สมชาย ปรีชาศิลปกุล เรื่อง

 

สมมติเสวนาครั้งนี้เป็นการตอบคำถามของ “จ่านิว” โดย ป๋วย อึ๊งภากรณ์

สำหรับป๋วย เขาเป็นปัญญาชนสาธารณะซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในฐานะบุคคลสำคัญในหลากหลายด้าน ทั้งนี้ป๋วยได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับความหมายของมโนธรรม และการรับใช้ชาติไว้อย่างน่าสนใจ ส่วนจ่านิวเป็นเยาวชนซึ่งเชื่อมั่นในแนวความคิดของตนและมีความสงสัยต่อความชอบธรรมในระบบการเกณฑ์ทหาร

แน่นอนว่าการสนทนาดังกล่าวนี้มิได้เกิดขึ้นจริง ป๋วยได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2542 ขณะที่จ่านิว เป็น “สมมติเยาวชน” คนหนึ่งที่มีชีวิตและศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยในห้วงเวลาที่สังคมไทยอยู่ภายใต้การปกครองแบบอำนาจนิยม เขาและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ได้ทำการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย และการวิพากษ์วิจารณ์ต่อการปกครองภายใต้การนำของคณะทหารอันส่งผลให้เขาต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้มีอำนาจในหลายข้อหา

แม้จะไม่ได้มีการสนทนาเกิดขึ้นจริง แต่ความเห็นของป๋วยในสมมติสนทนานี้ ก็เป็นสิ่งที่เขาได้อภิปรายในระหว่างการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 โดยป๋วยได้แสดงความเห็นสนับสนุนต่อการรับรองเสรีภาพในมโนธรรม รวมถึงการอภิปรายถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้อย่างน่าสนใจ (ข้อมูลในบทความนี้ส่วนใหญ่มาจากรายงานการประชุมสภา ชุดที่ 2 ครั้งที่ 53 วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2517 หน้า 651 – 653 ซึ่งในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้ ป๋วย, นิสสัย เวชชาชีวะ และกระมล ทองธรรมชาติ ได้ร่วมกันเสนอให้มีบทบัญญัติในเรื่องการรับรองเสรีภาพที่แตกต่างไปจากที่เคยเป็นมาอย่างสำคัญ ดังนี้ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในมโนธรรมและการเชื่อถือในลัทธินิยมใดๆ”) ขณะที่ทัศนะของจ่านิว ก็เป็นประเด็นที่มีการให้ความสนใจเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางไม่น้อยเช่นกันในห้วงเวลาที่มีการเกณฑ์ทหารอยู่ในขณะนี้

 

จ่านิว: อาจารย์ให้ความหมายเกี่ยวกับมโนธรรมว่าอย่างไร และมโนธรรมนี้มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างไร

ป๋วย: คำว่า “มโนธรรม” นั้น กระผมหมายความดังนี้ คือหมายความว่าเป็นหลักการและอุดมคติที่คนเราแต่ละคนจะพึงมีขึ้นเป็นเครื่องเตือนสติเราว่า สิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดี  สิ่งใดไม่ดีคนที่จะใช้มโนธรรมก็ย่อมจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำเสีย สิ่งใดที่ดีก็พยายามทำและเป็นการส่งเสริมเป็นอย่างมาก กระผมใคร่จะขอเสนอตัวอย่างว่า ตามที่เคยมีนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งไม่สามารถที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านสภาแล้วนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อจะทรงลงพระปรมาภิไธยนั้น กระผมสรรเสริญท่านว่า ท่านมีมโนธรรม เพราะเหตุว่าท่านถือในหลักการของท่าน น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าหากว่าสิ่งใดที่ท่านไม่เห็นด้วย แล้วท่านก็กล้าหาญพอที่จะไม่นำขึ้นเสนอ นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง

ตัวอย่างอีกอันหนึ่ง กระผมใคร่จะกราบเรียนว่า บางทีเรื่องทั้งหลายนี่ไปพาดพิงกับทางด้านศาสนา กล่าวคือ เช่นในทางภาคใต้ ชาวอิสลามมีความเชื่อมั่นในลัทธิของเขาว่า การสักการะสิ่งที่ไม่เป็นตัวเป็นตน สิ่งที่เป็นปฏิมาขึ้นมานั้นเป็นสิ่งที่จะกระทำไม่ได้ อย่างนี้เป็นมโนธรรม หรือตัวอย่างอีกข้อหนึ่งก็คือว่าการที่รัฐบาลโดยความไม่รู้เท่าถึงการณ์ พยายามใช้หลักสูตรที่จะใช้ทั่วประเทศ บังคับให้เด็กในภาคใต้ต้องสวดพระพุทธมนต์ในพุทธศาสนา แล้วก็บิดามารดาเขาประท้วงคัดค้าน นี่เกิดจากมโนธรรม

 

จ่านิว: หากการมีมโนธรรมของบุคคลทำให้เกิดความขัดแย้งกับหน้าที่อื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ เช่น การต้องรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร จะยอมให้มโนธรรมอยู่เหนือหน้าที่เหล่านี้หรือไม่

ป๋วย: ในศาสนาพุทธของเราก็ดีหรือในศาสนาอื่นๆ ใดก็ดี เราพร่ำสอนลูกเต้าของเราลูกศิษย์ของเราว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นเป็นของที่ชั่วที่บาป เป็นสิ่งที่พึงละเว้น ทีนี้ถ้าหากว่าเด็กของเรานั้นเป็นเด็กที่ดี ประพฤติดี เชื่อถ้อยฟังคำของผู้ใหญ่ แล้วก็ถือเข้าไปจับจิตจับใจทีเดียว ทีนี้พอถึงเวลาที่เข้าจะถูกเกณฑ์ทหารขึ้นมา เขาจะนึกว่าพ่อของเรานี่อย่างไรหนอ สั่งสอนไม่ให้เรายิง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่กลับเอาปืนมาใส่ในมือเราเพื่อที่จะยิงคนอื่น หรือให้คนอื่นมายิงเรา

ในกรณีเช่นนี้กระผมคิดว่ามโนธรรมของเด็กนั้นน่าจะเป็นที่คุ้มครอง เพราะเหตุว่าในด้านหนึ่งเราสอนเขาว่าอย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อีกด้านหนึ่งนั้นเรากลับไปยุยงให้เขาฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทีนี้ถ้าหากว่าเขานึกขึ้นได้ในข้อนี้ มีสำนึกอันบริสุทธิ์ไม่ใช่เนื่องจากการหลีกเลี่ยงในการเกณฑ์ทหาร

 

จ่านิว: ถ้ามีบทบัญญัติดังกล่าวแล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่กลายเป็นการหาข้ออ้างในการไม่เกณฑ์ทหาร หรือหลบเลี่ยงการรับใช้ชาติของบรรดาเยาวชนทั้งหลาย

ป๋วย: กระผมใคร่จะกราบเรียนว่า เรื่องการรับใช้ชาติ การทำสาธารณะประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมนั้น ไม่เพียงแต่อยู่ที่การเกณฑ์ทหารหรือไม่อยู่ที่การรับราชการทหารอย่างเดียว ขอได้โปรดคำนึงว่าปีหนึ่งๆ คนที่ได้รับเกณฑ์ทหารไป แล้วก็หลุดพ้นจากการต้องเป็นทหารนั้นมีอยู่เท่าใด หลุดพ้นไปด้วยการจับใบดำบ้าง หลุดพ้นไปด้วยการให้สินบนบ้าง หลุดพ้นไปด้วยวิธีการอย่างอื่นบ้างเป็นหลายๆ คน ใจกระผมเองนั้นอยากจะให้คนไทยเรารุ่นหนุ่มและรุ่นสาวพยายามที่จะรับใช้ประชาชนและประเทศชาติทั่วถึงทุกคน บางคนอาจจะเกณฑ์ทหารไปได้ก็แล้วแต่มโนธรรมของเขา บางคนอาจจะสมัครเป็นทหารเสียเลย แต่บางคนเมื่อไม่สมัครเป็นทหารแล้วก็น่าที่จะบังคับให้ไปทำงานเช่นบูรณะชนบทหรือบูรณะแหล่งเสื่อมโทรมอะไรเหล่านี้เป็นต้น

 

จ่านิว: หมายความว่าอาจารย์ไม่เห็นด้วยกับการเกณฑ์ทหารใช่หรือไม่ แต่อาจารย์ก็เคยเป็น “ทหารชั่วคราว” โดยเห็นว่าเป็นการรับใช้ชาติประการหนึ่งในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองมิใช่หรือ

ป๋วย: การที่จะพิจารณาดูว่าใครก็ตามควรจะกระทำหน้าที่ของตนอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวประการหนึ่ง กับขึ้นอยู่กับความจำเป็นของบ้านเมืองอีกประการหนึ่ง ถ้าหากว่าบ้านเมืองมีความจำเป็นที่จะต้องเกณฑ์ทหารมากขึ้นสำหรับที่จะรับใช้ชาติในยามศึกหรือในยามที่ใกล้จะเกิดศึกขึ้นในกรณีเช่นนี้ ถ้าหากว่าใครพยายามที่จะไปทำทางด้านอื่น รัฐบาลก็สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยการตั้งตุลาการขึ้นหรือใช้ศาลธรรมดา นี่สำหรับที่จะบังคับให้มาเป็นทหารได้

