fbpx
วิเคราะห์พฤติกรรมในคดีความรุนแรงต่อเด็ก : ผู้กระทำผิดคิดอะไร?

วิเคราะห์พฤติกรรมในคดีความรุนแรงต่อเด็ก : ผู้กระทำผิดคิดอะไร?

กานต์ธีรา ภูริวิกรัย เรื่อง

 Thailand Institute of Justice (TIJ) ภาพ

 

คุณเคยสงสัยไหมว่า เมื่อใครสักคนจะตัดสินใจกระทำความผิด เขากำลังคิดอะไรอยู่ ณ ขณะนั้น?

อะไรทำให้คนๆ หนึ่งเปลี่ยนจากคนธรรมดาไปเป็นอาชญากร ล่อลวงเหยื่อสักคนที่อาจไม่รู้จักกันมาก่อนไปทำร้าย ข่มขืน หรือถึงขั้นฆาตกรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเหยื่อที่ว่าคือเด็ก ที่อาจยังตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนร้าย และยังต้องเผชิญกับความโหดร้ายของผู้ใหญ่และความดำมืดของโลกในรูปแบบที่เกินจะคาดคิด

อะไรที่ทำให้เด็กคนหนึ่งต้องโชคร้ายกลายเป็นเหยื่อ ผู้ต้องหาใช้หลักอะไรในการเลือกเหยื่อ และเราจะสามารถป้องกันความเสี่ยงได้อย่างไร

นั่นคือคำถามที่เกิดขึ้น ระหว่างที่เราฟังการบรรยายเรื่อง ‘การทำความเข้าใจการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้กระทำความผิด (Understanding Behavioural Analysis of Offenders)’ โดย Ms.Ammy (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่พิเศษ หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรม สำนักงานสอบสวนกลาง (Federal Bureau of Investigation – FBI) การบรรยายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘มาตรฐานจริยธรรมด้านสิทธิเด็กและการวิเคราะห์จิตวิทยาสำหรับผู้ใช้บังคับกฎหมาย’ ซึ่งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ 5 องค์กรพันธมิตร ประกอบไปด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หน่วยปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหราชอาณาจักร (NCA) มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT) มูลนิธิเอ-ทเวนตี้วัน (A21 Foundation) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาลเยอรมัน-อุษาคเนย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CPG) จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

การอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะลดปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้บังคับกฎหมาย สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงสร้างศักยภาพให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย โดยมีการเชิญวิทยากรมากประสบการณ์จากหลายหน่วยงาน ทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ สำนักงานสอบสวนกลาง (Federal Bureau of Investigation – FBI) แห่งสหรัฐอเมริกา

 

รู้จักกับ ‘หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรม (Behavioural Analysis Unit – BAU)’ แห่ง FBI

 

“หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรม เป็นหนึ่งในหน่วยงานสังกัดสำนักงานสอบสวนกลาง (Federal Bureau of Investigation – FBI) แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังมีการแบ่งออกอีกเป็น 5 หน่วยงาน (Unit) ย่อย” Ammy เจ้าหน้าที่พิเศษ สังกัดหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรม หน่วยที่สามจาก FBI กล่าวนำ

เธออธิบายเพิ่มเติมว่า แต่ละหน่วยย่อยจะรับผิดชอบประเภทของคดีที่แตกต่างกันออกไป สำหรับหน่วยที่ 3 จะเน้นไปที่คดีซึ่งเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กโดยเฉพาะ โดย Ammy กล่าวให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ ว่า ถ้าสมมติมีเด็กหายตัว หรือโดนลักพาตัวไปเมื่อไหร่ เจ้าหน้าที่จำนวน 2 คนจากหน่วยของเธอจะเดินทางไปที่เกิดเหตุทันที เพื่อร่วมทำการสืบสวนสอบสวนในคดีดังกล่าว

นอกจากช่วยในการสืบสวนสอบสวนแล้ว หน่วยที่ 3 ยังทำหน้าที่อื่นอีก เช่น การทำวิจัย การสนับสนุนการปฏิบัติการ รวมถึงจัดการฝึกอบรม ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ

“แล้วการวิเคราะห์พฤติกรรมคืออะไร? ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องบอกก่อนว่า นี่อาจไม่ได้เป็นเหมือนภาพในหนังที่คุณคุ้นเคย หรือเคยดูมา” Ammy กล่าวเสริม

