fbpx
เรื่องเล่าจากผู้ใช้บังคับกฎหมาย : ความท้าทายของการ 'จับผู้ร้าย' ในคดีละเมิดเด็ก

เรื่องเล่าจากผู้ใช้บังคับกฎหมาย : ความท้าทายของการ ‘จับผู้ร้าย’ ในคดีละเมิดเด็ก

ณัฐธิดา ดวงวิโรจน์ เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

Thailand Institute of Justice (TIJ) ภาพ

 

“คดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นคดีที่น่าตกใจ บางคดีเด็กถูกละเมิดโดยแลกกับช็อกโกแล็ตไม่กี่แท่ง หรือแลกกับเงินหนึ่งร้อยบาท…”

ร.ต.อ. เขมชาติ ประกายหงษ์มณี รองผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เริ่มต้นการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง ‘มาตรฐานจริยธรรมด้านสิทธิเด็กและการวิเคราะห์จิตวิทยาสำหรับผู้ใช้บังคับกฎหมาย’ ด้วยการเล่าประสบการณ์การทำงานด้านป้องกันและปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ให้กับผู้เข้าร่วมการอบรมที่มาจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลากหลายหน่วย ไม่ว่าจะเป็นกรมการปกครอง ตำรวจ พนักงานสืบสวน ไปจนถึงพนักงานอัยการ ได้รับฟัง

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ 5 องค์กรพันธมิตร ประกอบด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หน่วยปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหราขอาณาจักร (NCA) มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT Foundation) มูลนิธิเอ-ทเวนตี้วัน (A21 Foundation) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาลเยอรมัน-อุษาคเนย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CPG) เพื่อพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ในสายงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทางเพศเด็ก โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกัน

เนื่องจากผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานจริงในระบบ การอบรมจึงเป็นการนำประสบการณ์การทำงานมาร่วมอภิปรายกันเป็นหลัก ทำให้เราเห็นข้อจำกัดและความท้าทายหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการสืบสวนสอบสวนคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่เกิดขึ้น ทั้งในไทยและในต่างประเทศ

 

 

จาก ‘สืบจากเด็ก’ มาเป็น ‘สืบจากภาพ’

 

เขมชาติเปรียบเทียบข้อแตกต่างของสถานการณ์การสืบสวนคดีล่วงละเมิดเด็กเมื่อ 12 ปีก่อนกับปัจจุบันว่า ในทุกวันนี้ โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทอย่างมากในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เครื่องมือที่ผู้กระทำผิดใช้ก็มีความแตกต่างไปจากเดิม ดังนั้น ผู้ปฏิบัติงานจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการทำงานที่เหมาะสม เพื่อจะปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

“12 ปีที่แล้ว เราเริ่มจากการป้องกันปราบปรามนักท่องเที่ยวที่แฝงตัวเข้ามาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (child sex tourism) คือกลุ่มที่ลากกระเป๋ามา ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว แต่จริงๆ จะเข้ามาละเมิดเด็กในประเทศไทย ซึ่งในอดีต อินเทอร์เน็ตยังไม่พัฒนาเหมือนทุกวันนี้ คนร้ายก็จะใช้วิธีเข้าถึงตัวเด็กแตกต่างออกไปจากในปัจจุบัน”

ปี พ.ศ. 2558 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 287/1 และ 287/2 ประมวลกฎหมายอาญาในฐานความผิดฐานการครอบครองสื่อลามกเด็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่สะดวกมากขึ้น โดยก่อนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว การครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กยังไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการเพิ่มฐานความผิดในเรื่องนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเปิดคดีได้จากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องสอบปากคำเด็ก

