‘นรา’ เรื่อง

 

 

อดัม แซนด์เลอร์เป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จจากหนังตลกเบาสมอง โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองสูงสุดของเขา มีหนังฮิตทำเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง

ในทางตรงข้าม ผลงานของอดัม แซนด์เลอร์ รวมถึงความสามารถทางด้านการแสดงของเขา ก็มีภาพพจน์ค่อนข้างไปทางติดลบ พูดง่ายๆ คือ โดนมองว่าเหลวไหลเลอะเทอะ ปราศจากคุณค่าแก่นสารใดๆ บางครั้งรุนแรงถึงขั้นกล่าวหาว่าไร้สาระ ปัญญาอ่อน (ซึ่งผมคิดว่าไม่จริงนะครับ ที่เห็นกันชัดเจนจะแจ้ง คือมันมีคุณค่าในด้านความบันเทิง)

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ นักแสดงตลกส่วนใหญ่ เมื่อประสบความสำเร็จกับงานในแนวทางที่ตนเองถนัด จนมีชื่อเสียงและสถานะมั่นคง ‘อยู่ตัว’ แล้ว จึงมักจะพยายามพิสูจน์ตนเอง ด้วยการพลิกบทบาทไปเล่นหนังที่ มีเนื้อหาจริงจัง

อดัม แซนด์เลอร์ก็เช่นเดียวกัน ไล่เรียงดูจากผลงานที่ผ่านมา เขาเคยพยายามพิสูจน์ฝีมือกับบท ‘ไม่ตลก’อยู่หลายครั้ง เช่น Punch-Drunk Love (2002), Spanglish (2004), Reign Over Me (2007), Funny People (2009)

การแสดงของอดัม แซนด์เลอร์ในหนังกลุ่มนี้ ล้วนได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ แต่ก็เหมือนจะดีใจได้ไม่สุด เพราะเกือบทั้งหมด ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องคุณภาพของตัวหนัง ยกเว้นแค่ Punch-Drunk Love เพียงเรื่องเดียวที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ทว่าก็น่าเสียดายที่หนังล้มคว่ำไม่เป็นท่าในเรื่องรายได้

กล่าวได้ว่า อดัม แซนด์เลอร์เพิ่งจะมาสมหวังจาก Uncut Gems ผลงานล่าสุดที่เผยแพร่ทาง Netflix ซึ่งประสบความสำเร็จครบถ้วนทุกทาง ทั้งจำนวนยอดผู้ชม ความเห็นด้านบวกของนักวิจารณ์ที่มีต่อตัวหนัง รวมทั้งเสียงชื่นชมสรรเสริญฝีมือการแสดงของเขา

ที่สำคัญคือ หนังได้รับการคัดเลือกให้ติดกลุ่ม 1 ใน 10 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2019 ของ National Board of Review

ความสำเร็จของ Uncut Gems นอกจากจะต้องยกเครดิตความดีความชอบให้แก่อดัม แซนด์เลอร์ ซึ่งรับภาระแบกหนังเกือบทั้งเรื่องไว้ตามลำพัง และเล่นแบบถวายชีวิตทุ่มสุดตัวแล้ว สองพี่น้อง โจชัว ซาฟดีและเบนจามิน ซาฟดี ในฐานะผู้กำกับ (ทั้งคู่ยังเขียนบทหนังเรื่องนี้ร่วมกับโรนัลด์ บรอนสตีน) ก็สมควรได้รับคำชื่นชมเท่าๆ กัน

ความยอดเยี่ยมของ Uncut Gems เห็นได้ชัดว่า อยู่ที่ 3 องค์ประกอบหลักของหนังคือ บทภาพยนตร์ การกำกับ และการแสดง

หนังเล่าเรื่องของฮาวเวิร์ด แรทเนอร์ หนุ่มใหญ่ชาวยิวเจ้าของร้านขายอัญมณีในนิวยอร์ก ซิตี้

