fbpx

การเก็บของย้ายบ้าน คือการจัดการความทรงจำ: เราจะเลือกหอบหิ้ว ‘เรื่องราว’ ใดไปสู่ส่วนเสี้ยวใหม่ของชีวิต


หนึ่งเดือนที่ผ่านมา น่าจะนับเป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่ยุ่งเหยิงมากที่สุดของผู้เขียนครั้งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญอยู่ที่การขยับย้ายออกจากที่อยู่เก่าซึ่งอยู่มานานร่วมเจ็ดปี

ใครเคยย้ายที่อยู่น่าจะเข้าใจความวุ่นวายของการจัดระเบียบข้าวของ ซึ่งว่าไปแล้วก็อาจกินเรี่ยวกินแรงไม่แพ้กระบวนการเคลื่อนย้าย ยังไม่นับว่าเสียเวลามหาศาลหากเผลอไผลเปิดอ่านหนังสือการ์ตูนเก่าแก่ที่ซื้อติดห้องไว้ แล้วหลงหายเข้าไปในเนื้อเรื่อง เงยหน้ามาอีกทีก็หมดวัน หรือแม้แต่โอนอ่อน โยนตัวเองเข้าไปในห้วงความทรงจำที่ติดมากับข้าวของบางชิ้น รื้อฟื้นความรู้สึกที่แนบติดอยู่ในซอกหลืบของอดีตสักแห่ง

อาจจะด้วยความยุ่งยากทั้งที่ตาเนื้อเห็นและไม่เห็นนี้ ทำให้หนังสือและบทความจัดบ้านเป็นที่นิยมอยู่พักหนึ่ง รวมทั้ง Tidying Up with Marie Kondo (2019) ซีรีส์จัดบ้านโดย มาริเอะ คนโดะ นักจัดระเบียบข้าวของชาวญี่ปุ่นผู้คิดวิธี ‘ทิ้งของ’ ด้วยการดูว่าของชิ้นไหนบ้างที่ไม่ ‘สปาร์คจอย’ (Spark Joy) หรือจุดประกายบางอย่างให้เราอีกต่อไปแล้ว ก็เป็นอันต้องบอกลาของชิ้นนั้น

แน่ล่ะว่าอุปสรรคใหญ่ของการจัดบ้านไม่ใช่แค่เรื่องการจัดระเบียบข้าวของ แต่เป็นเรื่องการจัดการความทรงจำที่มีต่อของเหล่านั้นด้วย และผู้เขียนก็เลือก ‘จัดการ’ ด้วยการโยนทุกอย่างทิ้งลงถุงดำ ไม่หันไปประสานสายตากับมันอีก -ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นนั้นหรือความทรงจำใดๆ- ตั้งหน้าตั้งตาจัดเก็บข้าวของก่อนเคลื่อนย้าย เพื่อไม่ให้เป็นภาระมิตรสหายที่เอื้อเฟื้อน้ำใจมาช่วยขน และในบ่ายวันเสาร์นั้น พวกเราก็จัดแจงเคลื่อนทุกอย่างไปยังสถานที่แห่งใหม่ภายใต้การขนย้ายด้วยรถยนต์แฮตช์แบ็คสองคันเพียงรอบเดียว และมีเวลาเหลือเฟือออกไปเดินเล่น รวมทั้งนั่งเอ้อระเหยหย่อนใจในที่พำนักแห่งใหม่

เจ็ดปี -ระยะเวลาเกือบทศวรรษ- ข้าวของในชีวิตเจ็ดปีที่ผ่านมาของผู้เขียนในห้องแห่งเก่า ถูกตัดทอน เลือกเก็บและย่นย่ออยู่ในกล่องลังกระดาษห้าใบ ไม่นับเครื่องชงกาแฟซึ่งแยกใส่กล่องต่างหากมาอีกใบและกีตาร์ตัวเก่าที่นอนสงบนิ่งอยู่ในกระเป๋า

สิ่งที่ติดตัวมาจากอดีตและเป็นของชิ้นใหญ่ที่สุดในการขนย้าย คือสารพัดหนังสือที่ไม่ใช่ทิ้งไม่ลง แต่ทิ้งไม่ได้เพราะจำเป็นสำหรับการประกอบสัมมาอาชีพ พ้นไปจากนั้นและเป็นสิ่งที่อาจจะกล่าวได้ว่า ‘ฟุ่มเฟือย’ ที่สุดในการขนย้ายคือบรรดาการ์ตูนญี่ปุ่นทั้งหลาย ที่ตั้งแต่ซื้อมาไว้ครอบครองก็ใช่จะเปิดอ่านบ่อยๆ แต่มันเป็นเสมือนของบางชิ้นที่โหยหามาตั้งแต่เด็ก -สมัยหาอ่านจากร้านเช่าการ์ตูน- และเพิ่งมามีกำลังซื้อเอาก็ตอนโต แง่หนึ่ง ตำแหน่งแห่งที่ของการ์ตูนเหล่านี้จึงไม่เหมือนของสะสมเสียทีเดียว แต่ทำงานในลักษณะเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจมากกว่า ในด้านที่ว่า เครียดเขม็งหรือเจ็บปวดจากชีวิตแค่ไหน การกระโจนกลับไปในโลกของทีมบาสเก็ตบอลชายโรงเรียนมัธยมปลายโชโฮคุ, กัปตัน จอห์น บาธ, การผจญภัยของ กอร์น ฟรีคส์ และช่วงชีวิตของ โยฮัน ลีแบร์ต เพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็เยียวยาเราได้

พ้นไปจากนี้ เรื่องราว ก้อนความทรงจำ สิ่งละอันพันละน้อยที่กอปรสร้างมาตลอดเจ็ดปี กลายรูปเป็นรูปลักษณ์ของถุงดำหรือของบริจาค

ปู่ย่าตายายที่บ้าน -หากยังมีชีวิตอยู่- มาเห็นคงหวดด้วยไม้แขวนเสื้อให้เนื้อตัวเขียว เสียดายก็เรื่องหนึ่ง แต่มากกว่านั้นคงไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง ‘ทิ้ง’ ของที่เป็นของเรา

ผู้เขียนเป็นอีกคนที่ถิ่นฐานเดิมอยู่ต่างจังหวัด เกิดและโตในครอบครัวใหญ่ บ้านเต็มไปด้วยข้าวของสารพัดอย่างจากคนสองชั่วอายุคน ตั้งแต่เก้าอี้ไม้ที่นั่งไม่สบายเอาเสียเลย, เชี่ยนหมากของย่า, ชุดเด็กน้อยที่ตกทอดมาไม่รู้กี่สมัย, มุ้งเก่าที่พ่อใช้นอน ไปจนถึงหมวกเนตรนารีสมัยผู้เขียนยังเรียนชั้นมัธยมต้น ฯลฯ และชีวิตที่แวดล้อมด้วยข้าวของ ด้วยความทรงจำของคนจากรุ่นสู่รุ่นเช่นนี้ก็ห่างหายไปเมื่อต้องย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะบ้านเกิดไม่ได้มีทางเลือกให้ชีวิตมากนัก ห้องหับหดแคบจากพื้นที่กว้างเหลือเพียงไม่กี่ตารางเมตร

ไม่ต้องพูดถึงความทรงจำหรือของที่พ่อแม่อยากให้หยิบติดมาจากบ้านเพื่อเอาไปใช้ในสถานที่ใหม่ เอาแค่เก็บของที่ต้องใช้ในปัจจุบันยังยากลำบาก และด้านหนึ่งก็อาจก่อร่างสร้างนิสัยไม่เก็บสะสมของมานับแต่นั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนกรณีที่คนรุ่นใหม่ปฏิเสธไม่รับมอบหรือเป็นเจ้าของสิ่งของที่เป็นของพ่อแม่หรือบรรพบุรุษนั้นจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ในหลายที่ หนังสือพิมพ์ Chicago Tribune ชี้ว่า บริษัทขนย้าย, บริษัทที่จัดทำประมูลสิ่งของ ตลอดจนคนเก็บขยะ ให้ความเห็นตรงกันว่าตลาดสินค้ามือสองเต็มไปด้วยสารพันข้าวของจากเหล่าคนยุคบูมเมอร์หรือกลุ่มคนที่เกิดช่วงปี 1946 – 1964

“เหตุผลสำคัญที่ลูกหลานของพวกเขาปฏิเสธจะรับมอบสิ่งของเหล่านี้ เป็นเพราะคนรุ่นหลังเช่ามากกว่าซื้อที่อยู่เป็นของตัวเอง พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่เล็กๆ สะสมสิ่งของไว้ในรูปแบบดิจิทัลมากกว่าจะเป็นเป็นสิ่งที่ดูจับต้องได้จริงๆ และมีแนวโน้มจะใช้เงินเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ”

สำหรับในอเมริกา ปัญหาเรื่องวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (subprime mortgage crisis) ที่ระเบิดตัวขึ้นช่วงปี 2008 ส่งผลต่อคนรุ่นใหม่โดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มลูกหลานของยุคบูมเมอร์ที่ต้องรับแรงสะเทือนจากวิกฤตเศรษฐกิจจนแทบไม่ได้ลืมตาอ้าปาก กล่าวอย่างรวบรัดที่สุด ยุคสมัยหนึ่งหรือคือยุคที่เหล่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่และปู่ย่ากำลังทำงาน การกู้ซื้อบ้านถือเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเย็นนัก การเป็นเจ้าของบ้านสักหลังหรืออาจจะมากกว่านั้นถือเป็นเรื่องสามัญของคนในอดีต กระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ทำให้ตลาดสินเชื่อในสหรัฐฯ พังทลายลง การเช่าอพาร์ตเมนต์เล็กจิ๋วในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กนั้นประมาณค่าเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 3,787 เหรียญฯ (138,452 บาท) ถือว่าสูงกว่าเมืองอื่นๆ (ที่ตกอยู่เดือนละ 1,516 เหรียญฯ หรือ 55,424 บาท) ราว 150 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ค่าเฉลี่ยห้องพักตกที่เดือนละ 2,121 ปอนด์ (98,853 บาท) ยังไม่ต้องพูดถึงการซื้อเพื่อเป็นเจ้าของระยะยาวที่ราคาพุ่งขึ้นสูงจนหลายคนมองไม่เห็นปลายอุโมงค์ของการใช้หนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทางออกของคนรุ่นใหม่คือการเช่าห้องพักซึ่งราคาพอจ่ายไหว, ย้ายออกไปอยู่แถบชานเมือง หรืออยู่ในบ้านกับพ่อแม่เหมือนเดิม

ในไทยเอง เว็บไซต์ DDproperty ซึ่งเป็นเว็บไวต์ด้านอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่าตลาดราคาที่พักอาศัยในไทยแทบไม่ขยายตัว อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ทั้งราคาซื้อและเช่าจึงพุ่งขึ้นสวนทางกับรายได้ผู้อยู่อาศัย ขยับพื้นที่ให้หดเล็กแคบลงมาเฉพาะในกรุงเทพฯ ราคาคอนโดมิเนียมก็เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง 11 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ความต้องการซื้อยังลดลงมาต่อเนื่อง

ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจเช่นนี้ ก็ไม่แปลกที่คนรุ่นหลังอาจไม่ได้มี ‘สำนึก’ ของการเป็นเจ้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเป็นพิเศษ แม้หลายคนจะโตมากับวัฒนธรรมเก็บของสะสม (เช่น ชุดของเล่นหรือตัวต่อที่ต้องมีให้ครบเซ็ต) แต่การใช้ชีวิตอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าสักวันหนึ่งเราต้องเคลื่อนย้ายหรือจากไปยังแห่งหนตำบลอื่น ไม่มากก็น้อยกอปรสร้างวิธีคิดปล่อยวางจากข้าวของได้มากกว่าคนรุ่นก่อน

แม้แต่เรื่องที่ว่า พวกเรา -โดยเฉพาะคนมิลเลนเนียลส์ที่เกิดในกลางยุค 1980s-1990s- เป็นกลุ่มคนที่โตในยุคที่หลายสิ่งหลายอย่างถูกอัดให้ย่นย่ออยู่ในไฟล์ดิจิทัล ดนตรีที่เคยอยู่ในรูปลักษณ์ของแผ่นเสียงหดลงมาเหลือเป็นแผ่น CD และในเวลาต่อมาก็เป็นแค่ไฟล์ mp3 จนกระทั่งที่สุดกลายเป็นสิ่งที่เราฟังได้จากสตรีมมิง, ภาพยนตร์จากที่ปู่ย่าและพ่อแม่ต้องไปกำซาบแค่ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ก็เหลือเป็นวิดีโอม้วนใหญ่ ต่อมาก็กลายเป็นแผ่น DVD และล่าสุดก็อยู่ในสตรีมมิงยักษ์ใหญ่หลายเจ้า ตลอดจนภาพถ่ายซึ่งพ่อแม่ต้องเอาไปอัดไปล้างให้ออกมาเป็น ‘รูป’ แบบที่จับต้องได้ด้วยตาเนื้อ ปัจจุบันรูปถ่ายนับพันนับล้านรูปก็นอนนิ่งอยู่ในคอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดดิสแทน และอีกหลายต่อหลายครั้ง พวกเราต่างก็ฝังความทรงจำมากมายลงในอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก

กล่าวอย่างถึงที่สุด เราไม่ได้เกิดและโตในสภาพที่หลักฐานการมีอยู่ของประวัติศาสตร์หรือความทรงจำต้องอยู่แค่ในรูปลักษณ์เชิงกายภาพเท่านั้น ขณะที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่มักซื้อของที่ระลึกเป็นแก้ว, เป็นจานจากสถานที่ต่างๆ มาเก็บในบ้านเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าการเดินทางหรือห้วงเวลาบางอย่างเกิดขึ้นจริง คนรุ่นเรากลับไม่รู้สึกว่า ‘หลักฐาน’ ที่ว่าจำเป็นต้องปรากฏตัวในรูปลักษณ์ที่จับต้องได้แต่อย่างใด

สก็อตต์ โรเวอร์ นักจัดระเบียบบ้านและองค์กรให้สัมภาษณ์ The Washington Post ว่า “คนมิลเลนเนียลส์ใช้ชีวิตที่เคลื่อนย้ายบ่อยมากกว่า พวกเขาพยายามหางานที่มั่นคงเพื่อเอามาจ่ายเป็นค่าเช่าที่พักอาศัย เก็บความทรงจำบนอินสตาแกรม, เฟซบุ๊กและยูทูบ ชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาอยู่ในคอมพิวเตอร์ พวกเขาไม่ได้อยากได้กล่องเก็บการ์ดอวยพรอีกแล้ว”

และคงเช่นเดียวกับอีกหลายๆ บ้าน ผู้เขียนก็เคยต้องฟาดฟันพื้นที่ทางความทรงจำกับครอบครัวอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะทุกครั้งที่กลับไปบ้าน การต้องยื้อยุดฉุดกระชากว่า ‘ความทรงจำ’ ไหนควรค่าที่จะอยู่ต่อ บ่อยครั้งการโต้เถียงก็เลยเถิดกลายเป็นการทะเลาะเมื่อคนสองรุ่นเห็นไม่ตรงกัน หมวกเนตรนารี, เสื้อยืดตัวจิ๋วที่ไม่มีใครในบ้านใส่ได้แล้ว ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้เขียนพินิจว่าเป็น ‘ส่วนเกิน’ ของบ้านให้ต้องทุ่มเถียงกับพ่อซึ่งยืนกรานว่ามันไม่ใช่ส่วนเกิน

กินเวลาอีกหลายปีทีเดียว กว่าผู้เขียนจะตระหนักเห็นความใจดำของตัวเองในอดีต ที่หวังจะกระชากความทรงจำของพ่อออกมาจากบ้านซึ่งผู้เขียนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นแล้วด้วยซ้ำ

บ้านนั้นเป็นบ้านของพ่อที่พ่ออยู่มาตั้งแต่เด็ก รับตกทอดมาจากปู่กับย่า ข้าวของต่างๆ ที่พ่อปล่อยให้ฝุ่นจับ ไม่เคยแตะต้องมาหลายทศวรรษนอนนิ่งอยู่ตรงไหนสักแห่งของบ้าน มีทั้งตู้เหล็กใส่ของหนาหนักเมื่อครั้งอากงอพยพมาจากจีน, สมุดของปู่, วิทยุที่ย่าใช้ฟัง และมีสิ่งที่พ่อรู้สึกว่าเป็นประจักษ์พยานหลักฐานของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มภาพฝุ่นจับที่ไม่มีใครหยิบมาเปิดดูหลายสิบปีแล้ว, เสื้อเชิ้ตทำงานเก่าๆ รวมทั้งหมวกเนตรนารีของลูกสาวคนแรก, ชุดเรียน นศท. ของลูกชายคนรอง และหนังสือเรียนภาษาของลูกชายคนเล็ก

บทความ Sparking Joy โดย แอเรียลล์ เบิร์นสไตน์ เล่าถึงความพยายามทุกครั้งที่เธอไปหาแม่ที่บ้าน เมื่อเบิร์นสไตน์พยายามชวนแม่มาเก็บของสไตล์มาริเอะ คนโดะ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก เพราะที่ผ่านมา แม่ของเธอมักหาทางไม่ยอมทิ้งข้าวของและบ่ายเบี่ยงไม่ยอมร่วมทิ้งสิ่งที่ไม่ ‘สปาร์คจอย’ กับลูกสาว และเหตุผลหนึ่งที่เบิร์นสไตน์พบระหว่างโน้มน้าวให้แม่ของเธอ ‘ทิ้ง’ สิ่งของต่างๆ คือข้าวของที่เธอเห็นว่ารกและแน่นเต็มบ้านนั้น คือรากเหง้า คือประวัติศาสตร์ที่แม่เธอโอบกอดติดตัวมาด้วย

“ครอบครัวฝั่งแม่เป็นผู้อพยพชาวคิวบา-ยิวและเป็นเรื่องลำบากใจทุกครั้งที่จะต้องเลือกเก็บหรือเลือกทิ้งของสักชิ้น เพราะบรรพบุรุษทุกรุ่นยกเว้นรุ่นฉันล้วนแต่ต้องออกเดินทางโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้าเสมอ ครอบครัวของแม่จึงทิ้งของไว้มากมายในการเดินทาง บนหลุมศพของพวกตากับยาย แม่กับป้าวาดผังการเดินทางจากโปแลนด์ไปยังคิวบาและมายังสหรัฐฯ การหยุดพักแต่ละครั้งย่อมหมายถึงการเสียบ้านเกิดไปอีกหน ระหว่างทาง ครอบครัวสูญเสียข้าวของมากมายเช่นเดียวกับผู้คนในชีวิต ของที่ยังเหลือทิ้งไว้จึงให้ความรู้สึกแสนสำคัญ แม้ของสิ่งนั้นดูจะเป็นของสามัญหรือไม่สลักสำคัญใดๆ ในสายตาครอบครัวอื่นเลยก็ตาม

“แม่เก็บของไว้ในฐานะของการพยายามยึดเหนี่ยวเรื่องราวในอดีตซึ่งจากไปนานแล้ว และเวลานี้ ตัวฉันในวัย 30 กว่าๆ ก็เริ่มมีปัญหากับการจัดเก็บของต่างๆ เช่นกัน เมื่อตอนที่ยังเด็กกว่านี้ ฉันทิ้งของที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้ไปสารพัดด้วยความรื่นเริง ทว่า เวลานี้ฉันนึกสงสัยถึงสิ่งที่ฉันปล่อยมือจากไป ไม่ว่าจะชุดพรอม, ชุดหม้อชามรามไหสมัยมหาวิทยาลัย, สมุดบันทึกที่อัดแน่นไปด้วยของตกแต่งกระจุกกระจิก และเริ่มกังวลว่าความปรารถนาในการจัดของในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น อาจเป็นความพยายามลบเรื่องราวอันน่าเศร้าของครอบครัวทิ้งไป แทนที่จะรู้สึกว่าการหาแง่มุมทำความเข้าใจกับเรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการเยียวยาเช่นกัน

“ตอนที่แม่มาถึงประเทศนี้ในฐานะผู้อพยพ แม่อายุ 16 ปีและแทบไม่มีอะไรติดตัวมาเลย อัตลักษณ์ส่วนใหญ่ที่แม่มีมาตลอดเกือบ 50 ปีล้วนสร้างขึ้นจากการได้เก็บรักษาข้าวของบางชิ้นที่แม่รักและส่งมอบต่อให้ฉันได้ ฉันยังไม่แน่ใจว่าจะหาทางบอกแม่อย่างนุ่มนวลได้อย่างไรว่าฉันไม่อยากได้กระเป๋าใส่กล่องอาหารกลางวันอีกใบแล้ว สำหรับแม่ ภาษาของความรักถักทอขึ้นมาจากการรับและการให้ ดังนั้น ฉันจึงกังวลเหลือเกินที่การปฏิเสธสิ่งของที่แม่มอบให้นั้นอาจดูราวกับฉันปฏิเสธแม่ไปด้วย”

พ่อของผู้เขียนเป็นลูกหลานคนจีนอพยพ ตู้เหล็กดำทะมึนซึ่งไม่น่ามีขายที่ไหนแล้วของอากงวางนิ่งอยู่บนตู้เก่าๆ ในบ้าน ไม่เคยมีใครแตะต้อง ไม่เคยมีใครปรารถนาให้เคลื่อนย้าย เพราะดูเหมือนว่าสำหรับพ่อและครอบครัว มันเป็นหลักฐานและของต่างหน้าไม่กี่อย่างที่บอกเล่าเรื่องราวของอากงซึ่งผู้เขียนเองไม่เคยได้พบ พ้นไปจากนี้ พ่อก็ไม่มีของที่เป็นของส่วนตัวของพ่อนัก และหากว่าไปแล้ว ของที่ดูจะล้นบ้าน กินพื้นที่ทั้งในทางกายภาพและในความทรงจำคือเสื้อผ้า รูปถ่ายบรรดาลูกๆ ของพ่อทั้งสิ้น พินิจให้ละเอียดก็แทบไม่มีของสะสมของพ่อเป็นชิ้นเป็นอัน สิ่งที่อยู่ในบ้านคืออดีตของลูกที่พ่อเก็บไว้ และพ่อก็ไม่เคยมีท่าทีอยากโยนทิ้ง พ่ออาจอยากเก็บมันไว้จริงๆ หรือไม่ก็อาจจะแค่ลืม แต่คนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในบ้านหลังนั้นมานานร่วมทศวรรษอย่างผู้เขียน มีสิทธิอะไรไปตัดสินกัน

สิ่งเดียวที่จะตัดสินและจัดการได้คือความทรงจำของตัวเอง วันนี้ สิ่งที่หอบหิ้วไปสู่พื้นที่แห่งใหม่หดแคบเหลือเพียงกล่องลังห้ากล่อง แทบไม่มีสิ่งใดที่เป็นรูปธรรมมากพอให้จับต้องได้ หรือถ้าจะมีมันก็แค่เป็นภาพแทนของพื้นที่ซึ่งเอาไว้ใช้หลบหนีความจริงอันชวนเจ็บช้ำในนามของมังงะหรือการ์ตูนญี่ปุ่น -และในอนาคต หากต้องเคลื่อนย้ายอีกครั้ง ก็เป็นไปได้ว่าคงมีสิ่งของจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในถุงดำ กลายเป็นอดีตและความทรงจำเลือนจางไกลๆ

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save