:: Spoiler Alert ::

ข่าวเมาท์อย่างหนึ่งที่ขายได้ตลอดกาลในอังกฤษ ก็คือข่าวซุบซิบราชวงศ์

 

ซีรีส์อย่าง The Crown ในซีซันสอง ทำให้เกิดการรื้อฟื้นเรื่องราวอื้อฉาวส่วนตัวของเจ้าชายฟิลิป หรือดยุคแห่งเอดินเบอระห์ (ที่ปัจจุบันมีพระชนมายุ 95 พรรษา) ในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง

The Crown ซีซันที่สองนี้ พูดได้เลยว่าแทบทุกตอนจะนำเสนอประเด็นเรื่อง ‘การนอกใจ’ คล้ายกับเป็น ‘ธีม’ หลักของซีซัน ตั้งแต่เปิดเรื่องขึ้นมาบนเรือบริตทาเนีย เมื่อควีนเอลิซาเบธกับเจ้าชายฟิลิปถกเถียงกันถึงขั้นท้าทายให้ ‘หงายไพ่’ ขึ้นมาพูดคุยกัน รวมไปถึงเรื่องการหย่าร้างของคนสนิทของเจ้าชายฟิลิป รวมไปถึงเหตุการณ์อื้อฉาวอย่าง Profumo Affair ที่ส่งผลกระทบมาถึงเจ้าชายฟิลิปด้วย

แน่นอน หลายเรื่องอาจแลดู ‘เกินจริง’ หรือไม่มีข้อพิสูจน์อะไร จนคนเขียนบทอย่าง ปีเตอร์ มอร์แกน ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายสำนัก (แม้แต่จาก The Guardian) ว่าเขียนบทเกินเลยหรือ ‘มโน’ หนักข้ออยู่ แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องราวเหล่านี้ของราชวงศ์อังกฤษ ถือเป็นอาหารปากอันโอชะของผู้คนทั่วไปเสมอมา

แม้ควีนเอลิซาเบธจะเคยตรัสไว้ในพิธีพัชราภิเษกเมื่อปี 2012 ว่า เจ้าชายฟิลิปนั้นเป็น constant strenght and guide ของพระองค์ แต่เมื่อ The Crown ซีซันที่สองออกอากาศ คำถามที่เคยกระหึ่มตั้งแต่ทศวรรษ 50s ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

คำถามนั้นคือ – เจ้าชายฟิลิปเคย ‘นอกใจ’ ควีนจริงๆ หรือเปล่า

ไม่ว่าจะเป็นสื่อไหน นักเขียนคนใด หรือนักขุดคุ้ยที่แม่นยำแค่ไหน ก็ไม่มีใครพูดได้ว่ามี ‘ข้อพิสูจน์’ อะไรว่าเจ้าชายฟิลิปเคยนอกใจควีน แต่ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา เจ้าชายฟิลิปทรงได้ชื่อว่าเป็น ladies man หรือเป็นเสือผู้หญิงมาโดยตลอด มีข่าวร่ำลือเกี่ยวข้องกับผู้หญิงมากหน้า ในที่นี้เลยอยากชวนคุณมาสำรวจสามเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ใน The Crown ซีซันสองกันดู ว่าทั้งสามเหตุการณ์มี ‘ความจริง’ อะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง

 

Affair I : ความสัมพันธ์กับนักบัลเลต์

 

ใน The Crown (ที่เป็นละคร) ปีเตอร์ มอร์แกน เขียนบทให้ควีนค้นพบรูปของสาวสวยคนหนึ่งในกระเป๋าของเจ้าชายฟิลิป ก่อนที่เจ้าชายจะออกเดินทางยาวนานหลายเดือนเพื่อตระเวนไปตามประเทศในเครือจักรภพ นั่นทำให้ควีนต้องเขียนจดหมายน้อยเตือนใจเจ้าชายฟิลิปว่าพระองค์เป็นคนที่มีครอบครัวแล้ว

นอกจากนี้ ในซีรีส์ ควีนยังเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแสดงบัลเลต์ของนักเต้นระบำปลายเท้าคนนี้ด้วย และซีรีส์แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ทรงพอพระทัยสักเท่าไหร่กับการแสดง

คำถามก็คือ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร และความสัมพันธ์ที่ฉายภาพไว้ในซีรีส์เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า

ผู้หญิงในเรื่องก็คือ กาลินา อูลาโนวา (Galina Ulanova) ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเต้นบัลเลต์ (หรือบัลเลรีน่า) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 เธอไปเปิดการแสดงในลอนดอนในปี 1956 ซึ่งตอนนั้นชาวอังกฤษเห่อบัลเลต์กันมาก โดยเฉพาะกับคณะบอลชอยที่อูลาโนวาสังกัดอยู่ ว่ากันว่า คนยอมไปนอนกันตามถนนทั้งคืนเพื่อเข้าคิวซื้อตั๋วดูบัลเลต์ที่เธอเล่น

Vanity Fair ถึงกับทำบทความเรื่องนี้ออกมา (ดูที่นี่) เพื่อหาคำตอบว่า เรื่องนี้เป็นจริงหรือเปล่า ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ ควีนได้เสด็จฯ ไปชมบัลเล่ต์เรื่อง Giselle จริง โดยมีนักเต้นบัลเล่ต์อังกฤษสองคนตามเสด็จฯ ไปด้วยสองคน รวมถึงเจ้าชายชาลส์ที่ยังทรงพระเยาว์ก็โดยเสด็จฯ ไปด้วย

เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ในปี 1956 เท่านั้นนะครับ แต่ในปี 1994 เมื่อควีนเสด็จฯ ไปเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ ทรงไปชม Giselle อีกครั้งร่วมกับบอริส เยลต์ซิน ก็มีสื่ออังกฤษเอามาเขียนเป็นข่าวเมาท์ใหญ่โตว่า ควีนทรงดูมีสีหน้า ‘เศร้าๆ’ แล้วก็สรุปเองเออเองว่า อาจเป็นได้ที่ควีนจะทรงรำลึกนึกไปถึงอูลาโนวาก็ได้ (แต่ก็แก้เกี้ยวด้วยการบอกว่าอาจเป็นการรำลึกถึงวันเวลาที่ผ่านพ้นไปมากกว่าจะนึกถึง Affair อะไร)

คำถามก็คือ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายฟิลิปกับอูลาโนวาเป็นจริงหรือเปล่า คำตอบที่น่าจะตอบได้ทันทีเลยก็คือ – ไม่จริง, อย่างแรกสุดก็คือ อูลาโนวาในปี 1956 นั้น มีอายุ 46 ปี เธอแก่กว่าควีนถึง 16 ปี เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าจะอยู่ในความนิยมชมชอบของเจ้าชายฟิลิปได้ แถมถ้าดูจากตารางเวลาแล้ว อูลาโนวาที่กำลังดังมากๆ ก็มีเวลาว่างจำกัด เธอต้องซ้อม แสดง และเดินทาง ช่วงเวลานั้นไม่ตรงกันกับเวลาว่างของเจ้าชายฟิลิปมากพอจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อะไรได้ มีเกร็ดเล่าต่อเนื่อง (แต่อาจไม่เกี่ยวข้องกับข่าวลือ) ว่าตอนที่อูลาโนวาเสียชีวิตในปี 1998 The Independent รายงานว่า แม้จะเคยมีสามีมาหลายคน แต่สุดท้ายเธอก็อยู่กินกับเพื่อนคู่ชีิวิตคนสุดท้ายที่เป็นผู้หญิง

เพราะฉะนั้น สื่อต่างๆ จึงพร้อมใจกันฟันธงว่าข่าวเจ้าชายฟิลิปกับอูลาโนวานั้นไม่จริง แต่ที่น่าสงสัยมากกว่าก็คือ เจ้าชายฟิลิปอาจมีความสัมพันธ์กับนักเต้นอีกคนหนึ่งต่างหาก เธอชื่อ แพ็ท เคิร์กวูด (Pat Kirkwood) มีรายงานว่าทั้งคู่พบกันในปี 1948 มีข่าวร่ำลือว่าไปกินอาหารค่ำและเต้นรำด้วยกันตลอดคืน ทั้งที่ในขณะนั้น ควีนกำลังทรงพระครรภ์เจ้าชายชาลส์อยู่

