ธิติ มีแต้ม เรื่องและภาพ

 

แม้ว่ามติที่ประชุมของ ‘พรรคชาติไทยพัฒนา’ เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะไม่ได้เลือก ‘ท็อป’ วราวุธ ศิลปอาชา ให้เป็นหัวหน้าพรรค แต่คอการเมืองไทยย่อมมองเห็นถึงหลังบ้านว่าเขา-ลูกคนเล็กของ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ เป็นคนกุมทิศทางพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2562 นี้ 

แต่ก่อนจะชวนมองไปข้างหน้า วราวุธเริ่มเล่าให้ 101 ฟังจากคำถามแรกว่า ตั้งแต่วัยเด็กที่คุณได้เห็นพ่อทำงานการเมืองมา ตอนไหนที่คุณรู้สึกมีความสุขที่สุด

“ความสุขที่สุดคือผมได้เห็นนายบรรหารทุ่มเททั้งชีวิตให้กับประชาชน ปฎิเสธไม่ได้ว่าท่านดูแลจังหวัดสุพรรณบุรีมาชั่วชีวิต หายใจเข้าหายใจออกก็เป็นสุพรรณบุรี การได้ทำงานให้บ้านเกิดและได้เห็นประชาชนมีความสุข อยู่ดีกินดีมากขึ้น เวลาเดินไปไหนมีคนโอภาปราศรัย นี่เป็นสิ่งที่นายบรรหารมีความสุขที่สุดและยั่งยืนมากที่สุด และผมเองก็รู้สึกเหมือนกัน

“ขนาดตอนนี้นายบรรหารไม่อยู่มาสองปีแล้ว อนุสาวรีย์ของนายบรรหารที่ตั้งอยู่กำลังจะเปิดในวันที่ 23 เมษายน 2562 ทุกคนยังคิดถึงนายบรรหาร ตำนานของนายบรรหารยังอยู่ ไม่ว่าท่านอยู่ที่ไหน ท่านน่าจะรับรู้ได้ คนขับแท็กซี่ขับรถผ่านยังยกมือไหว้ นี่คือความสุขของคนที่เริ่มจากศูนย์ จากลูกพ่อค้าในตลาด ทำงานมาจนวันสุดท้ายในชีวิต มีพวงมาลาจากเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินครบทุกพระองค์ ได้ทำงานให้กับประเทศชาติสนองพระยุคลบาท”

และต่อด้วยคำถามที่ว่า ตอนไหนที่ทำให้รู้สึกถึงความทรหด ?

“ถ้าเทียบกับการทำงานตลอด 40 ปี วันนี้ผมได้เริ่มเข้ามาลิ้มลองการทำงานแค่เสี้ยวหนึ่งของนายบรรหาร ผมยังรู้สึกว่ามันหนักขนาดนี้ มันตอบตัวเองได้ว่า ทำไมสมัยก่อนพ่อถึงอารมณ์หงุดหงิดตลอด ทำไมนายบรรหารไม่ค่อยยิ้ม เพราะการที่ต้องแบกภาระของคนทั้งจังหวัดไว้ การมี ส.ส.ในมือ 20 คนก็เจอ 20 ปัญหา  90 คนก็เจอ 90 ปัญหา

“ตอนนายบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยมีประชาชน 60 ล้านคน ก็ต้องเจอ 60 ล้านปัญหา มรสุมทางการเมืองลูกแล้วลูกเล่าที่ผ่านเข้ามา เช่น ตอนที่หนักหนาที่สุดที่โดนโจมตีเรื่องสัญชาติว่าไม่ได้เป็นคนไทย นายบรรหารก็นิ่งเพื่อที่จะสยบกระแสความเคลื่อนไหวทั้งหลายได้ นี่เป็นความทรหดที่วันนี้ผมเริ่มรู้สึกแล้ว ว่ามันต้องใช้ความอดทนอดกลั้นแค่ไหน ในการเดินตามถนนของคนที่ชื่อว่านายบรรหาร และความสุขที่ได้มันคงจะได้มาตอนที่ผมไม่อยู่แล้ว ตราบใดที่เรายังอยู่มันคือปัญหาที่เราต้องแก้ ทุกนาที ทุกวัน ตื่นมาเราต้องแก้ปัญหา”

….

พรรคชาติไทยอยู่บนเวทีการเมืองมาตั้งแต่ปี 2517 ขณะนั้นท็อปยังเป็นเด็กชายวัยเพียง 1 ขวบ ก่อนที่เขาจะเติบโตเป็นหนุ่ม เดินตามนายบรรหารและเก็บประสบการณ์ทางการเมืองเรื่อยมาจนถึงปี 2551 จึงถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไป ก่อนที่พรรคชาติไทยพัฒนา จะกำเนิดใหม่ขึ้นมาในปีเดียวกัน

ปี 2559 เมื่อนายบรรหาร เสาหลักของพรรคถึงแก่กรรม วราวุธถูกมองเป็นความหวังในการสืบทอดงานการเมืองต่อจากพ่อ ขณะเดียวกันก็พ่วงด้วยคำถามหนักอึ้งว่า “จะทำได้อย่างที่นายบรรหารทำไว้หรือไม่”

วราวุธในวัย 45 ปี จะนำพาทั้งพรรคและความหวังของคนจำนวนหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ชาวสุพรรณบุรี ให้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร 

101 ชวนอ่านทัศนะของคนหนุ่มเลือดสุพรรณบุรี ที่มองเห็นตัวเองและเผยออกมาว่า “ในทางการเมือง ผมยังเป็นเด็กน้อยดูดนมอยู่ แต่ในทางธุรกิจสตาร์ทอัพ ผมจะเป็นไดโนเสาร์อยู่แล้ว”

 

 

คุณเคยบอกว่าถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นนักการเมือง เคยสักครั้งไหมที่ปฏิเสธพ่อ