ตามความน่าจะเป็นแล้ว ชีวิตของฮาวเวิร์ดควรจะมีความสุข เพียบพร้อม และครบถ้วน ทั้งจากฐานะความเป็นอยู่ระดับเศรษฐีย่อยๆ มีธุรกิจที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี มีครอบครัวลูกเมียที่อบอุ่น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น (นับตั้งแต่หนังเริ่มเรื่อง) คือ ชีวิตของฮาวเวิร์ดกำลังวายป่วงบรรลัยจักร ติดหนี้สินอีรุงตุงนัง โดนเจ้าหนี้ตามทวงและเหลืออดถึงขั้นลงไม้ลงมือสั่งสอน พร้อมทั้งยื่นคำขาดขีดเส้นตายกำหนดชำระหนี้ชนิดยากจะหลีกเลี่ยงบ่ายเบี่ยงได้อีก

ในระหว่างนั้นเอง ฮาวเวิร์ดได้สั่งซื้อโอปอลยังไม่ได้เจียระไนขนาดใหญ่จากชาวเหมืองในเอธิโอเปีย ประเมินราคาคร่าวๆ มูลค่าตกราวหนึ่งล้านดอลลาร์ เขาตั้งใจจะนำออกประมูลผ่านบริษัทตัวแทน แต่แล้วก็มีลูกค้ารายใหญ่เป็นนักบาสเกตบอลชื่อดัง เควิน การ์เน็ตต์ (ซูเปอร์สตาร์ของทีมบอสตัน เซลติก มารับบทเป็นตัวเอง) เกิดถูกโฉลกและเชื่อว่า โอปอลก้อนดังกล่าวเป็นเครื่องรางนำโชคสำหรับเขา จึงเจรจาขอซื้อ แต่ฮาวเวิร์ดซึ่งมุ่งหวังเก็งกำไรมหาศาล (จากการนำออกประมูล) ตอบปฏิเสธ

ท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็บรรลุข้อตกลงแบบพบกันครึ่งทาง เควิน การ์เน็ตต์ยืมอัญมณีไป เพื่อเป็นสิ่งนำโชคสำหรับการลงแข่งขันในค่ำคืนนั้น และจะนำกลับมาส่งมอบแก่เจ้าของในเช้าวันถัดมา โดยมอบแหวนชนะเลิศให้ฮาวเวิร์ดเป็นหลักประกัน

เรื่องมาวุ่นวายยิ่งขึ้น เมื่อฮาวเวิร์ดเกิดความคิดยักย้ายถ่ายเท นำแหวนไปจำนำ ได้เงินจำนวน 2 หมื่นดอลลาร์ แต่แทนที่จะนำไปผ่อนชำระหนี้ เขากลับนำเงินดังกล่าวไปวางเดิมพัน โดยถือหางทีมบอสตัน เซลติก

การเล่นพนันของฮาวเวิร์ด ไปไกลเกินการเสี่ยงโชคทั่วไป แต่เหมือนโดนวิญญาณผีพนันเข้าสิง

ไม่ใช่ผีพนันเพียงแค่ตัวเดียวนะครับ แต่เป็นผีพนันชนิดยกโขยงกันมาหมดทั้งป่าช้าเลยทีเดียว

 

 

ฮาวเวิร์ดเลือกแทงเดิมพันในเงื่อนไขจุกจิกสารพัด เช่น ฝ่ายใดจะแย่งลูกได้ก่อนเมื่อเริ่มเกม ผู้เล่นคนนี้จะทำรีบาวด์ได้กี่ครั้งตลอดการแข่งขัน รวมแล้ว 20 กว่ารายการ เป็นการเล่นพนันอย่างบ้าระห่ำ มีโอกาสเป็นฝ่ายชนะเพียงน้อยนิด แต่หากทำสำเร็จ ก็จะได้เงินมากมายมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันบาสเกตบอลค่ำคืนนั้นจบลง โดยฮาวเวิร์ดเป็นฝ่ายชนะพนันอย่างเหลือเชื่อ

แต่ด้วยความกะล่อนของเขาเอง ที่ส่งรูปถ่ายเงินจากการจำนำแหวน ไปยังโทรศัพท์มือถือของเจ้าหนี้เพื่อหลอกว่าจะชำระหนี้ ส่งผลให้ฝ่ายเจ้าหนี้แอบสะกดรอยตาม และทราบความจริงว่า นอกจากจะเจตนาเบี้ยวกันแล้ว ฮาวเวิร์ดยังนำเงินก้อนดังกล่าวไปเล่นพนัน

ฝ่ายเจ้าหนี้เลยย้อนรอยแก้เผ็ด ด้วยการโทรศัพท์ไปยกเลิกการวางเดิมพันทั้งหมดของฮาวเวิร์ด

ด้วยเหตุนี้ ฮาวเวิร์ดจึง ‘งานเข้า’ หลายขนานพร้อมๆ กัน ตั้งแต่เจ้าหนี้รายเดิมที่ยังคงเป็นปัญหาคาราคาซังกันอยู่ การไม่มีเงินไถ่แหวนที่จำนำไว้เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนโอปอลกลับคืนมา การเร่งรัดจากบริษัทประมูลให้ส่งมอบสินค้า เพื่อเตรียมทำแค็ตตาล็อกและทำการประเมินราคาจากผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากปัญหาวุ่นวายเดือดร้อนเรื่องเงินๆ ทองๆ จนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว หนังก็ค่อยๆ เล่าให้เห็นชีวิตด้านอื่นของฮาวเวิร์ด ซึ่งกำลังมีปัญหาระหองระแหงกับภรรยา (เนื่องจากเขานอกใจเธอไปมีหญิงอื่น) ความไม่เอาไหนในการทำหน้าที่เป็นพ่อ ความขี้หึงไม่เข้าเรื่องจนทำให้ความสัมพันธ์กับชู้รักต้องพังพินาศไม่เป็นท่า

สรุปรวมความก็คือ หายนะต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นกับชีวิตของฮาวเวิร์ดนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากใครอื่นเลยสักนิด แต่สืบเนื่องมาจากการทำตัวเองให้ย่อยยับโดยแท้

ความเก่งกาจของบทหนังก็คือ ไม่ได้เล่าถึงสาเหตุความเป็นมาที่ทำให้ตัวละครต้องพบเจอวิกฤตคราวเคราะห์ให้ผู้ชมล่วงรู้อย่างละเอียดและแจ่มชัด แต่ในระหว่างที่เล่าเหตุการณ์ปัจจุบัน ผ่านการกระทำของตัวละคร รากเหง้าของปัญหามากมายก็ค่อยๆ เผยออกมา ให้เห็นกันทีละน้อย

ตรงนี้ไม่ใช่เนื้อเรื่องเหตุการณ์ของหนังนะครับ แต่เป็นสาระที่ผมจับประเด็นได้จากหนังเรื่องนี้ นั่นคือ การสะท้อนให้เห็นถึงภาพด้านลบของคนที่ตกเป็นเหยื่อของวิถีชีวิตหรูหราฟุ้งเฟ้อ ใช้สอยจับจ่ายเกินตัว เกินความจำเป็น เกินกว่ารายรับอันพึงได้โดยไม่ยั้งคิด และเมื่อเกิดปัญหา ก็เลือกที่จะแก้ด้วยทางลัด ทั้งการกู้ยืมเงินนอกระบบ และเสี่ยงโชคจากการพนัน (กรณีของฮาวเวิร์ด มีความเป็นไปได้สูงยิ่งว่า เขามีนิสัยสันดานรักการพนันขันต่อเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว)

ทั้งหมดที่ผมเล่ามา เป็นเนื้อเรื่องย่อๆ ประมาณเกือบครึ่งทาง เหตุการณ์ที่เหลือถัดจากนั้นไปจนจบ เป็นเรื่องว่าด้วยความพยายามแก้ไขปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก เต็มไปด้วยไหวพริบปฏิภาณและความกะล่อนแบบไล่ไม่จนฆ่าไม่ตาย บวกรวมกับเหตุบังเอิญประจวบเหมาะที่ผสมปนทั้งโชคดีและเคราะห์ร้ายผลัดกันเยี่ยมเยือน และที่สำคัญคือ เงื่อนปมปัญหาที่ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งเหยิง

พล็อตเรื่องของ Uncut Gems นั้น เริ่มเรื่องติดตามกันได้แค่ไม่กี่นาที ผู้ชมก็น่าจะคาดเดาบทสรุปท้ายสุดได้ไม่ยาก ว่าตัวละครมนุษย์เฮงซวยอย่างฮาวเวิร์ด ควรได้พบกับผลลัพธ์เช่นไร?

แต่สิ่งที่น่าทึ่งและเยี่ยมยอดมากของบทหนังเรื่องนี้ก็คือ ทั้งที่เรารู้จุดเริ่มต้นกับสถานีปลายทาง หากที่เหลือทั้งหมดพ้นจากนี้ คาดเดาอะไรล่วงหน้าไม่ได้เลย เต็มไปด้วยลูกเล่นและจังหวะล่อหลอกสารพัดสารพัน (และยอดเยี่ยมมากตรงที่รายละเอียดพลิกผันหลายตลบ ไม่ได้หวือหวาโลดโผนหรือโม้จนเหลือเชื่อ แต่สมจริงและมีวี่แววความเป็นไปได้สูงยิ่ง)

 

 

ผมควรต้องกล่าวไว้ด้วยว่า Uncut Gems เป็นหนังสนุกชวนติดตามมาก ที่เริ่มต้นด้วยเจตนาทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ‘น่ารำคาญ’ จนกระทั่งปูเรื่องเสร็จสรรพแล้วนั่นแหละ จึงค่อยเริ่มเดินเครื่อง และกลายเป็นความบันเทิงชนิดหลากรส

ตามแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ จัดประเภทหนังเรื่องนี้ไว้ว่า เป็นแนว drama thriller ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ผมเป็นอันมาก เพราะในระหว่างดูไปเกือบๆ 2 ชั่วโมง ทิศทาง โทนเรื่อง และอารมณ์หลักๆ ของหนังมุ่งมาทางดรามาล้วนๆ มีจังหวะตื่นเต้นเร้าใจอยู่บ้างพอประมาณ และความตื่นเต้นเร้าใจนั้นห่างไกลลิบลับจากความเป็น thriller ตามขนบทั่วไปมากโขทีเดียว

จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วง 20 นาทีสุดท้ายนั่นแหละ ความเป็นหนัง thriller อันแท้จริงจึงค่อยปรากฎ และตื่นเต้นลุ้นระทึกแบบซ้อนกันหลายทบหลายชั้น เป็นไคลแม็กซ์ที่พีคและสุดเอามากๆ

ส่วนหนึ่งเป็นด้วยความเข้มข้นของเนื้อเรื่องเหตุการณ์ แต่อีกส่วนที่สำคัญมากไม่แพ้กัน คือ การค่อยๆ สั่งสมสิ่งละอันพันละน้อยมาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมาระเบิดปลดปล่อยเต็มเหนี่ยวในช่วงตอนสำคัญ จุดเด่นตรงนี้พูดอีกอย่างก็คือ วิธีลีลาในการเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นผลงานของผู้กำกับสองพี่น้องซาฟดี

ขยายความเพิ่มเติมคือ วิธีเล่าเรื่องและสร้างบรรยากาศใน Uncut Gems มีความแปลกใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร

เทียบเคียงง่ายๆ มันเป็นหนังที่มุ่งจู่โจมคนดูอยู่ตลอดเวลา และกระทำการจู่โจมแบบบ้าพลังเอามากๆ

เริ่มจากการใช้กล้องแบบเคลื่อนที่ตลอดเวลา มีฉากตั้งกล้องนิ่งอยู่เพียงน้อยนิด (ในช่วงที่จังหวะของหนัง ตั้งใจจะผ่อนลงให้ช้า) ถัดมาคือ ตัวละครที่เคลื่อนไหวตลอดแบบคนนั่งไม่ติดที่ การเคลื่อนไหวของกล้องกับตัวละคร บางครั้งก็สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน บางครั้งก็ตรงข้ามสวนทางกัน

วิธีเช่นนี้เมื่อบวกรวมกับจังหวะตัดต่อลำดับที่ฉับไว ส่งผลให้หนังมีลีลาทางด้านภาพที่วูบวาบ ลื่นไหล

ปัจจัยต่อมาคือ หนังใช้ภาพและวิธีการตัดต่อดังกล่าวโดยที่ฉากหลังส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่คับแคบ เช่น ในร้านขายอัญมณีที่มีประตูกระจกกั้นหลายชั้น มิหนำซ้ำภายในยังแบ่งซอยย่อย ออกเป็นโชว์รูม ออฟฟิศ และมุมของช่างซ่อม รวมทั้งฉากภายในรถ ลิฟต์

นอกจากนี้ Uncut Gems เป็นหนังที่ดำเนินเรื่องโดยพึ่งพาอาศัยบทพูด ตลอดทั้งเรื่องจึงพูดเยอะ พูดมาก พูดเร็ว และพูดกันเหมือนยิงปืนสาดกระสุนกันหูดับตับไหม้

เท่านั้นยังไม่พอ ในบรรดาฉากพูดจาสนทนาที่มีอยู่เป็นปริมาณมาก น้อยครั้งนักที่จะพูดคุยกันด้วยระดับเสียงเป็นปกติหรือคุยกันเบาๆ แทบจะกล่าวได้ว่า มันคือการตะเบ็ง ตะคอก ตะโกนใส่กันอยู่ทุกชั่วขณะ

ร้ายกว่านั้นคือ บ่อยครั้งเสียงแผดลั่นไม่ได้เกิดจากคู่สนทนาเพียง 2 คน (ซึ่งแย่งกันพูด หรือพูดทับพูดซ้อนกัน) แต่เป็นหมู่คณะมีเสียงบุคคลที่สามที่สี่ดังระงมไปหมด

บ่อยครั้งอีกเช่นกันในหลายๆ ฉากที่ตัวละครคุยกันสองต่อสอง หนังก็ยังเจตนาสร้างเสียงแทรกเข้ามารบกวน เช่น เสียงจากวิทยุ เสียงจากโทรทัศน์ เสียงกดออด เสียงโทรศัพท์

ทั้งภาพและเสียงผสมรวมกัน (อาจบวกการใช้ดนตรีประกอบ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวเด่นชัดอีกเช่นกัน คือ ภาพกับเสียงมักขัดแย้งไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) ทำให้หนังเรื่องนี้เหมือนอาหารแปลกรสแปลกลิ้น รวมทั้งรูปลักษณ์ด้วย

ช่วงแรกเริ่ม ความโกลาหลอลหม่านนั้นชวนให้ผมรู้สึกรำคาญ ต่อมากลายเป็นอึดอัดคับข้องใจ และเมื่อเริ่มคุ้นชิน ผมพบว่า มันหนุนเสริมนำพาคนดูเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับโลกของตัวละคร กระทั่งว่า คล้ายๆ หลุดเข้าไปอยู่ในหนังเป็นผู้ร่วมรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ลงท้าย วิธีการดังกล่าวที่ใช้อย่างเป็นเอกภาพมาตั้งต้น ก็ส่งผลแสดงอิทธิฤทธิ์อีกอย่าง นั่นคือ ขับเคลื่อนตัวหนังไปสู่ความเป็นงานแนวทาง thriller ที่น่าประทับใจและชวนจดจำ

 

 

เรื่องวิธีการทางภาพยนตร์นั้น ผมเชื่อว่ายังทำหน้าที่สำคัญอีกอย่างควบคู่ไปกับการแสดงของอดัม แซนด์เลอร์ (รวมทั้งตัวละครอื่นๆ อีกหลายคน ซึ่งเล่นดีกันอย่างทั่วถึง)

ฮาวเวิร์ดนั้นเป็นตัวละครในแบบที่ผู้ชม ‘รักไม่ลง’ นะครับ ไม่ใช่คนชั่วร้ายก่อกรรมทำเข็ญให้ใครต่อใคร แค่กะล่อน โกหกน้ำไหลไฟดับ เห็นแก่ตัว รักสนุก รักสบาย ในความบกพร่องกับหน้าที่ของพ่อและสามีที่ดี เราได้เห็นอยู่หลายครั้งเหมือนกันว่า เขาพยายามปรับปรุงตัวแก้ไข (รวมถึงการแก้ปัญหายุ่งยากเดือดร้อนเรื่องหนี้สินเงินทองด้วย) แต่ทุกอย่างก็พังเละเทะไม่เป็นท่า ด้วยความพ่ายแพ้ต่อนิสัยเดิม ไม่อาจต้านทานความเย้ายวนของกิเลสตัณหาและความละโมบ

การที่หนังกำหนดให้ตัวเอกเป็นคนที่มีบุคลิกนิสัยเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก อย่างแรกคือ จะทำอย่างไรให้ผู้ชมติดตามเรื่องราว (ซึ่งมีฮาวเวิร์ดเป็นตัวเดินเรื่องอยู่ในทุกฉากทุกตอน) ไปจนจบครบถ้วน  โดยไม่รู้สึกต่อต้าน (ตัวละครที่คนดูไม่รู้สึกอยากเชียร์หรือเอาใจช่วย)

ประการต่อมา ด้วยไคลแม็กซ์หรือเป้าหมายปลายทางของหนังที่เป็น thriller ตื่นเต้นลุ้นระทึก การเอาใจช่วยหรือเชียร์ตัวละครเป็นสิ่งจำเป็น

ลู่ทางแก้ปมข้างต้น ด้านหนึ่งก็เกิดจากวิธีต่างๆ ทางภาพยนตร์ อันเป็นฝีมือของผู้กำกับ อีกด้านหนึ่งผมคิดว่ามาจากฝีมือการแสดง (รวมทั้งเสน่ห์และพลังดารา) ของอดัม แซนด์เลอร์

อดัม แซนด์เลอร์ทำให้ตัวละครฮาวเวิร์ด มีพฤติกรรม ‘ห่วยแตก’ ที่ชวนให้ผู้ชมรู้สึกสมน้ำหน้าเมื่อเรื่องร้ายติดลบมากมายบังเกิดขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การแสดงของเขาก็ทำให้คนฉลาดหัวไว แต่โง่แบบตายน้ำตื้นในเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างฮาวเวิร์ด แลดูน่าสงสาร น่าสมเพชเวทนา และมีความเป็น ‘ไอ้ขี้แพ้’ แฝงอยู่ในตัว

พูดอีกแบบ หนังประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้ชมไม่รักฮาวเวิร์ด แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความผูกพันกับความเป็นมนุษย์ปุถุชนของเขา (ซึ่งมีบางด้านที่เลวร้ายไม่ได้เรื่องในตัวเรา เจือปนอยู่ในนั้นด้วย ไม่มากก็น้อย) จนกระทั่งเอาใจช่วยตัวละครนี้ไปในท้ายที่สุด

เป็นหนังที่ดีมาก สนุกมาก และเตือนสติมากนะครับ

Author

Nara

นรา - นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม