fbpx
ทรมานที่ถูก “แปรรูป” ในพื้นที่ชายแดนใต้

ทรมานที่ถูก “แปรรูป” ในพื้นที่ชายแดนใต้

ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

ช่วงต้นปี 2562 เริ่มต้นเหมือนวันทั่วๆ ไปของอารีฟา (นามสมมติ) หญิงชาวปัตตานีในวัย 30 เธอตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปกรีดยางที่สวนและกลับมาบ้านเพื่อทำขนมหวานไปขายตามร้านค้าในตัวเมืองปัตตานี

พอตกดึกราวทุ่มเศษ ระหว่างที่เธอกับแม่เตรียมตัวละหมาดก่อนเข้านอน เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงกว่า 8 คันรถได้เข้าปิดล้อมบริเวณบ้านของเธอและเคาะประตูบ้าน พร้อมเรียกให้เธอออกมาเปิดประตู เมื่อเธอเปิดประตูออก เจ้าหน้าที่ในชุดพร้อมปฏิบัติการ สวมเสื้อเกราะ ถือปืนยาวติดตัว พุ่งเข้าไปค้นบ้านอย่างรวดเร็ว

พวกเขาต้องการตามหาสามีของเธอซึ่งต้องสงสัยว่าพัวพันกับเหตุความรุนแรง แต่เมื่อไม่พบเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ตัดสินใจควบคุมตัวเธอและพาไปกักตัวไว้ในค่ายทหารเพื่อซักถามข้อมูลเป็นเวลาร่วมเดือน

ในฐานะนักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนที่ติดตามสถานการณ์ด้านการทรมานในประเทศไทย ผู้เขียนได้คุยกับอารีฟาและทราบว่าเธอถูกเจ้าหน้าที่ตั้งคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับสามีของเธอ แต่เธอไม่สามารถตอบได้เนื่องจากสามีออกไปรับจ้างทำงานทั่วไปตามหมู่บ้านต่างๆ และไม่ได้กลับบ้านเป็นประจำ

เธอบอกว่า เมื่อเธอไม่สามารถตอบได้ เจ้าหน้าที่มักตะคอกใส่และกดดันให้เธอบอกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสามีเพิ่ม สิ่งที่เธอจดจำจนขึ้นใจคือเจ้าหน้าที่สั่งเธอให้ถอดนิกอบ (ผ้าคลุมทั้งใบหน้า เปิดเฉพาะบริเวณดวงตา) ระหว่างการซักถาม ด้วยเหตุผลว่า “ดูประหลาด ใส่แล้วพูดไม่รู้เรื่อง” และยังบอกอีกว่า “พวกยูแว (กลุ่มผู้ก่อเหตุ) ก็ชอบคลุมผ้าแบบนี้ รู้ไหมจุดจบพวกยูแว ถ้าไม่ตายก็ติดคุก”

อารีฟาบอกว่าเธอรู้สึกไร้เกียรติ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกบังคับให้ถอดผ้าคลุม และสงสัยว่าทำไมคนมุสลิมถึงถูกมองว่าเป็นขบวนการไปทั้งหมด

หลังจากอารีฟาได้รับการปล่อยตัว เธอเริ่มมีอาการหวาดผวาเมื่อได้ยินเสียงดัง ไม่สามารถนอนคนเดียวได้ เมื่อได้ยินเสียงรถวิ่งผ่านถนนหน้าบ้านก็มักตื่นขึ้นกลางดึกและร้องไห้ไม่หยุด อาการทางจิตใจดังกล่าวทำให้เธอไม่สามารถออกไปกรีดยางที่สวนได้อีก

มากกว่านั้น เจ้าหน้าที่กลุ่มเดิมก็ยังคงแวะเวียนมาเยี่ยมเธอที่บ้านและโทรศัพท์มาหาอยู่บ่อยครั้ง จึงยิ่งกระตุ้นให้เธอรู้สึกหวาดกลัวเพราะความทรงจำระหว่างที่ถูกควบคุมตัวกลับมาหลอกหลอนตลอดเวลา

แม้อารีฟาไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกายดังเช่นกรณีอื่นๆ แต่เธอสารภาพว่าบาดแผลที่เธอได้รับไม่ได้ปรากฏบนร่างกาย แต่เกิดขึ้นอยู่ในใจ

 

วิวัฒนาการของการทรมาน

 

ปัญหาการทรมานในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลอดเวลา 16 ปีที่ผ่านมานับจากเหตุความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อปี 2547 รัฐบาลไทยมีนโยบายปราบปรามความไม่สงบโดยใช้ “กฎหมายพิเศษ” ด้านความมั่นคงในพื้นที่ ได้แก่ กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

กฎหมายพิเศษสองฉบับแรกให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นเวลารวมกันไม่เกิน 37 วัน โดยไม่จำเป็นต้องมีหมายจับ มีเป้าหมายเพื่อนำตัวผู้ต้องสงสัยมาซักถามและรวบรวมข่าวกรองเกี่ยวกับเหตุรุนแรง

แม้กฎระเบียบไม่ได้ห้ามบุคคลภายนอกเข้าเยี่ยม แต่ในความเป็นจริงมีหลายกรณีที่ครอบครัวหรือทนายของผู้ถูกควบคุมตัวถูกปฏิเสธการเข้าเยี่ยม หรือได้โอกาสเยี่ยมเพียง 2-5 นาทีเท่านั้น

มีข้อมูลจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากพบว่า ระยะเวลาการควบคุมตัวภายใต้กฎหมายพิเศษนี้ มักเป็นช่วงที่ผู้ถูกควบคุมตัวจะถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายเพื่อล้วงข้อมูลหรือบังคับให้รับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงในพื้นที่

กรณีนายอัสฮารี สะมะแอ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 โดยมีอาการสมองบวมและร่างกายฟกช้ำหลายจุด หรือกรณีอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2551 โดยพบว่ากระดูกซี่โครงหักและลมรั่วในช่องอกด้านขวา เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่สะท้อนภาพการทรมานได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม รูปแบบของการทรมานในประเทศไทยไม่ได้จำเพาะไว้กับการทำร้ายร่างกายแบบเดิมๆ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐถูกกดดันจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จึงมีการปรับเปลี่ยนแปรรูปการทรมานไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดวินัยและต้องรับผิดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตรูปแบบการทรมานจากการศึกษาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการซ้อมทรมานในชายแดนใต้ในช่วงที่ผ่านมาว่า มีการออกแบบเทคนิค วิธีการ อุปกรณ์ สถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถทำการทรมานได้อย่างแยบยลยิ่งขึ้น เช่น การบังคับให้ยืนเป็นเวลานาน หรือการบังคับให้อดนอน เป็นต้น

วิธีการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการทรมานที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดแต่ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนร่างกาย (no marks torture) ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการทรมานที่แพร่หลายและถูกทำให้กลายเป็นวิถีปกติคือการทรมานทางจิตใจ (psychological torture) เปลี่ยนการมุ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกาย เป็นการโจมตีทางจิตใจแทน ดังที่อารีฟาต้องเผชิญ

 

รายงานว่าด้วย “การทรมาน”

 

การ “แปรรูป” ของการทรมานไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่ในประเทศไทย วิธีการทรมานรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะการทรมานทางจิตวิทยา ถือกำเนิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่สมัยสงครามเย็น และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ

กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (Convention Against Torture) ได้บัญญัติห้ามการทรมานอย่างเด็ดขาด และนิยามให้การทรมานหมายรวมถึง การที่เจ้าหน้าที่รัฐจงใจทำให้บุคคลใดเกิดความเจ็บปวดทางกายหรือจิตใจอย่างสาหัสร้ายแรง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้แก่ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล เพื่อให้ยอมรับสารภาพว่ากระทำความผิด เพื่อข่มขู่ให้กลัว เพื่อลงโทษ หรือทำบนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติ

แม้นิยามดังกล่าวจะครอบคลุมถึง “ความเจ็บปวดทางจิตใจอย่างสาหัสร้ายแรง” แต่ยังไม่มีตัวบทกฎหมายระหว่างประเทศใดระบุอย่างชัดเจนว่า “การทรมานทางจิตใจ” คืออะไร มีขอบเขตแค่ไหนกันแน่

นอกจากนี้ การทรมานทางจิตใจมักถูกทำให้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่สลักสำคัญเท่ากับการทรมานทางกายภาพ (physical torture)

งานวิจัยของ David Luban นักวิชาการด้านกฎหมายประจำ Georgetown University และ Henry Shue นักวิจัยอาวุโสประจำ Merton College ของ Oxford University ศึกษาพบแนวคิดที่ดูแคลนการทรมานทางจิตใจในบริบทของกฎหมายในสหรัฐอเมริกาและเรียกมันว่า “อคติเชิงวัตถุ” (materialist bias) ซึ่งมองว่าการทรมานทางกายภาพ “จริง” และ “ร้ายแรง” มากกว่าการทรมานทางจิตใจ ดังนั้นการทรมานทางจิตใจจึงเป็นปัญหาที่มักถูกละเลยและทำให้เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทรมานทางจิตใจแทบไม่ต้องได้รับการตรวจสอบหรือรับผิดใดๆ

ผู้รายงานพิเศษประจำสหประชาชาติด้านการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ได้จัดทำรายงานว่าด้วย “การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายทางจิตใจ” เพื่อนำเสนอในการประชุมครั้งที่ 43 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนประจำสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา

รายงานฉบับนี้นับได้ว่าเป็นเอกสารสำคัญที่บัญญัตินิยามของ “การทรมานทางจิตใจ” ในมุมมองกฎหมายระหว่างประเทศและสำรวจแนวคิดต่างๆ รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องในหลายบริบททั่วโลก

ผู้รายงานพิเศษฯ เสนอว่าการทรมานทางจิตใจ ควรหมายรวมถึง “วิธีการ เทคนิค และสถานการณ์ทั้งสิ้นที่มุ่งเป้าหรือถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อสร้างความเจ็บปวดหรือทรมานทางจิตใจอย่างรุนแรง โดยมิได้ใช้ความเจ็บปวดหรือทรมานทางกายอย่างรุนแรงเพื่อเป้าหมายการทรมานนั้น” และอธิบายเพิ่มเติมว่าการทรมานทางจิตใจเป็นการกระทำที่ทำร้ายผู้ถูกกระทำโดยมุ่งจู่โจมความต้องทางการขั้นพื้นฐานทางจิตวิทยาของมนุษย์

เช่น มนุษย์เราโดยทั่วไปมักต้องการความรู้สึกปลอดภัย ต้องการความสามารถบังคับร่างกายตนเองได้ ต้องการศักดิ์ศรีและอัตลักษณ์ของตนเอง ต้องการรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบข้าง และต้องการไมตรีจิตจากผู้อื่นและสังคมของเขา ดังนั้นการทรมานทางจิตใจจะมุ่งทำลายสิ่งเหล่านี้จนทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกเจ็บปวด ทรมานใจอย่างสาหัส

ในรายงานยังระบุว่าวิธีการทรมานทางจิตใจที่แพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่

1. การกระตุ้นความรู้สึกไม่ปลอดภัยโดยการทำให้เกิดความกลัวและความหวาดวิตก เช่น การขู่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ถูกควบคุมตัวหรือครอบครัวของผู้ถูกควบคุมตัว การจำลองการประหารชีวิตเพื่อขู่ และการกระตุ้นความหวาดกลัวทางวัฒนธรรมหรือความกลัวส่วนตัวด้วยสัตว์อย่างสุนัข หนู งู แมลง เป็นต้น

2. การครอบงำจิตใจให้ไม่สามารถบังคับตนเองได้ เช่น การตั้งกฎเกณฑ์ที่ไม่สมเหตุสมผลว่าให้ทำหรือห้ามทำสิ่งใดระหว่างถูกควบคุมตัว การงดเว้นไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวเข้าถึงข้อมูล เสื้อผ้า อาหาร น้ำ ที่นอน อากาศบริสุทธิ์ และการบังคับให้ทรมานตัวเอง เป็นต้น

3. การย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และทำลายตัวตนหรืออัตลักษณ์ เช่น การใช้คำพูดเหยียดหยามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ศาสนา เชื้อชาติ เพศของผู้ถูกคุมตัว การบังคับใช้แก้ผ้าหรือสำเร็จความใคร่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เพศตรงข้าม และการสอดส่องจับตามองตลอดเวลา แม้กระทั่งในเวลานอนหรือขับถ่าย เป็นต้น

4. การปั่นป่วนโสตประสาท เช่น การห้ามใช้โสตประสาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปิดตา ใส่ที่อุดหู คลุมหน้า ห้ามพูดคุย หรือการยัดเยียดให้โสตประสาททำงานมากเกินไป เช่น การบังคับให้อยู่ในที่แสงจ้าหรือมีอุณหภูมิสุดโต่ง ปล่อยกลิ่นเหม็น หรือเปิดเพลงเสียงดังตลอดระยะเวลาการควบคุมตัว เป็นต้น

5. การพรากความต้องการขั้นพื้นฐานทางสังคมและทางจิตใจ เช่น การขังเดี่ยว การควบคุมตัวโดยไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก เป็นต้น

6. การทำลายความเชื่อมั่นในรัฐโดยกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว ในบางประเทศ กระบวนการยุติธรรมและกลไกรัฐที่ล้มเหลว โดยเฉพาะระบบที่อาศัยวิธีการจับกุมโดยพลการและบังคับให้บุคคลสูญหาย มักทำให้เกิดความรู้สึกกำหนดชะตาชีวิตตนเองได้ จิตใจไม่มั่นคง และเกิดความบอบช้ำทางใจได้ในระยะยาว การกระทำลักษณะนี้จึงสามารถถือว่าเป็นการทรมานทางจิตใจได้

จากรายงานดังกล่าวยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เหยื่อส่วนใหญ่มักรู้สึกถึงความทรมานจากปัจจัยต่างๆ รอบตัว ไม่ใช่จากการกระทำใดการกระทำหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้นเราจำเป็นต้องคำนึงถึง torturous environment หรือบริบทโดยรอบเพื่อประเมินว่าการกระทำใดเข้าข่ายการทรมานทางจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพสังคม การเมือง วัฒนธรรมในสถานที่ที่มีการทรมาน และความเปราะบางของปัจเจกบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อ การกระทำบางประเภท หากเกิดขึ้นโดดๆ ก็อาจไม่ถือว่าเป็นการทรมาน แต่เมื่ออยู่ในบริบท “พิเศษ” และเมื่อเกิดขึ้นกับคนกลุ่มเปราะบางก็อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางจิตใจอย่างแสนสาหัสจนนับว่าเป็นการทรมานได้

 

Torturous environment แห่งสยาม

 

การทรมานทางจิตใจไม่ใช่เรื่องห่างไกลตัวนัก เรื่องราวของอารีฟาเป็นเพียงหนึ่งในเสียงของเหยื่อที่ร้องเรียนว่าถูกทรมานทางจิตใจ จากการเก็บข้อมูลขององค์กรสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2558 พบว่าวิธีการทรมานทางจิตใจที่พบมาก ได้แก่

  • การใช้เรื่องเพศทำให้รู้สึกอับอาย: ผู้ถูกควบคุมตัวเพศชายในหลายกรณีร้องเรียนว่าตนถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่หญิง บางคนรายงานว่าตนเองถูกลูบคลำ บีบ ดีดบริเวณอวัยวะเพศเพื่อให้รู้สึกอับอาย
  • การข่มขู่เกี่ยวกับครอบครัวหรือคนรัก: ผู้ถูกควบคุมตัวบางรายร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ขู่ว่าจะจับพ่อแม่หรือญาติพี่น้องมาควบคุมตัวด้วย หากตนไม่รับสารภาพหรือให้ข้อมูลตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ
  • การล้อเลียน ย่ำยีศาสนาอิสลาม: ผู้ถูกควบคุมตัวบางรายเล่าว่า เจ้าหน้าที่พูดจาในลักษณะดูถูกเหยียดหยามศาสนา หรือมีแนวคิดเหมารวมว่าผู้ที่เคร่งครัดศาสนาอิสลามต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ชีวิตพวกเขาไม่มีอะไรแน่นอนนัก พื้นที่ของพวกเขาถูกตราไว้ในเอกสารราชการว่าเป็นพื้นที่ “พิเศษ”

นอกจากต้องเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากกลุ่มติดอาวุธแล้ว ยังต้องตกเป็นเป้าของรัฐเฝ้าติดตามผ่านการใช้อำนาจ “พิเศษ” ตามกฎหมาย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกคุมตัวไปสอบเมื่อใดก็ได้

ความ “พิเศษ” ของสถานการณ์ด้านความมั่นคงทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกงดเว้น เช่นที่ตลอดเวลา 16 ปีที่ผ่านมา ไม่มีสักกรณีที่กระบวนการยุติธรรมสามารถลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำการทรมานผู้ถูกควบคุมตัวได้เลย

ซ้ำร้าย หลายกรณีที่คนออกมาร้องเรียนกลับถูกใช้กฎหมายหมิ่นประมาทหรือกฎหมายอื่นๆ ฟ้องกลับเพื่อปิดปากอีกต่างหาก

บริบทเช่นนี้นี่จะยิ่งทำให้เกิดการสั่งสมความรุนแรง ความหวั่นวิตก ความกลัวในจิตใจของประชาชน และยิ่งสร้างวัฒนธรรมลอบนวลพ้นผิดต่อไปไม่รู้จบ

 

ยุติการทรมาน

 

ที่ผ่านมา วิธีการแก้ปัญหาของภาครัฐมักถูกนำด้วยอคติเชิงวัตถุ (ให้ความสนใจแค่กรณีการทรมานที่มีการทำร้ายร่างกาย) และทำเป็นรายกรณีไป เช่น การใช้วิธีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบกรณีการซ้อมทรมาน หรือการร่างกฎหมายเพื่อทำให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา เป็นต้น

คณะกรรมการดังกล่าวถูกตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบเพียงเฉพาะกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว ไม่มีการตรวจสอบกรณีการทรมานทางจิตใจแต่อย่างใด

ส่วนตัวร่างกฎหมายก็ไม่ได้ระบุถึงนิยามการทรมานทางจิตใจที่ชัดเจน ที่สำคัญ ทั้งสองกลไกยิ่งไม่ได้มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเพียงการจัดการปัญหาในระดับปัจเจกเท่านั้น โดยทำหน้าที่ค้นหาข้อเท็จจริงแต่ละกรณี หรือเอาผิดผู้กระทำการทรมานเป็นรายบุคคลเป็นหลัก

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่สำคัญไม่แพ้การออกกฎหมายหรือกลไกร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ คือ ทำอย่างไรให้โครงสร้างทางสังคมมีความยุติธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันมิให้เกิดการทรมานขึ้นในทุกรูปแบบ

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save