ตั้งแต่เด็ก ผมโดนลากไปทุกที่ นายบรรหารไปไหนวราวุธต้องไปด้วย อายุ 15 เริ่มเป็นวัยรุ่น ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ พอกลับมา เพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันได้ไปเที่ยว ผมกลับมาคือคอตก ต้องตามนายบรรหารไปดูงาน ไม่เคยได้เที่ยวกับเขาเลย เพื่อนผมจะมีกลุ่มนิดเดียวไม่ใหญ่มาก พวกเขารู้ว่าผมไม่เคยได้เที่ยวกับพวกเขา ผมก็เสียใจมาถึงวันนี้ และในมุมกลับ ผมก็เสียใจอีกแบบในแง่ที่ว่า ทำไมตอนนั้นผมไม่เรียนรู้งานจากนายบรรหารให้มากกว่านี้

มีครั้งเดียวในชีวิตที่ผมปฏิเสธนายบรรหาร คือวันที่ 19 สิงหาคม ปี 2544 เป็นวันที่ผมขอพ่อไปแต่งงาน ข่าวดังมาก แต่พ่อไม่ไปงานแต่งผม เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่กล้าเดินสวนทางกับพ่อ แต่ถ้าพูดถึงถนนการเมือง ผมไม่เคยคิดหันหลังให้กับถนนเส้นนี้

วันนี้นายบรรหารไม่อยู่แล้ว ผมไม่ต้องทำก็ได้นะ แต่ด้วยความที่เป็นลูกนายบรรหาร เราไม่สามารถการันตีได้ว่าเราจะสามารถทำให้สำเร็จ ทำให้ยิ่งใหญ่เหมือนที่นายบรรหารทำได้ แต่ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่ผมต้องรับผิดชอบ ผมจะทำให้ดีที่สุด ถ้าลองทำเต็มที่แล้ว ออกมาไม่ดีค่อยมาบอก ไม่เช่นนั้นคนสุพรรณฯ จะว่าผมได้ว่าเป็นลูกนายบรรหารยังไง ทำไมคุณไม่ทำ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ต้องลุย ตายกันไปข้าง ลุยกันไปสักตั้งหนึ่ง ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินว่าเราควรจะทำงานต่อไป หรือเราควรจะหยุดพัก

 

การทำพรรคการเมืองในยุค คสช. เป็นอย่างไร คุณคิดว่าหนักไปไหม หลังนายบรรหารไม่อยู่ ความยากคืออะไร

ผมว่าอย่าไปตั้งหลักที่ปัญหา ต้องตั้งหลักที่เป้าหมายก่อนว่าเราอยากทำอะไร แล้วค่อยมาดูว่ามันมีปัญหาอะไรขวางกั้นอยู่ เราอยากสร้างพรรคให้มั่นคงและมีความอบอุ่นมากขึ้น เราอยากสร้างทางเลือกให้กับสังคม เราจะไปชี้ชวนคนหลากหลายกลุ่มหลากหลายเพศได้อย่างไร นี่เป็นโจทย์ แล้วต้องมาดูต่อว่าคนแต่ละกลุ่มมีปัญหาอะไร จะแก้ให้เขาได้อย่างไร

วันนี้ผมคิดว่าต้องไปตามตอบสนองความต้องการของแต่ละกลุ่มก่อน เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมจะไม่ตั้งหลักว่าตอนนี้ผมจะตื่นมาเจอปัญหาอะไรบ้าง เพราะยังไงผมเจอปัญหาแน่ ตื่นมาก็แก้ไปทีละเรื่อง ตั้งเป้าที่จุดหมาย แล้วค่อยมาดูว่ามีอุปสรรคอะไรบ้าง

ผมอยากรู้ปัญหาของคนที่อาจจะมาลงคะแนนให้กับเรา เราคิดถึงนโยบายด้านการเกษตรให้กลุ่มเกษตรกร ที่เป็นฐานคะแนนให้กับพวกเราตั้งแต่ยุคพรรคชาติไทย จริงๆ ผมไม่อยากใช้คำว่านโยบาย เพราะทุกพรรคการเมืองต้องกำหนดนโยบายออกมาจากกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมันต้องทำตาม ไม่ใช่เรื่องว่าชอบหรือไม่ชอบ ถูกหรือไม่ถูก เพราะตอนนี้กรอบมันอยู่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สิ่งที่เราจะทำมันจะตอบสนองยุทธศาสตร์ยังไงบ้าง

หนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติคือการพัฒนาคน เราจะทำยังไงที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรไทยมีเขี้ยวเล็บ ติดอาวุธทางปัญญา เพื่อจะไปเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต ทำยังไงให้เขามีเงินมากขึ้น

ไม่ใช่แค่ชาวนา แต่ต้องรวมถึงชาวไร่ ชาวประมง เราจะตอบโจทย์เขาได้อย่างไร มันต้อง tailor-made จะบอกในภาครวมไม่ได้ ต้องแบ่งตามประเภทปัญหา สิ่งที่เราต้องทำวันนี้คือต้องหาวิธีตอบโจทย์ของคนกลุ่มต่างๆ และเราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เรามีแค่ 10-15 หัวข้อที่เราจะทำ ถ้าเรามีเยอะกว่านี้รัฐบาลก็คงไม่ทำ ใครที่จะเอาแผนปฏิบัติการของเราเข้าไปทำ เราก็จะไปทำงานด้วย

 

คุณไม่ได้ปฏิเสธยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี เหมือนบางพรรคที่คัดค้าน ?

คุณปฏิเสธแล้วคุณจะทำยังไงต่อ เพราะถ้าคุณไม่ทำตามกรอบนี้ สำนักงบประมาณเขาไม่ให้เงินนะ ผมถึงบอกว่าอย่าตั้งเป้าที่ปัญหา เราต้องเริ่มพัฒนาคน ผมต้องการที่จะพัฒนาคนในภาคเกษตรกรรมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นั่นคือเป้าหมายของเรา เมื่อมียุทธศาสตร์ชาติ ผมมองมันเป็นช่องทางให้เราเดินไป ไม่ใช่ปัญหา

ถามว่าถ้ายกเลิกยุทธศาสตร์ชาติหรือแก้รัฐธรรมนูญแล้วชาวบ้านได้อะไร โจทย์ของผมคือทำให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตอนนี้ชาวบ้านรอไม่ได้ เขาจะตายกันหมดแล้ว คุณจะเถียงกันเรื่องอะไรผมไม่รู้ แต่เราจะทำให้ช่องว่างทางรายได้ของคนต่างจังหวัดกับคนสังคมเมืองลดลง นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศในวันนี้

วันนี้คนบอกต้องการการเลือกตั้ง ไม่อยากได้ทหาร ต้องการประชาธิปไตย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนเรื่องนี้ เพราะเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

สมมติหาก 4 ปีครึ่งที่ผ่านมา ทหารสามารถทำให้ข้าวราคาขึ้นมาเกวียนละ 12,000 บาท ทำให้เศรษฐกิจมันเพิ่มได้ ทุกคนมีเงิน มีกินมีใช้ ใครจะตั้งคำถามว่าเป็นเผด็จการ ลองไปถามคนที่อยู่หนองบัวลำภูดูว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งให้เกวียนละ 7,000 กับใครก็ไม่รู้ให้ราคาสูงกว่า เขาไม่ได้สนใจ เขาต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ตอนนี้สังคมไทย โดยเฉพาะภูมิภาคต่างจังหวัด กำลังอยู่ด้านล่างของปีระมิด เขาต้องการการรักษาโรคพื้นฐานก่อน ในขณะที่สังคมเมืองมีกินมีใช้ เราถึงได้เรียกร้องหาประชาธิปไตย แต่คนกลุ่มล่างเขายังต้องการอะไรที่เบสิกกว่านั้น

พูดแบบนี้ไม่ได้แปลว่าผมสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ผมบอกว่าเป้าหมายหลักของพรรคชาติไทยพัฒนาคือ ทำอย่างไรให้คนในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีกินมีใช้ นี่คือฐานรากของการเมือง คือสิ่งที่นายบรรหารทำมาแล้วถูกปลูกฝังในพรรคของเรา

 

อะไรคือรากฐานที่นายบรรหารปลูกฝังมา

สมัยที่พรรคชาติไทยเป็นรัฐบาล เราดูแลการอยู่ดีกินดีของเกษตรกรมาตลอด ที่คนสุพรรณฯ เลือกนายบรรหาร เพราะสิ่งที่เราพูดว่าจะทำ ผลก็เป็นจริงอย่างที่นายบรรหารสัญญาไว้ ทุกวันนี้ถนนส่วนใหญ่ในประเทศ มีบางส่วนที่ยังไม่ได้ลาดยาง คนก็ต้องการอยู่ ขณะเดียวกันคนก็ต้องการอินเทอร์เน็ต ต้องการ 4G เข้าไปในพื้นที่ นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ และที่เขาต้องการให้มีการเลือกตั้ง เพราะเขาต้องการคนกลุ่มใหม่เข้ามาบริหารประเทศให้มันดีขึ้น

 

คุณมองคนรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวทางการเมืองวันนี้อย่างไร โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยได้เลือกตั้ง

ผมไม่คิดว่าวันนี้จะมาตัดสินใครว่าเป็นรุ่นใหม่ได้จากอายุ คนไหนก็แล้วแต่ที่สามารถมีความคิดที่มันทันการเปลี่ยนแปลง ทันสถานการณ์ต่างๆ ของโลก อายุเท่าไหร่ผมไม่สน วันนี้พรรคเราชูคนหนุ่มเข้ามาทำงาน แต่ผู้ใหญ่ที่อยู่ในพรรค มีความอาวุโสและมีประสบการณ์ ก็ล้วนแต่ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง มีกระแสความคิดที่ไม่แพ้ต่างชาติ

ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่มันใหม่หมดแหละ วัยรุ่นหรือคนหนุ่มที่กำลังก้าวขึ้นมา จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ตัวแทนมาบริหารประเทศก็ต้องคิด ต้องมีตรรกะ อย่าไหลไปตามกระแส โซเชียลมีเดียวันนี้มีอิทธิพลกับวัยรุ่นมาก แต่เราต้องตระหนักว่าโลกทั้งใบไม่ได้อยู่ในมือถือเครื่องเดียว ไม่ได้อยู่แต่ใน Facebook, Instagram

เอาแค่ประเทศไทยเงยหน้าจากมือถือขึ้นมา แล้วมองไปรอบๆ ตัวเอง นี่คือสิ่งที่ผมต้องการฝากให้กับคนรุ่นใหม่สมัยนี้ ที่ต้องการเป็นคนคิดเร็ว คิดปุ๊บได้ปั๊บ อยากรู้อะไรเปิด Google หรือเข้าเซเว่น สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้คือการอุตสาหะ อดทน เพราะชีวิตไม่ใช่สูตรสำเร็จ Google ไม่สามารถตอบได้ทุกอย่าง รวมถึงตัวผมเองด้วย คุณต้องรู้ถึงความประทับใจและการภูมิใจในการทำงาน สิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นได้จากการที่คุณฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลาย

คนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ และกำลังจะเข้าสู่การเมือง ต้องรู้ว่าการเรียกร้องของคุณนั้นเรียกร้องเพราะอะไร เพราะเห็นเขาพูดกันมาอย่างนั้นหรือเปล่า สิ่งที่คุณบริโภคมันจริงเท็จแค่ไหน บางคนอาจคิดว่ามีคนตาม follow เพจ 20,000 – 30,000 คน ทำให้ตัวเองยิ่งใหญ่ แต่จำนวนนั้นมันเทียบกับคน 70 ล้านคนไม่ได้ เทียบกับประชาชนทั่วโลกไม่ได้ ดังนั้นเราอย่าเพิ่งหลงตัวเอง เราทุกคนเป็นแค่เศษธุลีหนึ่งในโลกใบนี้เท่านั้น คนรุ่นใหม่ต้องตระหนักถึงสถานะของตนเองก่อน อย่าหลงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น

โลกออนไลน์มันมีผลกับชีวิตของคน แต่พอถึงเวลาการทำงานจริง มันอาจจะต้องกลับไปแบบ old school บ้าง จะอัดเทปใช้ไอโฟนอะไรก็แล้วแต่ ผมก็มี iPhone, iPad, iCloud ทุกอย่าง แต่สุดท้ายผมก็ยังต้องใช้สมุดโน้ต นี่คือสิ่งที่นายบรรหารทำมา ดินสอที่ผมใช้เขียนอยู่แท่งนี้ (ยกด้ามดินสอให้ดู) เป็นดินสอของนายบรรหาร ผมเอามาจากท่านเพราะผมต้องการที่จะรู้สึกว่าท่านอยู่กับผม เพราะผมเห็นแล้วว่าสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำมามันคือสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด คือการเขียนโน้ตลงในกระดาษ คุณต้องเรียนรู้ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และอย่าไปมองข้ามสิ่งที่ผ่านมา โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

การที่สังคมไทยจะก้าวหน้าไปได้ในอนาคต จะใช้แต่วัยรุ่นอย่างเดียวมันไปไม่รอด ถ้าพูดถึงในถนนสายการเมือง ผมเป็นคนแก่ในรุ่นหนุ่ม แล้วก็เป็นคนหนุ่มที่สุดในรุ่นแก่ ผมเห็นว่าสิ่งที่จะทำให้ประเทศก้าวหน้าไปได้ ก็คือการผสมผสานระหว่างคนที่มีอาวุโสมากประสบการณ์กับวัยรุ่นที่มีแนวคิดใหม่

 

 

คุณ balance ยังไง ท่ามกลางวิสัยทัศน์ผู้อาวุโสและวิสัยทัศน์คนรุ่นใหม่

ปีนี้ผมอายุ 45 ถ้าพูดในทางการเมือง ผมยังเป็นเด็กน้อยดูดนมอยู่ แต่ในทางธุรกิจสตาร์ทอัพ ผมจะเป็นไดโนเสาร์อยู่แล้ว การทำอะไรก็แล้วแต่ ประสบการณ์มันเล่นไม่ได้ มันสอนกันไม่ได้ หน้าที่ของผมตอนนี้คือการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ของผู้ใหญ่ในพรรคกับคนใหม่ๆ ที่เข้ามาทำงาน

ผมใช้คำว่าคนใหม่ๆ เพราะผมไม่ได้หมายถึงคนหนุ่มหรือคนที่มีอายุน้อยหรืออายุมาก การเป็นคนรุ่นใหม่มันอยู่ที่วิธีคิด ที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ากับสังคมหรือสถานการณ์ของโลกได้ สมมติถ้าวันนี้คุณสุทธิชัย หยุ่น เข้ามาร่วมงานกับพรรค ถามว่าเขาทันต่อโลกไหม วันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้ตัดสินที่อายุ มันตัดสินกันที่สมอง

ผมจะบอกคนอื่นได้ ต้องเอาตัวเองเป็นตัวอย่าง “A good leader isn’t tell you what to do, but show you how it’s done” เราจะไปบอกให้คนอื่นอดทน เราต้องทำให้เขาดูก่อน สิ่งที่ผมทำก็เหมือนสิ่งที่พ่อผมทำ บางสิ่งบางอย่างที่สอนไม่ได้ ก็ทำให้ดูได้ เพียงแต่เราต้องเปิดรับ เราต้องมองอะไรหลายๆ ด้าน

วัยรุ่นสมัยนี้บางครั้งจะมองแค่ด้านเดียว เปิด Facebook มาเจอเรื่องอะไรที่เป็นกระแส ก็โถมไปด้านเดียว ปรากฏว่าพออีกสองวัน มีข่าวใหม่แย้งขึ้นมาว่ามันไม่ใช่อย่างที่ตัดสินไปแล้ว เช่น เคยมีข่าวผู้หญิงนั่งอยู่ในรถแล้วมีผู้ชายแต่งชุดทหารมาไขรถ ทำท่าจะเปิด ดูท่าทีเหมือนจะคุกคาม ต่อมาเจ้าตัวมาขอโทษเพราะรถเหมือนกัน สีเดียวกันจอดข้างกัน ติดฟิล์มสีเดียวกันอีก แต่ทหารคนนั้นโดนด่ายับไปเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ คนรุ่นใหม่ต้องรู้จักยับยั้งช่างใจ มีสติเท่าทันสื่อทั้งหลาย

 

นอกจากอยากให้คนรุ่นใหม่รู้จักอดทน มีสติ คุณเห็นความหวังอะไรกับคนหนุ่มสาวบ้าง

ความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ผมเห็นพวกเขาต้องการเห็นการพัฒนาของประเทศ ทั้งการเปิดตัวออกมาผ่านการตั้งพรรคการเมืองใหม่หลายๆ คน สิ่งที่แสดงออกมา สิ่งที่เขาสนใจทำให้ผมมีความหวัง แต่ก็ต้องคิดไว้ด้วยว่า คุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ คุณต้องเคารพสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วด้วย เพราะบางครั้งจะมีอีโก้ว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีมันไม่ใช่ สิ่งที่คุณคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมันอาจเป็นคนละเรื่อง ดังนั้นผมจึงบอกว่า ไม่ว่าทำอะไรก็แล้วแต่ คุณต้องมีความอดทนและอุตสาหะ

หน้าที่ของผมตอนนี้ คือจะผสมผสานอย่างไรให้ประสบการณ์ของผู้ใหญ่ในพรรคที่ทำงานมา 40 กว่าปี ในการสร้างพรรคมาตั้งแต่สมัยยังเป็นพรรคชาติไทย ให้เดินไปข้างหน้าทันกับสถานการณ์ของโลก ซึ่งในการผสมผสานกัน ถ้าไม่มีแนวคิดใหม่เข้ามา ทางมันก็จะเป็นแบบเดิม แต่ถ้ามีแต่คนรุ่นใหม่เข้ามา ไม่ดูประวัติศาสตร์ เราก็อาจจะไปสร้างความผิดพลาดแบบเดิมๆ อีก หรือสุดท้ายถ้าผสมผสานกันไม่ได้มันก็เจ๊ง หน้าที่ของผมตอนนี้คือประสานประสบการณ์กับไฟทางการเมืองเข้าด้วยกัน

ที่ผมมาเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ผมมีหน้าที่ในการมากำหนดว่าจากนี้ไป พรรคจะเดินไปข้างหน้า ผมต้องหันกลับมามองก่อนว่าที่ผ่านมารอยเท้าบนทางเดินเป็นยังไง ประสบการณ์จะเป็นตัวชี้ว่าเราผิดพลาดตรงไหน แล้วเราจะทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไร ทีมงานคนรุ่นใหม่ในขณะนี้มีหน้าที่คิดว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร ไปทางไหน และประสบการณ์ของผู้ใหญ่แต่ละท่านจะเป็นตัวกำหนดเองว่าเราจะไปข้างหน้าอย่างไร

 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณเห็นความผิดพลาดอะไรในอดีต

พูดลำบาก สถานการณ์มันต่างกัน ไม่ต้องอะไรมาก สิ่งที่เราเคยเถียงกันมาแล้วเรื่องนายกฯ คนนอก กับนายกฯ คนใน ครั้งหนึ่งสังคมเรียกร้องนายกฯ ให้เป็นคนนอก มาวันนี้ต้องการให้เป็นคนใน ผมถามว่าอีก 10 ปี จะเรียกร้องแบบไหนเราก็ไม่รู้ สิ่งที่เราเรียนรู้ได้มากที่สุดคือ ‘สิ่งที่แน่นอนในทางการเมือง คือความไม่แน่นอน’ เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวตามสถานการณ์ให้ทัน

ใครจะบอกว่าเราเอาแน่เอานอนไม่ได้ มันไม่ใช่ เพราะสังคมไทยก็เปลี่ยนไปทุกวัน อย่างแต่ก่อนคนก็เรียกให้ทหารออกมา ตอนนี้ก็ไม่เอาทหารแล้ว ไม่รู้ว่าเลือกตั้งไปอีก 5 ปี จะเป็นยังไง

เราดูจากที่ผ่านมาว่า เราเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามช่องทาง มันไม่ใช่ช่องทางที่ผิด แต่มันเป็นบทเรียน ถ้าเราเจอสถานการณ์คล้ายกันแบบในวันนี้ แล้วต้องตัดสินใจแบบไหน การตัดสินใจแบบเดียวกันครั้งหนึ่งอาจถูกมองว่าผิด แต่อีกครั้งกลับถูกบอกว่าถูก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดกับนักการเมืองอย่างเดียว แต่มันเป็นภาพรวมสังคมไทย

 

เอาเข้าจริงๆ การทำพรรคการเมืองที่อิงกับการเมืองแบบไหนก็ได้ หรือเลือกอิงอุดมการณ์เดียว แบบไหนเหนื่อยกว่ากัน

การเมืองไม่มีสูตรสำเร็จ บางครั้งการมีอุดมการณ์อย่างหนึ่ง แต่การทำงานก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ประสบการณ์จะเป็นตัวสอนเราเองว่าการทำการเมืองต้องทำอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่คนวัยหนุ่มยังไม่มี คุณยังไม่มีความอดทนเพียงพอ รอให้คุณอายุ 60 แล้วค่อยมาพูดว่าใจเย็นๆ รอดูก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันไป

การมีอุดมการณ์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ความเป็นจริงและประสบการณ์ที่ผ่านมา จะเป็นตัวสอนให้รู้ว่าเราต้องใช้อุดมการณ์ของเรามากน้อยแค่ไหน ทุกคนต้องมีอุดมการณ์ แต่สังคมในสภาวะที่แท้จริงไม่ใช่แบบนั้น

 

วันนี้พรรคตกผลึกร่วมกันหรือยังว่า ต่อจากนี้จะเดินไปข้างหน้ากันอย่างไร ต้องสร้างภาพลักษณ์ใหม่แบบไหน

ตั้งแต่สมัยนายบรรหารอยู่ ตอนท่านอายุ 70 กว่า แนวคิดของท่านคือเราควรจะหันหน้าเข้าหากัน ท่านพูดเอาไว้ตอนเลือกตั้งครั้งล่าสุดก่อนรัฐประหารว่า เราต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง ร่วมแรงปฏิรูปประเทศไทย ใครจะคิดว่านี่มันผ่านไป 5 ปีแล้ว เรายังใช้คำแบบเดิมอยู่เลย แนวความคิดนี้พรรคชาติไทยมีมากว่า 10 ปีแล้ว การที่เราจะทำการเมืองให้ก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้ มันต้องใช้ความร่วมมือกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องให้อภัย หันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันแก้ไข

เรามีกติกาของบ้านเมืองที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ คนก็จะหาว่าเราจ้องเสียบ ต้องถามว่าสิ่งที่เราทำมามันทำให้เกิดความขัดแย้งหรือเปล่า การที่เราต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันมันถูกต้องหรือเปล่า คำถามคือทุกวันนี้ทำไมสังคมไทยยังไม่หันหน้าเข้าหากัน วันนี้รัฐบาลบอกจะมีการเลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ทำไมสังคมยังตีกันอยู่

 

การทำการเมืองสมัยยุครัฐบาลเลือกตั้ง กับยุครัฐบาล คสช. คุณเห็นความต่าง ความท้าทายยังไงบ้าง

มันเหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่ว่าบทบาทที่เราทำมันมากน้อยเพียงไหน เราเคยอยู่ในยุคทหารมาหลายรอบแล้ว บทบาทนักการเมืองเราทำได้เหมือนเดิม ทุกวันนี้เราไม่ได้เป็น ส.ส. แม้แต่สมัยที่โดนตัดสิทธิ์ ชาวบ้านก็ยังเข้ามาหาอยู่ เพราะการที่เราเป็นนักการเมือง ชาวบ้านเขายังรู้สึกอุ่นใจว่ามีปัญหาอะไรก็มาถามไถ่กันได้ นี่คือบทบาทของนักการเมือง

 

แปลว่าไม่ว่าสังคมจะปกครองแบบไหน สังคมไทยก็ยังมีนักการเมืองเสมอ

ถูกต้อง วันที่ 2 ธันวาคมนี้ พรรคชาติไทยจะครบรอบการโดนยุบพรรคครบ10 ปี วันนั้นพวกผมทุกคนโดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี โดยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนก็ยังมาหาพวกเราอยู่ เขามีปัญหาเรื่องน้ำท่วม บวชลูกชาย เผาศพ ทุกอย่างเขาก็ยังมาหาเรา คุณไม่สามารถไปตัดความเป็นนักการเมืองออกจากคนๆ หนึ่งได้ คุณสามารถเอาสิทธิของเขาออกไป ไม่ให้ทำงานการเมืองได้ แต่คุณไม่สามารถทำให้เขาไม่ทำงานการเมืองได้

ผมยังภูมิใจว่าเราในฐานะนักการเมือง สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ ใครจะบอกว่านักการเมืองไม่ดี ผมก็รู้ว่ามันมี แต่สิ่งที่ผมเห็นตั้งแต่เกิดคือ การเมืองมันให้ประโยชน์กับประชาชนมหาศาล ผมเสียใจแทนคนกลุ่มที่ด่านักการเมืองเลวนะ ไม่ได้โกรธ แต่เสียใจที่ว่าเขาไปเจอนักการเมืองที่ไม่ดีมา แต่คนบางกลุ่มที่เขาสรรเสริญนักการเมือง เพราะชีวิตเขาเปลี่ยนไปเพราะนักการเมืองก็เยอะ

ตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ที่เรานั่งกันอยู่ทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เพราะการเมืองเหรอ แม้ระหว่างทางมีการปฏิวัติรัฐประหารมา แต่มันเป็นไปตามวิถีของการเมืองไทยที่พัฒนามาถึงทุกวันนี้ เพียงแต่วันนี้เราอาจอยู่ในสถานะคนละแบบกับ 5 ปีก่อน

วันนี้ผมเห็นว่าสังคมเมืองกับสังคมต่างจังหวัด ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ลองไปถามคนต่างจังหวัดดู เวลาคุณบวช คุณอยากให้ ส.ส. ไปร่วมงาน แต่ถ้าในกรุงเทพฯ คุณไม่เอา ผมไปงานศพที่ต่างจังหวัด เดินเข้าครัวคุยกับคุณป้าคนหนึ่ง บอกว่าหิวข้าว เขารีบทำให้ พอเราบอกแกงส้มอร่อยมาก เขาก็เอามาใส่ถุงให้เพิ่มกลับไปฝากคนที่บ้านอีก ถ้าเราทำแบบนี้ในกรุงเทพฯ เราจะโดนด่าว่ามากินฟรีไม่พอ ยังมาขอห่อกลับบ้าน

อย่างนายบรรหาร ถ้าถามคนสุพรรณฯ เขาก็เอาหมด คนที่ด่านายบรรหาร ถ้าถามว่าบ้านคุณมีคนอย่างนายบรรหาร คุณเอาไหม คุณก็เอา

การเมืองกับนักการเมืองมันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกใบนี้ คุณไม่ชอบ คุณก็เข้ามาเปลี่ยน ถ้าคุณบอกมันมีแต่คนไม่ดี มันก็จะเป็นเหมือนเดิม ถ้าคุณเข้ามาช่วยกันแก้ คุณอาจจะได้เห็นเองว่ามันมีข้อจำกัดอะไรบ้าง การมองจากข้างนอกกับการอยู่ข้างในมันไม่เหมือนกัน เหมือนอย่างทหาร ก่อนช่วงรัฐประหารก็บอกว่าทำไมนักการเมืองทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ แต่พอเข้ามาก็ต้องทำแบบเดียวกับนักการเมือง เพราะมันคือการบริหารราชการ

 

ที่ผ่านมานายบรรหารประสบความสำเร็จแล้ว แต่ถ้าจะไปให้ไกลกว่านายบรรหาร คุณอยากไปถึงไหน

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ จะไประดับไหนก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่สุดคือบ้านคุณ ถามว่าเมื่อก่อนทำไมคนถึงบอกว่านายบรรหารอะไรๆ ก็สุพรรณฯ วันนี้ผมรู้เลยว่าถ้าจะสร้างบ้านให้แข็งแรง ฐานมันต้องดี ไม่งั้นจะไปสร้างชั้นสองได้อย่างไร