เจ้าหน้าที่จาก FBI ผู้นี้อธิบายว่า การวิเคราะห์พฤติกรรมเป็นความพยายามในการทำความเข้าใจแรงขับเคลื่อนของผู้กระทำผิด โดยจะดูที่การเลือกเหยื่อเพื่อหาคำตอบว่า ทำไมผู้กระทำผิดถึงเลือกเหยื่อคนนี้ โดยนำความรู้ทางจิตวิทยาเข้ามาประยุกต์ใช้ด้วย

ทั้งนี้ การวิเคราะห์พฤติกรรมจะได้ผลดี เมื่อคดีที่เกิดมีลักษณะเฉพาะตัว มีเวลา มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นแบบแผน แต่ถ้าคดีมีจุดสังเกตได้น้อย มีการปฏิสัมพันธ์กันน้อย สถานที่เกิดเหตุไม่มีระเบียบ ก็อาจไม่สามารถนำเทคนิคการวิเคราะห์พฤติกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ได้ทั้งหมด

“ถ้าเป็นอาชญากรรมประเภทอื่น เช่น เรื่องเงิน เรื่องปืน หรือการค้ามนุษย์ การวิเคราะห์พฤติกรรมก็อาจไม่ได้มีประโยชน์มาก เพราะคดีเหล่านี้มีแบบแผนค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ในคดีที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก การวิเคราะห์พฤติกรรมจะมีประโยชน์ในแง่การสร้างยุทธศาสตร์เพื่อสอบปากคำ หรือให้ข้อเสนอแนะในการสืบสวนสอบสวน รวมไปถึงการวางยุทธศาสตร์ในการสื่อสารกับชุมชน กับผู้ต้องหา หรือคนรอบตัวผู้ต้องหา”

 

กรณีศึกษา: Westley Allan Dodd ฆาตกรผู้ร้องขอให้ศาลประหารชีวิตตนเอง[1]

 

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมชัดขึ้น Ammy ยกตัวคดีความรุนแรงต่อเด็กคดีหนึ่งที่เป็นคดีโด่งดังในสหรัฐอเมริกา คือกรณีของ Westley Allan Dodd

บ่ายวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1989 ที่รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา Westley Allan Dodd สังเกตเห็นเด็กผู้ชายอายุ 5 ขวบคนหนึ่งที่โรงหนัง ระหว่างที่เขากำลังเดินไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งทั้ง Dodd และเด็กคนนี้ไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่กี่นาทีต่อมา Dodd คว้าตัวเด็กผู้ชายคนนั้น และรีบเดินออกจากโรงหนังไป

เด็กชายผู้โชคร้ายเริ่มร้องโวยวายให้คนช่วย ขณะที่เจ้าหน้าที่โรงหนังเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติและวิ่งไล่เขา เมื่อตระหนักได้ว่า ตนเองไม่สามารถหนีแบบนี้ต่อไปได้ Dodd จึงปล่อยเหยื่อของเขาและวิ่งหนีขึ้นรถไป สุดท้ายตำรวจสามารถตามจับตัว Dodd ได้ และพาตัวเขาไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจ

การลักพาตัวครั้งนี้อาจดูเหมือนเป็นคดีลักพาตัวธรรมดา ยกเว้นเสียแต่ว่า นี่ไม่ใช่การก่อเหตุครั้งแรกของ Dodd หลังจากการสืบสวนผ่านไปสามวัน ชายหนุ่มยอมรับสารภาพว่า ก่อนหน้าที่จะมาก่อเหตุในครั้งนี้ เขาได้ฆ่าเด็กไปแล้วสามคน

 

Westley Allan Dodd

 

Dodd ตอบคำถามเกี่ยวกับการเลือกเหยื่อของเขาในวิดีโอที่ตำรวจบันทึกไว้ว่า “อย่างแรก เลือกเด็กที่อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย เช่น ที่สนามเด็กเล่น ที่บ้าน มักจะเป็นวันหยุดที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่ด้วย ถ้าผู้ใหญ่อยู่ด้วยก็อาจจะไม่เข้าหาเด็ก หรือพยายามดึงตัวเด็กออกมาก่อน แล้วพาไปที่เปลี่ยวๆ” ส่วนเรื่องการแต่งกาย Dodd ตอบคำถามว่า “เรื่องการแต่งกาย ผมชอบเด็กที่ใส่เสื้อเชิ้ต มีกระดุมติดข้างบน จะใส่กางเกงขาสั้นหรือยาวก็ได้ ถ้าเด็กอยู่เป็นกลุ่ม ผมจะพยายามเลือกเด็กที่ขี้อาย ไม่ค่อยเล่นกับใคร หลบอยู่หลังเพื่อน เลือกเด็กที่ดูเหงาๆ และคนที่ผมรู้สึกว่า เขาไม่น่าจะไปบอกพ่อแม่หรือคนอื่น”

