fbpx

“ไม่ได้จะด่านะ แต่…” : ภาษาศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง ‘การกล่าวออกตัว’ เมื่อสักวาปากหวานอาจจบลงด้วยรสขม กับ อํานาจ ปักษาสุข และ อนุชิต ตู้มณีจินดา

“ไม่ได้จะด่านะ แต่…” 

“ไม่อยากเหยียดนะ แต่….”

“อย่าหาว่านินทาเลยนะ แต่…..”

“อย่าหาว่าพี่สอนเลยนะ แต่……..” 

ประโยค “ไม่ได้จะ…แต่…” หรือ “อย่าหาว่า…แต่…” เหล่านี้ เป็นรูปแบบทางภาษาได้ยินที่ไรก็ชวนให้ขมวดคิ้วตลอด เพราะมีลักษณะย้อนแย้งที่ผู้ฟังต้องเดาใจคนพูดว่าหมายถึงอะไรแน่ รูปแบบทางภาษานี้เรียกว่า ‘การกล่าวออกตัว’

การกล่าวออกตัวเป็นหนึ่งในรูปแบบภาษาที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน สามารถพบได้ผ่านบทสนทนาในห้องทำงาน บนโต๊ะอาหาร บนโลกออนไลน์ ไปจนถึงในละครและภาพยนตร์ ภายใต้ความย้อนแย้งชวนขบขันในบางโอกาส หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าการกล่าวออกตัวเป็นรูปแบบภาษาที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือทางภาษาเพื่อบรรเทาความรุนแรงและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนาแล้ว ยังเป็นรูปแบบทางภาษาที่สามารถสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมไทยได้ เพราะคงมีเหตุผลบางอย่างที่ชวนให้การพูดอ้อมค้อมนั้นง่ายกว่าการวิจารณ์แบบตรงไปตรงมา

แต่การกล่าวออกตัวจะบรรเทาความรุนแรงและรักษาความสัมพันธ์สำเร็จเสมอไปไหม อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน!

เพื่อทำความเข้าใจการกล่าวออกตัวในมุมมองภาษาศาสตร์ เราสนทนากับ ผศ.ดร.อํานาจ ปักษาสุข และ ผศ.ดร.อนุชิต ตู้มณีจินดา อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของงานวิจัยการกล่าวออกตัวในภาษาไทย : มุมมองจากการตระหนักรู้ทางอภิวัจนปฏิบัติศาสตร์ ที่เคยออกตัวไว้ว่า “ไม่ได้อวดนะ แต่นี่เป็นงานวิจัยภาษาไทยชิ้นแรกๆ ที่ศึกษาการกล่าวออกตัวอย่างทะลุปรุโปร่ง” 

ชวนตั้งคำถามและหาคำตอบถึงรูปแบบภาษาที่เราพูด (หรือได้ยิน) กันบ่อยๆ กับสองอาจารย์เจ้าของงานวิจัย ว่าด้วยเรื่องโครงสร้างของการกล่าวออกตัว วัตถุประสงค์ของการพูด ผลลัพธ์ของการพูด รวมถึงสังคมและวัฒนธรรมไทยที่ถูกสะท้อนผ่านการกล่าวออกตัว 

หมายเหตุ: อย่าหาว่าโม้เลยนะ แต่บทสัมภาษณ์นี้อาจทำให้คุณไม่อยากพูดวลี “ไม่ได้จะ…นะ แต่…” ไปอีกนาน

อนุชิต ตู้มณีจินดา (ซ้าย) และอํานาจ ปักษาสุข (ขวา)

ในเชิงภาษาศาสตร์ การกล่าวออกตัวคืออะไร

อนุชิต: การกล่าวออกตัวคือถ้อยความที่ผู้พูดหรือผู้ส่งสารผลิตขึ้นโดยตระหนักแล้วว่าการใช้ภาษาของตนอาจก่อให้เกิดผลทางลบ ก่อให้เกิดการคุกคามหน้าของคู่สนทนา หรือทำให้คู่สนทนาตีความผู้พูดในทางลบ ดังนั้น การกล่าวออกตัวจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้พูดใช้เพื่อป้องกันตนเอง หรือเพื่อลดผลกระทบบางอย่างที่อาจเกิดขึ้น 