และกระผมใคร่จะกราบเรียนว่า ในยามปกตินั้นเราควรจะส่งเสริมให้เยาวชนของเราทุกคนทำสาธารณประโยชน์ให้แก่สาธารณชนโดยทั่วไป แต่ส่วนในยามสงครามนั้นผู้ที่มีมโนธรรมที่ไม่พอที่จะถือปืนออกไปยิงกับคนอื่นเขา ในกรณีเช่นนี้กระผมคิดว่าไม่ใช่ความผิดไม่ใช่ความฉลาด เป็นความกล้าหาญพิเศษ เพราะเหตุว่าคนอื่นเขาทำกันมากๆ แต่ส่วนตัวเราเองนั้นกลับถอยไม่ทำ อย่างนี้ถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้ขลาด แต่แท้จริงความกล้าหาญของคนเหล่านี้มีอยู่ สำหรับในเรื่องนี้กระผมใคร่จะกราบเรียนว่าในต่างประเทศแทบทุกประเทศที่เจริญแล้วเขายอมรับเรื่องมโนธรรมทั้งในด้านทหารหรือในด้านพลเรือน ในทางด้านสังคม เศรษฐกิจทั้งหลาย

 

จ่านิว: ถ้าต้องถูกจับกุมอันเนื่องมาจากการถูกกล่าวว่ากระทำความผิด ผมควรจะหลบหนีหรือต่อสู้กับกระบวนการทางกฎหมาย ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นกระบวนการที่กอปรไปด้วยความไม่ชอบธรรม

ป๋วย: ข้าพเจ้าอาจไม่สามารถให้คำตอบนี้ได้ดี คุณอาจหาคำตอบนี้ได้จากนักสันติวิธีหลายท่านที่มีความรอบรู้และประสบการณ์อันกว้างขวาง รวมถึงการประเมินสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เท่าที่พอจะตอบได้จากประสบการณ์เมื่อต้องถูกจับกุมในระหว่างการโดดร่มเข้ามาในเมืองไทยเมื่อยามที่ข้าพเจ้าเป็นเสรีไทยนั้น “ข้าพเจ้าควรจะกลืนยาพิษเข้าไปไหมหรือควรจะยอมให้จับเป็น … ชีวิตเป็นสิ่งที่มีความสดชื่นและสวยงาม และตราบใดที่มีชีวิต ตราบนั้นก็ยังมีความหวัง ถ้าญี่ปุ่นจะทรมานข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตายเสียเดี๋ยวนี้เห็นจะสบายดีกว่า แต่เห็นแล้วว่าไม่มีญี่ปุ่นในหมู่คนที่มาจับข้าพเจ้าเลย อย่ากระนั้นเลย เมื่อปะเสือก็ต้องยอมสู้ อย่าเลย ให้เขาจับเป็นดีกว่าอย่าเพิ่งตาย” (ป๋วย อึ๊งภากรณ์, อัตตชีวประวัติ: ทหารชั่วคราว, กรุงเทพฯ: ธรรมศาสตร์, 2559)

 

จ่านิว: ถ้าหากผมต้องถูกบังคับให้เป็นทหารเกณฑ์จริงๆ แล้วผมเห็นว่าการทำตามคำสั่งของครูฝึกเป็นสิ่งที่โง่เง่าอย่างมากหรืออาจต้องถูกสั่งลงโทษแบบไม่เป็นธรรม อาจารย์คิดว่าผมควรจะทำอย่างไรดีครับ ……

 

ระหว่างที่กำลังจะมีการตอบคำถามดังกล่าว ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนหนึ่งเข้ามาควบคุมตัวจ่านิวขึ้นรถตู้สีดำออกไป แม้จะใช้กำลังขัดขืนแต่โดยที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวมีเป็นจำนวนนับสิบคน อีกทั้งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการลงมือปฏิบัติการควบคุมตัวประชาชน ในที่สุดจ่านิวก็ถูกพาตัวไปจากสถานที่สัมภาษณ์และโดยที่ไม่ทราบว่าอนาคตของเขาจะเป็นเช่นไร

สมมติเสวนาที่เกิดขึ้นจึงต้องยุติลงแบบฉับพลัน หวังว่าจ่านิวจะยังคงสามารถมีลมหายใจและแสดงความคิดเห็นของตนเองได้เฉกเช่นที่เคยเป็นมา

Author

Somchai Preechasinlapakun

สมชาย ปรีชาศิลปกุล - อาจารย์และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมาชิกคนสำคัญแห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สมชายสนใจศึกษาเรื่องกฎหมายกับสังคม นิติปรัชญา ประวัติศาสตร์กฎหมาย และกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน