สุนันทา วรรณสินธ์ เบล เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

“เรียนวรรณคดีแล้วจะไปทำอะไรกิน” มารดาผู้เขียนซึ่งเป็นแม่ค้าถามเสมอ “แกไม่ใช่คุณหนูลูกผู้ดี จะมานอนอ่านหนังสือทั้งวันอย่างนี้ไม่ได้” แม่ว่า

การอ่านและศึกษางานเขียนจากอดีต การใช้เวลาอยู่ในโลกสมมติ การหมกตัวในห้อง ซุกหน้ากับกองหนังสือ (และหน้าจอคอมพิวเตอร์) มีความเกี่ยวเนื่องอะไรกับชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ และปากท้อง นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนได้ยินมาเกือบตลอดชีวิต เพราะจะว่าไปแล้ว ในแต่ละวันผู้เขียนใช้เวลาอยู่กับตัวหนังสือ ซึ่งเป็นอดีตไกลตัว โลกซึ่งไม่มีอยู่จริง ห้วงความคิดของผู้อื่นและบทสนทนาของตัวละครหลากหลาย มากกว่าเวลาที่ใช้หาของกินหรือตักอาหารเข้าปาก

เสียงของแม่ก็ยังไม่จางหายไป และยังเป็นข้อคลางแคลงใจเมื่อผู้เขียนตั้งใจนำเสนอบทความที่สาธารณะชนสนใจ มีความเป็นปัจจุบัน และมีประโยชน์ในแง่ใดแง่หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนทั้งโลกต้องเผชิญกับวิกฤตรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในช่วงชีวิตของคนหนึ่งคน

แล้วผู้เขียนจะตีโจทย์ให้แตกและหาคำตอบได้จากที่ใดเล่า ถ้าไม่ดำดิ่งไปลงในหน้าหนังสือและขุดหาความคิดจากอดีต

เช้าวันหนึ่ง วิลเลียม เวิร์ดสเวิร์ธ (William Wordsworth, 1770-1850) ออกเดินทางจากแชริง ครอสส์ มุ่งหน้าไปโดเวอร์เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังกาเลส์ในฝรั่งเศส เพื่อพบลูกสาวของเขา สมุดบันทึกของโดโรธี เวิร์ดสเวิร์ธ น้องสาวของเขาผู้เป็นนักเขียนเช่นกันบันทึกว่า เป็นเช้าวันที่ 31 กรกฎาคม 1802 ออกเดินทางจากแชร์ริง ครอสส์ เวลาประมาณตีห้าครึ่ง-หกโมงเช้า ระหว่างทางผ่านสะพานเวสมินสเตอร์ในกรุงลอนดอนตอนเช้าตรู่ ขณะที่พระอาทิตย์ขึ้นพอดี ภาพพระอาทิตย์เหนือแม่น้ำเทมส์มองจากสะพานเวสมินสเตอร์สร้างความประทับใจให้กับเวิร์ดสเวิร์ธจนเขาอยากบันทึกภาพและความรู้สึกนั้นไว้ในบทกวี และมอบชีวิตนิรันดร์ให้กับชั่วขณะนั้น

 

ปรับจากสำนวนแปลของผู้เขียนเองในหนังสือ ภาษา ถอดรหัสมหัศจรรย์การสื่อสารของมนุษย์, สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป, 2563

 

กลอนบทนี้ชื่อ “Composed upon Westminster Bridge, 31 July 1802”  (ประพันธ์บนสะพานเวสมินสเตอร์) เป็นกลอนที่นักเรียนในอังกฤษทุกคนได้อ่านในโรงเรียน และเป็นบทกวีที่คนรู้จักดีที่สุดของเวิร์ดสเวิร์ธ แน่นอนว่ากวีไม่ได้แต่งกลอนนี้บนรถม้าขณะวิ่งบนสะพานเวสมินสเตอร์ (เมื่อตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1807 ชื่อกลอนลงวันที่ 3 กันยายน 1802) ทว่าภาพที่เห็นตราตรึงในความทรงจำ และเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนบทกวีดังกล่าวในเวลาต่อมา

ชวนฟัง Sir Ian McKellen อ่าน “Composed upon Westminster Bridge” ทาง Youtube

 

 

กลอนอีกบทหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักดีของเวิร์ดสเวิร์ธคือ “Daffodils” ซึ่งเป็นชื่อเรียกสั้นๆ ของกลอน “I wandered lonely as a cloud” เนื่องจากกลอนบทนี้ไม่มีชื่อ ตามเทคนิคแล้วจึงเรียกตามบาทแรก

 

ผู้เขียนแปลกลอนนี้เพื่อเสริมความเข้าใจแก่ผู้อ่านแต่ไม่สามารถเก็บฉันทลักษณ์หรือเสนออรรถรสของต้นฉบับ

 

 