การกล่าวออกตัวสะท้อนว่าผู้ใช้ภาษาผ่านการคิดไตร่ตรองและเลือกสรรภาษาเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการใช้ภาษาของมนุษย์ไม่จบเพียงรูปภาษาที่เราเห็นหรือได้ยิน แต่เป็นกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างระบบความคิดและการใช้เหตุผลอันซับซ้อน

อำนาจ: ทุกคนอาจเคยได้ยินหรือเคยใช้การกล่าวออกตัวกันเป็นปกติ แต่แค่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ใช้สื่อสารเรียกว่าอะไร ไม่รู้ว่าการกล่าวออกตัวมีหน้าที่อะไรหรือมีประโยชน์อย่างไรในการสื่อสาร


ยกตัวอย่างประโยคที่ใช้การกล่าวออกตัวได้ไหม เผื่อใครยังสับสน

อำนาจ: เช่น “ไม่ได้จะฟ้องนะ แต่นายเอคุยในห้องเรียน” “ไม่ได้จะสอนนะ แต่สิ่งที่ลูกทำเนี่ยไม่ดีเลย” หรือที่เราอาจได้ยินบ่อยๆ อย่างประโยค “อย่าหาว่าพี่สอนนะ” ที่เนื้อหามักตามมาด้วยข้อความที่สอนให้ทำอย่างนั้นสิ ทำอย่างนี้สิ

อนุชิต: หรือ “ไม่ได้จะว่านะ แต่ทำไมตั้งเกณฑ์คะแนนเกรดเอไว้สูงขนาดนี้” “ไม่ได้จะด่านะ แต่งานชิ้นนี้ไม่ได้เรื่องเลย” “ไม่ได้จะสอนนะ แต่…” ซึ่งเป็นประโยคที่ถ้าได้ยินเมื่อไหร่ก็เตรียมนั่งพับเพียบรอการเทศนายาวๆ หรือถ้าภาษาวัยรุ่นหน่อยก็ “ไม่ได้จะเม้านะ แต่…” ซึ่งข้อความหลังคำว่าแต่ไม่มีเรื่องดีของคนอื่นเลย มีแต่เรื่องที่ไม่ดีที่ไม่น่านำมาเล่า


โครงสร้างของการกล่าวออกตัวเป็นอย่างไร 

อำนาจ: โครงสร้างของการกล่าวออกตัวประกอบด้วยสองส่วน หนึ่งคือส่วนการกล่าวออกตัว สองคือส่วนข้อมูลหลัก ส่วนแรกเป็นส่วนที่ผู้พูดกล่าวเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ตนเองและหวังว่าจะบรรเทาผลกระทบทางลบที่อาจขึ้นกับผู้ฟัง ส่วนถัดมาคือข้อมูลหลักที่ผู้พูดต้องการสื่อถึงผู้ฟัง ซึ่งโดยปกติแล้วส่วนนี้มักปรากฏหลังคำว่า ‘แต่’ 

เช่น จากประโยค “ไม่ได้จะนินทานะ แต่นายเอแอบไปเที่ยวกับกิ๊ก” ข้อความ “ไม่ได้จะนินทานะ” คือการกล่าวออกตัวเพื่อปฏิเสธว่าไม่มีเจตนานินทาใคร ส่วนข้อความ “แต่นายเอแอบไปเที่ยวกับกิ๊ก” คือข้อมูลหลักที่ผู้พูดนินทาบุคคลที่สาม โดยที่ผู้พูดต้องการพูดถึงคนอื่นแต่ปฏิเสธว่าไม่เป็นเช่นนั้น 