“อย่างที่บอกว่าในอดีต เราจะเริ่มจากการถามเด็ก แต่คดีพวกนี้แตกต่างจากคดีอื่นตรงถิ่นที่อยู่ของเหยื่อและผู้กระทำผิด คือถ้าเป็นคดีอื่น เหยื่อจะอยู่กับที่ ผู้กระทำผิดมาจากไหนไม่รู้แล้วมาก่อคดี แต่คดีแบบนี้ ผู้ต้องหาจะอยู่กับที่ ส่วนเหยื่อคือคนที่เข้ามาหาผู้กระทำความผิด ดังนั้น การจะพิสูจน์ว่าเด็กโดนล่วงละเมิดอย่างไรเป็นเรื่องยากมาก เพราะจะต้องเริ่มที่ตัวเด็ก

“ถ้าเราไปคุยกับเด็กโดยตรงเลย คุณคิดว่าเด็กจะพูดเลยไหม ไม่มีทาง มีหลายเคสที่กว่าเด็กจะพูดหรือให้ความร่วมมือกับเรา ก็ใช้เวลาเป็นปี เคสหนึ่งที่ผมเคยเจอคือใช้เวลาสองปีกว่าๆ บางเคสผ่านไปเป็นปีแล้ว เด็กยังไม่ยอมพูดเลยจนทุกวันนี้”

 

ข้อจำกัดและความท้าทายในการสืบสวนสอบสวนแบบใหม่

 

ถึงแม้เครื่องมือในการสืบสวนสอบสวนจะพัฒนามากยิ่งขึ้น ก็ใช่ว่าข้อจำกัดและความท้าทายในการทำงานของเจ้าหน้าที่จะน้อยลง เพราะปัญหาความรุนแรงต่อเด็กเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และมีความละเอียดอ่อนมาก ผู้ปฏิบัติงานจึงต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในทุกขั้นตอนการสอบสวนตั้งแต่ตอนเปิดคดีไปจนถึงหลังการจับกุมผู้ต้องหา ซึ่งเขมชาติยอมรับว่า การขาดองค์ความรู้เรื่องจิตวิทยาเด็กและการสัมภาษณ์ทางนิติวิทยาศาสตร์ (forensic Interview) เป็นอุปสรรคสำคัญของการสืบสวน

กระนั้นก็ดี ในปัจจุบัน การเผยแพร่สื่อลามกออนไลน์ไม่ได้จำกัดว่าเป็นความผิดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ถือเป็นความผิดสากล ดังนั้นหัวใจของความสำเร็จในการป้องกันและปรามปรามความรุนแรงต่อเด็ก คือการบูรณาการความร่วมมือการทำงานกับทุกฝ่ายในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคุ้มครองเด็ก ฝ่ายนิติเวช หน่วยปราบปรามต่างๆ ของประเทศไทย ต่างประเทศ หรือหน่วยปราบปรามของสากล

“มีหลายกรณีที่ผู้ประสานงานต่างประเทศแจ้งเราว่าพบสื่อลามกเด็ก พวกนี้น่าจะเกิดที่ไหนสักที่ในประเทศไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน แม้ภาษาไม่ใช่ภาษาไทยและภาษาถิ่น แต่ดูแล้ว เด็กน่าจะเป็นเด็กในบ้านเมืองเรานี่แหละ ขั้นตอนต่อไปคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้หาเด็กในสื่อให้เจอ”

หลังจากสืบพบสื่อลามกอนาจารเด็กแล้ว ขั้นต่อไปคือการหาเด็กในสื่อให้พบ หรือที่เรียกว่าการระบุตัวผู้เสียหาย (Victim identification) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่เขมชาติกล่าวว่า “ยากที่สุดในการสืบสวนคดี” เพราะต้องระบุว่าที่เกิดเหตุคือที่ใด และผู้เสียหายเป็นใคร “แต่เราสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนี้ได้ด้วยการทำงานร่วมมือกันระหว่างเรากับพันธมิตร องค์กรเอกชนในภาคเทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างประเทศ และความร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนด้านเทคนิค”

 

 

แต่แม้ผู้กระทำความผิดจะถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีแล้ว ความท้าทายของการป้องกันปราบปรามคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กยังคงมีอยู่ เพราะเมื่อเด็กที่ถูกล่วงละเมิดกลับสู่สภาพแวดล้อมเดิม โดยไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปคุ้มครอง ก็มักจะเกิดปัญหาการถูกล่วงละเมิดซ้ำ (revictimization) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

