fbpx

ทรัมป์กับทักษิณ: สองรัฐพันลึกจะเดินไปสู่จุดหมายอะไร

จะว่าบังเอิญหรือว่าการโคจรของดวงชีวิตตกอยู่ในราศีลัคนาเดียวกันก็ไม่ทราบ ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย มีชะตากรรมเกี่ยวข้องกับคดีความอาญาที่อาจมีโทษถึงจำคุกที่คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ

ผมไม่เคยได้ยินว่าคุณทักษิณเอ่ยพูดถึงการเคยพบปะสนทนาธุรกิจกับนายทรัมป์เหมือนกับผู้นำระดับโลกคนอื่นๆ เช่นนายวลาดิเมียร์ ปูตินที่เขาเคยพบ จึงเดาว่าคนทั้งสองคงยังไม่เคยโคจรมาพบปะกันอย่างจริงๆ แต่คราวนี้ข่าวใหญ่ที่ดังระเบิดไปทั่วโลกในกรณีของนายทรัมป์คือการที่เขาถูกคณะลูกขุน 12 คนแห่งศาลมลรัฐนิวยอร์กตัดสินว่ามีความผิดฐานกระทำการปลอมแปลงเอกสารการเงินเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ผู้พิพากษานายเมอชานกล่าวปิดการตัดสินของคณะลูกขุนว่าจะดำเนินการตัดสินความผิดนี้ตามกฎหมายในวันที่ 11 กรกฎาคม ซึ่งอีกสี่วันจะมีการประชุมสมัชชาพรรครีพับลิกันเพื่อเลือกผู้สมัครเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป

คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะได้รับการเสนอและเลือกให้เป็นผู้สมัครประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกันอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นอะไรจะเกิดขึ้นหากว่าทรัมป์ถูกลงโทษจากศาลนิวยอร์ก ซึ่งหนักสุดคือโทษจำคุกถึง 4 ปีและปรับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถ้าเบาหน่อยก็รอลงอาญาให้ไปทำงานสาธารณะตามกำหนดแต่ไม่ต้องเข้าคุก

ก่อนอื่นต้องเท้าความในคดีความของทรัมป์ซึ่งครอบคลุมจากเรื่องส่วนตัว (คดีปิดปากดาราสาวกรณีชู้สาว) ไปถึงการใช้กำลังระดมคนฝ่ายขวาสุดมาประท้วงหน้าสภาคองเกรสพยายามล้มผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 จนนำไปสู่การปะทะกัน มีเจ้าหน้าที่ตายและบาดเจ็บหลายคน ในที่สุดผ่านไปหลายเดือนกระทรวงยุติธรรมภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนก็แต่งตั้งแจ็ก สมิธ อัยการพิเศษมือฉมังของกระทรวงเข้ามาดำเนินการหาทางฟ้องร้องทรัมป์ต่อไป และสุดท้ายคืออัยการมลรัฐนิวยอร์กและจอร์เจียก็เดินหน้าฟ้องร้องทรัมป์ในข้อหาคดีอาญาที่เกี่ยวพันกับการละเมิดกฎหมายในการบีบบังคับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในการนับคะแนนเลือกตั้งให้โกงคะแนนเพื่อช่วยเหลือทรัมป์

ทั้งหมดเริ่มต้นด้วยเสียงฮือฮาทั้งเห็นด้วยและคัดค้านของประชาชนอเมริกันต่อข้อกล่าวหาทรัมป์ทั้งหลาย จากนั้นเวลาผ่านมาหลายปี พร้อมกับการเคลื่อนไหวหาทางดิ้นรนเอาตัวออกจากกระบวนการศาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ผลคือทำให้คดีความเหล่านี้ค่อยๆ ชะงักและทำท่าหยุดนิ่ง

กระทั่งในวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนเมืองแมนฮัตตัน 12 คนใช้เวลาประชุมรวม 10 ชั่วโมงเพื่อบรรลุคำตัดสินที่ต้องเป็นเอกฉันท์ จากนั้นหัวหน้าคณะลูกขุนประกาศผลการตัดสินทีละคดีว่า ‘ผิด’ (guilty) รวม 34 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันที่ผู้คนให้ความสนใจติดตามรอคอยอย่างไม่กระพริบตา