ทั้งนี้ งานวิจัยศึกษาการกล่าวออกตัวสองรูปแบบ รูปแบบแรกเป็นการกล่าวออกตัวแบบปฏิเสธการกระทำ (meta-negation discliamer) กล่าวคือ เป็นการกล่าวออกตัวที่ปฏิเสธถ้อยความที่แสดงเจตนา มักอยู่ในข้อความประเภท “ไม่ได้จะ…แต่…” ส่วนรูปแบบที่สองเป็นการกล่าวออกตัวแบบยับยั้งการกระทำ (meta-prohibition disclaimer) มักอยู่ในข้อความประเภท “อย่าหาว่า…แต่…” เช่น อย่าหาว่าตำหนิเลยนะ อย่ารู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่จะพูดเลยนะ เป็นต้น

ตัวอย่างโครงสร้างของการกล่าวออกตัวที่ปรากฏในงานวิจัยการกล่าวออกตัวในภาษาไทย : มุมมองจากการตระหนักรู้ทางอภิวัจนปฏิบัติศาสตร์

ท่ามกลางสารพัดวิธีการสื่อสาร ทำไมคนถึงสื่อสารโดยกล่าวออกตัว วัตถุประสงค์ของผู้พูดคืออะไร 

อำนาจ: การกล่าวออกตัวมีหน้าที่หลากหลาย เช่น เพื่อปกป้องความรู้สึกของผู้ฟัง เพื่อปกป้องผู้พูดไม่ให้ถูกมองในแง่ลบ เพื่อประชดประชัน หรือบางครั้งก็ถูกใช้เพื่อสร้างความตลกขบขัน เนื่องจากเนื้อหาของการกล่าวออกตัวมักมีความย้อนแย้ง ผู้ฟังบางส่วนจึงมองว่าเป็นการประชดประชัน ขณะที่บางส่วนมองว่าเป็นการสร้างสีสันในบทสนทนาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การประเมินหน้าที่ของการกล่าวออกตัวจำเป็นต้องวิเคราะห์ปัจจัยอื่นประกอบด้วย เพราะการกล่าวออกตัวไม่ทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งไปตลอด แต่ขึ้นอยู่กับบทบาทของผู้ที่อยู่ในบทสนทนา กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ความสนิทสนม มิติเชิงอำนาจ วัย หรือเพศ

อนุชิต: ใช่ วัตถุประสงค์ของการกล่าวออกตัวไม่แน่นอน หากถามผู้พูดว่าทำไมถึงกล่าวออกตัว ผู้พูดอาจตอบว่าเพราะห่วงใยความรู้สึกของผู้ฟัง แต่ผู้ฟังอาจมองว่าผู้พูดใช้การกล่าวออกตัวเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความรู้สึกด้านลบ ขณะที่บางคนใช้การกล่าวออกตัวเพราะเป็นคำพูดติดปาก หรือบางคนใช้การกล่าวออกตัวในเชิงบวก เช่น “ไม่ได้จะชมหรอกนะ แต่…” “ไม่ได้จะอวยหรอกนะ แต่…” ซึ่งการใช้การกล่าวออกตัวลักษณะนี้อาจพบได้ยาก เพราะการกล่าวออกตัวมีแนวโน้มเกิดกับการสื่อสารที่มีผลกระทบทางลบมากกว่า


แล้วผู้ฟังควรตีความวัตถุประสงค์ของการกล่าวออกตัวอย่างไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือการประชด หรือนี่คือการเล่นตลกเฉยๆ 

อำนาจ: ต้องดูตัวแปรและปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการสื่อสารแต่ละครั้ง เช่น ระดับความสนิทสนม หากความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟังไม่ราบรื่นนัก เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้การกล่าวออกตัว ผู้ฟังอาจตีความว่าผู้พูดมีเจตนาที่ไม่ดี แต่หากผู้พูดและผู้ฟังสนิทสนมกันมาก เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้การกล่าวออกตัว ก็อาจมีผลให้ผู้ฟังตีความว่าผู้พูดมีวัตถุประสงค์สร้างความตลกขบขันเท่านั้น

