1.

ที่ผ่านมาหากคุณติดตามบทความใน the101.world มาโดยตลอด อาจพอเห็นชื่อของ ‘เอสโตเนีย’ ประเทศเล็กๆ ทางตอนเหนือของทวีปยุโรปผ่านตาในชื่อบทความของเราอยู่บ้าง (เข้าไปอ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับเอสโตเนียได้ที่นี่)

ไม่ใช่ในแง่ความสวยงามหรือสถานที่เก๋ๆ ชวนให้ไปเที่ยว แต่สิ่งที่ทำให้เราสนใจเอสโตเนียเป็นพิเศษจนต้องหยิบยกมาเล่าอยู่บ่อยครั้งคือ ‘นวัตกรรม’ ที่พวกเขาคิดขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการปกครองผ่านเทคโนโลยี จนได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปรับตัวเองให้เข้ากับโลกดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ และประสบความสำเร็จจนหลายประเทศทั่วโลกต่างเดินทางมาทัศนศึกษากันถี่ยิบ

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่ารายละเอียดของนวัตกรรมว่าพวกเขาทำอะไรลงไปบ้าง คือ ‘แนวคิด’ ที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของความเป็นเอสโตเนีย จนทำให้ประเทศที่เราแทบไม่เคยได้ยินชื่อ กลายมาเป็นผู้นำแนวหน้าของการเมืองการปกครองในโลกที่ทุกอย่างกำลังหลอมรวมเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอันไร้พรมแดน

และในฐานะที่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 พยายามจะเดินตามรอยเข้าสู่โลกดิจิทัล สิ่งที่สำคัญกว่ารายละเอียดยิบย่อย คือคำถามที่ว่า แล้วแนวคิดของพวกเรา (และภาครัฐ) ได้ปรับให้รับกับการเปลี่ยนแปลงแบบชาวเอสโตเนียแล้วหรือยัง

 

 

2.

“มีใครในที่นี้เคยได้ยินชื่อหรือเคยไปเที่ยวเอสโตเนียบ้างมั้ยครับ” Viljar Lubi ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ กระทรวงกิจการเศรษฐกิจและการสื่อสารจากเอสโตเนียตั้งคำถามแรกกับผู้ฟังด้านล่างเวที

“ไม่เป็นไรครับ ไม่โกรธกันอยู่แล้ว ผมเข้าใจเราว่าเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีแค่สองประเทศอยู่ข้างบนคือไอซ์แลนด์กับฟินแลนด์” เขารีบบอกหลังจากเห็นว่าไม่ค่อยมีคนในโรงละครยกมือตอบ “เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในด้านจำนวนประชากรแล้ว เอสโตเนียเป็นประเทศที่เล็กมาก มากจนเราต้องสร้าง ‘ความแตกต่าง’ ให้โดดเด่นออกมา” Viljar อธิบาย

ปฏิบัติการสร้างความแตกต่างที่ว่า เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่การแยกตัวออกมาเป็นอิสระหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 เพราะก่อนหน้านั้น เอสโตเนียเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยมากที่สุดในภูมิภาค แม้แต่ฟินแลนด์ก็ยังเทียบไม่ติด แต่หลังจากออกมาเป็นประเทศเดี่ยว เศรษฐกิจที่เคยดีก็เริ่มถดถอยลง จนพวกเขาต้องตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงระบบทุกอย่างกันแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

“สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในตอนนั้นคือเรารื้อสิ่งเก่าๆ ออกหมดเลยครับ นักการเมืองเก่าๆ ก็โละออกยกแผง ในตอนนั้นนายกฯ คนใหม่ที่เข้ามารับตำแหน่งอายุแค่ 32 เท่านั้นเอง บรรดารัฐมนตรีเอย ข้าราชการเอย นักการทูตเอย ทุกคนเป็นคนหนุ่มสาวกันหมด” เขาเล่า “นโยบายเศรษฐกิจที่เอามาใช้ในตอนนั้นจะเรียกอีกอย่างว่าเป็น ‘Shock Therapy’ ก็ได้ครับ เราลดการถือครองทรัพย์สินของรัฐบาล แปลงให้เป็นของเอกชนจนเกือบหมด