เรื่องนี้เกิดตั้งแต่ปี 2016 ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดี จนเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ชนะก็มีความพยายามรวบรวมหลักฐานอันนำไปสู่การตั้งข้อกล่าวหาว่า เงินปิดปากที่ทรัมป์สั่งให้นายโคเฮนสมุนมือขวานักกฎหมายให้จัดการทำให้เรื่องอื้อฉาวทางเพศนี้เงียบหายไปนั้นเป็นการละเมิดการเลือกตั้งระดับชาติ ความผิดนี้อยู่ในระดับสหพันธ์ไม่ใช่มลรัฐ แต่อัยการคนก่อนก็ไม่สามารถผลักดันให้ข้อกล่าวหานี้ขึ้นสู่ศาลได้ กระทั่งเมื่ออัลวิน แบรกก์เข้ามารับตำแหน่งอัยการและสานเรื่องต่อ ทีแรกเขาจะไม่ผลักดันให้เป็นคดีอาญา แต่ทีมงานที่รวบรวมหลักฐานมาก่อนแล้วเสนอว่ามีหลักฐานที่แน่นหนาจนมัดตัวทรัมป์ได้ จึงร่วมกันดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ในที่สุดแปดปีแห่งการรอคอยก็มาถึงวันพิพากษาโดยคณะลูกขุน ซึ่งกว่าจะคัดเลือกได้ก็มีการประท้วงคัดค้านจากทนายความของทรัมป์หลายคน เพราะต้องได้คนที่เป็นกลางและไม่มีอคติต่อทรัมป์ ซึ่งจะว่าไปแล้วหากคุณทักษิณต้องขึ้นศาลในคดีอาญาแล้วต้องหาคนในประเทศไทยมาทำหน้าที่ลูกขุนโดยต้องไม่เคยมีอคติทั้งรักหรือชังคุณทักษิณเลยก็คงเป็นเรื่องยากพอกัน

หากติดตามการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ตลอดปีที่ผ่านมาก็คงพอจะเห็นว่า ผู้สนับสนุนทรัมป์โดยเฉพาะบรรดาสาวกนั้นยังเหนียวแน่นเหมือนตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดี คนที่เห็นด้วยกับความคิดของทรัมป์พากันปฏิเสธและคัดค้านคำตัดสินในนิวยอร์กอย่างแข็งขัน รวมทั้งทรัมป์เอง ภายหลังฟังคำตัดสินด้วยตัวเองในศาล ทรัมป์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่านี่เป็นการตัดสินที่คดโกง (rigged) เขาโจมตีผู้พิพากษาว่าไม่ยุติธรรม ตลอดเวลาหลายเดือนทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์คณะลูกขุน​ ผู้พิพากษา และอัยการในโซเชียลมีเดียของเขา รวมทั้งให้สัมภาษณ์และปราศรัยบนเวทีโจมตีฝ่ายศาลอย่างดุเดือดและไม่ไว้หน้าใดๆ ทั้งสิ้น กระทั่งผู้พิพากษาต้องออกคำสั่งให้เขาหยุดการวิจารณ์ผู้พิพากษาและคณะลูกขุนด้วยคำพูดอันไม่เหมาะสม จนถึงมีการสั่งปรับ เหลือแค่ไม่สั่งจำคุกเขาข้อหาละเมิดศาลเท่านั้น

ทันทีที่ทรัมป์ถูกตัดสินว่ามีความผิด หน้าเว็บของเขาก็ขึ้นคำว่า ‘นักโทษการเมือง’ (political prisoner) นั่นคือทรัมป์และผู้สนับสนุนเห็นพ้องกันว่านี่เป็นคดีการเมือง เป็นการใช้อำนาจการเมืองที่เขาเรียกว่า ‘deep state’ หรือรัฐพันลึกที่ตรงข้ามกับที่ใช้ในการเมืองไทย