อํานาจ ปักษาสุข

ทำไมมนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือช่วยบรรเทาความรุนแรง 

อนุชิต: เมื่อมนุษย์รวมตัวกันเป็นสังคม สิ่งสำคัญคือการถูกยอมรับและการเป็นที่รัก ในเชิงภาษาศาสตร์นิยามสิ่งนี้ว่า ‘หน้าตา’ มนุษย์พยายามรักษาหน้าตาหรือภาพลักษณ์สาธารณะทั้งของตนเองและของผู้อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการไม่ถูกยอมรับ เพราะหากไม่รักษาภาพลักษณ์คนอื่น ก็อาจไม่ถูกยอมรับโดยคนกลุ่มนั้น 

อำนาจ: การบรรเทาความรุนแรงโดยการใช้ภาษาคือวิธีการที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก มนุษย์มักเลือกผลิตภาษา ปรับคำ หรือใช้การกล่าวออกตัวเพื่อความสุภาพและรักษาความสัมพันธ์ เนื่องจากประเมินแล้วว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารอาจสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์หรือสร้างปัญหา ซึ่งในบางกรณีก็อาจทำให้ผู้ฟังมองว่าผู้พูดมีเจตนาดี เพราะออกตัวแต่แรกว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย


นอกจากการกล่าวออกตัว มีเครื่องมือทางภาษาอื่นๆ ที่ช่วยบรรเทาความรุนแรงอีกไหม

อำนาจ: การใช้รูปภาษาเพื่อแสดงการกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง อาจเป็นการเติมคำหรือเปลี่ยนคำโดยที่ไม่ต้องใช้การกล่าวออกตัว เช่น การเลือกใช้คำว่า ‘กระชับพื้นที่’ หรือ ‘สร้างความสงบ’ ในการบรรยายการควบคุมสถานการณ์ชุมนุม เนื่องจากเป็นชุดคำที่ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่เพียงจัดการความวุ่นวายให้สงบเรียบร้อยตามหน้าที่ แทนที่จะใช้คำว่า ‘สลายการชุมนุม’ ที่อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงและเกิดทัศนคติแง่ลบ จากตัวอย่างจะเห็นเลยว่าการเลือกใช้คำส่งผลต่อทัศนคติของผู้ฟังมาก เนื่องจากภาษาสามารถชี้นำความคิดของมนุษย์ได้ 


จริงหรือเปล่าที่การกล่าวออกตัวเป็นเครื่องมือปกป้องภาพลักษณ์ของผู้พูดมากกว่าผู้ฟัง ชวนขยายความว่าเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร 

อำนาจ: ผู้พูดมักรู้สึกว่าตนเองใช้การกล่าวออกตัวเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ผู้ฟัง แต่จากการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์พบว่าผู้ฟังส่วนใหญ่มองว่าผู้พูดกล่าวออกตัวเพื่อปกป้องตัวผู้พูดเอง กล่าวคือ ผู้ฟังมองว่าผู้พูดกล่าวออกตัวเพราะกลัวถูกมองในแง่ร้าย กลัวถูกมองว่าขี้นินทา มากกว่าเพราะใส่ใจความรู้สึกของผู้ฟัง ซึ่งผลการวิจัยก็สะท้อนความย้อนแย้งเพราะผู้ให้ข้อมูลหลายคนเกิดความรู้สึกสับสนว่าควรใช้การกล่าวออกตัวต่อไปหรือไม่ เพราะเมื่อให้ข้อมูลในฐานะผู้พูดมีทัศนะอย่างหนึ่ง แต่เมื่อให้ข้อมูลในฐานะผู้ฟังกลับมีทัศนะอีกอย่างหนึ่ง 

