ธิติ มีแต้ม เรื่องและภาพ

 

‘อาร์ท’ หนุ่มร่างใหญ่สัญชาติกัมพูชา วัย 39 เข้ามาขายแรงงานเป็นลูกจ้างบนเรือประมงอวนล้อมที่ปัตตานี ตั้งแต่ 20 ปีก่อน

ผมทวนถามชื่ออีกครั้งเผื่อว่าเขาจะเอ่ยนามตามภาษาแม่, เขายิ้มและยืนยันให้เรียก “อาร์ท” 

เขายกน้ำดื่มดับกระหายหลังพ้นภาระหน้าที่ประจำวันบนเรือ วันนี้เขาทำหน้าที่พับเก็บอวน แต่วันอื่นๆ ก็เหมือนกันทุกคนที่เป็นแรงงานประมง พวกเขาต้องทำหน้าที่ทุกอย่างบนเรือ 

ตั้งแต่นำอวนลงทะเล และชักอวนขึ้น หลายครั้งก็ทำหน้าที่พ่อครัวหุงข้าวให้มิตรสหายทั้งเขมรและพม่าที่ใช้ชีวิตบนเรือร่วมกันกว่า 30 คน 

หลายครั้งเมื่อเรือเข้าฝั่งเทียบท่า พอเอาปลาลงเสร็จเรียบร้อย เขาก็ต้องแบกสายยางเส้นหนาเท่าต้นแขนฉีดล้างทำความสะอาดเรือให้หายกลิ่นคาวปลา ไปจนกระทั่งพับเก็บอวนให้เป็นระเบียบเรียบร้อยรอคอยการออกทะเลในครั้งต่อไป

เว้นแต่ตำแหน่งคนขับกับไต๋ ที่คอยกำกับว่าจะให้เรือไปทางซ้ายหรือทางขวา เพื่อให้ได้ปลาตามปริมาณอันน่าพอใจ 

2 ตำแหน่งนี้ไม่ใช่หน้าที่ของแรงงานประมง

20 ปีที่ผ่านมา เมื่อเรือออกจากฝั่ง อาร์ทและมิตรสหายต้องอยู่บนเรือเฉลี่ยเดือนละ 15 วัน รั้วบ้านก็กลายเป็นผืนน้ำทะเลไปชั่วคราว และแสงดาวยามค่ำคืนก็กลายเป็นหลังคาบ้าน

วันที่ก้าวขาออกจากบ้านที่เมืองกัมปงจามตามเพื่อนพี่น้องเขมรมายังไทย เขากัดฟันปาดน้ำตาลูกผู้ชาย ยอมห่างจากเมียที่ตั้งครรภ์ท้องแก่ใกล้คลอดและพ่อแม่ที่กำลังแก่เฒ่า เพื่อมาหางาน เงิน เพื่อชีวิตที่ดีกว่า หวังว่าค่าแรงที่ไทยจะเยียวยาความแร้นแค้นของครอบครัวได้

แน่นอน, หลายครั้งคลื่นลมทะเลคมชัดกว่าคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ และเมื่อสมาร์ทโฟนใช้การไม่ได้ยามหัวใจห่วงหา ก้อนพลาสติกเรืองแสงก็กลายเพียงอัลบั้มรูปครอบครัวให้เขาสไลด์ดูต่างหน้า เพื่อรักษาก้อนหัวใจของตัวเอง

ผ่านไป 8 ปี เมียรักพาลูกสาวตามอาร์ทมาที่ปัตตานี ปักหลักเช่าบ้านอยู่ด้วยกันจนถึงปัจจุบัน ทั้งคู่มีลูกด้วยกันเพิ่มอีก 2 คน 

คนกลางวัย 14 ถูกส่งกลับไปเรียนที่กัมพูชา ส่วนคนเล็กวัย 5 ขวบ กำลังวิ่งเล่นซุกซนอยู่ที่หน้าบ้านเช่ากับลูกหลานแรงงานเขมรคนอื่นๆ ตามประสาเด็ก

ปัจจุบันลูกสาวคนโตของอาร์ท กำลังเป็นสาววัยสะพรั่ง เธอมีหลานสาวให้อาร์ท 1 คน โดยเมียรักของอาร์ททำหน้าที่เลี้ยงดูเป็นหลัก ส่วนเธอไปทำงานในร้านหมูกระทะได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ขณะที่ลูกเขยของอาร์ทหายหน้าจากไปตั้งแต่เด็กยังไม่ทันจะเดินได้ 

ตั้งแต่ปี 2558 ที่วงการธุรกิจประมงพาณิชย์ไทยถูกเปิดโปงประเด็นการค้ามนุษย์ และถูกใบเหลืองจากสหภาพยุโรปเพื่อลดความน่าเชื่อถือของไทย 

