แล้ว เราควรพิจารณาผ่านกรอบที่มองว่าโควิด-19 คือภัยธรรมชาติอย่างหนึ่ง และหากมองด้วยกรอบนี้ ความผิดส่วนใหญ่จึงควรตกอยู่ที่รัฐซึ่งบริหารจัดการอย่างด้อยประสิทธิภาพต่างหาก

โลกที่เป็นธรรมกับโลกแห่งความเป็นจริง

คุณเชื่อในคติที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไหมครับ?

ถ้าเชื่อเช่นนั้น การที่ใครคนหนึ่งติดโควิด-19 ก็คงจะเป็นผลของการทำเรื่องไม่ดีในระดับปัจเจก เขาหรือเธออาจไม่เว้นระยะห่าง ไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่ประพฤติปฏิบัติตัวเป็นพลเมืองที่ดีในยุคนิวนอร์มัลตามคำแนะนำของรัฐบาล หรืออาจเคยทำเรื่องเลวร้ายในอดีตชาติ กรรมจึงตามทันจนต้องติดโควิด-19 ในวันนี้

วิธีคิดเช่นนี้ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลกันดี แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก็จะเริ่มมองเห็นปัญหา

มุมมองข้างต้นเรียกว่า ‘สมมติฐานโลกที่เป็นธรรม’ (just-world hypothesis) เสนอโดยนักจิตวิทยาชื่อว่าเมลวิน เลอร์เนอร์ (Melvin Lerner) สมมติฐานดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมกล่าวโทษเหยื่อ (victim blaming) เช่น การตำหนิผู้หญิงที่ถูกข่มขืนว่าเป็นคนให้ท่าหรือแต่งตัวยั่วยวนผู้ชาย จึงต้องรับผลของการกระทำนั้น ตำหนิคนที่ถูกรถชนขณะข้ามถนนว่าไม่ระมัดระวัง หรือการมองว่าคนจนเพราะขี้เกียจ เป็นต้น

ผู้เขียนรู้สึกกระดากที่จะพูดว่าโลกแห่งความเป็นจริงคือโลกที่เป็นธรรม เพื่อให้เห็นภาพ เราต้องเริ่มจากความคิดที่ว่าไม่มีใครอยากติดโควิด-19 แต่คนที่มีทรัพยากรน้อยกว่าและเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขต่ำกว่าย่อมมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อและเสียชีวิตมากกว่า ลองเปรียบเทียบง่ายๆ ระหว่างคนจนที่ไม่มีเงินซื้อหน้ากากอนามัยคุณภาพดีกับคนรวยที่สามารถซื้อหน้ากากกักตุนไว้ใช้ได้เป็นเดือน คนจนที่หยุดงานได้ไม่นานก็ต้องออกไปหาเลี้ยงชีพแม้ว่าจะไม่อยากไปกับคนรวยที่สามารถทำงานออนไลน์ในโรงแรมระหว่างพักผ่อนที่ต่างจังหวัด คนจนที่ทั้งครอบครัวต้องอาศัยอยู่ในห้องนอนเดียวกันกับคนรวยที่มีห้องนอนเพียงพอสำหรับทุกคน คนจนที่ต้องนอนรอจัดสรรเตียงผู้ป่วยตามสิทธิกับคนรวยที่สามารถใช้ประกันเพื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน ฯลฯ

เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดเองเออเองนะครับ เพราะมีงานวิจัยซึ่งศึกษาในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน พบว่าชุมชนที่มีรายได้ต่ำที่สุดจะมีความชุกของการระบาดโควิด-19 มากกว่าชุมชนที่ร่ำรวยที่สุดถึง 2.5 เท่า!

นับว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดสำหรับเหล่าคนจน เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากที่สุดแล้ว ผู้มีรายได้น้อยยังเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากโควิด-19 เพราะต้องสูญเสียรายได้เป็นสัดส่วนที่มากกว่าและเสี่ยงต่อการตกงานมากกว่า ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำในภาพรวม หลายครอบครัวต้องตกอยู่ในภาวะยากจนอีกครั้งเพราะการระบาดใหญ่

ในเมื่อไม่มีใครอยากติดโควิด-19 ทุกคนก็ต่างหวาดกลัวและตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก จะดีกว่าไหมถ้าเราจะหยุดชี้นิ้วตำหนิเหล่าผู้ถูกกระทำ และมองคนเหล่านั้นอย่างเข้าอกเข้าใจในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ผิดที่ประชาชนไม่เคร่งครัด?

เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองมนุษย์เป็นเครื่องจักรที่แสวงหาผลประโยชน์สูงสุด พวกเขาเห็นแก่ตัวอย่างไร้ขอบเขต มีเหตุมีผลอย่างไร้ขอบเขต และมีจิตใจมุ่งมั่นอย่างไร้ขีดจำกัด หากมนุษย์เป็นเช่นนี้ เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายมาเพื่อจำกัดสิทธิ ก็คงยอมศิโรราบ เพราะมองว่าการฝ่าฝืนอาจได้ไม่คุ้มเสีย

แต่มนุษย์จริงๆ ไม่ได้เหมือนกับมนุษย์ในแบบจำลอง เรามีความเห็นแก่ตัวที่จำกัดและพร้อมจะเสียสละความสุขส่วนตนบางอย่างให้กับคนแปลกหน้า เรามีความสามารถในการใช้เหตุผลจำกัด เพราะระบบประมวลผลในสมองของเราไม่ได้เก่งฉกาจพอที่จะชั่งน้ำหนักระหว่างทางเลือกตรงหน้าและผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และความมุ่งมั่นของจิตใจคนเราก็มีขอบเขต สังเกตจากหลายคนที่ต้องการเลิกบุหรี่หรือลดน้ำหนัก แต่พวกเขาก็ทำไม่ได้สักที ทั้งที่รู้ว่าหากทำสำเร็จจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราในระยะยาว

จริงๆ แล้ว มนุษย์เราในบางครั้งก็ยอมฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากความทุกข์ตรงหน้า ดิ้นรนออกจากภาวะวิกฤติแม้จะเป็นการกระทำที่ดูไม่สมเหตุสมผลเพราะพวกเราคือสามัญชน ไม่ใช่ตำรวจ ทหาร หรือสุนัขที่ถูกฝึกให้เชื่อง ต้องทำทุกอย่างตามคำสั่งนายเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษ

การที่ประชาชนไม่เคร่งครัดกับคำสั่งแบบสักแต่ว่าสั่งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางตั้งแต่เมื่อปีกลายที่ผ่านมาเพราะเหล่านักพฤติกรรมศาสตร์กังวลว่าการใช้มาตรการล็อกดาวน์เป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิด ‘ความเหนื่อยล้าจากการล็อกดาวน์’ (Lockdown Fatigue) นำไปสู่การใช้มาตรการที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่สามารถจำกัดการระบาดได้อย่างที่คาดหวัง

แรกเริ่มเดิมที แนวคิดข้างต้นเป็นเพียงการคาดการณ์จากงานวิจัยในอดีตที่บังคับให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การจัดการการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในอังกฤษที่ไม่ประสบผลเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันมีการศึกษาจำนวนมากที่ยืนยันว่าปรากฎการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องจริง

การศึกษาชิ้นล่าสุดนำทีมโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดที่ใช้ข้อมูลจาก 152 ประเทศพบว่า การดำเนินมาตรการล็อกดาวน์เป็นระยะเวลานาน หรือล็อกดาวน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ประสิทธิผลในการจำกัดการระบาดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเชิงนโยบายว่า การล็อกดาวน์ควรทำแบบเข้มข้นเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะถ้ายิ่งนาน ก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่ประชาชนจะไม่ยอมปฏิบัติตาม

การศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของสำนักโพลล์ YouGov ที่สอบถามประชาชนใน 24 ประเทศเรื่องการปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันการระบาด ผลลัพธ์ที่ได้ปรากฏว่า แม้แต่ในประเทศที่ดูเหมือนจะเคร่งครัดอย่างจีน ประชาชนเองก็เริ่มผ่อนคลายความระมัดระวัง หลังจากต้องเผชิญกับการระบาดเป็นระยะเวลานาน

นี่คือเรื่องธรรมดาของสามัญชนที่คงไม่สามารถประพฤติปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อบังคับทุกข้อที่รัฐกำหนดแบบขาดความเข้าอกเข้าใจ หากใครสักคนติดโควิด-19 แล้วรัฐมาตำหนิว่าที่ติดก็เพราะไม่ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ผมแนะนำให้ตอกกลับว่า “ขอโทษด้วยนะครับ พอดีเกิดมาเป็นคนปกติ”

ผิดที่รัฐไร้ประสิทธิภาพ?

โทษรัฐอีกแล้ว!?