อนุชิต: งานวิจัยด้านการกล่าวออกตัวส่วนใหญ่เป็นงานที่ตีความโดยใช้มุมมองของนักวิจัยเป็นหลัก ซึ่งนักวิจัยก็มักตีความจากมุมมองของผู้พูด ผลลัพธ์ของการได้ยินการกล่าวออกตัวหรือมุมมองของผู้ฟังจึงไม่ค่อยถูกอธิบาย พวกเราเห็นข้อบกพร่องนี้จึงออกแบบให้มีการเก็บข้อมูลด้านการรับรู้การกล่าวออกตัวของทุกฝ่ายที่อยู่ในบทสนทนา ซึ่งข้อค้นพบก็เป็นอย่างที่อาจารย์อำนาจอธิบาย กล่าวคือ ผู้ฟังส่วนใหญ่รู้สึกว่าการกล่าวออกตัวไม่ช่วยบรรเทาผลทางลบ ทั้งยังมองว่าผู้พูดกล่าวออกตัวเพื่อปัดความรับผิดชอบต่อผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้น


เท่ากับว่าความพยายามในการปกป้องภาพลักษณ์ของผู้พูดอาจไม่สำเร็จเสมอไป? 

อำนาจ: อาจประสบความสำเร็จในบางกรณี ทัศนคติของผู้ฟังที่มีต่อการกล่าวออกตัวมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เชิงบวกคือเชื่อว่าผู้พูดจริงใจ เจตนาดี หวังดีให้เราปรับปรุงแก้ไขอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้พูดและผู้ฟังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ขณะที่ผู้ฟังจำนวนมากไม่เชื่อว่าผู้พูดใช้การกล่าวออกตัวเพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง มองว่าใช้เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ตัวของตนเองเท่านั้น 

อนุชิต: ผู้ให้ข้อมูลบางคนมองว่าหากผู้พูดห่วงใยความรู้สึกผู้ฟังจริงก็ไม่ควรสื่อสารโดยใช้การกล่าวออกตัวตั้งแต่แรก เพราะการสื่อสารออกมาทั้งที่ประเมินแล้วว่าอาจสร้างผลกระทบต่อผู้ฟังคือการกระทำที่จงใจ ซึ่งผู้ฟังบางคนถึงกับตีความว่าผู้พูดใช้การกล่าวออกตัวเพราะมองว่าตัวผู้ฟังไม่ฉลาด


ภาษาต่างประเทศมีการใช้การกล่าวออกตัวไหม มีลักษณะเหมือนหรือต่างจากภาษาไทยอย่างไร

อนุชิต: การกล่าวออกตัวมีความสากลในหลายภาษา แต่วิถีปฏิบัติ ความคาดหวัง หรือการตีความจะแตกต่างกันตามแต่ละวัฒนธรรม ในภาษาตะวันตกก็มีการกล่าวออกตัว เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน หรือภาษาอิตาลี เป็นต้น ซึ่งกลุ่มประเทศตะวันตกมักใช้การกล่าวออกตัวเพื่อความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลหรือเพื่อแสดงออกว่าไม่มั่นใจในข้อมูลที่มี อย่างในภาษาอังกฤษมักใช้ประโยคเชิง “as far as i know…” ซึ่งแปลว่า “เท่าที่ผมทราบคือ…” หรือ “to the best of my knowledge…” หรือที่แปลว่า “ความรู้เท่าที่ผมมีคือ…” เป็นต้น ดังนั้น การใช้การกล่าวออกตัวเพื่อจัดการความสัมพันธ์จึงอาจได้ผลแค่ในประเทศตะวันออก เพราะสังคมของกลุ่มประเทศนี้มีลักษณะแบบกลุ่มนิยม (collectivism) ที่ให้ความสำคัญกับความสามัคคีและความสัมพันธ์ที่หนักแน่น

อนุชิต ตู้มณีจินดา

ทำไมภาษาที่เราใช้สื่อสารจึงสามารถสะท้อนวัฒนธรรมและวิธีคิดได้ และภาษากับวัฒนธรรมเชื่อมโยงกันอย่างไร

อนุชิต: หากต้องการศึกษาว่าวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างไร คนไทยเป็นอย่างไร เครื่องมือหรือหลักฐานที่สำคัญประการหนึ่งคือภาษาและวิธีการสื่อสาร

อำนาจ: ภาษา วัฒนธรรม และวิธีคิดมีความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกัน สิ่งที่สังคมให้ความสำคัญมักถูกสะท้อนผ่านรูปภาษาที่ผู้คนใช้ เช่น สังคมไทยให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส จึงมีสำนวน ‘ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน’ ‘เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด’ หรือรูปภาษาอื่นที่สะท้อนว่าสังคมไทยตระหนักและให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส ซึ่งบางสังคมอาจไม่มีรูปภาษาที่สะท้อนถึงระบบอาวุโสเลย หรือในสังคมที่ภูมิอากาศหนาวเย็นอย่างแถบขั้วโลกจะมีคำที่ใช้อธิบายสภาพอากาศหลากหลาย เช่น ภาษาเอสกิโมมีการแบ่งประเภทของหิมะหลายประเภท ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนก็ต้องรับคำว่า ‘หิมะ’ มาจากภาษาต่างประเทศ


แล้วการกล่าวออกตัวสะท้อนวัฒนธรรมไทยอย่างไร

อนุชิต: การกล่าวออกตัวสะท้อนวัฒนธรรมไทยได้อย่างดี สะท้อนว่าสังคมไทยเปราะบางต่อการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งการไม่คุ้นชินกับการวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันต่อการถูกวิจารณ์ต่ำไปด้วย ทั้งยังสะท้อนว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับหน้าตาสาธารณะหรือภาพลักษณ์ทางสังคมมาก ผู้คนมักหลีกเลี่ยงการทำลายภาพลักษณ์สาธารณะของผู้อื่น ด้วยสภาพสังคมแบบนี้จึงทำให้เรามีแนวโน้มพูดจาอ้อมค้อมและใช้การกล่าวออกตัวในการวิจารณ์ผู้อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

อำนาจ:  การกล่าวออกตัวสะท้อนความไม่ตรงไปตรงมาในวัฒนธรรมไทยได้ด้วย รวมถึงสะท้อนวิธีคิดที่ให้ความสำคัญกับการใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลใจ และสะท้อนการตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสื่อสาร สังคมไทยตระหนักว่าหากสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาอาจสร้างปัญหา จึงหยิบการกล่าวออกตัวหรือรูปภาษาลักษณะอื่นมาใช้สื่อสารเพื่อลดทอนความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น


นอกจากการกล่าวออกตัว ลักษณะความปรองดองสามัคคีแบบสังคมไทยสะท้อนผ่านเครื่องมือทางภาษารูปแบบอื่นไหม

อนุชิต: สะท้อนผ่านรูปแบบทางภาษาอื่นเยอะมาก ที่พบได้ชัดเจนคือการปฏิเสธคำชม หลายคนถูกสอนให้ปฏิเสธคำชมเพราะเชื่อว่าเป็นการแสดงออกให้อีกฝ่ายไม่มองว่าเราเป็นคนเย่อหยิ่ง ยโสโอหัง ทั้งยังคำนึงถึงจิตใจของคู่สนทนา หรือการพูดลดทอนคุณค่าของตนเองเมื่อถูกชม เช่น เมื่อถูกชมว่าเก่ง บางคนจะปฏิเสธว่าไม่เก่งขนาดนั้นเพราะกังวลว่าหากยอมรับคำชมอาจทำให้คู่สนทนาดูด้อยกว่าจนอาจกระทบกับความสัมพันธ์