“เราเลือกที่จะปฏิรูประบบเศรษฐกิจและการเมืองใหม่หมดตั้งแต่หลังแยกตัวออกมา ทั้งที่องค์กรใหญ่ๆ อย่าง IMF บอกว่าไม่ควรทำนะ แต่เพราะตอนนั้นพวกเราคิดกันว่าถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ สิ่งที่ต้องทำคือทำอะไรให้ ‘แตกต่าง’ ต้องพยายามหาช่องทางลัดในการทำให้ประเทศพัฒนาต่อไปได้” Viljar บอกกับผู้ฟัง

Mart Laar คือชื่อของนายกฯ หนุ่มวัย 32 คนนั้น ตำแหน่งก่อนหน้าที่จะเข้ามาบริหารประเทศของมาร์ท คือการเป็นนักประวัติศาสตร์ (ที่ศึกษาแนวคิดทุนนิยมเสรีจากหนังสือ Free to Choose ของนักเศรษฐศาสตร์ Milton Friedman มาปรับใช้) เมื่อเห็นว่าประเทศต้องการเปลี่ยนแปลง และประเทศเพื่อนบ้านทั้งสวีเดนและฟินแลนด์ต่างก็นำหน้าไปไกล มาร์ทจึงตัดสินใจนำเอสโตเนียเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจการเมืองอย่างที่ว่า และการเข้าร่วมกับกลุ่มประเทศ EU เข้าเป็นสมาชิก NATO ฯลฯ

“เป้าหมายของเอสโตเนียตอนนั้นคือเราอยากจะเป็นอีกหนึ่งประเทศนอร์ดิกที่รวยๆ น่าเบื่อๆ เหมือนคนอื่น พวกคุณจะใช้คำอะไรมาเรียกก็ได้นะครับ แต่เราอยากจะเป็นอย่างนั้น และเราก็ทำสำเร็จแล้วด้วย” ผู้ช่วยรัฐมนตรีหนุ่มกล่าวติดตลก

ความกล้าหาญในการเลือกที่จะเปลี่ยนแปลง, เลือกหาจุดที่จะสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง, ทำให้เร็ว คือปัจจัยสามอย่างที่ทำให้เอสโตเนียกลายเป็นอย่างทุกวันนี้

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ‘ความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง’ ต่างหาก เป็นสิ่งที่ Viljar เห็นว่าสำคัญที่สุด

 

 

 

3.

“มีสี่แนวคิดหลักที่ผมอยากฝากเอาไว้ในการพูดครั้งนี้” เขาเริ่มเข้าประเด็น ข้อแรก, ลองคิดไอเดียนโยบายที่ไม่ตีกรอบตัวเองด้วยข้อจำกัดทางขนาดและที่ตั้งของประเทศ

สาเหตุที่เอสโตเนียกลายเป็นประเทศเล็กๆ ที่ทันสมัยที่สุดแห่งยุค เริ่มต้นขึ้นจากความพยายามที่จะสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของเอกชนจากไอเดียตั้งต้นสามประการ นั่นคือพยายามทำทุกอย่างให้ง่ายดายที่สุด (ระบบภาษีของเอสโตเนียเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายมาก) ระบบการเมืองการปกครองที่โปร่งใส และสุดท้ายคือพยายามทำให้ออกแบบระบบต่างๆ ให้ใช้แล้วเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นั่นจึงเป็นที่มาของการผลักดันแนวคิด e-Estonia ให้เกิดขึ้นจริงเพื่อเป็น ‘หนทางที่ไวที่สุด’ ในการพัฒนาประเทศ หลอมรวมพลังเทคโนโลยีเข้ากับความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองมาตั้งแต่ยุคที่อินเทอร์เน็ตยังเป็นของใหม่ ตั้งแต่ยุคหลายคนยังนึกไม่ออกว่านวัตกรรมแห่งมนุษยชาติชิ้นนี้จะเอามาเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร

“ในตอนนั้นเราทำมันทั้งๆ ที่ไม่ได้มีใครในประเทศคิดว่าจะต้องใช้อินเทอร์เน็ตเลยครับ” Viljar เล่า “แต่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่ ‘ทุกคน’ จะต้องเข้าถึง นโยบายของเราในช่วงกลางทศวรรษ 90s จึงกำหนดให้ทุกโรงเรียนในเอสโตเนียต้องเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต เด็กนักเรียนทุกคนต้องเข้าถึงได้”

การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานอิเล็กทรอนิกส์ในเอสโตเนียก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาจากรากฐานที่มั่นคง ทั้งระบบบัตรประชาชนแบบชิปที่ใช้ยืนยันตัวตนใช้งานระบบราชการต่างๆ ที่ตอนนี้พัฒนาจนย้ายมาอยู่ในมือถือแล้ว, ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งราชการและเอกชนที่ชื่อว่า Xroad, การเลือกตั้งออนไลน์, ระบบฐานข้อมูลสาธารณสุขของประชาชน, ระบบการขอข้อมูลครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป ไม่ต้องถ่ายเอกสารบัตรประชาชนซ้ำซ้อนเหมือนเรา และบริการอื่นๆ ที่ทำให้ชาวเอสโตเนียแทบจะไม่ต้องออกจากบ้านไปทำธุระทางราชการให้เสียเวลา

(ว่ากันว่าการใช้ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบทำให้ชาวเอสโตเนียประหยัดเวลาจัดการนั่นนี่ไปได้ถึงหนึ่งสัปดาห์ต่อปีเชียว!)

แต่ความก้าวหน้าแสนไฮเทคที่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ารัฐบาลเอสโตเนียเลือกจะพัฒนามันด้วยตัวเอง

“สิ่งที่สำคัญมากๆ เลยในตอนที่รัฐบาลเริ่มสร้างระบบนี้ขึ้นมา คือเราทำไปพร้อมๆ กับความร่วมมือของภาคเอกชน เกือบทั้งหมดของระบบ e-Government ในเอสโตเนียไม่ได้รันโดยรัฐบาลเลยครับ เราเอาท์ซอร์สให้กับเอกชนทั้งนั้น ถ้าเราอยากได้ระบบแบบไหน ก็ให้ฝั่งเอกชนลองเสนอไอเดียกันมา

“ที่เราทำแบบนี้ก็เพราะมันจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม IT ในเอสโตเนียให้เติบโตเรื่อยๆ และอีกข้อก็คือ ที่เราสร้างระบบ e-Government ขึ้น ก็เพราะรัฐบาลอยากจะ ‘สื่อสาร’ กับภาคเอกชนและประชาชนให้ดียิ่งขึ้น พอเรามีเป้าหมายอย่างนั้น การได้ไอเดียใหม่ๆ จากฝั่งเอกชนก็หมายถึงทุกคนที่ต้องใช้งานระบบนี้จะเข้าใจมันไปในทิศทางเดียวกัน นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ครับ” เขาอธิบายเสริม

ความร่วมมือกับฝั่งผู้ประกอบการยังได้ประโยชน์กลับมาเป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อรักษาความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศอีกต่างหาก

แน่ล่ะ, ขึ้นชื่อว่าเป็นระบบที่ทำงานเชื่อมต่อกันในอากาศ โอกาสที่จะเป็นเป้าหมายของเหล่าแฮ็กเกอร์สายมืดย่อมมีไม่น้อย แต่ข้อดีของระบบ Xroad ที่รัฐบาลทำร่วมกับเอกชน คือมันกลายเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนเสียจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่การโจมตีเซิร์ฟเวอร์แค่เครื่องเดียวจะทำให้ระบบล่ม (เมื่อไม่นานมานี้เอสโตเนียเพิ่งร่วมมือกับประเทศลักเซมเบิร์กเพื่อสร้าง ‘Data Embassy’ แห่งแรกของโลก ไว้ใช้แบ็คอัพข้อมูลทั้งหมดของประเทศ เพื่อเป็นการป้องกันอีกชั้นหนึ่ง)

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เอสโตเนียเป็นประเทศแรกที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ที่รุนแรงจนเรียกขานกันว่าเป็น ‘Web War One’ โดยกลุ่มรัสเซียพื้นเมืองในประเทศ อินเทอร์เน็ตถูกโจมตีจนใช้การไม่ได้ สำหรับชาวเอสโตเนีย เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเหมือน 9/11 ของพวกเขา

“มองอีกแง่นึง เหตุการณ์ครั้งนั้นก็เป็นเรื่องดีนะครับ เพราะมันทำให้เราช่วยกันผลักดันทั้งด้านนโยบายรัฐและลงทุนกับการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยให้ดีขึ้น