“เมื่อก่อน ผมเคยดีใจมากที่จับผู้ต้องหาได้ จับได้ทีหนึ่งนี่ยืดเลย แต่พอเจอเหตุการณ์ที่เด็กกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ แล้วถูกละเมิดซ้ำซ้อน จึงเริ่มมาคิดว่านี่ใช่คำตอบไหม”

นอกจากนี้ เขมชาติยังเน้นย้ำถึงความท้าท้ายที่หลายคนมักมองข้าม นั่นคือเรื่องสภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูภาพสื่อลามกอนาจารเด็กซ้ำไปซ้ำมา

“เมื่อมิติของการสืบสวนเปลี่ยนไป เราเริ่มมาสืบจากภาพ ถามว่าวันหนึ่งเจ้าหน้าที่ต้องดูภาพกี่ร้อยกี่พันภาพ บางเคสดูเป็นหมื่นภาพ ถามว่ากลับบ้านไปมันจะเป็นอย่างไร ติดตาไหมครับ ตรงนี้มีงานวิจัยจากหลายๆ ค่ายว่า หลายคนอาจมีความเสี่ยงในการละเมิดเด็กเสียเอง เราจึงต้องดูแลเจ้าหน้าที่ให้ดีก่อนด้วย”

 

ความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการแก้ไขข้อจำกัดในการสืบสวนสอบสวนคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

 

 

 

กรวิไล เทพพันธ์กุลงาม หัวหน้ากลุ่มโครงการผู้หญิงและเด็กในระบบยุติธรรมทางอาญา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ กล่าวถึงเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขข้อจำกัดในการสืบสวนสอบสวนคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กในเวทีระหว่างประเทศ คือ แผนยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการในทางปฏิบัติว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ในสาขาการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (United Nations Model Strategies and Practical Measures on the Elimination of Violence against Children in the Field of Crime Prevention and Criminal Justice) หรือยุทธศาสตร์ต้นแบบฯ

ยุทธศาสตร์ต้นแบบฯ เป็นเครื่องมือสากลที่กำหนดแนวทางในการปฏิบัติต่อเด็กในสถานะต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม เช่น ผู้ถูกกล่าวหา ผู้กระทำความผิด ผู้เสียหาย และพยาน อีกทั้งกำหนดให้รัฐสมาชิกสนับสนุนความร่วมมือกันในด้านต่างๆ เพื่อให้การป้องกันปราบปรามความรุนแรงต่อเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“การก่ออาชญากรรมต่อเด็กในปัจจุบันมีรูปแบบซับซ้อน อาจเป็นอาชญากรรมทางออนไลน์ เป็นอาชญากรรมแบบไร้พรมแดน เพราะฉะนั้นจึงคาบเกี่ยวกับเขตอำนาจขององค์กรมากกว่าหนึ่งองค์กร หรืออาจมากกว่าหนึ่งรัฐด้วยซ้ำ ดังนั้นการประสานความร่วมมือจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น”

“นอกจากนี้ รัฐสมาชิกต้องมีมาตรการและทรัพยากรที่เพียงพอ เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มพูนความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพในระบบยุติธรรมทางอาญา ซึ่งรวมถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับลักษณะของความรุนแรงต่อเด็ก ความเข้าใจในมุมมองจิตวิทยา ทั้งนี้เพื่อดูแลเด็กที่เป็นผู้เสียหาย แสวงหาพยานหลักฐานจากผู้กระทำผิด และเพื่อดูแลจิตใจของผู้ประกอบวิชาชีพเอง (self-care) อีกทั้งต้องมีมาตรฐานจริยธรรมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในการคุ้มครองและดูแลเด็ก สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางการใช้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (victim-centric approach) ซึ่งเป็นหัวใจในการทลายข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรม” กรวิไล กล่าวทิ้งท้าย

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save