ทำไมสังคมไทยจึงกลัวความขัดแย้ง แตกแยก ไม่สามัคคี ฯลฯ ขนาดนั้น 

อำนาจ: ทุกคนคงเคยได้ยินสำนวน ‘ดีได้ แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย’ ด้วยความที่สังคมไทยมีลักษณะรวมกลุ่ม ฉะนั้น ใครก็ตามที่โดดเด่นจึงมีความแปลกแยกแตกต่างจากกลุ่มก้อน สำนวนนี้บ่งชี้ว่าสังคมไทยต้องการความเป็นพวกพ้องและกลุ่มก้อนเดียวกันมากกว่าความโดดเด่น ไม่ต้องการความขัดแย้ง ซึ่งพอเชื่อว่าการกล่าวออกตัวอาจลดความขัดแย้งและรักษาเอกภาพของกลุ่มได้ บางคนจึงเลือกใช้การกล่าวออกตัวเพื่อรักษาความสามัคคีและป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์แตกหัก


มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่ต้องพูดอ้อมค้อมไปมาเพราะสังคมไทยขาดเสรีภาพทางการพูด การกล่าวออกตัวสัมพันธ์กับเสรีภาพทางการพูดหรือไม่ อย่างไร 

อำนาจ: ผมอาจไม่ได้มองในเชิงของเสรีภาพในการพูด แต่อย่างที่อธิบายไปว่าการกล่าวออกตัวคือวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ซึ่งการสื่อสารแบบสังคมไทยมักหลีกเลี่ยงการพูดตรงไปตรงมาและการวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากเกรงใจและเป็นห่วงความรู้สึกของผู้ฟัง กลัวว่าผู้ฟังเสียหน้า และต้องการรักษาความสัมพันธ์ให้เป็นไปอย่างราบรื่น จึงเป็นเหตุผลให้ใช้การกล่าวออกตัวแทนการวิจารณ์ตรงๆ อย่างไรก็ตาม การกล่าวออกตัวก็เปิดโอกาสให้ผู้พูดได้แสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ของตนเอง พร้อมกับได้แสดงออกถึงความห่วงใยความรู้สึกของผู้ฟังด้วย ซึ่งประเด็นนี้น่าสนใจ แต่การตีความของผู้ฟังจะตรงตามเจตนาของผู้พูดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ 


จากคำอธิบายที่ฟังมา ทำให้เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าการกล่าวออกตัวมีประโยชน์ในการสื่อสาร

อำนาจ: บางครั้งการกล่าวออกตัวอาจสร้างปัญหาในการสื่อสาร เพราะหากผู้ฟังมีทัศนคติว่าการกล่าวออกตัวแสดงถึงความไม่จริงใจ การสื่อสารครั้งนั้นอาจไม่ประสบความสำเร็จและทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดีต่อผู้พูดได้

อนุชิต: การกล่าวออกตัวมีความขัดแย้งในถ้อยความของตัวเอง เมื่อผู้ฟังรับรู้ถ้อยความที่มีความขัดแย้งกัน ผู้ฟังมักสนใจประโยคที่ตามหลังคำว่า ‘แต่’ เสมอ เช่น ผมบอกว่า “เกลือดีแต่เค็ม” ความสนใจจะพุ่งไปที่ข้อเสียของเกลือ แต่ถ้าผมบอกว่า “เกลือเค็มแต่ดี” ความสนใจจะพุ่งไปที่ข้อดีของเกลือ ดังนั้น บทสนทนาที่ใช้การกล่าวออกตัวมักเกิดปัญหาเพราะประโยคใดก็ตามที่ตามหลังคำว่า ‘แต่’ มักกลายเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการรับรู้ของผู้ฟัง ผู้ฟังมักสนใจเฉพาะส่วนที่ตามหลังคำว่า ‘แต่’ และไม่สนใจส่วนประโยคกล่าวออกตัว ทำให้ผู้ฟังคิดว่าผู้พูดไม่จริงใจและมองว่าผู้ฟังโง่จนหลงเชื่อว่าการกล่าวออกตัวคือเจตนาที่แท้จริง


ข้อสังเกตหรือประเด็นน่าสนใจที่พบระหว่างการทำวิจัยชิ้นนี้คืออะไร มีประเด็นที่แตกต่างจากสมมติฐานที่ตั้งไว้ไหม 

อนุชิต: จากการศึกษาวิจัยพบว่าบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสนทนามีความสำคัญต่อการตีความอย่างมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่พวกเราไม่เคยคิดมาก่อน เพราะตามหลักทฤษฎีแล้ว มนุษย์เริ่มผลิตภาษาโดยตั้งต้นจากเจตนา จากนั้นจึงเลือกหยิบภาษาเพื่อสะท้อนเจตนานั้น แล้วจึงค่อยนึกถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แต่เมื่อพวกเราศึกษาวิธีคิดของผู้ใช้ภาษากลับพบว่าสิ่งแรกที่ผู้พูดนึกถึงก่อนผลิตภาษาคือผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้ฟัง ซึ่งเป็นมิติที่อาจขัดแย้งกับหลักทฤษฎี 

อำนาจ: อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือระหว่างที่ศึกษาการกล่าวออกตัวแบบปฏิเสธการกระทำและยับยั้งการกระทำ พวกเราพบว่ามีการกล่าวออกตัวแบบขออนุญาตกระทำด้วย เช่น “ขอด่าหน่อยเถอะ…” “ขอสอนหน่อยเถอะ…” ที่เป็นการขออนุญาตทำอะไรสักอย่างตรงๆ โดยที่ไม่รอให้ผู้ฟังอนุญาตด้วยซ้ำ ขอแล้วทำตามสิ่งที่ขอทันที ซึ่งการกล่าวออกตัวประเภทนี้ก็มีความน่าสนใจที่น่าศึกษาต่อไป


ถ้าถามแบบแซวหน่อย รู้อย่างนี้แล้ว อาจารย์จะยังใช้การกล่าวออกตัวอยู่อีกไหม 

อนุชิต: หลังทำวิจัยเสร็จ ทุกครั้งที่ผมเผลอเอ่ยปากพูดว่าไม่ได้จะด่า ผมจะรีบแก้ทันทีว่าจะด่านั่นแหละ เพื่อให้ผู้ฟังรับทราบว่าผมไม่ได้โกหกหลอกลวง (หัวเราะ) 

อำนาจ: โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยใช้การกล่าวออกตัวในการสื่อสาร แต่เมื่อได้ศึกษาก็เกิดคำถามว่าท้ายที่สุดแล้ว การกล่าวออกตัวมีประโยชน์ในการสื่อสารจริงหรือไม่ ในมุมหนึ่งก็อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังบางคน แต่ในบางมุมก็อาจไม่เป็นประโยชน์เลย


ว่าด้วยเรื่องการกล่าวออกตัว มีอะไรอยากทิ้งท้ายไหม 

อนุชิต: หนึ่งในข้อสรุปจากงานวิจัยพบว่า การใช้การกล่าวออกตัวไม่ใช่กลวิธีทางภาษาที่ลดผลกระทบทางลบได้ดีที่สุดเพราะผู้ฟังมักตีความว่าผู้พูดผลักภาระและผลกระทบทางลบให้ผู้ฟังฝ่ายเดียว ดังนั้น การใช้การกล่าวออกตัวอย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการกล่าวออกตัวสามารถตีความได้หลากหลายแง่มุม การใช้น้ำเสียงที่เหมาะสม การปรับเปลี่ยนถ้อยคำให้ใกล้เคียงกับเจตนาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การสนทนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

อำนาจ: การใช้การกล่าวออกตัวให้ประสบความสำเร็จไม่สามารถทำตามขั้นตอนหนึ่ง-สอง-สาม-สี่ได้ เพราะการใช้การกล่าวออกตัวในบทสนทนาแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับบริบทและคู่สนทนา คู่สนทนาคือใคร มีบุคลิกอย่างไร มีความสนใจอะไร เราจำเป็นต้องดูบริบทแวดล้อมเหล่านี้เพื่อเลือกใช้การกล่าวออกตัวให้เหมาะสม ไม่ก่ออุปสรรคต่อการสื่อสาร และทำให้ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างราบรื่น

อนุชิต ตู้มณีจินดา (ซ้าย) และอํานาจ ปักษาสุข (ขวา)

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save