คุณจะไปถึงไหนก็ได้ บ้านคุณต้องเข้มแข็งก่อน นายบรรหารไปได้ถึงขนาดนั้นก็เพราะทำบ้านให้เข้มแข็งก่อน การจะไปเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้ บ้านตัวเองต้องดีเสียก่อน การจะไปถึงเวทีระดับชาติได้ ถึงเวลาบริบทมันจะนำไปเอง ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ต้องสร้างพื้นที่เล็กๆ ของเราให้เข้มแข็ง แล้วค่อยก้าวไปทีละก้าวอย่างมีเป้าหมาย

วันนี้ผมขอเริ่มที่บ้านผมก่อน บ้านผมมีไม่กี่ที่ สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ตรงนี้ก่อน แล้วค่อยขยายพรรคให้ใหญ่ขึ้น คนหนุ่มสมัยนี้มองไกลว่าต้องการจะไปให้ถึงนู่นถึงนี่ ถามว่าวันนี้คุณทำอะไรให้กับบ้านตัวเองหรือยัง

 

 

ปัญหาคือพอทำให้บ้านตัวเองแข็งแรงแล้ว จู่ๆ วันหนึ่งเกิดปัญหาในบ้านอีกจะทำอย่างไร

มันเป็นโครงสร้างที่เราทำแล้ว เราก็ต้องรักษาบ้านให้อยู่ให้ได้ เมื่อออกไปข้างนอกแล้วบ้านคุณมีปัญหา คุณก็ต้องกลับมาแก้ให้ได้ก่อน นี่เป็นความจริงของชีวิต จะไปไกลแค่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าบ้านมีปัญหาต้องกลับมาแก้ก่อน แก้เสร็จก็ไปที่อื่นต่อ ที่ออกไปทำไว้ตรงโน้นรอได้

ผมเรียกว่านี่คือ back to basic กลับมาที่จุดเริ่มต้น การที่ลูกเจ้าสัวจะขึ้นเป็นประธานบริษัทได้ ต้องเริ่มจากชงกาแฟ วิ่งถ่ายเอกสาร แล้วค่อยมีโต๊ะ ไปจนเริ่มมีห้องนั่ง มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด

 

ผู้หลักผู้ใหญ่ในเวทีการเมืองที่คุณชอบและวางใจได้ของคุณคือใคร ถ้าไม่นับนายบรรหาร

ไม่มี ผมมีนายบรรหารคนเดียว คนต่อไปที่จะเชื่อถือได้ก็คือตัวผมเอง ต่อไปถ้าต้องการจะทำอะไร ต้องทำเอง วันนี้นายบรรหารไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครมาจูงมือแล้วบอกว่า “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพ่อจัดการให้” อีกแล้ว จากนี้ไปเวลามีปัญหา ต้องตั้งสติแล้วจัดการเองให้ได้

ผมไม่ได้ไว้ใจตัวเอง แต่ไว้ใจประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ได้แปลว่าตัวเองถูก จะทำอะไรผมต้องคุยกับทุกคนมาก่อน พอคุยเสร็จแล้วต้องตัดสินใจ ถ้าผิดก็ขอโทษ สิ่งที่จะทำให้ก้าวหน้าไปได้คือตัวเราเอง มันตัองใช้ความอดทน ความอุตสาหะ และเอาตัวเองเป็นตัวตั้งไม่ได้เด็ดขาด เอาตัวเองเป็นตัวตั้งเมื่อไหร่คุณพัง คิดว่าตัวเองใหญ่เมื่อไหร่ คุณตัวเล็กเมื่อนั้น คุณคิดว่าคุณฉลาดเมื่อไหร่ก็โง่เมื่อนั้น

 

แล้วแบบไหนคือความพอดี ความลงตัว ของพรรคชาติไทยพัฒนา

คุณต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ ความพอดีในที่นี้คือคุณสามารถเข้ากับสังคมเมืองและชนบทได้ คุณต้องสามารถเข้าใจความคิดและประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน และเข้าใจไฟในการทำงานของคนรุ่นใหม่

วันก่อนผมไปนั่งคุยกับทูตอียู 19 ประเทศ พอตอนเย็นก็ไปงานแต่งงานแถวบ้าน คุณต้องเปลี่ยนโหมดชีวิตได้ สวมหมวกให้ถูก แล้วอย่าลืมถอดหมวกตอนจบวัน เพราะตัวคุณไม่ได้มีหมวกอยู่ตลอดไป

เอาจริงๆ มันไม่มีคำว่าพอดี เพราะความพอดีของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มันต้อง blend ความต้องการของแต่ละคนให้อยู่ด้วยกันได้ ผมว่าศาสตร์ในการบริหารพรรคการเมือง เป็นศาสตร์ที่สูงสุดในโลกนี้เลย มันยากกว่าการ blend single malt คุณต้องทำให้คนร้อยพ่อพันแม่ในพรรคอยู่ด้วยกันได้

 

นอกจากความต่างของคน สถานการณ์ของ ส.ส. ที่ออกไปอยู่พรรคอื่นคุณทำอย่างไร

เวลาคนจะไป เราก็เสียดาย เราต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อให้เขาอยู่ แต่ถ้าท้ายที่สุดแล้วเรารั้งไว้ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ก็ต้องเคารพในการตัดสินใจ แล้วเน้นไปที่คนที่ยังมีศรัทธาในพรรค

ถ้าเรามัวไปโฟกัสคนที่ออกแล้ว คนที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร คนในพรรคจะมองยังไง หากเราพยายามเต็มที่แล้วมันไม่ได้ผล เราก็กลับมาทำงานให้กับคนที่ยังอยู่ ที่ต้องการทิศทางและทีมงานในการทำงาน

 

