fbpx
แกะรอยตัวเลขต้องรู้ในยุคโลกร้อน

แกะรอยตัวเลขต้องรู้ในยุคโลกร้อน

เพชร มโนปวิตร เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

สิ่งมีชีวิต 1 ล้านชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ ระดับก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์แตะระดับ 415 ppm ขยะพลาสติก 90.5% ไม่ได้ถูกรีไซเคิล ตัวเลขเหล่านี้สำคัญขนาดไหน มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา ลองมาแกะรอยที่มาที่ไปและความหมายของตัวเลขสำคัญที่ทุกคนสมควรต้องรู้ในยุคโลกร้อน

1,000,000 ชนิดของสิ่งมีชีวิตกำลังจะสูญพันธุ์​เพราะมนุษย์

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและนิเวศบริการ (IPBES) ของสหประชาชาติได้เปิดเผยรายงานฉบับสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั่วโลก รายงานการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์และข้อมูลทันสมัยที่สุดฉบับนี้เปิดเผยว่าพืชและสัตว์มากถึง 1 ล้านชนิดทั่วโลกกำลังเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้าเพราะกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ตัวเลข 1 ล้านชนิดนี้มาจากไหน นักวิทยาศาสตร์เลือกเอาตามใจชอบหรือเปล่า

การประเมินสถานภาพของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์หรือไม่ เริ่มต้นอย่างเป็นระบบมากว่า 50 ปีแล้ว โดยนักวิทยาศาสตร์ องค์กรอนุรักษ์ และสถาบันการศึกษาประมวลข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดมาใช้ในการประเมิน โดยการประสานงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ (IUCN) ภายใต้ชื่อ บัญชีแดงของสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคาม (Red List of Threatened Species) รายงานการประเมินสถานภาพสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนก ฉบับแรกถูกตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาตั้งแต่ปี 1964  แม้จะยังไม่ครอบคลุมทุกชนิดก็ตาม

งานวิจัยที่ขยายตัวพร้อมกับเครือข่ายนักวิชาการทำให้การประเมินสถานภาพสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่างๆ มีความสมบูรณ์มากขึ้นในยุคต่อมา เช่น การประเมินสถานภาพนกทุกชนิดที่มีการค้นพบในเวลานั้นในปี 1988 ตามมาด้วยสนในปี 1998 สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในปี 2004 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พืชกลุ่มปรงและปะการังทุกชนิดในปี 2008 ปลาทูน่าในปี 2011 ปลาฉลามและปลากระเบนในปี 2012  ข้อมูลชุดดังกล่าวเป็นหมุดหมายสำคัญในวงการอนุรักษ์​และกลายเป็นฐานข้อมูลสำหรับติดตามความเปลี่ยนแปลงของประชากรว่าดีขึ้นหรือแย่ลงขนาดไหน รวมไปถึงการคาดการณ์ว่ามีสิ่งมีชีวิตกี่ชนิดที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากมนุษย์ในอนาคตอันใกล้

นักวิทยาศาสตร์อาศัยสัดส่วนชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละกลุ่มมาหาค่าเฉลี่ย เช่น 14% ของนก (~1 หมื่นชนิด) หนึ่งในสี่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (~6,500 ชนิด) หนึ่งในสี่ของปลาฉลามและปลากระเบน (~1,000 ชนิด)  หนึ่งในสาม (33%) ของปะการังแข็ง (~845 ชนิด) 41% ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 63% ของพืชกลุ่มปรง (Cycad) เมื่อคำนวณแล้วพบว่าโดยเฉลี่ยราวหนึ่งในสี่ (25%) ของสิ่งมีชีวิตทุกกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งผลจากการประเมินสถานภาพพืช และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังก็มีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน

แนวโน้มและดัชนีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่างๆ
ภาพที่ 1: แนวโน้มและดัชนีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่างๆ (IUCN 2019)

อย่างไรก็ตามยังมีการประเมินสัดส่วนแมลงที่ใกล้สูญพันธุ์ยังทำได้ค่อนข้างยาก และเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่มาก คือคาดว่าจะมีประมาณ 5.5 ล้านชนิด จากจำนวนสัตว์และพืชทั้งหมดราว 8 ล้านชนิดบนโลก (ที่คาดว่าจะมีแต่ยังสำรวจและจำแนกชนิดได้ไม่ครบ) แมลงกลุ่มเดียวที่มีการประเมินค่อนข้างสมบูรณ์คือแมลงปอ (Odanota) ซึ่งตัวเลขจำนวนที่เสี่ยงสูญพันธุ์อยู่ที่ 15% แต่แมลงปอย่อมไม่สามารถเป็นตัวแทนแมลงได้ทั้งหมด จึงต้องเอาข้อมูลกลุ่มที่มีข้อมูลค่อนข้างสมบูรณ์ในยุโรปคือ ผีเสื้อ (Lepidoptera) ผึ้ง (Hymenoptera) และ แมลงปีกแข็ง (Coleoptera) ซึ่งพบว่ามีความเสี่ยงอยู่ระหว่าง 9-18% แม้ยุโรปจะมีอัตราเสี่ยงการสูญพันธุ์ต่ำกว่าภูมิภาคอื่นของโลก แต่เพื่อไม่เป็นการคาดการณ์ที่สูงเกินไป จึงเฉลี่ยความเสี่ยงของแมลงอยู่ที่ 10%