อย่างไรก็ตาม Ammy อธิบายเพิ่มเติมว่า อิทธิพลจากการแต่งกายของเหยื่อยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เช่น หากเด็กสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อเชิ้ต จะทำให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ง่ายกว่าหรือไม่ หรือถ้าเสื้อที่เด็กสวมมีกระดุม จะเป็นการบ่งบอกสถานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดีของเด็กหรือไม่ และการแต่งกายดังกล่าวจะส่งผลอย่างไร สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเชื่อมโยงกับแรงจูงใจของการเลือกเหยื่อได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ต้องหาจะเลือกเหยื่อจากความขี้อาย ท่าทางไม่มั่นใจ เลือกเด็กที่รอคนมาสนใจ เพื่อที่ผู้กระทำความผิดจะล่อลวงเด็กโดยการให้ความสนใจแก่พวกเขา

“Dodd เป็นพวกสุดโต่ง เขาสร้างสถานการณ์เพื่อเข้าถึงเด็ก และมักเลือกเหยื่อเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวของเขา ยิ่งเขาทำไปเรื่อยๆ ทักษะของเขาก็ยิ่งเพิ่ม เขาเลือกเด็กเหมือนผู้ล่าเหยื่อที่กำลังหาเหยื่อ ในตอนแรก การกระทำผิดของเขาอาจเกิดจากสถานการณ์พาไป แต่มันพัฒนาไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความชอบส่วนตัว” Ammy กล่าวเสริม

คดีของ Dodd กลายเป็นกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใหม่ยามมีการศึกษาเรื่องผู้กระทำผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว โดย Dodd ปฏิเสธการอุทธรณ์ พร้อมทั้งยืนยันว่าตนเอง “จะต้องถูกประหารก่อนที่จะมีโอกาสหลบหนีและไปฆ่าคนอื่นอีก” เขายังกล่าวอีกว่า หากตนหลบหนีได้ เขาสัญญาว่าจะฆ่าข่มขืนอีกครั้ง และเขามีความสุขกับทุกวินาทีในการกระทำผิด

Westley Allan Dodd ถูกตัดสินประหารชีวิต ในเวลา 12:05 น. ของวันที่ 5 มกราคม 1993 ปิดฉากหนึ่งในฆาตกรล่วงละเมิดเด็กที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

 

สถานการณ์พาไป หรือใจต้องการทำ

 

“การล่วงละเมิดทางเพศเด็ก อาจมาจากสถานการณ์พาไป (Situational) หรือความชอบส่วนตัว (Preferential) ก็ได้ มีผลการวิจัยบอกว่า สองปัจจัยนี้มีความต่อเนื่องและเกี่ยวเนื่องกัน”

Ammy กล่าวถึงความแตกต่างของการกระทำผิดของอาชญากรล่วงละเมิดเด็ก โดยหากเป็นแบบสถานการณ์พาไป ผู้ต้องหาจะทำความผิดเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย และไม่ค่อยเลือกเหยื่อ ไม่ได้มีความชอบเฉพาะว่า เหยื่อต้องเป็นเด็กแบบไหน อายุเท่าไหร่ ผู้ต้องหาบางคนอาจจะชอบผู้ใหญ่มากกว่าด้วยซ้ำ แต่เพราะเด็กอ่อนแอและล่อลวงง่ายกว่าผู้ใหญ่ เหยื่อของพวกเขาจึงกลายเป็นเด็กแทน

ที่น่าสังเกตคือ ในบางครั้งผู้ต้องหาแบบสถานการณ์พาไปอาจกระทำผิดเพราะความเครียด เช่น ผู้ต้องหารายหนึ่งเลือกลักพาตัวเด็ก หลังจากที่เขาเสียอำนาจในการปกครองบุตรสาวไป ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ไม่ได้เจาะจงจะลักพาตัวเด็ก เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนั้นเอื้ออำนวยให้เขาทำผิดเช่นนี้

“ขณะที่กลุ่มซึ่งมีความชอบส่วนตัว พวกเขาจะมีจินตนาการซึ่งก่อให้เกิดการกระทำผิด ถูกครอบงำด้วยความคิดแบบแฟนตาซี และอาจใช้จินตนาการเพื่อการสำเร็จความใคร่ของตนเอง เป็นแบบนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผู้กระทำผิดที่มีความชื่นชอบส่วนตัวเหล่านี้จะชอบเด็ก มีจินตนาการโลดแล่นจากการดูสื่อลามกอนาจารเด็ก เขาจะมีสเปคเฉพาะตัว คือมีเพศ และช่วงอายุที่ชื่นชอบ อาจจะเริ่มจากการจินตนาการก่อน และเมื่อจินตนาการเหมือนจริงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็อยากให้สิ่งที่ตนเองจินตนาการเป็นจริงขึ้นมา แต่จะทำอย่างไรล่ะที่จะไม่ให้เด็กที่เป็นเหยื่อไปบอกพ่อแม่ เรื่องจึงมักจะจบลงด้วยการทำร้ายหรือฆาตกรรมเด็ก”

เจ้าหน้าที่จาก FBI กล่าวเสริมด้วยว่า ในกลุ่มที่กระทำผิดจากความชอบส่วนตัว ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่เลย เพราะเคยมีกรณีที่ผู้ต้องหาใช้การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับมารดาของเด็กเพื่อเข้าถึงตัวเด็กเกิดขึ้นมาแล้ว

 

หาเหยื่อที่ใช่ ล่อลวงเด็กที่ชอบ

 

ในการเลือกเหยื่อ ผู้ต้องหาจะใช้เวลาอย่างมากในการหาเป้าหมายที่ใช่ ดูว่าเด็กที่ตนหมายตามีจุดล่อแหลมตรงไหน และเมื่อเขารู้แล้วว่าตนเองจะเลือกใคร ผู้ต้องหาก็จะพยายามเข้าหาเด็ก ดูว่าเด็กคนนั้นมีชีวิตอย่างไร เรียนที่ไหน เขาจะมองหาช่องโหว่ เสาะแสวงหาจุดอ่อนและความต้องการของเด็ก เช่น หากเด็กที่หมายตาไม่มีเงิน ครอบครัวไม่อบอุ่น ผู้ต้องหาก็จะแฝงตัวเข้าไปหาเด็ก ซื้อของให้ และมอบความรักความอบอุ่นที่เด็กต้องการให้

“ไม่จำเป็นว่าต้องมีเหยื่อคนเดียวในวงจรนี้” Ammy กล่าว “ผู้ต้องหาอาจจะกล่อมเด็กหลายคนพร้อมกัน โดยที่เด็กอาจยินยอมพร้อมใจเองด้วย และเมื่อเหยื่อยินยอมพร้อมใจ ก็มีแนวโน้มที่เขาจะไม่เปิดเผยความลับนี้ บางครั้งผู้ต้องหาอาจถึงขั้นกล่อมครอบครัวและชุมชนที่เหยื่ออาศัยอยู่ โดยโน้มน้าวจนชุมชนเริ่มไว้ใจตนเอง เมื่อเหยื่อตัดสินใจไปบอกผู้ใหญ่หรือชุมชนว่าเขาเจอความรุนแรงอย่างไร ผู้ใหญ่ก็มีแนวโน้มจะไม่เชื่อ และมองว่าเด็กโกหก แล้วเรื่องก็จะเงียบไป”

หลายคนอาจเข้าใจว่า ผู้ต้องหาที่จะล่อลวงเด็กได้จะต้องมีฐานะในระดับหนึ่ง เนื่องจากต้องมีทุนทรัพย์และเวลาในการล่อลวงเด็ก แต่ Ammy บอกว่า ผู้ต้องหาไม่จำเป็นต้องมีฐานะดี เพราะเท่าที่เธอเจอมา ผู้ต้องหาไม่ได้มีประวัติไปในทางใดทางหนึ่งชัดเจน แต่มีทุกฐานะ ทุกเชื้อชาติ ทั้งนี้ จุดสังเกตคือผู้ต้องหามักจะเป็นเพศชาย อาจล่อลวงโดยการพาเด็กไปเที่ยว หรือให้กำลังใจ สวมกอด ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กเชื่อใจได้โดยไม่ต้องใช้เงินเลย