ลือกันด้วยว่า เคิร์กวูดนัดพบกับเจ้าชายฟิลิปอีกหกครั้ง และเขียนจดหมายถึงกัน โดยมีรายงานว่าเธอส่งมอบจดหมายเหล่านั้นให้กับนักเขียนชีวประวัติอย่างเป็นทางการของเจ้าชายฟิลิป โดยกำชับว่าจะเปิดเผยได้ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์แล้วเท่านั้น ซึ่งในปี 2012 ไมเคิล ธอร์นตัน (Michael Thornton) ได้เขียนใน The Telegraph ว่า เขาเป็นผู้ที่ครอบครองจดหมายเหล่านี้ แต่บอกด้วยว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันตามประสาคนที่ถูกกระแสสื่อโถมเข้าใส่

ซาราห์ แบรดฟอร์ด (Sarah Bradford) เขียนไว้ในหนังสือ Queen Elizabeth II: Her Life in Our Times ว่าเจ้าชายฟิลิปมีเรื่องนอกใจจริงๆ แต่กับผู้หญิงที่ไม่ใช่บุคคลสาธารณะขนาดที่เป็นข่าว มีคนเชื่อมโยงพระองค์กับผู้หญิงหลายคน มีตั้งแต่นักร้อง นักแสดง นักเขียนนิยาย จนกระทั่งถึงเจ้าหญิงอเล็กซานดรา และดัชเชสแห่งอะบอร์คอร์น ซึ่งยอมรับว่ามีมิตรภาพที่เร่าร้อน (passionate friendship) กับพระองค์ แต่เธอก็บอกด้วยว่า I did not go to bed with him

ที่ไปไกลกว่านั้น (แต่เราก็เห็น hint บางอย่างในซีรีส์ The Crown) คือการที่หนังสือพิมพ์ขายข่าวแบบชาวบ้าน ตีพิมพ์ว่าเจ้าชายฟิลิปอาจมีลูกนอกสมรส พร้อมๆ กับที่ทรงมีสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน โดยผู้ชายคนนั้นก็คืออดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส Valery Giscard d’Estaing (ดูในรายงานข่าวชิ้นนี้) ซึ่งก็แทบพูดได้ว่าเมาท์กันจนเพ้อเจ้อ

ข้อสรุปของเรื่องนี้ก็คือ ไม่ว่าจะร่ำลือเมาท์กันมันปากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ชัดเจนว่าเจ้าชายฟิลิปเคยนอกใจควีน เรื่องนี้จึงเป็นเพียงคำร่ำลือเท่านั้น

 

Affair II : Thursday Club

 

ตัวละครสำคัญคนหนึ่งใน The Crown ซีซันที่สอง ก็คือเลขาฯ ส่วนพระองค์ของเจ้าชายฟิลิป คือ ไมค์ พาร์คเกอร์ (Michael Parker) ที่อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระองค์ตลอดการเดินทางตระเวนไปเยือนประเทศในเครือจักรภพ

พาร์คเกอร์พบกับเจ้าชายฟิลิปในปี 1942 และเป็นผู้แจ้งข่าวให้ควีนทรงทราบเรื่องที่พระเจ้าจอร์จที่หกเสด็จสวรรคต ขณะที่ควีนอยู่ในเคนยาเมื่อปี 1952 หลังจากนั้น เขาก็กลายมาเป็นเลขานุการส่วนพระองค์ของเจ้าชายฟิลิป รวมทั้งเป็นเพื่อนสนิทด้วย ทั้งคู่เป็นสมาชิกของ Thursday Club ซึ่งเป็นคลับสำหรับสุภาพบุรุษด้วยกัน

คลับนี้ตั้งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งบนถนน Old Compton ในย่านโซโหของลอนดอน คนดังๆ ในแวดวงสังคมจะมาพบปะกินอาหารเที่ยงร่วมกันในวันพฤหัส แต่ที่สุดแล้วก็เป็นที่ร่ำลือกันว่าเป็นที่จัดปาร์ตี้สุดเหวี่ยงของหนุ่มๆ สมาชิกของคลับมีตั้งแต่นักแสดงอย่างเดวิด นิเวน, ปีเตอร์ อุสตินอฟ คอลัมนิสต์และช่างภาพดังๆ กระทั่งลอร์ดเมาต์แบตเทน และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อีกมากมาย

เรื่องที่เกิดขึ้นในซีรีส์ก็คือ ภรรยาของพาร์คเกอร์ คือไอลีน คิดว่าสามีของเธอนอกใจ จึงหาข้อมูลเพื่อที่จะหย่าร้างจากสามี จนกระทั่งได้หลักฐานที่แน่ชัดว่าคลับแห่งนี้มีผู้หญิงอื่นเข้าไปให้บริการด้วย เธอจึงหย่าขาดกับสามีได้ ในปี 1982 เธอตีพิมพ์หนังสือชื่อ Step Aside for Royalty โดยบอกว่าสามีของเธอและเจ้าชายฟิลิปมักจะแอบหนีออกจากวังบัคกิ้งแฮม แล้วใช้ชื่อปลอมว่า Murgatroyd กับ Winterbottom เพื่อไปเที่ยวซุกซนต่างๆ

การหย่าจากภรรยาทำให้ ไมค์ พาร์คเกอร์ ต้องหลุดจากตำแหน่งเลขาฯ ส่วนพระองค์ของเจ้าชายฟิลิป เพราะไม่อย่างนั้นความอื้อฉาวอาจลามมาถึงพระองค์ได้ แต่กระนั้นเขากับเจ้าชายฟิลิปก็ยังเป็นเพื่อนกันชั่วชีวิต โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph ในปี 2004 ว่า เจ้าชายฟิลิปนั้นซื่อสัตย์ต่อควีนร้อยเปอร์เซ็นต์

สรุปก็คือ เรื่อง Thursday Club และเรื่องของไมค์ พาร์คเกอร์นั้น เป็นจริง พาร์คเกอร์นอกใจภรรยาจริง แต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเขาพาเพื่อนสนิทอย่างเจ้าชายฟิลิปให้ออกนอกลู่นอกทางไปด้วยหรือเปล่า ต่อให้เจ้าชายฟิลิปจะเป็นสมาชิกและผู้ก่อตั้ง ‘คลับสำหรับสุภาพบุรุษ’ หลายต่อหลายแห่งก็ตามที

 

Affair III : Profumo Affair

 

ถ้าดู The Crown มาถึงช่วงท้ายๆ ของซีซันสอง คุณจะพบกับคำว่า Profumo Affair ซึ่งอาจฟังแล้วงงๆ อยู่สักหน่อย ว่ามันคืออะไรกันแน่

Profumo Affair คือข่าวอื้อฉาวทางเพศที่สั่นคลอนรัฐบาลอังกฤษในต้นยุคหกศูนย์ โดยเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง จอห์น โพรฟูโม ซึ่งตอนนั้นเป็น Secretary of State for War (น่าจะประมาณรัฐมนตรีกลาโหม) และกำลังเป็นนักการเมืองดาวรุ่ง แต่เขาไปมีสัมพันธ์กับนักเต้นคาบาเรต์และนางแบบ ชื่อ คริสติน คีลเลอร์ (Christine Keeler) ซึ่งถ้าเธอเป็นแค่นักเต้นเฉยๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ในช่วงเดียวกันนั้น เธอหมั้นอยู่กับนักการทูตโซเวียต ชื่อ เยฟเกนี อิวานอฟ (Yevgeny Ivanov) ด้วย จึงทำให้เกิดความเสี่ยงในด้านความมั่นคง ตอนหลัง โพรฟูโมจึงต้องลาออกและหมดอนาคตทางการเมืองไป แถมยังทำให้พรรคอนุรักษนิยมต้องตกต่ำด้วย

แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าก็คือ คีลเลอร์รู้จักกับทั้งโพรฟูโมและอิวานอฟ เพราะไปปาร์ตี้ในงานที่จัดโดย สตีเฟน วอร์ด (Stephen Ward) ซึ่งเป็นนักบำบัดด้วยการนวด (Osteopath) วอร์ดขึ้นชื่อเรื่องการจัดปาร์ตี้หรูหรา เชิญคนดังๆ สำคัญๆ ในแวดวงสังคมไปร่วม มีข่าวร่ำลือว่า เขาจัดหาผู้หญิงมาให้บริการในปาร์ตี้เหล่านี้ และมีหนุ่มๆ เปลือยกายใส่แต่ผ้ากันเปื้อนมาเสิร์ฟเครื่องดื่ม ปาร์ตี้พวกนี้จึงเป็นปาร์ตี้ที่มีเสรีทางเพศ และอาจรวมไปถึงระหว่างเพศเดียวกันด้วย

ปัญหาก็คือ มีหลักฐานว่าเจ้าชายฟิลิปเคยไปรักษากับวอร์ด รวมทั้งเคยไปร่วมในปาร์ตี้ของวอร์ดด้วย คำถามก็คือ เจ้าชายฟิลิปสนิทสนมกับวอร์ดมากแค่ไหน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอื้อฉาวทางเพศเท่านั้น แต่ยังเป็นความลับที่เกี่ยวพันไปถึงการเมืองระดับประเทศด้วย เพราะวอร์ดเองก็ชอบผู้นำโซเวียต และใฝ่ฝันอยากไปวาดรูปพอร์เทรตของผู้นำโซเวียต นั่นจึงทำให้เขาไปรู้จักและสนิทสนมกับอิวานอฟ และในตอนหลัง ทางการอังกฤษก็สืบพบว่า อิวานอฟทำงานเป็นสายลับด้วย

หนังสือพิมพ์ Daily Mirror เคยพาดหัวตัวโตว่าเจ้าชายฟิลิปอาจเกี่ยวพันกับเรื่องอื้อฉาวโพรฟูโม เพราะมีภาพถ่ายชายลึกลับหันหลังในปาร์ตี้ของวอร์ด โดยชายคนนี้มีรูปลักษณ์คล้ายเจ้าชายฟิลิป ดังนั้น ถ้าเจ้าชายฟิลิปสนิทสนมกับวอร์ดจริง เรื่องนี้ก็จะเป็นปัญหาทั้งในแง่เรื่องส่วนตัวและความมั่นคงของประเทศ

ที่จริงแล้ว เรื่องอื้อฉาวโพรฟูโมที่เกิดขึ้นในทศวรรษหกศูนย์นั้น คนอังกฤษมองว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลมากกว่าเรื่องของราชวงศ์ แต่ซีรีส์ The Crown ก็พยายามนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเพื่อโยงใยเจ้าชายฟิลิปกับวอร์ด ซึ่งก็อีกนั่นแหละครับ – นี่คือเรื่องที่หาหลักฐานมายืนยันจริงๆ จังๆ ไม่ได้

แม้ว่าทุกเรื่องที่ว่ามา จะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ที่แน่ชัด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเรื่องไหน ‘มีมูล’ นะครับ บางคนบอกว่า อาจเป็นเพราะบัคกิ้งแฮมทำงานเก่งก็ได้ แต่คำถามที่น่าถามมากกว่าก็คือ แล้วควีนล่ะ ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ทรงมีความรู้สึกอย่างไรกับข่าวลือต่างๆ เหล่านี้

คำถามนี้ก็ไม่มีใครตอบได้อีกเช่นกัน แต่บทความนี้ บอกว่าอิงกริด ซีวอร์ด (Ingrid Seward) ซึ่งเป็นผู้เขียนชีวประวัติของราชวงศ์ และเป็นเจ้าของหนังสือ My Husband and I: The Inside Story of 70 Years of the Royal Marriage บอกว่า ควีนนั้นตระหนักดีว่า เจ้าชายฟิลิปอยู่ในสถานะที่ต้องเดินตามหลังพระองค์สองก้าวเสมอ นั่นทำให้ควีนให้อภัยความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าชายฟิลิปได้ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเจ้าชายเมามายในคลับหรือกลับดึก และเป็นไปได้ที่ควีนจะทรงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เพราะพระองค์เชื่อมั่นในความรักของเจ้าชายฟิลิป

ข้อสรุปของข้อสรุปจึงคือข้อสรุปเก่าแก่ที่ว่า – เอาเข้าจริงแล้วไม่มีใครรู้อะไรแน่ชัดพอจะยืนยันอะไรได้ และข่าวลือเหล่านี้ก็อาจเป็นเสมือนอาภรณ์ปกปิดที่สร้างมนต์ขลังให้เกิดความลึกลับชวนติดตามก็เป็นได้ เหมือนที่นักวิเคราะห์คนหนึ่งของ The Guardian เคยบอกไว้ว่า ที่สุดแล้ว หน้าที่ของข่าวลือเหล่านี้อาจเป็นสิ่งเดียวกับหน้าที่ของราชวงศ์อังกฤษก็เป็นได้

Author

Tomorn Sookprecha

บรรณาธิการ The101.world