กลอนบทนี้เขียนจากความประทับใจที่ได้เห็นดอกดัฟโฟดิลขณะที่เวิร์ดสเวิร์ธเดินเล่นในเขตชนบทแถบ Lake District ซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติของอังกฤษที่มีธรรมชาติงดงาม เช่นเดียวกับกลอนแรก เรารู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1802 จากสมุดบันทึกของโดโรธีน้องสาวของเขาอีกเช่นกัน โดโรธีเล่าว่าเธอไปเดินเล่นกับพี่ชายและพบดอกดัฟโฟดิลขึ้นอยู่ริมน้ำ มันแทรกตัวผ่านโขดหินที่มีหญ้ามอสจับและแอบอิงหินราวกับเป็นหมอนหนุน บางดอกเริงระบำส่ายตัวตามสายลม พี่ชายผู้เป็นกวีประทับใจภาพเดียวกัน และนำมาแต่งเป็นบทกลอนเพื่อเตือนใจให้ระลึกถึงความสงบ ความเบิกบานของธรรมชาติ และความสุขใจเมื่อได้อยู่ตามลำพัง (ในกลอนเวิร์ดสเวิร์ธคนพี่ใช้โฟโต้ช็อปลบน้องสาวออกไปจากฉาก)

อธิบายได้ยากว่าทำไมกลอนนี้จึงเป็นที่กล่าวขานและเชิดชู ทั้งที่เรียบง่ายในด้านเนื้อหาและภาษา แต่สิ่งที่เราได้จากกลอนบทนี้คือความสุขที่เรียบง่ายและความทรงจำที่งดงาม ที่จะทำให้เราหายเศร้ายามอ้างว้างและเบื่อหน่าย

บทชมดอกดัฟโฟดิลและพระอาทิตย์ขึ้นบนสะพานเวสมินสเตอร์บันทึกภาพเก็บไว้ในความทรงจำ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่สร้างความประทับใจให้กับกวี เป็นตัวแทนของช่วงเวลาและความรู้สึกขณะนั้นราวกับเป็นภาพนิ่งที่ตราตรึง ติดตา เป็นภาพถ่ายที่เราอาจพกติดตัวในกระเป๋าเสื้อแนบอก และหยิบออกมาดูได้ทุกเมื่อ ช่วงเวลาเพียงหนึ่งลมหายใจอาจยืดออกเป็นชั่วนิจนิรันดร์ และเราสามารถกลับไปทบทวนความรู้สึกนั้นได้ อาจเปรียบได้กับความรู้สึกตอนที่เรานั่งดูรูปเก่าๆ และนึกถึงวันวาน

ตอนนี้คนหันมาอ่านบทกวีมากขึ้น เพื่อหาเครื่องยึดเหนี่ยวหรือกำลังใจที่จะช่วยให้ก้าวผ่านความท้าทายที่ต้องเผชิญในพื้นที่จำกัดขณะกักตัวและการเว้นระยะห่างทางสังคม เมื่อร่างกายถูกกัก จิตใจจึงต้องการอิสรภาพที่จะท่องเที่ยวไปในดินแดนไร้ขอบเขต ซึ่งวรรณกรรมพร้อมมอบให้

เราต่างต้องการเครื่องปลอบประโลมใจ หวนนึกถึงภาพน่าประทับใจจากอดีต และหวังว่าเราจะได้สัมผัสประสบการณ์นั้นอีกครั้ง

บทกวีมีพลังวิเศษที่จะส่งเราไปในที่ต่างๆ สถานที่เหล่านั้นอาจเป็นดินแดนห่างไกล แปลกตา หรือเป็นความรู้สึกคุ้นเคยจากห้วงเวลาประทับใจในอดีต บทกวีของเวิร์ดสเวิร์ธส่งเสริมให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รอบตัวเราในธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ยามเช้า สายลมที่พัดผ่านกอดอกไม้ ก้อนเมฆที่ล่องลอยบนท้องฟ้า ผีเสื้อโผบิน เน้นให้เห็นความสำคัญของสิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้ที่นำความเพลิดเพลินและความผาสุขมากสู่จิตใจ

นอกจากนี้ เมื่อเราได้อ่านเนื้อหาที่กล่าวถึงประสบการณ์ร่วม ซึ่งอาจเป็นประสบการณ์ร่วมกับผู้ประพันธ์ ตัวละคร หรือเหตุการณ์ที่กล่าวถึงในวรรณกรรม ทั้งหมดนี้ช่วยยืนยันตัวตนของผู้อ่านและเป็นเครื่องปลอบประโลมใจว่า อย่างไรเสียเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก ไม่ใช่เราคนเดียวที่ประสบเรื่องที่เผชิญอยู่ ทำให้เรารู้สึกว่ามีคนเข้าใจเราและเราเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น แผนเที่ยวและโครงการธุรกิจใดๆ ที่ต้องยกเลิกหรือเลื่อนออกไปก็คงไม่ต่างจากที่เวิร์ดสเวิร์ธต้องงดงานฉลองวันเกิดครบรอบ 250 ปีของเขาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เมื่อเราอิ่มเอมกับบทกวีของเวิร์ดสเวิร์ธแล้ว เย็นนี้เราจะกินอะไรดี

Author

Sunanta Wannasin Bell

สุนันทา วรรณสินธ์ เบล - นักแปลหนังสือชั้นนำระดับโลก เช่น ผลงานวรรณกรรมของซัลมาน รัชดี และวิลเลียม โฟล์คเนอร์ รวมถึงผลงานหนังสือสารคดีหลายเล่มของสำนักพิมพ์ bookscape และมติชน