อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

สองสามปีที่ผ่านมา นับแต่เข้าสู่ยุคชาววิไลตามคำทำนายทายทักของพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ดูเหมือนประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะมีเรื่องราวแปลกประหลาด มหัศจรรย์พันลึก ปรากฏเหตุเหลือเชื่อเหนือความคาดหมาย หนแล้วหนเล่า สิ่งใดไม่คาดคิดว่าจะเกิดก็เกิด สิ่งไหนที่ไม่คาดหมายว่าจะเจอก็เจอ ได้ประสบพบเห็นกันก็สมัยนี้นี่ละ

แล้วแต่ละครั้งแต่ละคราว ไม่มีใครสามารถอธิบาย อภิปรายเหตุผลได้ เป็นปริศนาให้ชาวบ้านราษฎรงุนงงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้

วิตถารพิสดารไหมละท่าน มีอย่างที่ไหน อยู่ๆ หมุดคณะราษฎร หรือหมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ อันเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย มีข้อความว่า “24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิด รัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ” อันตรธานหายไปจากลานพระบรมรูปทรงม้า จุดซึ่งพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากถูกฝังมานานกว่า 80 ปี

มีหมุดใหม่อวตารมาแทนที่พร้อมข้อความว่า “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงต่อพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง – ขอให้ประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

จนกระทั่งทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าหมุดเดิมหายไปไหน หมุดใหม่มาได้อย่างไร

หลังจากนั้นไม่ช้าไม่นาน อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรืออนุสาวรีย์ปราบกบฏ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์แต่เมื่อครั้งปราบกบฏบวรเดชซึ่งเป็นฝ่ายนิยมเจ้า ก็ล่องหนหายตามไปไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดงงงันเป็นไก่ตาแตกไปตามๆ กัน

วันดีคืนดีมีเหตุถวายสัตย์ไม่ครบ เมื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ที่บัญญัติว่า

“ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

แต่ภาพข่าวพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณกลับไม่ปรากฏถ้อยคำว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” ออกมาจากปากนายกรัฐมนตรีและคณะ อันถือได้ว่าเป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

พิลึกไหมละท่าน

ประทานโทษเถอะ ถวายสัตย์ปฏิญาณนะครับ ไม่ใช่นึกจะเปล่งถ้อยคำอะไรยังไงออกมาก็ได้ ซึ่งโดยระบบ ในทางปฏิบัติแล้วมีการพิมพ์ข้อความให้นายกรัฐมนตรีอ่านกล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบ กระบวนการกลั่นกรองจากทุกฝ่าย

เป็นไปได้อย่างไรที่จะเกิดความบกพร่องผิดพลาดดังกล่าวขึ้นมา แต่ถ้าหากเป็นการจงใจเจตนา ก็เป็นเรื่องที่คิดเอง ทำเองได้เสียที่ไหน ซึ่งก็จะมีคำถามตามมาว่า เป็นไปได้อย่างไรอีก

ประหลาดไหมละ ในยุคชาววิไล กว่าเดือนหนึ่งแล้วไม่ปรากฏว่ามีผู้ใด ยกเว้นฝ่ายค้าน จะเป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่มีผู้ใดแยแสใส่ใจที่จะให้คำอธิบายใดๆ กับสังคม

นี่ขนาดเป็นรัฐธรรมนูญที่ยกร่างกันมากับมือ ยังปฏิบัติตามไม่ได้ เอาที่สบายใจ จะให้ถอยหลังกันไปถึงขนาดไหน

วันร้ายคืนหลอน ก็มีผู้นำกองทัพออกมาพูดจาให้สัมภาษณ์สื่อ แสดงความคิดเห็นในลักษณะปฏิประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เป็นอันขาดในอารยประเทศ ที่ข้าราชการประจำจะออกมาลอยหน้าลอยตาวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายการเมืองด้วยเนื้อหาที่สะท้อนคติความเชื่ออันเป็นปฏิปักษ์ต่อค่านิยมประชาธิปไตย

ทำตัวเป็นขุนศึกระบอบขาวสามด้านออกมาเขย่าขวัญ ข่มขู่ผู้คนในสังคมให้เกิดความหวาดกลัว

ล่าสุดอ้างว่ากองทัพกำลังต่อสู้กับสงครามลูกผสม ที่ใช้ข่าวปลอมทางอินเทอร์เน็ตปลุกปั่นให้หนุ่มสาวไทยต่อต้านทหารและสถาบัน

“พรรคการเมืองบางพรรคที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อไม่กี่ปีก่อน มีพื้นที่การโฆษณาชวนเชื่อของตัวเองไปยังประชาชนอายุราว 16 และ 17 ปี พยายามให้ข้อมูลประชาชนกลุ่มนี้โดยใช้ข่าวปลอม”

ไม่มีคอมมิวนิสต์มาเป็นข้ออ้างในการควบคุมสังคม ก็เอาหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่นี่ละมาเป็นเหตุผลแทน

คิดอะไรไม่ได้แตกต่างไปจากระบอบปักกิ่ง ที่เห็นม็อบฮ่องกง หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องต้องการเสรีภาพและประชาธิปไตย เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ กำลังหาทางกำราบปราบปรามให้จงได้

กล่าวอ้างข่าวปลอม เฟกนิวส์ เหมือนกันไม่มีผิด

กรณีของจีนนั่นพอทำเนา เพราะเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ชัดแจ้ง ไม่ได้สวมหน้ากากประชาธิปไตยให้ใครเข้าใจผิด อะไรจริงอะไรปลอม มีความชัดเจนในตัวเอง ขณะที่ระบอบปกครองไทยวิปริตผิดเพี้ยน ซับซ้อนยอกย้อนซ่อนเงื่อนปมกว่าเยอะ ยากที่จะจำแนกแยกแยะได้ระหว่างจริงกับเท็จ

อะไรคือข่าวจริง อะไรคือข่าวปลอม อะไรคือข่าวโฆษณาชวนเชื่อ

ข่าวจริงแต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นข่าวปลอม บ่อยครั้งเข้า ผู้คนก็เชื่อว่าเป็นข่าวปลอม เช่นเดียวกับข่าวปลอม ข่าวโฆษณาชวนเชื่อ ถูกตอกย้ำว่าเป็นข่าวจริง นานวันเข้าก็เชื่อว่าเป็นข่าวจริงไปโดยปริยาย

ไม่เชื่อลองเปิดข่าวภาคค่ำดูซิ

ขณะที่คนรุ่นก่อนพยายามกล่าวอ้างหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่และพรรคการเมืองหนึ่ง ใช้เป็นเงื่อนไขในอันที่จะพิทักษ์รักษาระบอบเก่าเอาไว้ อีกด้านหนึ่งนั้นกลับไม่เป็นที่วางใจว่า หนุ่มสาวหน้าใหม่ที่เข้าสภาไปมีความมุ่งมาดปรารถนาสิ่งใดแน่ เพราะนานวันก็ยิ่งผ่อนปรนตัวเองให้กลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม

หากไม่ถนอมน้ำใจก็ต้องบอกว่าเปลี่ยนสีเหมือนจิ้งจก

จากอนาคตใหม่ ทำท่าจะเป็นอีลิทคณะใหม่เข้าไปทุกทีกับภาพหมู่หน้าทำเนียบรัฐบาล แต่งชุดขาวเข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาตกันด้วยความภาคภูมิใจ กลายเป็นคนละชนชั้นกับนักกิจกรรม หรือนักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองดาษดื่นไปเสียแล้ว

มีรูปอดีตคณะนิติราษฏร์บางคน ยืนเอามือกุมสะดือ ก้อร่อก้อติก สนทนากับพลเอกหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล โดยไม่รู้สึกกระดากอาย

ทีโดนเรียกว่าคนสวยในสภานี่จะเป็นจะตายกันให้ได้ แต่ยามเมื่อผู้คนสับสนว่าบ้านนี้เมืองนี้เป็นสังคมผัวเดียวเมียเดียวหรืออย่างไรแน่ กลับเงียบกริบ

ได้สายสะพายห้อยคอเมื่อไรคงเชื่องกว่านี้เป็นแน่แท้

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่