วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

อากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะเด็ก

อากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ปัญหาหมอกควันพิษในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมานานเป็นประจำทุกปี และนับวันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีความกดอากาศสูงปกคลุมชั้นบรรยากาศ กดไม่ให้หมอกควันลอยตัวออกไปได้ ทำให้อากาศนิ่ง

สาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันพิษมาพร้อมกับความเจริญเติบโตของมหานคร จากควันท่อไอเสียรถยนต์ ฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรมนับหมื่นแห่ง การก่อสร้างต่างๆ ในกทม.โดยเฉพาะรถไฟฟ้าและอาคารสูง

ควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์คือสาเหตุหลักของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ทำอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เป็นโรคทางเดินหายใจ โรคด้านสมอง โดยเฉพาะวัยเด็ก

ทุกวันนี้หลายแห่งในกทม. ฝุ่นเกินค่ามาตรฐานไปนานแล้ว คนเดินถนนแสบจมูก หายใจไม่ออก เด็กเล็กจำนวนมากป่วยเข้าโรงพยาบาลมานับอาทิตย์แล้ว

แต่รัฐบาลทำได้แค่ขอความร่วมมือจากประชาชน ออกคำเตือน และเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จัดอีเว้นท์ฉีดน้ำพอเป็นพิธี ที่ไม่ได้ผลอะไรนอกจากเป็นข่าวออกสื่อ

หากเป็นเมืองนอก รัฐบาลจะประกาศภาวะฉุกเฉิน สั่งการเด็ดขาดบางเรื่อง เพื่อบรรเทาปัญหา อาทิ ปิดโรงงาน ปิดการก่อสร้าง ปิดโรงเรียนชั่วคราว หรือออกมาตรการบังคับการใช้รถยนต์อย่างเด็ดขาด

แต่ที่เมืองไทยไม่กล้า เพราะคิดว่าปัญหายังไม่ร้ายแรง เดี๋ยวก็ผ่านไป และ “เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา ควันพิษสูงกว่าประเทศที่เจริญแล้วเป็นเรื่องปกติ” กลัวกระทบตัวเลขทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

แถมทางการไปตรวจโรงงานหลายร้อยแห่งทั่วกรุงเทพ ไม่พบโรงงานสักแห่งปล่อยควันพิษเกินมาตรฐาน

ประชาชนแทบจะพึ่งอะไรรัฐบาลไม่ได้เลย ต้องหาทางป้องกันตัวเองจากควันพิษทุกวัน

หากเป็นเมืองนอก รัฐบาลแจกหน้ากากป้องกันให้แล้ว

แถมเมื่อหน้ากากป้องกัน PM 2.5 ขาดตลาด ต้องสั่งเข้าจากเมืองนอก ก็ต้องเจอกฎระเบียบหยุมหยิม แบบไม่คิดจะผ่อนปรนในช่วงเวลาวิกฤตินี้

ประเทศนี้กฎระเบียบของราชการสำคัญกว่าการป้องกันปัญหาควันพิษ

ทุกวันนี้รัฐบาลยังวิเคราะห์ปัญหามลพิษแบบไม่ซีเรียส มีความเชื่อว่าเป็นภาวะชั่วคราว รอให้ความกดอากาศลดลง รอให้ฝนตก รอให้ลมพัดอากาศออกไป ไม่มีมาตรการระยะสั้นหรือระยะยาวออกมาเลย

เราไม่ได้ต้องการอากาศบริสุทธิ์สดชื่นอะไรมากมาย ขอเพียงอากาศดีพอจะไม่ทำให้เราป่วยตายระยะยาว

และเราไม่อยากตายอย่างโง่ๆ เพราะสูดควันพิษ

ข้อมูลจาก Institute for Health and Evaluation มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ชี้ว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิด จึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง ก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรในประเทศไทย ประมาณ 50,000 คนต่อปี

การแก้ปัญหาหมอกควันพิษ ไม่สามารถสร้างภาพได้ เหมือนกับการแจกของน้ำท่วม หรือไปช่วยคนจากน้ำท่วม

แนวทางการแก้ปัญหาหมอกควันพิษที่ชัดเจนที่สุด รัฐบาลต้องทะเลาะกับผู้คนจำนวนหนึ่งแน่นอน เพราะถึงที่สุดทุกคนต้องยอมเสียผลประโยชน์ ต้องเสียสละกันบ้าง

รัฐบาลต้องยอมรับว่า ปัญหาหมอกควันพิษเป็นวิกฤตร้ายแรงที่เกิดขึ้นตลอดทุกปี และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่คิดว่าเป็นแค่ภาวะชั่วคราว เดี๋ยวก็ผ่านไป

เมื่อคิดว่าเป็นวิกฤตที่ต้องแก้ไขให้ได้ ก็ต้องทำอย่างเคร่งครัดและมีแผนระยะสั้น ระยะยาว

ระยะเร่งด่วนคือ

1. ห้ามการก่อสร้างชั่วคราว

2. จัดระเบียบการใช้รถส่วนบุคคล (คือต้องมีมาตรการบางอย่างบ้าง ไม่ใช่เอะอะคนใช้รถก็อ้างว่า ระบบขนส่งมวลชนไม่ดีพอ)

3. ตรวจควันดำจากรถ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่โดนด่าทีก็ทำที

4. ตรวจโรงงานอุตสาหกรรมหลายหมื่นแห่งอย่างจริงจัง ไม่ใช่สุ่มตรวจแล้วไม่พบอะไร

5. ออกประกาศให้หยุดโรงเรียนได้แล้ว เพราะฝุ่น PM 2.5 เป็นอันตรายกับเด็กเล็กมากที่สุด

แผนระยะยาวคือ

1. ต้องเปลี่ยนการกำหนดเพดานมาตรฐานฝุ่นละออง PM 2.5 จากเดิม 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ให้ลดเหลือ 25 ไมโครกรัม ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก เป็นก้าวแรกสู่การแก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน เพราะกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ จะต้องดำเนินมาตรการ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด อาทิ การติดเครื่องวัดมลพิษปลายปล่องโรงงานอุตสาหกรรม และลดการเผาขยะในที่โล่งให้เข้มงวดมากขึ้น

2. ควบคุมการก่อสร้างอาคารอย่างเข้มงวด และกฎหมายผังเมือง การแบ่งโซนพื้นที่ต้องให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก แทนที่จะสนใจเพียงแค่มูลค่าที่ดินในเชิงเศรษฐกิจ

3. เร่งปลูกต้นไม้ใหญ่ เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ พิสูจน์แล้วว่าต้นไม้ใหญ่คือตัวกรองฝุ่นได้ดีที่สุดและถูกที่สุด

4. ออก พ.ร.บ. เกี่ยวกับ CLEAN AIR ที่มีเนื้อหาปกป้องอากาศบริสุทธิ์อย่างชัดเจน และมีหน่วยงานอิสระที่มีอำนาจจัดการขั้นเด็ดขาดกับพวกทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เหมือนกับที่สหรัฐอเมริกา มี EPA (Environment Protection Agency) อันเป็นหน่วยงานกลางที่บรรดาโรงงานอุตสาหกรรม กลัวสุดขีด และทำให้มลพิษในสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

แน่นอนว่ามาตรการทุกอย่างต้องทะเลาะกับผู้คนแน่นอน ตัวเลขความเจริญทางเศรษฐกิจอาจลดลง อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะกล้าหาญไหม เพื่ออากาศบริสุทธิ์ของทุกคน

หากรัฐบาลไม่มีความสามารถแก้ปัญหา หรือไม่คิดว่าเรื่องนี้ซีเรียส

ก็กรุณาลาออกไปเถิด

จะรอให้มีคนป่วยตายก่อนหรือ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เป็นเหยื่อรายแรกๆ ของ PM 2.5

เพราะความโกรธแค้นของคนเดินถนน วันหนึ่งคงต้องมีที่ระบาย

ได้เวลาทวงคืนอากาศบริสุทธิ์แล้ว

Author

vanchai tantivitayapitak

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ - สื่อมวลชนอิสระ อดีตรองผู้อำนวยการด้านข่าวและรายการ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ผู้สนใจประเด็นด้านการเมืองภาคประชาชน สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการพัฒนา