fbpx

สหรัฐฯ จัดการกับปัญหาโควิดอย่างไรถึงพังยับเยิน

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศสมัยใหม่ที่โชคดีกว่าหลายประเทศในโลกที่การโจมตีจากข้าศึกภายนอกทำได้ยาก ด้วยเงื่อนไขภายนอก เช่น ภูมิศาสตร์ และเงื่อนไขภายใน เช่น ความลงตัวกันของชนชั้นนำที่เป็นชนชั้นปกครองในระดับสูง ทำให้สหรัฐฯ ไม่เคยตกเป็นเป้าของการโจมตีรุกรานจากศัตรูภายนอกได้เลย ยกเว้นสงครามกับอังกฤษที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่สงครามปฏิวัติจนถึงสงครามปี 1812 ที่ทหารอังกฤษบุกเผากรุงวอชิงตันได้

นับแต่นั้นมาหากนับจากวันก่อตั้งประเทศเป็นเอกราชมาได้ 245 ปี เพิ่งถูกโจมตีจากกลุ่มอัลกออิดะห์ในปี 2001 ด้วยเครื่องบินพาณิชย์ที่ดับเครื่องชนตึกเวิลด์เทรดในนครนิวยอร์ก และเกือบชนเมืองหลวงกรุงวอชิงตันได้ จากนั้นรัฐบาลก็เสริมการป้องกัน สร้างความมั่นคงในเมืองหลวงและเมืองรองขนานใหญ่ เรียกว่าการโจมตีด้วยอาวุธจากภายนอกน่าจะทำได้อีกยากมากๆ

แต่ไม่มีใครคิดว่าการโจมตีจากข้างใน โดยคนในกันเอง จะเกิดได้ ล่าสุดเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 6 มกราคมปีนี้ ที่นครหลวง โดยเฉพาะที่ทำการรัฐสภาคองเกรสถูกโจมตี ทำให้ตำรวจรัฐสภาตายไปหนึ่งและบาดเจ็บอีกนับสิบ ประหลาดและอัศจรรย์กว่าเหตุการณ์ทั้งหมดในประวัติศาสตร์ก็คือว่า เป็นการลุกฮือเข้าล้อมและโจมตีที่ทำการของรัฐสภาโดยผู้ประท้วงอเมริกันเอง ไม่ใช่คนนอกประเทศและเชื้อชาติอื่น และที่ประหลาดยิ่งกว่านี้อีกก็คือกลุ่มโจมตีนี้ได้รับคำสั่งและคำเชิญชวนจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เอง ซึ่งขณะนั้นกำลังจะหมดอำนาจและพ้นจากตำแหน่ง จึงเป็นการโจมตีเมืองหลวงโดยคนในและคนที่กุมอำนาจสูงสุดในประเทศเองอีกด้วย


ปีศาจของโลกาภิวัตน์


อีกศัตรูภายนอกที่อาจโจมตีสหรัฐฯ ได้ คือ เชื้อโรค ครั้งที่หนักจนเป็นประวัติศาสตร์คือ ‘หวัดสเปน’ (Spanish Flue) ที่เกิดในอเมริกาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้คนตายจำนวนมาก (แต่ใช้ชื่อสเปนเพราะปิดข่าวในอเมริกาแล้วไปเปิดในสเปน) จนกระทั่งโควิด-19 หรือโรคระบาดจากไวรัสพันธุ์ใหม่เริ่มระบาดจากจีนแล้วกระจายไปทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือสหรัฐฯ

การโจมตีของโควิด-19 จึงนับว่าเป็นการโจมตีสหรัฐฯ จากศัตรูภายนอกครั้งที่ 2 แต่ครั้งนี้ผลสะเทือนและความเสียหาย รวมถึงการสูญเสียชีวิตผู้คนและทรัพยากรมหาศาลกว่าครั้งแรกและมากกว่าในสงครามที่อเมริกาไปทำกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

กรณีโควิด-19 เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถรวมพลังอำนาจที่มีอยู่ในมือและในความร่ำรวยด้านต่างๆ ไปจัดการปราบปรามได้อย่างสะดวกและเป็นระบบระเบียบตามสไตล์การบริหารแบบอเมริกันที่ทั่วโลกต้องมาเรียน คราวนี้โควิด-19 เป็นผู้สั่งสอนและลบเหลี่ยมความเป็นนักเลงใหญ่ของอเมริกันลงไปอย่างไม่มีชิ้นดี อเมริกาสมัยโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีกลายเป็นประเทศที่แทบ ‘ไร้น้ำยา’ และไร้สมรรถภาพในการป้องกัน แก้ไข และจัดการกับเจ้าโควิด-19 ได้ ปล่อยให้คนทั้งประเทศกลายเป็นผู้ป่วยโควิดนับหมื่น นับแสนและล้านในไม่กี่เดือน ตัวเลขคนตายจากโรคนี้ก็สูงขึ้นทุกวัน ในวันเลือกตั้ง 3 พ.ย. 2020 จำนวนคนตายอยู่ที่ 234,379 คน สูงที่สุดในโลกขณะนั้น จนกลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกที่ไม่เคยเห็นสหรัฐฯ ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและพ่ายแพ้แก่ศัตรูใดๆ ได้ง่ายอย่างนี้