รัฐพันลึกของทรัมป์หมายถึงอำนาจและกลไกของรัฐบาลผ่านกระทรวง หน่วยงานรัฐ ลงไปถึงสื่อมวลชนเอียงซ้ายและเสรีนิยม กลุ่มประชาสังคม LGBTQ+ กลุ่มสตรีนิยม พวกสิทธิมนุษยชน พวกยุติโลกร้อนและเลิกใช้พลังงานฟอสซิล สรุปคือฝ่ายซ้ายและเสรีนิยมทั้งหมดคือรัฐพันลึกสำหรับทรัมป์ อันนี้ก็น่าสนใจ เพราะแสดงว่าอำนาจเก่าแบบที่ยังมีอิทธิฤทธิ์ในเมืองไทยนั้นหายสาบสูญไปหมดแล้วในอเมริกา ฝ่ายขวาสุดขั้วที่สนับสนุนทรัมป์จึงกลับไปหาสถาบันและความคิดความเชื่อแบบจารีตที่เคยมีอิทธิพลอีกไม่ได้ เช่น สถาบันระบบทาส ระบบนายทาสกับทาส คติคนผิวขาวมีความเหนือกว่า (white supremacy)

อีกเรื่องที่น่าคิดโดยเฉพาะเมื่อเปรียบกับการใช้อำนาจการเมืองไทยคือ การที่ทรัมป์และคณะพรรคเอียงขวาหันไปยึดสถาบันตุลาการโดยเฉพาะศาลสูงสุดแห่งสหรัฐฯ ที่เขาสามารถแต่งตั้งให้ผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมและเอียงขวาต่อต้านเสรีนิยมเข้าไปนั่งคณะผู้พิพากษาถึงสามคนในสมัยเดียวที่เขาเป็นประธานาธิบดี ซึ่งเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง ทำให้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ขณะนี้กลายเป็นศาลที่เอียงขวาอนุรักษนิยมสุดขั้วไปเช่นกัน ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นนักวิชาการ นักกฎหมาย สื่อมวลชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้พิพากษาศาลสูงสุดอย่างไร้ความเคารพเชื่อถือมากอย่างนี้มาก่อนเลย เพราะถ้าถามว่าสถาบันอะไรในอเมริกาที่คนให้ความเคารพนับถือสูงสุด เรียกว่าไม่เคยแตะต้องเลย แม้ไม่มีกฎหมายห้ามการวิจารณ์ก็ตาม นั่นคือศาลสูงสุดแห่งสหรัฐฯ

คนที่หนุนหลังทรัมป์ให้ความเห็นว่าทำไมยังสนับสนุนทรัมป์ แม้เขาถูกตัดสินว่าทำผิดกฎหมายบ้านเมืองแล้ว “ต้องจำว่าทรัมป์เป็นตัวเลือกของคนนับล้าน ทรัมป์เป็นตัวแทนของอาการช็อกของระบบ ผู้สนับสนุนเขาไม่ได้วางเขาไว้ในศีลธรรมเดียวกับของคนทั่วไป เขาเป็น antihero เป็นคนที่ทำสิ่งเลว เป็นคนที่ไม่ดี แต่ทำมันในนามประชาชนที่เขาเป็นตัวแทน” ถามว่าหากจะนิยามความหมายของประชาธิปไตยตอนนี้เขาคิดว่ามันเป็นอย่างไร หลายคนตอบว่ามันอยู่บนเส้นทางอันตราย อีกคนตอบว่ามันเป็นระบบที่เท่าเทียมและเป็นธรรมต่อทุกคน อีกคนว่ามันเป็นระบบที่โกลาหลอย่างยิ่ง “มันเป็นสิ่งเลวร้ายที่น้อยกว่าอันอื่น แต่ก็ยังเลวร้าย” กล่าวโดยรวมคนอเมริกันส่วนมากเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยในอเมริกายังทำงานของมันอยู่ ทำดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ก็ยังทำหน้าที่ของมัน