อาร์ทบอกว่าเขาไม่เคยถูกกระทำเช่นนั้น แต่ใช่ว่าไม่รู้ ไม่ได้ยินเสียงจากเพื่อนฝูงที่มีชีวิตราวกับถูกฉุดลงไปที่ก้นเหว หลายคนกลายเป็นคนพิกลพิการ และอีกไม่น้อยที่ต้องจมลงไปใต้ทะเลชั่วนิรันดร์

ชีวิตบนเรือ 20 ปี สำหรับอาร์ทอาจนับว่าโชคดี เขาว่าอย่างนั้น โชคดีที่มีนายจ้างใจดี ไม่ได้โหดร้ายป่าเถื่อนแบบที่แรงงานหลายคนต้องพบเผชิญ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อยู่นานมาถึง 20 ปี โดยที่ไม่เคยเปลี่ยนนายจ้างเลย

อาร์ททำงานเฉลี่ยวันละ 10-14 ชั่วโมง ได้ค่าแรงเดือนละ 9,300 บาท ดูแลครอบครัวทั้งหมด 6 ชีวิต พวกเขาเช่าบ้านในปัตตานีเดือนละ 2,500 บาท ห่างจากแพปลาเพียง 5 นาที 

ส่วนโบนัสอีกก้อน 317,400 บาท เขาต้องรอถึงเดือนที่ 14 ถึงจะได้ และเกินครึ่งของโบนัสที่เขาต้องส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่กัมพูชาเพื่อจ่ายค่าผ่อนบ้านและอื่นๆ ตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่จำเป็นต้องใช้ 

ภายใต้คำถามที่ถาโถมเข้าไปที่เบื้องหลังอุตสาหกรรมอาหารทะเล ตั้งแต่ข่าวปรากฏการณ์แรงงานถูกกดขี่เยี่ยงทาส นำไปสู่ความพยายามปรับตัวทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจประมงถูกมองใหม่ 

มิติที่เล็กที่สุด แผ่วเบาที่สุด อาจไม่เคยเปิดเผย ไม่เคยส่งเสียง เช่นเดียวกับเสียงเต้นในหัวใจของเขาย่อมแผ่วเบา ไม่เป็นข่าวเหมือนเสียงเจ้าของเรือ 

Photo essay ชุดนี้พยายามทำความเข้าใจเสี้ยวชีวิตของพวกเขาซึ่งอยู่เบื้องหลังและแทบจะเป็นต้นทางของอาหารทะเลหลายชนิดอันเอร็ดอร่อย ที่อยู่บนจานตั้งแต่ร้านริมถนนไปจนภัตตาคารหรู

“มนุษย์ถูกทำลายได้ แต่ไม่อาจพ่ายแพ้” ปาป้า เฮมิ่งเวย์ นักประพันธ์อเมริกันหัวใจชาตรีเคยบอกไว้ ผมถามอาร์ทว่าเคยได้ยินไหม, เขายิ้มและส่ายหน้า 

แน่ล่ะ โดยเนื้อแท้แล้วอาร์ทไม่จำเป็นต้องเคยได้ยินก็ได้ ถ้าเขายังต้องออกเรือ…

 

1.  อาร์ท ชาวเขมร วัย 39 ปี ทำงานบนเรือประมงประเภทอวนลากที่ปัตตานีมานานถึง 20 ปี เขากำลังจะออกเรืออีกครั้งตามคำสั่งไต๋เรือ และเขาอาจไม่ได้เจอหน้าครอบครัวไปอีกราวครึ่งเดือน

 

2. เนื่องจากน้ำในแม่น้ำค่อนข้างตื้น ทำให้ท้องเรือติด ไม่สามารถวิ่งเองได้ เรือประมงจึงถูกลากออกจากท่าไปสู่ปากอ่าว ท่ามกลางพายุฝนที่กำลังตั้งเค้าทะมึน

 

3. ชายนิรนามชาวปัตตานีผู้ขับเรือรับจ้างลากจูงเรือประมง พยายามประคองเรือฝ่าคลื่นลมออกไปส่งเรือใหญ่ เขาแนะนำให้ช่างภาพเข้ามาในเรือเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเชือกลากขาด แรงดีดของเชือกอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้

 

4. แรงงานหนุ่มทั้งชาวเขมรและพม่าใช้ชีวิตร่วมกันบนเรือประมง ซึ่งนับว่าหาได้ยาก เพราะพรมแดนทางชนชาติได้ถูกขีดไว้อย่างค่อนข้างลึก แต่ไม่ใช่กับเรือทุกลำที่เป็นเช่นนั้น เพราะถึงที่สุดชีวิตของพวกเขาก็ลงเรือลำเดียวกันอยู่ดี

 

5.  พวกเขาเอาปลาหลายพันกิโลฯ ขึ้นจากท้องเรือและฉีดน้ำเพื่อละลายเศษน้ำแข็ง ก่อนส่งมอบลงไปยังแพปลาเพื่อการคัดแยกต่อไป

 

6. ปลา Marlin หรือปลากระโทง มักเป็นปลาอันดับต้นๆ ในดวงใจของนักตกปลาทะเลด้วยเบ็ดที่วาดหวังจะเอาชนะมันได้สักครั้งในชีวิต แต่สำหรับพวกเขาเหล่าแรงงานไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเมื่อมันว่ายเข้ามาติดอวนก็เป็นอันจบ

 

7. หลังจากเรือประมงเทียบท่า บรรดาผู้หญิงชาวปัตตานีจะมารับจ้างคัดแยกปลาที่แพปลาทุกวัน ก่อนจะมีพ่อค้าคนกลางมารับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง

 

8. แรงงานประมงไม่ได้ทำงานยามออกเรืออย่างเดียว พวกเขาต้องทำงานที่ฝั่งด้วย โดยเฉพาะงานแกะอวน ต้องใช้เวลาอย่างน้อยราว 3-4 วัน เพื่อแกะอวนที่พันกันให้คลายให้เรียบร้อย และต้องพับเก็บเข้าที่ก่อนการออกเรือครั้งต่อไป

 

9. รองเท้าแตะของพวกเขาถูกถอดเก็บไว้ในถังพลาสติก ไม่มีใครใส่รองเท้าแตะเวลาทำงาน พวกเขาต้องใส่รองเท้าบูทยางกันน้ำหุ้มสูงถึงหน้าแข้ง เพื่อความสะอาดปลอดภัย

 

10. น้ำดื่มสะอาดบรรจุขวดกลายเป็นมาตรฐานน้ำกินสำหรับแรงงานบนเรือ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่า เรือบางลำไม่มีน้ำดื่มให้ พวกเขาต้องกินน้ำจากน้ำแข็งแช่ปลาที่ละลายแล้ว

 

11. เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ทุกคนก็เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน การตัดผมให้กันและกันเป็นเรื่องปกติ อาจเป็นกิจกรรมยามว่างไม่กี่อย่างที่ทำได้ยามอยู่กลางทะเล

 

12. ไม่เสมอไปหากอยู่กลางทะเลแล้วจะได้รับลมตลอดเวลา พวกเขาอธิบายว่า ยามที่ลมนิ่งและร้อนอบอ้าวที่สุด ก็เล่นเอานอนไม่หลับกันเหมือนกัน และพัดลมคือคำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุด

 

13. ภรรยาและลูกของอาร์ทไปจ่ายกับข้าวสำหรับมื้อเย็น ครอบครัวพวกเขาจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเพียงประมาณครึ่งเดือนเท่านั้น เพราะหัวหน้าครอบครัวต้องออกทะเลไปนานถึงอีกครึ่งเดือน

 

14. ของขวัญสำหรับการรอคอยของแต่ละคนคืออะไร นาฬิกา สร้อยคอทองคำ รถ โบนัสปลายปี แต่สำหรับอาร์ทคือครอบครัว

 

15. ผนังบ้านเช่าเต็มไปด้วยรูปครอบครัวของทั้งฝั่งอาร์ท และฝั่งภรรยา ครอบครัวเขาเป็นครอบครัวเดียวที่มาทำงานในปัตตานี ญาติพี่น้องคนๆ อื่นกระจายกันไปทำงานในจังหวัดอื่นๆ ของไทย ทั้งเป็นแรงงานก่อสร้าง รับจ้างกรีดยางพารา ฯลฯ

 

16. เด็กๆ ซึ่งเป็นทั้งลูก หลาน และลูกเพื่อนบ้านของอาร์ทวิ่งเล่นกันเป็นประจำ พวกเขามีศูนย์เด็กเล็กสำหรับลูกหลานแรงงานต่างด้าวคอยดูแลในช่วงกลางวัน

 

17. ข้าวเย็นมื้อพิเศษอย่างพร้อมหน้า ก่อนที่อาร์ทจะออกเรือในวันรุ่งขึ้น หมูหมักชูรส ผักกาดขาวและผักบุ้งลวก กินกับน้ำจิ้มไก่ และข้าวสวยร้อนๆ

 

18. อาร์ทเล่นกับหลานสาวสุดที่รัก เขาตั้งใจว่าเมื่อเธอโตขึ้นอีกสักหน่อย เขาจะส่งกลับไปเรียนที่กัมพูชา และอยู่เป็นเพื่อนกับลูกสาวคนกลางของอาร์ท

 

19. ครอบครัวอาร์ทโบกมือส่งร่ำลา อีก 15 วันพบกันใหม่


ขอขอบคุณภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - สื่อมวลชน นักเขียน ช่างภาพ