ลองมองย้อนกลับไปยังอเมริกาสมัยทรัมป์ว่าได้ทำหรือไม่ทำอะไร จึงทำให้วิกฤตโควิด-19 ลุกลามและขยายเกือบทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นรัฐล้มเหลวไปได้ อาจเป็นบทเรียนแก่บางประเทศและบางผู้นำได้บ้าง


1. ปัญหาความคิดและความเป็นผู้นำ


ประการแรก เรื่องความคิดและความเข้าใจในปัญหาของผู้นำ โดยปกติก่อนที่จะออกและดำเนินนโยบาย ผู้นำย่อมต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองจะทำ ไม่มีใครออกนโยบายและคำสั่งที่ตนเองไม่รู้เรื่องแน่ เรื่องนี้จริง แต่ไม่เสมอไป เพราะนโยบายส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจและการเมือง รองลงมาคือเรื่องทางสังคม การศึกษา ศาสนา ฯลฯ ทั้งหมดนั้นคนที่มีประสบการณ์และความสามารถในการงานจำนวนหนึ่งก็มักคิดว่าตัวเองรู้เรื่องของโลกและประเทศมากพอแล้ว ต่างใช้สามัญสำนึกเสียเป็นส่วนมาก ยิ่งมีอำนาจและความมั่งคั่งในมือด้วยแล้ว มักหลงตัวเป็นส่วนใหญ่ พอเจอเรื่องโรคระบาดก็คิดด้วยสามัญสำนึกว่าประเดี๋ยวก็หายเอง

ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพราะเป็นโรคประหลาด ไม่มีตัวตน เหมือนผีที่สิงอยู่ในตัวคนด้วยกันเอง ฆ่าไม่ได้ ทำลายก็ไม่หมด นอกจากต้องทำให้คนมีภูมิต้านทานไวรัสและป้องกันไม่ให้เกิดการติดต่อกันทางอากาศและพื้นผิวต่างๆ สรุปคือต้องแยกกันอยู่ ซึ่งผลกระเทือนอย่างใหญ่หลวงคือเป็นการตัดท่ออากาศหายใจของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีลงไปโดยสิ้นเชิง จากนั้นก็เดาได้เองว่าอะไรจะเกิดขึ้นในแต่ละประเทศและแต่ละรัฐบาล เมื่อผู้คนออกไปทำงานไม่ได้ การผลิตล้มละลาย ก็กลายเป็นรัฐและรัฐบาลล้มเหลวไร้สภาพน่ะสิครับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับข้อมูลเรื่องโรคระบาดโคโรนาไวรัสในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ หลังจากที่ข่าวโรคระบาดไวรัสประหลาดเริ่มปรากฏในอู่ฮั่นประเทศจีนในเดือนพฤศจิกายน 2019 มีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจหลังจากได้ข้อมูลเรื่องนี้จากจีน มีการบรรจุเรื่องนี้ในรายงานประจำวันต่อประธานาธิบดีด้วย แต่ทรัมป์ไม่ให้ความสนใจ ที่จริงคือปัดทิ้งไปด้วย ปฏิกิริยาทำนองนี้ของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะทันทีที่เขาเข้ารับตำแหน่งในทำเนียบขาวก็มีการถ่ายทอดเรื่องสำคัญสำหรับการบริหารประเทศต่อไปจากทีมของประธานาธิบดีคนก่อน คือ โอบามา หนึ่งในนั้นคือการเตรียมรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ (pandemic) ซึ่งฝ่ายความมั่นคงและสาธารณสุขได้ศึกษาและประเมินแล้วว่าต้องเกิดแน่ๆ ในทุกปี แต่สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์กระทำคือเริ่มการตัดงบประมาณและการค้นคว้าด้านการป้องกันโรคและผลิตเครื่องมือป้องกันโรคติดต่อทั้งหลายลงไป กล่าวได้ว่าปัญหาที่จะมาจากโรคระบาดเป็นอะไรที่อยู่ในอันดับต่ำมากๆ ของรัฐบาลทรัมป์

ดังนั้นเมื่อโควิดปรากฏและเริ่มระบาดในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2020 ผู้ป่วยรายแรกพบในมลรัฐวอชิงตัน เป็นวันเดียวกับการพบโควิดรายแรกในเกาหลีใต้เหมือนกัน กว่าจะพบความจริงว่าโรคระบาดนี้ไม่ใช่แค่โรคหวัดใหญ่ประจำปีก็เมื่อคนอเมริกันติดโควิด-19 ไปนับพันและกระจายออกไปหลายมลรัฐทั่วประเทศแล้ว ถึงตอนนั้นก็สายไปแล้ว

ที่ปรึกษา ทีมงานด้านสาธารณสุข และหน่วยข่าวกรองของประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งเก็บข้อมูลอยู่ แนะนำให้ห้ามนักเดินทางจากจีนเข้าสหรัฐฯ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ต่อมาช่วงกลางเดือน แบรด พาร์สเกล ผู้จัดการการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ที่ร่วมทำงานมาแต่การหาเสียงครั้งก่อน เตือนทรัมป์ถึงปัญหาใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามา นั่นคือโรคระบาดโคโรนาไวรัส ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นปัญหาใหญ่แน่ๆ และอาจมีผลกระเทือนต่อการเลือกตั้งในปี 2020 ทรัมป์ตอบกลับด้วยความฉุนเฉียวว่า “อ้ายเ-ดแม่ไวรัส..ทำไมมันถึงต้องมายุ่งกับการที่กูจะได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเล่า?”(“This fucking virus, what does it have to do with me getting reelected?”)

ตั้งแต่วาระแรกที่การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาประทุขึ้นในอเมริกา จากรัฐวอชิงตัน ไปแคลิฟอร์เนียแล้วระเบิดใหญ่ในนิวยอร์ก กลางเดือนเมษายนก็แพร่กระจายไปทุกมลรัฐทั่วประเทศ คนติดไวรัสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวันในอัตราส่วนหนึ่งต่อสอง ตัวเลขคนตายจากการติดไวรัสทะยานสูงเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขคนติดโรคในช่วงระบาดระลอกที่สองสูงถึง 60,000 คนต่อวัน ในช่วงระบาดระลอกที่สามในเดือนตุลาคมสูงสุดถึงวันละกว่า 100,000 คน

ตลอดเวลาเหล่านั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เคยยอมรับต่อหน้าสาธารณชนเลยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญของรัฐบาลเขาแล้ว เพราะถ้าเขายอมรับความจริงนี้ ก็จะออกไปรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งที่จะมาถึงไม่ได้ อันนี้สำคัญกว่าการแพร่ระบาดของโควิด 

ความประมาทและวางใจในปัญหาไวรัสโคโรนานี้ ยังมาจากการที่ทรัมป์ยังมีสัมพันธภาพอันดีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 24 มกราคม ทรัมป์โทรหาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อขอบใจที่จัดการเรื่องคนไข้โควิดในจีนและให้ข้อมูลแก่ต่างประเทศเพื่อรับมือกับโรคระบาดใหม่ ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ในศูนย์ควบคุมโรคติดต่อและป้องกันการระบาด (CDC) และหน่วยงานเกี่ยวข้องอื่นๆ ในเรื่องโรคระบาด ให้ข้อมูลแก่ทรัมป์ว่าทางฝ่ายจีนปกปิดข้อมูลเรื่องโควิด-19 และให้ข้อมูลไม่หมดและไม่ถูกต้องอีกหลายเรื่อง ทำให้น่าห่วงว่าโรคระบาดนี้จะหนักกว่าที่คิด แต่ทรัมป์มีความเชื่อและมีเป้าหมายแน่นอนที่เขาต้องการก่อนแล้วในเรื่องจีน จึงไม่ต้องการให้คนอื่นๆ ที่เป็นลูกน้องมาทำให้แผนการของเขาเสียหายไป

ทรัมป์ไม่เชื่อสิ่งที่เจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้บอกแก่เขาเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้ามตอนหลังเมื่อมีข้อมูลหลักฐานว่าโควิด-19 เริ่มแพร่กระจายจากจีน ทรัมป์เลยเบนเป้าการโจมตีไปยังคนอื่น กล่าวหาว่าเรื่องนี้เป็น ‘เชี้อโรคจีน’ เขาโยนความผิดไปให้จีนและองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่เตือนและระบุแต่เนิ่นๆ ว่านี่เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรง ทำให้เขาไม่อาจป้องกันการลุกลามแพร่กระจายของไวรัสได้ทันท่วงที

ความไม่รู้และไม่ต้องการรู้ความจริงในไวรัสโคโรนานี้ น่าสังเกตว่าเป็นอะไรที่ทรัมป์เกลียดและลึกๆ แล้วกลัวมาก เขาให้สัมภาษณ์แก่บ๊อบ วู้ดเวิร์ด ผู้สื่อข่าวอาวุโสแห่งวอชิงตันโพสต์ ผู้เปิดโปงคดีวอเตอร์เกตสมัยนิกสันว่า เขารู้ว่าโควิดอันตรายมาก แต่บอกให้ประชาชนรู้ไม่ได้ เพราะจะแตกตื่นแล้วจะทำให้หุ้นวอลสตรีทตกแน่ๆ โดยสันดานที่ไม่เคยก้มหัวให้ใครหรืออะไรที่มาขวางทาง ทำให้เขาต้องออกมาปฏิเสธ แก้ข่าวและข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ หมอ และสื่อมวลชนพากันนำเสนอและถ่ายทอดเป็นการใหญ่ ทรัมป์ออกมาโกหกซึ่งๆ หน้าด้วยการบอกว่า ประเดี๋ยวมันก็หมดไปเอง พออากาศร้อนหน่อยเชื้อโรคก็ไปหมดแล้ว

ตอนที่จำนวนผู้ติดเชื้อและตายเพิ่มมากขึ้นในกลางเดือนเมษายนประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาปลอบใจว่า ใช้ยาฆ่าเชื้อโรคที่ใช้ขัดทำลายความสกปรกในห้องน้ำมากินฆ่าไวรัสในตัวก็ได้ พอบรรดาหมอและนักวิทยาศาสตร์ออกมาตอบโต้ว่าเหลวไหลมันใช้ไม่ได้ ทรัมป์ก็แกล้งบอกนักข่าววันหลังว่าที่พูดไปนั้นเป็นแค่ ‘โจ๊ก’ (เรื่องตลก) เท่านั้น 

พอถึงเดือนพฤษภาคมทรัมป์ก็ออกมาโกหกชาวบ้านอีกว่า ถ้ากินยาคลอโรควินหรือไฮดรอกซีคลอโรควินก็อาจขจัดไวรัสได้ เขาว่าจะลองกินเองด้วย ดร.ริก ไบรต์แห่งสำนักงานชีววิทยาการแพทย์ (Biomedical Advanced Research & Development Authority) ต้องทำหนังสือร้องเรียนลับไปยังหน่วยงานกลางว่าขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจผิดๆ ของทรัมป์และรัฐบาลในการจัดการเรื่องโควิด เขาวิจารณ์รัฐบาลหลายเรื่องอย่างหนักหน่วง จนถูกปลดให้ออกจากตำแหน่งไปในที่สุด

แม้กระทั่งการรายงานตัวเลขผู้ป่วยและตาย ทรัมป์ก็ยังไม่ยอมให้ CDC รายงาน แต่ดึงไปให้บริษัทเอกชนที่ทำด้านประชาสัมพันธ์มารับหน้าที่แทน การทำงานของหน่วยงานเฉพาะกิจเรื่องโควิดก็ระส่ำระสายเพราะทรัมป์แทรกเข้ามา เวลาที่หน่วยงานบอกว่าตอนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูงในเดือนพฤษภาคม ทรัมป์ก็รีบออกมาให้ข่าวตอบโต้ทันทีว่าไม่จริง เขาแก้ว่าตัวเลขจริงกำลังลดลง และที่มีตัวเลขมากเพราะอเมริกามีการทดสอบคนติดเชื้อมากที่สุด ซึ่งจริงบ้าง แต่ที่เขาสรุปเป็นข้อมูลเท็จทั้งนั้น ทรัมป์ทำเช่นนี้แทบทุกเดือนในการแถลงข่าวของทำเนียบขาว ตอนหลังเขาห้ามไม่ให้พวกหมอเฟาซี่ (Anthony Fauci) หนึ่งในคณะกรรมการโควิดเฉพาะกิจที่พยายามบอกความจริงให้สาธารณชนรู้มาพูดอีก กลายเป็นว่ามีแต่ทรัมป์คนเดียวเท่านั้นที่พูดต่อผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวได้


2. ปัญหาโครงสร้างและระบบทำงานของรัฐ


ปัญหาประการที่สองของทรัมป์และรัฐบาลเขาคือ ปัญหาโครงสร้างและระบบทำงาน ทั้งๆ ที่อเมริกามีโครงสร้างทางการค้นคว้าโรค การป้องกัน การรักษาโดยหน่วยงานองค์กรต่างๆ มากมายกว่าใครในโลก ระบบบริหารจัดการและโลจิสติกส์ก็มีประสิทธิภาพ ความพร้อมของหน่วยงานทั้งหมดที่ต้องบูรณาการกันในการจัดการก็มีอยู่แล้ว แต่ทั้งหมดนั้นหมดสภาพไปเพียงเพราะผู้นำรัฐบาลขาดการตระเตรียมและไม่ต้องการดำเนินนโยบายป้องกันและรักษาอย่างทันท่วงที อันนี้เป็นผลจากการปฏิเสธความจริงของโควิด-19 เพราะมันขัดต่อการทำนโยบายทางเศรษฐกิจที่พวกเขาถนัดและมองเห็นผลลัพธ์ในมือชัดเจน

อุปสรรคสำคัญยิ่งของโควิดคือ การขัดขวางการเคลื่อนไหวปลุกระดมทางการเมือง ที่จะมาเป็นฐานในการสนับสนุนการอยู่ในตำแหน่งของเขาต่อไปอีกหนึ่งสมัย เขาจึงต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศมาจูงใจและเป็นรางวัลให้แก่พรรคพวกและผู้สนับสนุนของทรัมป์ เมื่อต้องเลือกระหว่างการป้องกันโควิดกับการเร่งขยายเศรษฐกิจ แทบไม่ต้องใช้สมองคิดก็ตอบได้ว่า ทรัมป์เลือกเอาการเปิดประเทศและเศรษฐกิจแลกกับคนชั้นล่างที่ต้องตายไป ดังนั้นในเดือนมีนาคม หลังจากองค์การอนามัยโลกประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคระบาดของโลกแล้ว ทรัมป์จำกัดการเดินทางจากยุโรป 20 ประเทศยกเว้นอังกฤษ ประกาศภาวะฉุกเฉินในประเทศ แล้วตามมาด้วยการให้เงินช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรก Coronavirus Aid, Relief, & Economic Security Act (CARES) ด้วยงบประมาณมหาศาล 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่รัฐสภาคองเกรสตระหนักถึงความร้ายแรงของโควิดและผลกระทบทางเศรษฐกิจ เลยเสนอเพิ่มให้อีกเท่าตัวเป็น 2 ล้านล้านเหรียญ อันเป็นที่มาของการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไปทั่วโลก เช็คฉบับแรกที่ให้เงินเปล่าแก่คนอเมริกันคนละ 1,200 เหรียญก็ถูกส่งไปตามบ้านทางไปรษณีย์ไนเวลาต่อมา (ไม่ต้องเข้าคิวรอรับเงินแจก)