10% ของแมลง 5.5 ล้านชนิดคือ 5.5 แสนชนิด 25% ของสัตว์และพืชกลุ่มอื่นๆ จำนวน 2.5 ล้านชนิดก็คือ 5 แสนชนิด เมื่อรวมกันจึงเป็นที่มาของตัวเลขกลมๆราว 1 ล้านชนิด (ตัด 5 แสนออก เพราะเป็นการประมาณการ)

“ความหลากหลายทางชีวภาพต้องเป็นวาระแห่งชาติของทุกๆ รัฐบาลเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” Anne Larigauderie เลขาธิการ IPBES กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา​ “จะบอกว่าเราไม่รู้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว” รายงานฉบับดังกล่าวได้รับการรับรองจากตัวแทนรัฐบาลเกือบทุกประเทศ จึงนับเป็นครั้งแรกที่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเป็นวิกฤตที่ทุกฝ่ายยอมรับตรงกัน

ส่วนคำถามที่ว่าถ้าสิ่งมีชีวิต 1 ล้านชนิดสูญพันธ์แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ลองอ่านต่อได้ที่ สูญพันธุ์แล้วไง

415 ppm เมื่อระดับคาร์บอนไดอ็อกไซด์สูงที่สุดในรอบ 3 ล้านปี

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระดับก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ (CO2) ที่วัดได้จากสถานีตรวจวัดสภาพอากาศบนเขา Mauna Loa ที่ฮาวายได้แตะระดับ 415 part per million (ppm) ไปแล้ว นับเป็นระดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก 3 ล้านปี และยังไม่มีทีท่าจะชะลอตัวแต่อย่างใด

ภาพที่ 2 ระดับก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ตั้งแต่ 8 แสนปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน
ภาพที่ 2 ระดับก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ตั้งแต่ 8 แสนปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน (Peter Gleick 2019)

จะว่าไปนี่คือกราฟที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตลูกหลานของเราในอนาคตก็ว่าได้ นักวิจัยศึกษาข้อมูลระดับ CO2 ย้อนกลับไปถึง 8 แสนปีจากการเจาะแกนน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกใต้มาตรวจ ซึ่งพบว่าระดับ CO2 ไม่เคยสูงเกิน 300 ppm

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติเคยตั้งเป้าหมายรณรงค์ว่าเราต้องพยายามจำกัดไม่ให้ระดับก๊าซ CO2 เกิน 350 ppm เพื่อป้องกันหายนะที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ตอนนี้มันทะลุเกิน 415 ppm ไปเรียบร้อยแล้ว

นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่าเราต้องย้อนกลับไปถึง 3 ล้านปี ในยุคไพลโอซีน (Pliocene) ที่เชื่อว่ามีระดับ CO2 สูงขนาดนี้ ราว 310-400 ppm แต่ในยุคนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงกว่าปัจจุบัน 2-3 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลสูงกว่าในปัจจุบัน 15 เมตร!

ระดับ CO2 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลโดยตรงต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น และทุกองศาที่เพิ่มขึ้นก็จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความอยู่รอดของมนุษย์ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนเมืองชายฝั่งต้องอพยพ ไต้ฝุ่นรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้งยาวนาน ไฟป่ามหาประลัย ปะการังฟอกขาว เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

งานวิจัยในอดีตและแบบจำลองสภาพภูมิอากาศสามารถทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากเราไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันการณ์ ซึ่งเป้าหมายสำคัญในเวลานี้คือต้องลดการปล่อย CO2 ของทุกประเทศรวมกันลงให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 หรือ อีก 11 ปีข้างหน้า และการปล่อย CO2 จะต้องเป็นศูนย์ (carbon neutral) ภายในปี 2050  และหลังจากปี 2050 อาจจะต้องมีเทคโนโลยี Geoengineering เข้ามาช่วยดูดซับคาร์บอนอีกแรง ให้มีสภาพเป็นคาร์บอนเป็นลบ และอุณหภูมิของโลกเริ่มลดลงอีกครั้ง

ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ยุคสมัยเดียวที่อนุญาตให้มนุษย์สร้างอารยธรรมขึ้นมาได้คือ ยุคโฮโลซีน (Holocene) หรือเมื่อประมาณ 1 หมื่นปีที่ผ่านมา ที่สภาพภูมิอากาศค่อนข้างคงที่ หรือผันผวนเพียงแค่ +1 – 1 องศาเท่านั้น (โดยเฉลี่ย)