“ตอนนี้เรามีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ แต่ไม่ได้มาจากฝั่งรัฐอย่างเดียว เพราะทั้งกลุ่มสถาบัน บริษัทโทรคมนาคม ธนาคาร และบริษัท IT ต่างๆ ก็เข้ามาร่วมมือกันด้วยความสมัครใจ เพื่อทำให้ความปลอดภัยในระบบข้อมูลของประเทศมั่นคงมากยิ่งขึ้น” Viljar อธิบาย

ทั้งหมดทั้งมวล ด้วยวิสัยทัศน์ของเอสโตเนียที่มองก้าวไปในอนาคตด้วยการไม่ขังตัวเองในข้อจำกัดของจำนวนประชากร ขนาด และตำแหน่งแห่งที่ของประเทศ มองก้าวไปข้างหน้าว่าจะทำอะไรให้เอสโตเนียก้าวไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นโยบาย e-Estonia ถูกพัฒนาด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจนเติบโตมาถึงปัจจุบัน

 

 

4.

‘ก็เอสโตเนียเล็กขนาดนี้ จะวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ทำระบบอะไรก็ง่ายล่ะสิ’ คุณอาจตั้งข้อสงสัย

เหมือน Viljar จะรู้ว่าหลายคนมีคำถามนี้อยู่ในใจ “ข้อที่สอง, อุปสรรคทั้งหลายเป็นสิ่งที่เราทึกทักในใจเอาเอง บางอย่างอาจจะดูยาก แต่ก็แก้ได้ด้วยกลไกการเมือง มันไม่ใช่สิ่งที่คงอยู่ถาวรตลอดไปหรอกครับ

“ที่เอสโตเนีย เราเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ ปัญหาคาราคาซังจากอดีตไม่ค่อยมี สิ่งที่ทำให้เราก้าวไปต่อ พัฒนากันไปได้เรื่อยๆ คือพยายามเปิดใจให้กว้าง รับจินตนาการ แนวคิดใหม่ๆ อย่างเต็มที่” เขาบอก “ถ้าเอสโตเนียมีประชากรล้านกว่าคน เราเอาท์ซอร์สระบบ e-Govenment ให้เอกชนทำ ลองบอกผมหน่อยว่าบริษัทเอกชนไหนที่เห็นว่าล้านคนจะได้ประโยชน์มากกว่า 70 ล้านในไทย”

“เขาไม่มองว่ามันทำไม่ได้หรอกครับ มันคือความท้าทายให้คนในบริษัทลองสร้างอะไรใหม่ๆ ซะด้วยซ้ำ”

อีกปัญหาของการผลักดันให้ทุกอย่างในประเทศไปสู่ระบบดิจิทัล คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมันว่ารัฐจะไม่ทำตัวเป็น ‘พี่เบิ้ม’ คอยสอดแนมข้อมูลของประชาชนเสียเอง จะเลือกฝากข้อมูลของตัวเองไว้กับรัฐ หรือจะฝากไว้กับบรรดาบริษัทเอกชน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเอสโตเนียคิดไว้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำนโยบาย e-Estonia

ชาวเอสโตเนียเลือกที่จะ ‘เชื่อใจ’ รัฐบาลมากกว่า ด้วยระบบตรวจสอบที่รัดกุม และความโปร่งใสของระบบที่ประชาชนตรวจสอบได้ ถ้าข้อมูลไหนที่รู้สึกว่าทำไมรัฐต้องเอาไปใช้หรือเก็บไว้ทั้งที่ไม่จำเป็น ประชาชนก็สอบถามเหตุผลได้ และสั่งให้ทำลายข้อมูลนั้นทิ้งได้ทันที

นี่คือการใช้กลไกการเมืองในการแก้ ‘อุปสรรค’ ที่เราอาจจะ ‘คิดกันไปเอง’

อีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้กลไกการเมืองเข้าไปแก้อุปสรรคคือในตอนนี้เอสโตเนียกำลังดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ที่มีส่วนในการตัดสินใจทางการเมืองและออกกฎหมายของกลุ่มอียู

“สิ่งที่เราต้องการผลักดันจากการได้เป็นประธานคณะมนตรีครั้งนี้คือการสร้าง ‘Digital Single Market’ ที่ข้อมูลสามารถไหลไปมาระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกได้อย่างเสรี” Viljar เล่าเป้าหมายของพวกเขา “ลองคิดดูว่าถ้าเรามีรถ Self-Driving ที่จดทะเบียนในเอสโตเนีย พอขับข้ามไปอีกประเทศ ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จริงๆ แล้วรถควรจะส่งข้อมูลไปให้หน่วยงานช่วยเหลือฉุกเฉินของประเทศนั้นได้เองเลยใช่มั้ยครับ แต่ตอนนี้เราทำไม่ได้ เพราะข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ยังข้ามไปมาระหว่างประเทศไม่ได้เลย”

 

5.