สืบเนื่องจากการไม่ยอมรับความจริงของโควิด-19 ทำให้การเตรียมพร้อมและการบริหารจัดการที่จำเป็นสำหรับการป้องกัน รักษา และควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลทรัมป์ล้มเหลว ทั้งที่ต้องเป็นการกระทำอย่างบูรณาการและเป็นระบบ รวมศูนย์การบัญชาราวกับเข้าทำสงครามจริงๆ ยิ่งกว่านั้นยังพยายามกีดขวางและสกัดกั้นความพยายามผลักดันและปฏิบัติการของสำนักงานและหน่วยงานด้านการควบคุมและป้องกันเชื้อโรคและสื่อมวลชนทั้งหลาย ที่จะหาทางควบคุม ป้องกันและรักษารวมทั้งการทดสอบล่วงหน้า ทั้งหมดนี้ล้วนตกในสภาพเป็นอัมพาต ไม่ว่าสำนักงานการควบคุมและป้องกันเชื้อโรค (CDC)  สำนักงานอาหารและยาแห่งชาติ (FDA) ไปถึงหน่วยข่าวกรองต่างๆ ที่ไม่ได้รับการอนุมัติหรือสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจัง ความระส่ำระสายในโครงสร้างและระบบสาธารณสุขเห็นได้ในการห้าม การโอนย้ายและปลดผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานและสำนักงานต่างๆ นี้ออกไปเป็นว่าเล่น


3. ให้ความจริงและความถูกต้องแก่ประชาชน ไม่ใช่ด้วยการบังคับแต่ด้วยเสรีภาพ


ประการที่สาม การให้ความจริงต่อประชาชนและสาธารณะ ข้อนี้เป็นปัจจัยสำคัญอันสุดท้าย แม้รัฐบาลจะมีมาตรการและวิธีการในการป้องกันและรักษาควบคุมแล้ว แต่จะไม่ได้ผลเต็มร้อยจนกว่าประชาชน บริษัทเอกชน โรงงาน และโรงเรียนต่างๆ จะตระหนักถึงความร้ายแรงและมีความเข้าใจในเหตุและผลของการระบาดอย่างรวดเร็วและนำไปสู่การตายของผู้ติดเชื้อได้ ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรกับร่างกายของผู้ติดเชื้อ

สั้นๆ คือต้องให้ประชาชนร่วมควบคุมและป้องกันตัวเองก่อน ถึงจะทำให้มาตรการใหญ่ของรัฐและรัฐบาลปรากฏเป็นจริงขึ้นมาได้ แต่สภาพที่เกิดขึ้นในอเมริกาภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์คือ คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีความรับรู้และเข้าใจที่ถูกต้องต่อโควิด-19 เลย

ปัจจัยสุดท้ายทางการเมืองที่มีผลต่อการจัดการโควิด-19 ว่าจะเดินไปสู่ทิศทางใด ควบคุมและเอาชนะไวรัสได้ หรือควบคุมไม่สำเร็จและอาจลากยาวไปถึงการทำให้เศรษฐกิจทรุดยาวไปเลย นั่นคืออำนาจของเสรีภาพทางการแสดงออกและการยืนยันในความจริง ผู้คนรวมนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ เช่น วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) ตีพิมพ์บทบรรณาธิการวิจารณ์และต่อต้านพฤติการณ์อันไม่ถูกต้องของรัฐบาลและเรียกร้องให้โหวตไล่รัฐบาลทรัมป์ออกไปเลย เป็นการออกมาวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลเป็นครั้งแรกในรอบสองศตวรรษของวารสาร หากคนเหล่านี้ไม่สามารถแสดงความเห็นและความรู้ในเรื่องโควิดและผลข้างเคียงได้ ปล่อยให้ผู้นำใช้ความเท็จนำพาประเทศอยู่ อเมริกาก็คงยังไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้

ถ้าปราศจากการพูดอย่างเสรีและเคารพความจริง คนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีอาจไม่มีความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวในการเอาทรัมป์ลงจากตำแหน่งได้เหมือนอย่างที่เกิดขึ้น เพราะทรัมป์และหัวคะแนนของเขาก็ทำงานรณรงค์อย่างหนักทั้งมีเงินทุนอุดหนุนจากนายทุนใหญ่ๆ มากที่สุดในตอนนั้น ถ้าเงินซื้อได้จริงๆ บัดนี้โดนัลด์ ทรัมป์ก็จะยังคงนั่งหน้าสลอนอยู่ในทำเนียบขาว แล้วปฏิเสธรายงานตัวเลขผู้ป่วยสะสมและคนตายที่เพิ่มขึ้นทุกวันว่าเป็นข่าวลวง

การเมืองของไวรัสจึงเตือนเราว่า นอกจากยอมทำตามกฎทางการแพทย์และอนามัยแล้ว เรายังต้องเคารพและพิทักษ์การใช้เสรีภาพทางการเมืองด้วย เพื่อทำให้ความจริงและความถูกต้องปรากฏออกมา


4. การเมืองของโควิด-19


โควิดเร่งให้จุดอ่อนและด้านลบของปัญหาการเมืองในประเทศนั้นๆ ปรากฏออกมาเด่นชัดขึ้น ในสหรัฐฯ ไม่มีเรื่องอะไรมากไปกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำ กดขี่ เหยียดเชื้อชาติสีผิวที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น กรณีของสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ผู้ประกาศคำขวัญว่า “อเมริกาก่อน” โดยที่อเมริกาของเขานั้นไม่ได้หมายถึงคนอเมริกันทุกคน หากแต่ครอบคลุมเฉพาะคนผิวขาว โปรเตสแตนต์ ผู้ชาย และดูถูกเชื้อชาติสีผิวอื่นๆ ทั้งหมด เรียกรวมๆ ว่าลัทธิคนผิวขาวเป็นเจ้า (white supremacy) อันเป็นคตินิยมของคนอเมริกันยุคศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะคนที่เป็นนายทาสในภาคใต้

ปีที่โควิดบุกอเมริกา ฝีหนองในเชื้อชาตินิยมก็แตกระเบิดออกมาในการสังหารโหดจอร์จ ฟลอยด์โดยตำรวจรัฐมินนิโซตาปะทุเป็นขบวนการ ‘ชีวิตคนดำก็มีความหมาย‘ (Black Lives Matter) แต่แทนที่ทรัมป์จะหาทางคลี่คลายลดความรุนแรงและตึงเครียดในเรื่องนี้ เขากลับยิ่งปลุกกระแสลัทธิคนขาวเป็นเจ้าขึ้นมาสู้และปะทะทั้งทางกำลังและทางโซเชียลมีเดียเป็นการใหญ่

ท่ามกลางสภาพของความขัดแย้งแตกแยกอย่างขนานใหญ่ ข้อมูลการป่วยและตายเพราะโควิดของคนอเมริกันก็ทยอยและทะลักออกมา ส่วนใหญ่ผู้ป่วยและตายคือคนแอฟริกันอเมริกันหรือคนผิวดำ กับคนเชื้อสายละตินอเมริกา(ฮิสแปนิก) อันเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในอเมริกาปัจจุบัน หากพูดอย่างเลือดเย็นก็ต้องบอกว่ารัฐบาลทรัมป์ยินดีแลกชีวิตคนกลุ่มน้อยเหล่านี้กับการรักษาและเพิ่มความมั่งคั่งของบรรดานายทุนใหญ่เอาไว้

พลานุภาพของโควิด-19 คือการโจมตีจุดอ่อนในร่างกายที่มันเข้าไปอาศัยเติบโต (กาฝาก) บทเรียนอันสำคัญของโควิด-19 ต่อระบบการเมืองอเมริกาอีกประการคือ มันนำไปสู่การเปลี่ยนพลังและอำนาจของระบบและสถาบันทางการเมืองทั้งหลายในระดับหนึ่ง ในกรณีนี้คือการเลือกตั้ง ทำให้ระบบการเลือกตั้งหลุดจากการควบคุมแบบเก่า เกิดการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ ทางช่องทางอื่นๆ ที่ไม่ต้องไปด้วยตัวเอง

ผลปรากฏว่าพรรคเดโมแครตที่รีบช่วงชิงใช้ประโยชน์จาก ‘การเว้นห่างทางสังคม’ ระดมสมาชิกและคนอื่นๆ ให้รีบลงคะแนนทางอ้อมเป็นส่วนใหญ่ ในที่สุดคะแนนทางอ้อมเหล่านี้ทำให้โจ ไบเดนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี พลิกความหวังของทรัมป์และรีพับลิกันอย่างคาดไม่ถึง แต่ผลการเลือกตั้งสมาชิกคองเกรส สมาชิกพรรครีพับลิกันทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสมาชิกยังรักษาฐานเสียงและได้คนใหม่เพิ่มเข้ามาจำนวนหนึ่ง ในขณะที่เดโมแครตกลับไม่อาจเอาชนะในการเลือกตั้งสมาชิกคองเกรสได้อย่างที่ต้องการ

สรุปคือโควิดทำให้ระบบเลือกตั้งอเมริกาในระดับชาติทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก เพราะการไหวตัวของพรรคเดโมแครตและแกนนำระดับเมืองและรัฐทำงานได้ผลดี แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความเหนียวแน่นของพลังเก่าที่เป็นอนุรักษนิยมและชาตินิยมสุดขั้วที่ปลูกฝังในระดับท้องถิ่นว่าไม่แคร์ต่อโควิดเหมือนกัน 

ความขัดแย้งจากโควิดอีกเรื่องคือระหว่างรัฐบาลกลางของสหพันธ์กับรัฐบาลมลรัฐ หลังจากการระบาดเริ่มต้น ความเห็นก็แตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยู่พรรคเดโมแครตเห็นว่าควรปิดประเทศและมลรัฐทั้งหลาย เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัส แต่ทรัมป์กับคณะและผู้ว่าการมลรัฐที่เป็นรีพับลิกันไม่เห็นด้วย ยืนกรานว่าจะไม่มีการปิดประเทศไม่ปิดโรงเรียนเด็ดขาด ผลคือจำนวนคนติดโรคและตายเพิ่มขึ้นตลอดเวลาจากต้นปีถึงปลายปี แทบไม่มีช่วงไหนที่เส้นกราฟจะลดลง รัฐที่มีเมืองใหญ่และคนงานในเมืองมากมหาศาลอย่างนิวยอร์กและแคลิฟอร์เนียเกิดขาดแคลนเครื่องช่วยหายใจ รวมชุด PPE ของเจ้าหน้าที่การแพทย์พยาบาล ผู้ว่าการรัฐร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง แต่การช่วยเหลือก็ดำเนินไปไม่รวดเร็วและตอบสนองไม่ได้เต็มที่ ทำให้มลรัฐต้องสั่งซื้อเครื่องมือจากนอกประเทศกันเอง คำชี้แจงแนะนำในการป้องกันและรักษาโควิดก็ไม่มีจากรัฐบาลกลางที่มีหน่วยงานควบคุมและปราบปรามเชื้อโรค (CDC)

สภาพการเมืองอเมริกันในช่วงโควิดจึงสะท้อนจุดอ่อนที่สุดของการเป็นสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นเอกภาพและมองปัญหาประเทศไม่เหมือนกัน เทียบได้กับช่วงก่อนเกิดสงครามกลางเมืองในอเมริกา คราวนี้ผู้คนที่รับกับมาตรการและวิธีการบริหารแก้ไขปัญหาโควิดของทรัมป์ไม่ได้เลย เกิดตาสว่างกันเป็นแถว ตั้งใจออกไปลงคะแนนเสียงเพื่อไล่ทรัมป์ออกจากทำเนียบขาวให้ได้ ถ้าไม่มีโควิด ฐานการเมืองและคะแนนเสียงของทรัมป์อาจจะไม่พ่ายแพ้แก่โจ ไบเดนอย่างที่เห็นกัน เพราะนโยบายหาเสียงของไบเดนก็ไม่ได้โดดเด่นและเสนอสิ่งใหม่ๆ มากนัก นอกจากการฉายภาพของการเชื่อฟังคำแนะนำในการป้องกันโควิด ใส่หน้ากากตลอดเวลา เพื่อให้เห็นความแตกต่างกับทรัมป์ คำขวัญในการหาเสียงที่โดนใจคนได้แก่ “การต่อสู้สำหรับวิญญาณของชาติ” (a battle for the soul of the nation) และ “ความจริงเหนือคำโกหก วิทยาศาสตร์เหนือนวนิยาย” (truth ever lies, science over fiction) โดยเฉพาะในบางมลรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงและที่มั่นของพรรครีพับลิกันมานับหลายชั่วอายุคนเช่น จอร์เจีย แอริโซนา ยังแพ้ให้แก่ไบเดนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

กล่าวได้ว่าโควิด-19 เป็นปัจจัยชี้ขาดในการเปลี่ยนรัฐบาลอเมริกันได้อย่างสันติและสร้างการสืบทอดของระบบประชาธิปไตยในอเมริกาต่อไปได้อย่างเฉียดฉิว


5. ความสำเร็จของรัฐบาลทรัมป์ในเรื่องวัคซีน


เพื่อความเป็นธรรม ควรระบุด้วยว่านโยบายเดียวที่ทรัมป์เสนอและดำเนินการจนนำไปสู่ความสำเร็จได้คือการจัดหาวัคซีน ตั้งแต่แรกทีมบริหารทรัมป์พยายามสื่อกับคนทั่วไปว่า การควบคุมและกำจัดไวรัสโคโรนานั้นไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล หากแต่ที่จริงแล้วคือการจัดการให้ได้วัคซีนต่างหาก อันนี้เป็นตรรกะที่ต่อเนื่องมาจากการไม่ยอมรับว่าการเกิดโควิดเป็นปัญหาภายในประเทศของอเมริกาและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ วิธีการของทรัมป์คือเมื่อมันไม่ใช่ปัญหาของอเมริกา หากแต่เป็นของจีนและ WHO ดังนั้นหน้าที่ของเขาจึงควรอยู่ที่การจัดหาวัคซีนมารักษาโรค ไม่ใช่ไปแก้ที่มาและการระบาดของมัน