ความยากของการทำพรรคขนาดกลาง ในสังคมที่แต่ละพรรคการชูธงอุดมการณ์ชัดเจนเป็นยังไง

ผมไม่รู้สึกว่ายากนะ เพราะสังคมไทยไม่ได้มีแค่ซ้ายกับขวา ยังมีคนตรงกลางที่เขาไม่อยากพูด เราเป็นทางเลือกให้กับคนตรงกลางนี้ได้ ผมเชื่อว่าสังคมไทยยังมีคนอีกหลายกลุ่ม คนที่อยู่ขวาหรือซ้ายคือคนที่พูดออกมา แต่คนที่อยู่ตรงกลางคือคนที่ไม่อยากเห็นคนทะเลาะกันอีกแล้ว

วันนี้อย่าไปพูดเรื่องความขัดแย้งให้เกษตรกรฟัง เขาไม่ฟังหรอก เขารู้ว่าวันนี้ข้าวขายได้กิโลฯ ละเท่าไหร่ เขาอยู่ไม่ได้ แม่ค้าในตลาดขายของไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้กินดีอยู่ดีขึ้น นี่เป็นปัญหามากกว่าซ้ายหรือขวา และที่เขาเรียกหาคนใหม่ๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเขาต้องการคนที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น สมมติทหารมาแล้วทำให้ชีวิตเขาดีได้ คนไทยทั้งประเทศก็ไม่เรียกหาการเลือกตั้งหรอก

ผมคิดว่าวันนี้จะทำยังไงให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น และคนในประเทศได้ติดอาวุธทางปัญญา ได้พัฒนาคุณภาพความกินดีอยู่ดี เมื่อวันนั้นมาถึงแล้ว ผมคิดว่าเขาจะเรียกหาประชาธิปไตย วันนี้ปัญหาทั้งหลายที่มันเกิดขึ้นเพราะความแตกต่างทางความคิด ผมเชื่อว่าถ้ามีวันที่สังคมเมืองกับสังคมชนบทคิดไม่ต่างกัน แล้วความขัดแย้งก็จะหายไป

 

 

คุณรู้สึกยังไง ในวันเวลาที่เริ่มต้นเป็นผู้นำพรรค นอกจากนายบรรหารไม่อยู่แล้ว อารมณ์ผู้คนในสังคมไทย ก็ไม่ได้อยากหันหน้าเข้าหากันแบบที่คุณต้องการ กฎหมายหลายตัวก็ทำให้การเมืองไม่เสรี

สิ่งที่ผมจะทำคือ จะต้องไม่โดนด่าว่าพ่อทำดีแล้วดันมาเจ๊งสมัยลูก นี่จะเป็นสิ่งที่ผมไม่ยอมให้ใครมาดูแคลนได้เด็ดขาด สิ่งที่ผมเจอวันนี้คือสิ่งที่ยากที่สุดในอายุ 45 แต่วันหนึ่งถ้าผมอายุ 60 อาจหันกลับมามองว่านี่มันเด็กๆ ผมได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่เจอมรสุมมา ว่าเวลาเจอปัญหาอะไรก็ช่าง ความเป็นจริงคือเดี๋ยวมันจะผ่านไปได้ นี่คือความอุ่นใจเวลาเด็กๆ มีผู้ใหญ่ที่ได้ผ่านมาก่อน

อีก 20 ปีจากนี้จะเป็นอย่างไรไม่รู้ ผมทำทุกวันให้ดีที่สุด ที่ผิดพลาดไปก็ให้เป็นบทเรียน ผมให้กำลังใจตัวเอง แต่อนาคตจะดีขึ้นไหมก็ไม่รู้ แต่ผมจะไม่ย้อนหลังไปมองเพื่อพูดว่า รู้งี้น่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ดีกว่า เพราะถ้าผมทำไปแล้วก็คือประสบการณ์ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อที่ว่าอนาคตจะได้ไม่มานั่งเสียใจ

 

คิดว่าวันหนึ่งคนจะจำชื่อคุณแบบไหน จำว่าเป็นวราวุธ โดยไม่ต้องคิดถึงลูกบรรหารได้ไหม

ผมไม่สนใจนะ ในชีวิตผมให้อยู่แค่สองเรื่อง หนึ่ง ไม่ให้ใครมาว่าได้ว่าเป็นลูกพ่อแล้วเสียชาติเกิด สอง ทำยังไงก็ได้ให้ครอบครัวผมมีความสุข อบอุ่น เหมือนที่พ่อเคยดูแลพวกเรามา

วันที่ผมตายไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าคุณจะชื่นชมหรือด่าผมหรอก แต่วันที่ผมยังอยู่ ผมจะไม่ให้ใครมาพูดได้ว่าเสียชื่อเป็นลูกนายบรรหาร และที่เหลือก็ทำเพื่อประเทศชาติ เป้าหมายชีวิตผมมีแค่นี้เอง

 

เงื่อนไขที่จะทำให้คนกินดีอยู่ดี และพ้นไปจากความขัดแย้ง คุณคิดว่าการทำงานการเมืองแบบครอบครัวมาก่อน หรือการ ‘ตามรอยพ่อ’ จะยังเป็นทางออกไหม

คนมักบอกว่าลูกนักการเมืองไม่เหมาะสม ผมถามว่าถ้าผมเกิดมาเป็นนักการเมือง แล้วลูกนักการเมืองเห็นว่าพ่อเขาทำอะไรมาบ้าง ประสบการณ์ผมย่อมมากกว่าลูกคนทั่วไปใช่ไหม อย่าคิดว่าการทำการเมืองจากพ่อสู่ลูกจะเป็นปัญหา ไม่งั้นจะเอาลูกใครมาเป็น

คุณจะเอาลูกพระหรือลูกคนขับรถเมล์มาทำการเมืองก็ได้ แต่ลูกนักการเมืองก็เป็นคนๆ หนึ่ง มันอยู่ที่ว่าเข้ามาแล้วคุณทำอะไรให้สังคม จะลูกใครก็ตาม ถ้าจะทำงานการเมืองก็ต้องอยู่ในการเมือง.

 

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - สื่อมวลชน นักเขียน ช่างภาพ