“แน่นอนว่า ผู้ต้องหาจะเป็นคนแปลกหน้าที่เด็กไม่รู้จักมาก่อนในตอนแรก แต่เขาจะค่อยๆ เอาตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว โดยพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อเจอกับเด็ก และจะเลี่ยงออกจากสถานการณ์นั้นหากถูกสงสัย ผู้ต้องหามักจะมีความสามารถในการวางแผน และโน้มน้าวชักจูงใจ” Ammy อธิบาย

“นอกจากกล่อมเด็กและผู้ปกครองแล้ว เขายังเกลี้ยกล่อมชุมชนด้วย ผู้ต้องหาจะทำให้ชุมชนเชื่อว่า เขาเป็นสมาชิกชุมชนที่มีความรับผิดชอบ ในกรณีที่ผู้ต้องหามีหน้าตาที่ค่อนข้างน่ากลัว เขาอาจเริ่มจากการปลอมเป็นคนอื่นในทางออนไลน์ก่อน อาจจะเป็นเพศตรงข้าม เป็นคนที่เด็กสนใจ และค่อยมาเจอตัวเด็กในทางออฟไลน์ต่อไป”

อีกหนึ่งวิธีที่ผู้ต้องหาใช้ในการเข้าถึงตัวเด็กคือ การขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อนำเด็กไปล่วงละเมิดและทำอนาจาร ซึ่ง Ammy เสริมว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องระวังและพิจารณาคำขอรับบุตรบุญธรรมอย่างเข้มงวดด้วย

“พวกคุณลองพิจารณาคำขอรับบุตรบุญธรรมนี้ดู เขาเจาะจงขอเด็กผู้หญิงอายุ 6-12 ปี ไม่อยากได้เด็กที่มีพฤติกรรมชอบจุดไฟ แต่ถ้าเด็กมีพฤติกรรมเอาศีรษะกระแทกข้าวของ เก็บตัว แบบนี้ยอมรับได้ถ้ามาคุยกัน ถ้าเด็กถูกล่วงละเมิดมาก่อน ถูกทุบตีมาก่อน เขาก็ยอมรับได้ด้วย ถ้าเป็นแนวนี้ควรจะสงสัยไว้ก่อนเลยว่า มีโอกาสที่ผู้กระทำผิดจะสร้างสถานการณ์เพื่อนำตัวเด็กไปล่วงละเมิด”

การกล่อมเด็กไม่ใช่เรื่องยาก หากผู้ต้องหารู้ดีว่า ตนเองต้องมองหาอะไร ซึ่ง Ammy ได้ยกกรณีศึกษาของผู้ต้องหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กคนหนึ่งให้ผู้เข้าร่วมการอบรมฟัง ผู้ต้องหาคนนี้ยินยอมให้ปากคำที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทำให้เรามองเห็นแนวความคิดและรูปแบบการกระทำของผู้กระทำผิดได้มากขึ้น

“ผู้ต้องหาคนดังกล่าวล่อลวงเด็กอายุ 8 กับ 10 ขวบ โดยพาไปที่อพาร์ตเมนท์ของเพื่อนที่มีสระว่ายน้ำ ทำไมเขารู้ว่าเด็กจะยอมตามไปน่ะเหรอ เพราะผู้ต้องหาเห็นแล้วว่า พ่อแม่ของเด็กแสดงอารมณ์หงุดหงิดกับเด็ก โดยเฉพาะคนเป็นพ่อที่ตะโกนใส่และด่าเด็กแบบเสียๆ หายๆ สิ่งที่ผู้ต้องหาทำก็แค่ให้ความรักและความสนใจเด็ก พังทลายกำแพงของเด็กลง (break them down) ชวนเด็กไปกินข้าว ไปนั่งรถเล่น และไปว่ายน้ำ เขาบอกว่า เมื่อเราให้ความสนใจเด็ก พวกเขาก็จะถูกดึงดูดเข้าหาเรา และอยากอยู่กับเรา”

 

จงระวังตัวและอย่าเข้าใกล้คนแปลกหน้า (?)