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดรัฐบาลทรัมป์ก็ผลักดันให้เกิดโปรแกรมเรียกว่า Operation Warp Speed ขึ้นมาในวันที่ 29 เมษายน เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง สาธารณสุขและเอกชนผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ในการค้นคว้าและผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 รวมทั้งวิธีการรักษาให้ได้ในเวลาที่เร็วที่สุด วัคซีนจะเป็นนโยบายเดียวของทรัมป์ที่เอาจริงเอาจังและในที่สุดก็สามารถผลิตออกมาได้ภายในเวลาอันรวดเร็วที่สุดของการผลิตวัคซีนเท่าที่เคยทำกันมา โครงการนี้ครอบคลุมวัคซีน 6 ยี่ห้อซึ่งมีเทคโนโลยีในการค้นคว้าและรูปแบบการผลิตแตกต่างกัน 3 อย่าง กลุ่มแรกคือ messenger RNA (Pfizer, Moderna), กลุ่มที่ 2 เรียกว่าแบบ live viral vectors (J&J, AstraZeneca) กลุ่มที่ 3 คือแบบ recombinant protein platform (Novavax, Sanofi & Glaxo SmithKline)

รัฐบาลอเมริกันไม่เพียงสนับสนุนเงินทุน (หนึ่งหมื่นล้านเหรียญ)ในการทดลองและทำคลินิกทดสอบ แต่ยังให้การอุดหนุนถึงการผลิตอุตสาหกรรมด้วย อีกทางคือจะขอให้สำนักงานอาหารและยาอนุมัติวัคซีนอย่างวิธีการฉุกเฉิน รัฐบาลทรัมป์ทำทุกวิถีทางที่จะทำให้วัคซีนออกมาให้ได้ในเดือนธันวาคมโดยตั้งเป้าไว้ชุดแรกคือ 20 ล้านคน ทรัมป์แต่งตั้งที่ปรึกษาสองคนสำหรับดูแลโครงการนี้ คนแรกเป็นหมอด้านไวรัสวิทยา (Dr.Slaoui) อีกคนเป็นนายพลทหาร (Gen.Perma) มีความชำนาญทางยุทธศาสตร์การขนส่ง วางแผนการกระจายจัดสรรวัคซีนแต่แรกให้เป็นแบบ ‘หุ้นส่วน’ (partners) ระหว่างรัฐบาลกับบริษัทยาในส่วนการผลิต กับบริษัทขนส่งอย่าง MeKesson, FedEx, UPS, ร้านขายยาที่มีสาขาทั่วประเทศอย่าง CVS, Walgreens และอื่นๆ

ดูจากความสำเร็จของการค้นคว้าและผลิตวัคซีนของรัฐและเอกชนอเมริกันแล้ว ทำให้น่าคิดได้ว่า หากรัฐบาลทรัมป์ไม่ดื้อและยึดมั่นในสมมติฐานและความคิดของตัวเองแต่ถ่ายเดียว หันไปรับฟังและปฏิบัติตามข้อเสนอของสำนักงานที่รับผิดชอบทั้งหลายและเชื่อในวิทยาศาสตร์ ด้วยประสิทธิภาพเทคโนโลยีและความมั่งคั่งของทรัพยากรทุกอย่าง ไม่ว่าในด้านคน ผู้เชี่ยวชาญสารพัดสาขาวิชา ไปถึงหน่วยงานด้านสังคม เอกชนและอื่นๆ รวมถึงเงินงบประมาณและที่ธนาคารกลางของสหรัฐฯ สามารถพิมพ์เองได้อย่างไม่อั้น อเมริกาจะสามารถสกัดและควบคุมการระบาดแพร่กระจายโควิดได้ไม่ยาก

ภายในเดือนแรกหลังการแพร่ระบาดระยะแรกในเดือนมีนาคม มีคนอเมริกันตาย 21,000 คน ตายทุกวัน วันละ 2,000 คน หากมีการใช้มาตรการที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพในส่วนใหญ่ของประเทศคือ 3 W=wash hand, watch distance, wear mask คือล้างมือ ระยะห่าง และหน้ากาก คาดการณ์ว่าอาจรักษาชีวิตคนป่วยไว้ได้ถึงร้อยละ 90 ถ้ายอดคนตายถึงเลือกตั้ง 3 พ.ย. 2020 อยู่ที่ 234,379 คน หมายความว่าคนอเมริกันราว 1 แสนกว่าคนจะไม่ต้องตายไปกับความไร้สมรรถภาพของกลไกรัฐบาลที่เป็นผลจากความโอหัง โลภและหลงตัวเองของผู้นำประเทศ

โควิดจึงเป็นหินลองทองของระบบการเมือง ระบบราชการ และสำคัญที่สุดคือภาวะความเป็นผู้นำของแต่ละรัฐบาล มันคือตัวบอกความจริงให้แก่ประชาชนได้รู้ว่าระบบการเมืองและราชการในประเทศของเขานั้น มีความเป็นมาและจะเป็นไปในอนาคตนั้นอย่างไร บวก (+) หรือลบ (-) สุดท้ายไล่ผู้นำที่อยากอยู่ในอำนาจนานๆ ให้ต้องรีบออกไปโดยเร็ว

MOST READ

Asia

3 Sep 2018

ปรากฏการณ์จีนบุกไทย – ไชน่าทาวน์ใหม่ในกรุงเทพฯ

คุยกับ ดร.ชาดา เตรียมวิทยา ว่าด้วยปรากฏการณ์ ‘จีนใหม่บุกไทย’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยว แต่คือการเข้ามาลงหลักปักฐานระยะยาว พร้อมหาลู่ทางในการลงทุนด้านต่างๆ จากทรัพยากรของไทย

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

3 Sep 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save