ข้อที่สาม, จงคิดนอกกรอบ Viljar ย้ำ “ไม่มีอะไรในเอสโตเนียที่ดังจากการ ‘ลอก’ ครับ การคิดนอกกรอบจะทำให้คุณหาเส้นทางไปต่อที่ง่ายที่สุดและดีที่สุด เพราะมันเป็นไอเดียที่ไม่ซับซ้อนไง”

เขายกตัวอย่างบรรดาธุรกิจขนาดใหญ่ในโลกปัจจุบันอย่าง Airbnb, Alibaba หรือ Uber ทั้งหมดล้วนเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง ไม่ต้องสร้างที่พัก ไม่ต้องมีโกดังเก็บของ ไม่ต้องมีอู่รถยนต์ แต่ก็สร้างรายได้อย่างมหาศาล

แล้วทำไมเอสโตเนียจะทำอย่างนั้นบ้างไม่ได้?

“ในเมื่อเรามีระบบ e-Government ที่แข็งแรง ทำไมไม่ลองขยายขนาดดูล่ะ… เอสโตเนียจะเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยที่ไม่ต้องมีพลเมืองของตัวเองเลย – นั่นคือเป้าหมายของเรา

“และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการ e-Residency ครับ”

เราคงไม่ต้องอธิบายขยายความเป้าหมายใหญ่ของประเทศเล็กๆ แห่งนี้กันให้มากความ (เข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ ธีรภัทร เจริญสุข อธิบายไว้อย่างละเอียดยิบได้ที่นี่) แต่เอาเป็นว่าในโลกที่เขตแดนเป็นสิ่งสมมติที่มนุษย์ take it very seriously ความฝันของเอสโตเนียครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าพวกเขาขังความคิดเอาไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ

 

 

6.

สุดท้าย, อย่าหยุดที่จะพัฒนาด้วยเวลาใกล้จะหมดลง ชายหนุ่มวัย 40 บนเวทีเริ่มขมวดสรุป

“ชีวิตของผมขับเคลื่อนด้วยความขี้สงสัย ผมชอบออกไปเรียนรู้ มองดูโลกข้างนอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้ามัวแต่พายเรือในสระแคบๆ ของตัวเอง มันก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรหรอกครับ ผมจะบอกอยู่เสมอว่าคุณต้องเป็นคนที่เปิดกว้าง พร้อมเรียนรู้จากโลกรอบๆ คนรอบๆ ตลอดเวลา ที่ผมมาที่นี่วันนี้ก็เพราะผมอยากเรียนรู้เหมือนกัน

“สำคัญที่สุด อย่ามัวแต่เรียนรู้จากสิ่งที่คนอื่นทำอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสิ่งใหม่ที่เป็นของคุณเองด้วย เพราะความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จน้อยหรือมาก อยู่ที่การเอาไอเดียไปปรับใช้ในโลกความเป็นจริงต่างหากล่ะ” Viljar สรุปจบก่อนลงจากเวที

ถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีหนุ่มจะบอกว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อเรียนรู้ แต่พวกเราชาวไทยที่เป็นทั้งผู้ฟัง ผู้เรียน ผู้อาศัยในดินแดนแสนกว้างใหญ่

พร้อมกันแค่ไหนที่จะนำสี่แนวคิดจากประเทศเล็กๆ แห่งนี้ไปใช้จริง?

 

ดูคลิปฉบับเต็มได้ที่นี่

เล่น เห็น โลก : ท้าทายอนาคต สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ โดย Mr.Vij…

มหกรรมความรู้ครั้งที่ 6 (OKMD Knowledge Festival 2017) เล่น เห็น โลก : ท้าทายอนาคต สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ โดย Mr. Viljar LubiDeputy Minister for Economic Development Ministry of Economic Affairs and Communications, Estonia. ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

Posted by OKMD on Saturday, June 17, 2017

Author

Theppitak Maneepong

เทพพิทักษ์ มณีพงษ์ - อดีตกองบรรณาธิการ The101.world