 

ตั้งแต่เล็กจนโต เราคงคุ้นเคยกับคำที่พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่สอนว่า ให้ระวังและอย่าเข้าใกล้คนแปลกหน้า แต่ในกรณีของการตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศและทำอนาจาร คำสอนดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้เสมอไป เพราะผู้ต้องหาบางคนแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบคนใกล้ตัว เริ่มจากการถูกเนื้อต้องตัวเด็กแบบที่ไม่ใช่ทางเพศ เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกผิดแปลกอะไร จากนั้น เมื่อเด็กเริ่มชินและคุ้นเคย ผู้ต้องหาจึงจะเริ่มแตะเนื้อต้องตัวและลวนลามเด็กในทางเพศ

“ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะกลัวผู้ต้องหา เพราะกับเด็กบางคน พวกเขาได้รับการดูแลเอาใจใส่และได้สิ่งของ บางครั้ง ผู้ต้องหาก็ขู่เด็กว่า ถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร เด็กจะไม่ได้เจอผู้ต้องหาอีก เมื่อเด็กยังอยากเจอผู้ต้องหาอยู่ เขาก็ไม่กล้าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร”

นอกจากตัวเหยื่อแล้ว หลายครั้งที่เด็กอาจดึงเพื่อนคนอื่นเข้ามาร่วมเป็นเหยื่อด้วย และการเกลี้ยกล่อมกันระหว่างเหยื่อจะทำให้เด็กลืมสิ่งที่เคยถูกสอนเรื่องการระวังตัวกับคนแปลกหน้าไปจนหมดสิ้น สุดท้ายแล้ว เด็กก็ตกเป็นเครื่องมือในการล่วงละเมิดทางเพศของผู้ต้องหาเสียเอง

“เด็กบางคนอาจจะรู้สึกอาย และรู้สึกว่าตนเองก็มีส่วนผิดที่โดนล่วงละเมิดทางเพศ บางครั้งอาจถึงขั้นสับสนและปฏิเสธไปเลยว่า ตนไม่ได้โดนล่วงละเมิดทางเพศ อีกอย่างหนึ่งคือ เวลาเด็กบอกเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ เขาอาจบอกความจริงไม่ครบหรือไม่หมด เพราะยังขัดแย้งในตัวเองอยู่ บางคนไม่ชอบการถูกล่วงละเมิด แต่ยังอยากได้ของจากผู้ต้องหาอยู่”

แน่นอนว่า การเจอกับความรุนแรง หรือการล่วงละเมิดทางเพศย่อมส่งผลหลายประการต่อเด็ก รวมถึงผลต่อการเจริญเติบโตด้วย เพราะแต่ไหนแต่ไร ช่วงชีวิตวัยรุ่นเป็นช่วงที่เด็กจะเกิดความสับสนและมีความเสี่ยงอยู่แล้ว เนื่องจากความรักอิสระและความขบถต่อสิ่งต่างๆ ยิ่งหากเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือเจอกับความรุนแรงอีก ก็จะยิ่งทำให้ผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปได้อย่างยากลำบากยิ่งขึ้น

 

คู่มือจูงใจ: ผู้ต้องหาทำอย่างไร เด็กถึงตกเป็นเหยื่อ

 

ในช่วงท้าย เจ้าหน้าที่ Ammy ได้กล่าวถึงสิ่งที่หน่วยของเธอเรียกว่า ‘อาวุธจูงใจ’ ซึ่งเป็นหลักการที่ผู้ต้องหาจะใช้เพื่อเกลี้ยกล่อมเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่เหยื่ออาศัยอยู่

“ข้อแรกเลยคือ การพิสูจน์จากสังคม คุณลองคิดดูนะว่า เวลาคุณอยากซื้อของสักชิ้น คุณก็มักจะไปถามคนที่เคยซื้อหรือเคยใช้ว่า ของชิ้นนั้นเป็นอย่างไร และคุณก็มักจะเชื่อคำพูดของพวกเขา เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ถ้าผู้ต้องหาแฝงตัว ทำทีว่าเป็นคนดี แล้วเข้ามาในชุมชน คนในชุมชนรวมไปถึงพ่อแม่เด็กก็จะไว้เนื้อเชื่อใจ เด็กเองเมื่อเห็นผู้ใหญ่ไว้ใจผู้ต้องหา ก็จะพลอยไว้ใจเขาไปด้วย แล้วผู้ต้องหาบางคนก็ทำดีกับชุมชน ทำให้ชุมชนไว้ใจตนเองอีก อีกเรื่องคือเรื่องของความชอบ เรามีแนวโน้มจะเข้าหาคนที่เราชอบอยู่แล้ว เวลาคนที่เราแอบชอบพูดอะไร เราก็มักจะโดนกล่อมได้ง่ายๆ ใช่มั้ยล่ะ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเด็กชอบผู้ต้องหาก็มีแนวโน้มที่เขาจะโดนกล่อมได้ง่าย และไม่เชื่อใจใครนอกจากผู้ต้องหา

“ข้อต่อมาคือเรื่องของอำนาจ เพราะเรามักไว้ใจคนที่ดูมีอำนาจ เด็กเองก็มักจะถูกกล่อมโดยผู้ใหญ่ที่ตนไว้ใจ ผู้ต้องหาจึงพยายามจะหาทางมีอำนาจเพื่อทำให้เด็กไว้ใจ ทีนี้ เมื่อผู้ต้องหามีอำนาจเหนือเด็กแล้ว เขาก็สามารถบงการเด็กได้ เช่น ขู่ว่าหากเด็กเอาเรื่องการล่วงละเมิดไปบอกคนอื่น ก็จะไม่ได้เจอกันอีก เด็กเองก็ไม่กล้าบอกผู้ใหญ่ เพราะเขายังอยากเจอผู้ร้ายอยู่”

หลักอีกข้อหนึ่งคือเรื่องการต่างตอบแทน ซึ่ง Ammy อธิบายว่า เมื่อเราให้ของหรือทำอะไรสักอย่างให้กับใครสักคน โดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ คนผู้นั้นจะรู้สึกว่าเรามีอำนาจเหนือกว่า เช่น เมื่อผู้ต้องหาเริ่มจากการจับเนื้อต้องตัวเด็ก เด็กก็อาจมีการตอบสนองกลับมาบ้าง จากนั้นการแตะเนื้อต้องตัวก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นเลยเถิดไปในที่สุด

 

ทำไมบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ต้องเข้าใจการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้กระทำความผิด?

 

แน่นอนว่า ไม่มีหลักใดหลักหนึ่งที่จะสามารถทำการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้กระทำความผิดได้อย่างถ่องแท้ หรืออ่านใจของผู้กระทำผิดได้ทุกแง่มุม และการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้กระทำความผิดอาจไม่สามารถนำไปสู่การจับตัวคนร้ายได้ทุกคดี แต่ความเข้าใจในมุมมองทางด้านจิตวิทยาเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีในกระบวนการยุติธรรม

กรวิไล เทพพันธ์กุลงาม หัวหน้ากลุ่มโครงการผู้หญิงและเด็กในระบบยุติธรรมทางอาญา ของ TIJ กล่าวถึงสาเหตุของการจัดงานในครั้งนี้ว่า ศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาและการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้กระทำความผิด มุมมองจิตวิทยาของเหยื่อ และการดูแลสภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นสิ่งจำเป็น

“เนื่องจากความเข้าใจทางด้านจิตวิทยาในแง่มุมทั้งสามนี้ จะช่วยทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเชื่อมโยงคดีและนำไปสู่หลักฐานและพยานชิ้นอื่นๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อการละเมิดซ้ำต่อเด็กซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือพยาน หรือในกรณีที่เด็กถูกฆาตกรรมหรือเสียชีวิตไปแล้ว อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลจิตใจของตนเองที่อาจได้รับผลกระทบจากการทำงานด้วย”

นอกจากนี้ ศาสตร์ทางด้านจิตวิทยายังเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันอาชญากรรม โดย กรวิไล กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “การวิเคราะห์พฤติกรรม นอกจากจะช่วยนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กที่เป็นผู้เสียหาย และการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้เด็กคนอื่นๆ ไม่ถูกล่วงละเมิดในอนาคต ซึ่งจำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุและปัจจัยของการกระทำความผิด อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์และการกำหนดมาตรการการคุ้มครองและป้องกันเด็กจากความรุนแรงและอาชญากรรมต่อไป”

 


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

อ้างอิง

[1] เนื้อหาเพิ่มเติมจาก https://allthatsinteresting.com/westley-allan-dodd

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save