ใช่ครับ ในเมื่อการระบาดของโควิด-19 ถือเป็นภัยธรรมชาติรูปแบบหนึ่งซึ่งประชาชนไม่ใช้ผู้ก่อเหตุ รัฐบาลในฐานะที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ ‘ปัญหาสาธารณะ’ ซึ่งภาคเอกชนไม่สามารถจัดการได้ ก็ควรจะเป็นตัวตั้งตัวตีและผู้รับผิดชอบหลัก ในกรณีที่มีผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิต

ข้อมูลเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อยืนยันทั้งสิ้น 1,500,105 คน เสียชีวิต 15,612 คน หากยึดตามสถิตินี้ ประเทศไทยถือว่าบริหารจัดการได้ในระดับกลางๆ ไม่ได้ดีแต่ก็ไม่ได้เลวร้าย อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนภาพที่แท้จริงทั้งหมด เพราะภาครัฐเองก็ออกมายอมรับว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงควรจะมากกว่านี้ ที่สำคัญ อัตราการตายส่วนเกิน (excess mortality) ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาสูงถึง 17,259 คนเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2558 – 2562 นับว่าเป็นตัวเลขมหาศาลที่สะท้อนได้ดีถึงความล้มเหลวของรัฐบาลทั้งในการจัดการวิกฤติและการตรวจหาผู้ติดเชื้อ

ยังไม่นับปัญหาวัคซีนไม่มาตามนัดจนทำให้ไทยฉีดวัคซีนล่าช้า ส่งผลกระทบให้แผนเปิดประเทศล่าช้าและกิจการหลายแห่งยังต้องอยู่ในสภาวะล็อกดาวน์ยาวนานแบบไม่มีความหวัง จึงไม่น่าแปลกใจหากกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เหลือเพียง 2.1 เปอร์เซ็นต์ ครองตำแหน่งบ๊วยในกลุ่ม ASEAN-5 ซึ่งประกอบด้วยมาเลเซีย (4.7 เปอร์เซ็นต์) อินโดนีเซีย (3.9 เปอร์เซ็นต์) ฟิลิปปินส์ (5.4 เปอร์เซ็นต์) และเวียดนาม (5.4 เปอร์เซ็นต์)

เรียกได้ว่าจัดการโรคระบาดก็ไม่ดี เศรษฐกิจก็เอาไม่อยู่ ถ้ารัฐไม่ผิดก็ไม่รู้จะไปโทษใคร

แล้วนโยบายที่ดีควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดกรอบคิดสำหรับประเทศในสหภาพยุโรป เพื่อให้รัฐใช้ในการออกแบบนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ให้ประชาชนเหนื่อยล้าจากมาตรการป้องกันโรคระบาดจนไม่ปฏิบัติตาม ผู้เขียนขอหยิบบางตัวอย่างมาสรุปไว้คร่าวๆ ดังนี้ครับ

ประการแรก ต้องเข้าใจว่ามาตรการไหนบ้างที่จะทำให้คนทนไม่ได้ในระยะยาว รัฐต้องสร้างสมดุลและปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งต้องคิดถึงหัวจิตหัวใจของประชาชน บางครั้งก็ต้องเข้าใจว่าการบอกห้ามแบบกำปั้นทุบดินเป็นเรื่องที่ประชาชนปฏิบัติตามได้ยาก เช่น การห้ามเฉลิมฉลองในเทศกาลระดับชาติ หรือการห้ามเดินทางกลับภูมิลำเนา แทนที่จะห้าม รัฐควรให้คำแนะนำที่เหมาะสมและกระทำได้ง่ายเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาด อย่างที่เราทราบกันดีว่ารัฐไทยทำตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ประการที่สอง ต้องทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องง่ายและราคาถูก หากรัฐต้องการให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยหรือใช้เจลแอลกอฮอล์ แทนที่จะสักแต่ว่าสั่งให้ประชาชนไปเอาตัวรอดกันเอาเอง รัฐควรจัดหาให้ในราคาประหยัดหรือแจกจ่ายให้ทุกครัวเรือน หากต้องการให้เรียนออนไลน์หรือทำงานที่บ้าน รัฐก็ควรอุดหนุนค่าอินเทอร์เน็ตหรือค่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็น หากไม่ต้องการให้ออกจากบ้าน ก็ต้องคิดเรื่องการกินการอยู่และสิ่งของที่จำเป็น หากต้องการห้ามไม่ให้ทำมาหากิน รัฐก็ต้องจ่ายเงินเยียวยา

ตราบใดที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องยุ่งยากและราคาแพง ก็อย่าหวังลมๆ แล้งๆ ว่าประชาชนจะปฏิบัติตาม

ประการที่สาม รัฐบาลควรทำตัวน่ารัก ไม่ใช่กล่าวโทษ ก่นด่าหรือข่มขู่ประชาชนที่ไม่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐ หากรัฐบาลไหนยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ ก็ควรปรับทัศนคติเสียใหม่โดยเริ่มจากว่า ประชาชนทุกคนต่างก็ยอมเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อกระทำตามคำสั่งของรัฐ เพราะคงไม่มีใครอยากติดเชื้อโควิด-19 แต่กลุ่มคนที่ตัดสินใจฝ่าฝืนก็เพราะความจำเป็น การก่นด่ากล่าวโทษจึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา น่าเสียดายที่รัฐไทยพร้อมจะกล่าวโทษประชาชน โดยไม่มีสักครั้งที่จะออกมาขอโทษที่บริหารจัดการผิดพลาด แต่ล่าสุดมีการขอโทษอย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งครั้งจากการโพสต์รูปการ์ตูนที่โหนกระแสอย่างน่ารังเกียจ

ประการที่สี่ พูดคุยกับประชาชน สอบถามความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบ แล้วปรับมาตรการตามข้อเสนอ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าความคิดเห็นของประชาชนส่งไปถึงรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่เห็นคือรัฐบาลปรับเปลี่ยนการทำงานน้อยมากโดยยึดตามเสียงผู้เชี่ยวชาญมากกว่าเสียงประชาชน แน่นอนครับว่าการฟังผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรมองข้ามความรู้สึกประชาชน แทนที่จะเล่นบทขึงขังแบบพ่อรู้ดี ทำไมไม่ลองมานั่งคุยกันว่าแค่ไหนที่รับได้ มาตรการไหนที่พอจะรับไหว แล้วแบ่งรับแบ่งสู้ไปตามกำลัง

ประการที่ห้า การสื่อสารต้องชัดเจน กระชับ และเหมาะสมกับผู้รับสาส์น แต่ผมมองว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้ได้แย่จนน่าประหลาดใจ ตั้งแต่หลักปฏิบัติตัวรับมือการระบาดของโควิด-19 ที่ย่อว่า D-M-H-T อ่านแล้วก็ชวนเกาหัวว่าหมายถึงอะไร แล้วทำไมต้องใช้ตัวย่อเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่คล้องจองกัน หรือสารพัดศัพท์เทคนิคหรือศัพท์ภาษาอังกฤษที่ท่วมอยู่ในเฟซบุ๊กของศูนย์ข้อมูล COVID-19 ไม่ว่าจะเป็น Bubble and Seal, COVID-Free Setting และ Universal Prevention ซึ่งเป็นการเขียนเองเข้าใจเอง

เพียงห้าข้อนี้ก็คงพอจะบอกได้แล้วว่ารัฐบาลไทย ‘สอบตก’ ขนาดไหนเมื่อเทียบกับมาตรฐานระดับสากล

ดังนั้น ถ้าถามผู้เขียนว่าติดโควิดผิดที่ใคร คำตอบหนึ่งเดียวคือ ‘รัฐบาล’ ที่จัดหาวัคซีนได้ล่าช้า ดำเนินนโยบายจำกัดการระบาดแบบไม่เข้าอกเข้าใจประชาชน บริหารเศรษฐกิจเละไม่เป็นท่า และบีบบังคับให้ประชาชนต้องออกมาเสี่ยงชีวิตทำมาหากิน ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงติดโควิด-19


เอกสารประกอบการเขียน

The Belief in a Just World

Impact of COVID-19 outbreak by income: hitting hardest the most deprived

Pandemic fatigue: Reinvigorating the public to prevent COVID-19

Fault Lines Widen in The Global Recovery

MOST READ

Economic Focus

6 Oct 2021

Stagflation เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจไม่ดี ความท้าทายต่อธุรกิจและธนาคารกลาง

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย มองปรากฏการณ์ stagflation ซึ่งคือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง ที่หลายประเทศกำลังประสบหลังโควิดเริ่มผ่านพ้น จนอาจเป็นความท้าทายใหญ่ของธุรกิจและธนาคารกลางทั่วโลก

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

6 Oct 2021

Curious Economist

26 Sep 2021

ติดโควิด ผิดที่ใคร?

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ชวนหาคำตอบว่า ถ้าคนคนหนึ่งติดโควิด-19 คนที่ผิดคือตัวเราเองที่ไม่ระวัง หรือรัฐบาลที่ด้อยประสิทธิภาพในการจัดการวิกฤตกันแน่

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

26 Sep 2021

Spotlights

11 Oct 2021

20 ผลงานใหม่ ยอดอ่านสูงสุดของ The101.World เดือนกันยายน 2564

อ่าน 20 ผลงานใหม่ยอดนิยมของ The101.World ในเดือนกันยายน 2564 โปรเจกต์ ความน่าจะอ่าน 2021, ผลงาน ‘อ่านใหม่’ ยอดนิยม, รายการ 101 Gaze, รายการ 101 One-on-One และ 101 Bite-Sized clip

กองบรรณาธิการ

11 Oct 2021

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save