fbpx

เหรียญรางวัลเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมแข่งชนะต้องได้เหรียญรางวัล

เหรียญทอง

‘เหรียญรางวัล’ กับ ‘การแข่งขันกีฬา’ เป็นของคู่กันจนกลายเป็นความเคยชินและคุ้นตาไปแล้ว ในทุกการแข่งขัน เราจะได้เห็นนักกีฬาที่เป็นผู้ชนะก้าวขึ้นไปบนโพเดียมแล้วรับเหรียญทอง ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องการันตีความยอดเยี่ยมของพวกเขา แน่นอนว่าอันดับรองลงมาก็ได้เหรียญเงิน กับ เหรียญทองแดงเป็นรางวัลคอยปลอบใจเช่นกัน

ทว่า หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของการมอบเหรียญรางวัลให้นักกีฬา เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อศตวรรษเศษๆ ที่ผ่านมา และไม่มีประเพณีอย่างนี้ในโลกของโอลิมปิกยุคโบราณอีกด้วย

นอกจากนี้ ในตอนที่ริเริ่มการมอบเหรียญนั้น เหรียญทองก็ไม่ใช่รางวัลสูงสุดสำหรับผู้ชนะอีกต่างหาก และเหรียญทองกลายเป็นรางวัลสูงสุดของผู้ชนะ ก็เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงมาได้ราว 100 ปีเท่านั้น

ประเพณีการมอบเหรียญทองให้ผู้ชนะการแข่งขัน จึงเหมือนเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น แต่กลับได้รับการยอมรับ และแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว จนทุกวันนี้ภาพของเหรียญทองเป็นภาพแทนของชัยชนะไปแล้ว

แม้จะมีประวัติศาสตร์ได้ราวหนึ่ศตวรรษ แต่เรื่องราวของเหรียญรางวัลกับการแข่งขัน ก็เป็นภาพที่ถูกแยกออกจากกันไม่ได้แล้วในปัจจุบัน ‘ข้างสนาม’ ในตอนนี้ จึงอยากชวนกันมาคลายความสงสัยว่า เหรียญรางวัลกับกีฬาเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำไมชัยชนะถึงต้องคู่กับเหรียญรางวัล

‘มงกุฎช่อมะกอก’ สัญลักษณ์ของผู้ชนะ

ย้อนกลับไปกว่า 2,000 ปี ในยุคที่ยังมีการแข่งขันโอลิมปิกในยุคโบราณ เมื่อราว 776 ปีก่อนคริสตกาล แม้จะเป็นกีฬาในยุคโบราณ แต่ชาวกรีกก็มีสัญลักษณ์เพื่อแสดงเกียรติยศสำหรับผู้คว้าชัยชนะเช่นกัน สิ่งนั้นคือ มงกุฎช่อมะกอก (kotinos)

มะกอกเป็นสัญลักษณ์ทีี่สื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นตัวแทนของเหล่าทวยเทพในดินแดนกรีกโบราณ เรื่องราวของมะกอกถูกเล่าขานเคียงคู่กับตำนานของการก่อตั้งกรุงเอเธนส์ ซึ่งเป็นเสมือนการแข่งขันของเหล่าเทพเจ้าในตอนนั้น

ตำนานเล่าว่า ในยุคการก่อตั้งกรุงเอเธนส์ เทพหลายองค์ต้องการแย่งกันเป็นเทพผู้อุปถัมภ์แห่งเอเธนส์ แต่สุดท้ายเหลือแค่ 2 องค์เท่านั้น นั่นคือ เทพผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ‘โพไซดอน’ ซึ่งเป็นเทพแห่งท้องทะเล กับ ‘อะธีนา’ เทพีแห่งสงครามและปัญญา

ทั้งคู่พยายามแก่งแย่งกันอย่างไม่ลดละ จนร้อนถึง ‘ซุส’ เทพแห่งนภาซึ่งเป็นเทพสูงสุดแห่งดินแดนโอลิมปัส ต้องลงมาแก้ปัญหานี้ โดยซุสตัดสินว่าเมืองแห่งนี้จะมีผู้ใดเป็นเทพประจำเมืองโดยการให้เทพทั้งคู่เนรมิตสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดเพื่อมอบให้กับเมืองแห่งนี้

โพไซดอนจึงเสกม้าขึ้นมาจากทะเล พร้อมโฆษณาสรรพคุณว่าเป็นสัตว์ที่สง่างาม มีกำลังวังชา และสามารถใช้ในสงครามได้ ขณะที่ อะธีนาเสกต้นมะกอกให้งอกเงยจากผืนดินโดยอธิบายว่า มะกอกเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั่วทั้งต้น โดยผลสามารถใช้เป็นอาหารและสกัดเป็นน้ำมัน ส่วนต้นและใบสามารถใช้เป็นฟืนก่อไฟ

ปรากฏว่า ชาวเมือง ‘ซื้อ’ มะกอก มากกว่า ม้า และเลือกให้อะธีนา กลายเป็นเทพประจำเมืองของพวกเขา ทำให้เมืองแห่งนี้ชื่อว่า ‘กรุงเอเธนส์’ ซึ่งมาจากชื่อของอะธีนา และยังมีการสร้างวิหารบูชาเทพีองค์นี้ที่มีชื่อว่า ‘พาร์เธนอน’ ด้วย

จากเรื่องราวที่ถูกเล่าขานและส่งมาตามตำนานนี้ทำให้ มะกอกกลายเป็นพืชที่มนุษย์ได้รับการประทานมาจากทวยเทพ มันจึงมีความศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งปนอยู่

ไม่ใช่ว่าจะไปเด็ดช่อมะกอกที่ไหนก็ได้มาทำเป็นมงกุฎช่อมะกอกเพื่อมอบให้แก่นักกีฬาที่ชนะการแข่งขัน หากแต่ต้องเป็นช่อมะกอกป่าศักดิ์สิทธิ์ในเมืองโอลิมเปียเท่านั้น และก็ใช่ว่าจะไปตัดมาได้เฉยๆ ได้ เพราะผู้ที่ตัดต้องเป็นเด็กผู้ชายที่พ่อและแม่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเครื่องมือที่ตัดต้องเป็นกรรไกรสีทองศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน

เมื่อได้มะกอกมาแล้วก็จะมีการนำมาร้อยเป็นช่อรูปวงกลม หรือ รูปเกือกม้า ก่อนจะเอาไปไว้ที่วิหารแห่งเฮราในเมืองโอลิมเปีย ที่ซึ่งผู้ชนะ จะต้องเข้าไปรับมอบมงกุฎชื่อมะกอกจากผู้ตัดสินการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เป็นคนมอบให้เท่านั้น

แน่นอนว่า มงกุฎช่อมะกอกจึงมีความหมายอย่างมากสำหรับคนที่ได้รับมันในยุคนั้น เพราะทั้งตัวมงกุฎเอง ที่มาของมงกุฎ และพิธีการต่างๆ ล้วนแสดงออกถึงความศักดิ์สิทธิ์และเกียรติยศที่เขาจะได้รับ

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน มงกุฎช่อมะกอกก็ไม่ได้มีความหมายมากมายขนาดนั้นอีกต่อไป และเมื่อประกอบกับการที่ศรัทธาของผู้เข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคใหม่ เปลี่ยนจากทวยเทพแห่งโอลิมปัสไปศรัทธาศาสนาอื่นๆ ตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มงกุฎช่อมะกอกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสื่อถึงชัยชนะ เกียรติยศ และมีความหมายต่อผู้ได้รับมันมากเท่าเมื่อก่อนอีกต่อไป

สิ่งใหม่ที่ชื่อว่า ‘เหรียญรางวัล’ จึงเกิดขึ้น

เริ่มต้นเป็น ‘เหรียญเงิน’ ก่อนเปลี่ยนเป็น ‘เหรียญทอง’

แม้ทุกวันนี้เหรียญทองถูกผูกติดอยู่กับชัยชนะชนิดที่แทบแยกไม่ออก แต่แรกเริ่มเดิมทีเหรียญรางวัลที่มอบให้กับนักกีฬาในยุคที่โอลิมปิกเกมส์สมัยใหม่เริ่มต้นเมื่อปี 1896 กลับไม่ใช่เหรียญทองแต่อย่างใด หากแต่เป็นเหรียญเงินต่างหาก

ตอนนั้นฝ่ายจัดการแข่งขันต้องการมอบสิ่งของสักอย่างเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ชนะในการแข่งขัน และมงกุฎช่อมะกอกอย่างเดียวก็ดูจะมีค่าน้อยเกินไป และไม่ได้แสดงออกถึงเกียรติยศ หรือความศักดิ์สิทธิ์แบบในสมัยอดีตอีกต่อไปแล้ว

พวกเขาจึงหล่อเหรียญด้วยโลหะเงินซึ่งแสดงออกถึงความศักดิ์สิทธิ์และเกียรติยศออกมา โดยจะมอบเหรียญเงินให้กับผู้ชนะเลิศอันดับ 2 และมอบเหรียญทองแดงให้กับผู้ชนะอันดับ 3 ส่วนผู้ชนะอันดับ 1 พวกเขาจะได้เหรียญเงินพร้อมกับมงกุฎช่อมะกอกนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การมอบเหรียญเงินให้กับทั้งอันดับ 1 และ อันดับที่ 2 แม้จะมีของรางวัลต่างกันอยู่หนึ่งชิ้นก็นำมาซึ่งความสับสนที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แน่นอนว่า นักกีฬามักจะคล้องเหรียญรางวัลเพื่อแสดงออกว่าเป็นผู้ชนะ แต่ในส่วนของมงกุฎช่อมะกอกที่มาพร้อมกันสำหรับผู้ที่ได้อันดับ 1 นั้นเป็นเหมือนส่วนเกิน เพราะมันทั้งเกะกะ เก็บยาก และรุ่มร่าม ทำให้หลายครั้งนักกีฬาที่ได้อันดับที่ 1 มักจะไม่พกมงกุฎช่อมะกอกไปด้วย