กลับมามองการเมืองไทยและการใช้อำนาจในระบบการเมือง กรณีการดำเนินคดีข้อหา ม.112 หรือคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับคุณทักษิณจากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเกาหลีเมื่อหลายปีมาแล้ว คำวิจารณ์แรกๆ ก็คงไม่พ้นการมองว่านี่เป็น ‘คดีการเมือง’ อีกเช่นกัน ข้อนี้ต่างจากของนายทรัมป์ที่เขาโดนกล่าวหาในคดีอาญาปกติ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายทางการเมือง เป็นเรื่องการใช้เงินในทางไม่ชอบ ซึ่งนักธุรกิจมักกระทำกันเป็นปกติ ทรัมป์จึงไม่คิดว่าการจ่ายเงินปิดปากจะทำให้เขาต้องถูกขึ้นศาลและมีโทษถึงจำคุกได้ ถ้าจะเป็นการเมือง ฝ่ายทรัมป์ก็มองว่ามาจากการดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจังของอัยการและผู้พิพากษากระทั่งมาถึงคณะลูกขุน

แต่การดำเนินคดีทักษิณ เนื่องจากเป็นคดีพิเศษ จึงไม่อาจทำได้อย่างเปิดเผย ไม่มีการพิจารณาในที่สาธารณะ คดีนี้จึงต้องหันไปใช้บริการของรัฐพันลึกที่เป็นอำนาจเก่าจริงๆ ดังนั้นเดาว่าเรื่องนี้จะจบลงโดยไม่อาจมีคำอธิบายทางกฎหมายได้ นอกจากเป็นคำเล่าลือหรือข่าววงในซุบซิบกัน ทั้งหมดสะท้อนถึงภาวะของระบอบประชาธิปไตยไทยว่ากำลังเดินไปบนหนทางที่อันตรายเหมือนในอเมริกาเช่นกัน เพียงแต่คนไทยไม่อาจรู้ได้ว่าอันตรายนั้นคืออะไรและอยู่ที่ตรงไหน เพราะถ้ารู้ได้ก็จะแก้ได้ แต่ความพันลึกของการเมืองไทยอยู่ที่การทำให้มันเป็นสิ่งรับรู้ไม่ได้อย่างมีเหตุผลและอย่างเปิดเผย เหมือนกับการตัดสินของผู้พิพากษาหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รู้ว่าหลักการทางกฎหมายคืออะไร ขึ้นอยู่กับการตีความและอธิบายใหม่ของศาลเอง

ข้อคิดและบทเรียนจากความขัดแย้งในการเมืองอเมริกันและไทย จุดที่ผมสนใจคือในยุคโลกาภิวัตน์ที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแตกแขนงเติบใหญ่ไปทั่วทุกหัวระแหง สภาพแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกทำให้ระบบการเมืองภายในประเทศได้รับผลสะเทือนไม่มากก็น้อย กรณีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ที่แหวกแนวออกจากขนบธรรมเนียมการเมืองประชาธิปไตยเสรีของอเมริกามาสู่การปฏิบัติตนแบบผู้นำการเมืองอำนาจนิยมไม่ประชาธิปไตยอย่างโลกที่สามทำให้ผมอดถามไม่ได้ว่า ในที่สุดแล้วปัจจัยอะไรที่กำหนดและทำให้ระบบการเมืองในประเทศดำเนินไป คงไม่ใช่ตัวผู้นำเพียงไม่กี่คนเท่านั้นกระมัง หรือว่าสภาพของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบต่างๆ หรือว่าแบบแผนของวัฒนธรรมและศาสนาทั้งหลายในสังคมนั้นที่เปลี่ยนไปในลักษณะที่ช่วยทำให้หนทางของระบบการเมืองดำเนินไปอย่างไร

ไม่ว่าอะไรก็ตาม การต่อสู้ระหว่างฝ่ายต่างๆ ในอเมริกายังอาจสรุปแบบในบทความที่ผมเคยเขียนไว้ได้ว่า

“คติความเชื่อว่าด้วยการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสาม คือบริหาร นิติบัญญัติ และยุติธรรม อันเป็นเสาหลักของระบอบประชาธิปไตยอเมริกัน ปรากฏให้เห็นจากการตรวจสอบการทำความผิดของประธานาธิบดี ไม่ใช่การเฝ้ารอหรือหวังให้อำนาจนอกระบบหรือสถาบันอภิสิทธิ์ที่อยู่เหนือประชาชนธรรมดามาเป็นผู้ตัดสินลงโทษให้