แต่เราได้ผ่านยุคนั้นมาแล้ว เรากำลังอยู่ในยุคแอนโทรโปซีน (Athropocene) ที่มนุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เมื่อใดที่ระบบนิเวศป่าไม้ มหาสมุทรและขั้วโลก หลุดสมดุล จนไม่สามารถรองรับความผันผวนนี้ได้อีก หรือผ่านจุดเปลี่ยนที่ไม่หวนคืน หรือ Tipping point เมื่อไหร่ โลกก็จะปรับสมดุลตัวเองอีกครั้ง สมดุลที่อาจไม่มีมนุษย์อยู่ในสมการ

90.5% ของขยะพลาสติกไม่ถูกนำไปรีไซเคิล

งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่าตั้งแต่มีการผลิตพลาสติกขึ้นมาใช้บนโลก โดยเฉลี่ยมีพลาสติกราว 9% เท่านั้นถูกนำไปรีไซเคิล หมายความว่าพลาสติกส่วนใหญ่หรือสูงถึง 90.5% กลายเป็นขยะสะสมในสิ่งแวดล้อมและเป็นภาระในการกำจัด

ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง และชี้ให้เห็นว่าการพึ่งกระบวนการรีไซเคิลอย่างเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการแก้วิกฤตขยะพลาสติกที่กำลังเป็นปัญหารุนแรงในมหาสมุทรและชายฝั่งทะเลทั่วโลก

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2017 ในวารสาร Science Advance แต่กลับมาเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อราชสมาคมด้านสถิติของสหราชอาณาจักร (The Royal Statistical Society) ได้เลือกให้ ขยะพลาสติก 90.5% ที่ไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งอยู่ในรายงานของสหประชาชาติมาเป็นตัวเลขสถิติที่สำคัญระดับนานาชาติประจำปี 2018 (International Statistic of 2018)

Calculating plastic waste

ทีมวิจัยได้ประเมินว่ามนุษย์ผลิตพลาสติกออกมาแล้วราวๆ 8,300 ล้านตัน ในจำนวนนี้กลายเป็นขยะพลาสติก 6,300 ล้านตัน มีเพียง 9% เท่านั้นถูกนำไปรีไซเคิล 12% ถูกกำจัดโดยการเผา และอีก 79% สะสมอยู่ในกองขยะและสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้ความสนใจและตื่นตัวต่อปัญหาขยะพลาสติกมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการรอบด้าน ทั้งการลดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง และการปรับปรุงระบบรีไซเคิล

แม้รีไซเคิลจะเป็นมาตรการหนึ่งที่สำคัญ แต่ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดเก็บ คัดแยก รวบรวมยังมีปัญหาอย่างมาก ทำให้ขยะพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ กลายเป็นขยะสะสมในสภาพแวดล้อมและสร้างปัญหามากมาย

นอกจากปรับปรุงระบบรีไซเคิล มาตรการสำคัญจึงจำเป็นต้องเน้นการลดการสร้างขยะพลาสติกที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด และหันมาส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ซ้ำ โดยให้ยึดหลัก “ถ้าใช้ซ้ำไม่ได้ก็ขอให้ปฎิเสธ” “If you can’t reuse it refuse it”​

งานวิจัยชิ้นนี้ได้คาดการณ์ว่าจะมีขยะพลาสติกสะสมในสภาพแวดล้อมมากถึง 1.2 หมื่นล้านตันภายในปี 2050 และขยะพลาสติกมากถึง 350 ล้านตันอาจรั่วไหลออกสู่ทะเล

A Clearer picture of plastics

ตัวเลข 1 ล้าน 415 และ 90.5 อาจดูเหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย แต่ความจริงแล้วเชื่อมโยงกัน เป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน อันเกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และการผลิตเชิงอุตสาหกรรมแบบเส้นตรง นั่นคือ ผลิต ใช้ แล้วทิ้ง โดยอาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานขับเคลื่อน

การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่องตลอดเวลาขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่าโลกมีต้นทุนธรรมชาติและทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด การพัฒนาที่ผ่านมาจึงไม่ยั่งยืนและเกิดการทำลายธรรมชาติอย่างมโหฬาร นำไปสู่การคุกคามความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก สร้างขยะที่ไม่ย่อยสลาย ทำมหาสมุทรให้กลายเป็นถังขยะ และเกิดก๊าซเรือนกระจกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเร่งด่วนของโลกให้สำเร็จจึงไม่อาจทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยการปฏิวัติความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติรอบตัวเรา โดยไม่ลืมว่าหากไม่ดูแลรักษาโลกที่เป็นบ้านหลังเดียวของทุกชีวิต มนุษย์เองก็คงเป็นหนึ่งในล้านชนิดที่กำลังอยู่บนเส้นทางของการสูญพันธุ์ด้วยเช่นกัน

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save