เมื่อเหลือแต่เหรียญเงินเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ผู้พบเห็นยากที่จะมองออกได้ว่า เจ้าของเหรียญคนนั้นเป็นผู้ชนะ หรือว่าเป็นอันดับที่ 2 กันแน่ เพราะทั้งคู่ต่างมีเหรียญเงินเหมือนกัน

แต่โอลิมปิกก็ปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นได้แค่เพียงสองหนเท่านั้น นั่นคือในโอลิมปิก ครั้งแรกที่ เอเธนส์ ในปี 1896 และครั้งที่ปารีส ในปี 1900 เพราะในครั้งที่สามที่เมืองเชนต์หลุยส์ มลรัฐมิสซูรี ในปี 1904 ปัญหาเหล่านี้ก็ถูกแก้ไข

โอลิมปิกในครั้งนั้นเป็นโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกนอกยุโรป สหรัฐอเมริกาตัดสินใจใช้เหรียญทองมาแทนเหรียญเงิน สำหรับมอบให้ผู้ชนะอันดับ 1 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เหรียญทองก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ชนะตลอดมาจวบจนปัจจุบันนี้

ทำไมต้องเป็น ‘เหรียญทอง’

ทองคำอยู่คู่กับอารยธรรมมนุษย์มาอย่างยาวนาน อีกทั้งเป็นสิ่งที่แสดงถึงความมั่งคั่ง หรูหรา มีคุณค่า และยังกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกความรุ่งเรื่องของอารยธรรมต่างๆ ได้ด้วย

ทองคำยังถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเงินตราในราว 2,700 ปีก่อน เนื่องด้วยมันมีคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายอย่างในตัวของมันเอง อาทิ ไม่ขึ้นสนิม มวลเท่าเดิมเสมอ ขึ้นรูปและหลอมใหม่ง่ายที่อุณหภูมิราว 1,000 องศาเซลเซียสเศษๆ เท่านั้นอีกทั้งยังเป็นสิ่งที่หายาก แต่ไม่ได้หายากจนเกินไป ทำให้มูลค่าของมันจึงเหมาะสมในการเอามาเป็นตัวกลางในการใช้วัดค่าอะไรสักอย่าง

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ให้การสนับสนุนว่า ‘ทำไมถึงให้ค่าเหรียญทองมากกว่าเหรียญเงิน’

จากข้อมูลอีกด้านก็มองว่ามาจากการมอบเหรียญรางวัลให้กับทหารในสหรัฐอเมริกาที่มีมาก่อนการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ โดยสามารถอ้างอิงได้ถึงราวต้นปี 1800 ระบุว่า ทหารระดับผู้บังคับบัญชาที่ทำคุณงามความดีจะได้เหรียญที่ทำจากทองคำ รองลงคือทหารชั้นสัญญาบัตรจะได้เหรียญเงิน

เห็นได้ว่าการให้ค่ากับ ‘ทอง’ มากกว่า ‘เงิน’ อยู่คู่กับเกียรติยศหรือชนชั้นมาตลอด ไม่ได้แค่เฉพาะหน่วยการแปลกเปลี่ยนหรือระบบเงินตราอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อโอลิมปิกต้องการเหรียญรางวัลเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผู้ชนะอันดับ 1 และอันดับ 2 เหรียญทองคำจะมาทำหน้าที่นั้นได้อย่างดี และคนทั่วไปก็ไม่มีใครรู้สึกติดขัดในเรื่องนี้

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เหรียญทองโอลิมปิกที่เราเห็นๆ กันนั้น เป็นส่วนประกอบของโลหะอย่างเงินเป็นหลักถึง 92.5% และมีทองคำอยู่ในนั้นแค่ 6 กรัมต่อเหรียญเท่านั้น

แต่ก็ใช่ว่า โอลิมปิกเกมส์จะไม่เคยมีเหรียญทองที่ทำจากทองคำแท้เลย เพราะนับตั้งแต่ปี 1904 มาจนถึงปี 1912 นับเป็นโอลิมปิกเกมส์เพียงสามครั้งที่มีการมอบรางวัลด้วยเหรียญทองที่ทำจากทองคำแท้

ดังนั้น เดวิด วัลเลชินสกี (David Wallechinsky) หนึ่งในผู้เขียนหนังสือ The Complete Book of the Olympics จึงมักแซวนักกีฬาที่พยายามหยิบเหรียญทองขึ้นมากัดว่าเป็นการทำเรื่องโง่ๆ

เพราะเหรียญทองโอลิมปิก มันไม่ใช่ทองคำจริงๆ ที่ต้องพิสูจน์กันไปกว่า 100 ปีแล้วนั่นเอง


อ้างอิง

Gold Medals All Around

Why Olympians bite their medals

Interesting Olympic Facts

What is the significance of medals in competitions?

Why Does First Place Get Gold?

The history of gold silver and bronze medals in 3 major milestones

The History of Olympic Medals, Explained: What to Know for Beijing

ทำไม ‘ทองคำ’ ถึงเป็นวัตถุที่ล้ำค่า แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้ทั่วโลก

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save