“ระบบแบบอเมริกันจึงดูเป็นเรื่องง่ายราวสามัญสำนึก แต่ทำจริงๆ ยาก เพราะต้องอาศัยศรัทธาของคนเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจมาช่วยกันทำ ใช้เวลาและความอดทน ระบบและกฎหมายไม่ได้ดีมาก่อน คนเก่งก็ไม่ได้มีมาจากที่ไหน ต่อเมื่อทำสำเร็จ ระบบตรวจสอบจึงเข้มแข็งขึ้นมาได้”

ข้อคิดสุดท้ายระหว่างผู้นำสองรัฐสองประเทศที่ไม่เหมือนกันเลยคือ ระบบอเมริกันยังศรัทธาเชื่อมั่นในพลังและอำนาจของคนเล็กๆ ที่ไม่ใช่คนเก่งหรือดีเลิศประเสริฐศรี กฎหมายและหน่วยงานที่ใช้มันก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมาก แต่ด้วยศรัทธาและความพยายามของคนเล็กๆ เหล่านี้ที่ทำให้ระบบตรวจสอบอำนาจของอดีตประธานาธิบดีเข็มแข้งและนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด

ซึ่งข้อนี้ตรงกันข้ามกับประสบการณ์และการปฏิบัติในการเมืองไทยที่เราไม่ยอมสนับสนุนการทำงานของคนเล็กๆ และองค์กรธรรมดาที่ไม่มีอภิสิทธิ์และอำนาจเหนือหน่วยงานอื่นๆ ให้เข้ามาทำงานตรวจสอบและพิจารณาความถูกผิดของผู้นำการเมืองทั้งหลายอย่างปกติธรรมดา เราถนัดใช้สถาบันพิเศษที่เรียกว่าอิสระและมีอำนาจเหนือการตรวจสอบ ซึ่งที่ผ่านมาสร้างคำถามมากขึ้นว่าได้สร้างความถูกต้องชอบธรรมและยุติธรรมอย่างแท้จริงขึ้นมาได้จริงหรือ

MOST READ

World

1 Oct 2018

แหวกม่านวัฒนธรรม ส่องสถานภาพสตรีในสังคมอินเดีย

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก สำรวจที่มาที่ไปของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ในอินเดีย ที่ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากมหากาพย์อันเลื่องชื่อ พร้อมฉายภาพปัจจุบันที่ภาวะดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน โดยมีหมุดหมายสำคัญจากการที่ อินทิรา คานธี ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

1 Oct 2018

World

16 Oct 2023

ฉากทัศน์ต่อไปของอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ความขัดแย้งที่สั่นสะเทือนระเบียบโลกใหม่: ศราวุฒิ อารีย์

7 ตุลาคม กลุ่มฮามาสเปิดฉากขีปนาวุธกว่า 5,000 ลูกใส่อิสราเอล จุดชนวนความขัดแย้งซึ่งเดิมทีก็ไม่เคยดับหายไปอยู่แล้วให้ปะทุกว่าที่เคย จนอาจนับได้ว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

จนถึงนาทีนี้ การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากทีท่าของความสงบหรือยุติลง 101 สนทนากับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงเงื่อนไขและตัวแปรของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น, ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและรัฐอาหรับ, อนาคตของปาเลสไตน์ ตลอดจนระเบียบโลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาหลังยุคสงครามเย็น

พิมพ์ชนก พุกสุข

16 Oct 2023

World

9 Sep 2022

46 ปีแห่งการจากไปของเหมาเจ๋อตง: ทำไมเหมาเจ๋อตง(โหด)ร้ายแค่ไหน คนจีนก็ยังรัก

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์ เขียนถึงการสร้าง ‘เหมาเจ๋อตง’ ให้เป็นวีรบุรุษของจีนมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะอยู่เบื้องหลังการทำร้ายผู้คนจำนวนมหาศาลในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

9 Sep 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save