‘นรา’ เรื่อง

 

 

ช่วงประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เพื่อนๆ หลายคนในเฟซบุ๊กของผม พร้อมใจกันดูและพูดถึงซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง The Naked Director โดยมิได้นัดหมาย จนทำให้มนุษย์ถ้ำผู้ตามโลกไม่ทันอย่างผม พลอยได้รับอานิสงส์รู้จักซีรีส์เรื่องนี้ไปด้วย

เท่าที่จับความได้คร่าวๆ จากการอ่านแบบกลัวรู้ละเอียด ข้อสรุปกว้างๆ ที่มีต่อ The Naked Director ก็คือ ดูสนุก และเป็นเรื่องเกี่ยวกับวงการหนังโป๊ญี่ปุ่น

บวกรวมกับภาพโปสเตอร์หนังที่แลดู ‘ทีเล่นทีจริง’ ผมก็เลยคาดเดาล่วงหน้าว่า น่าจะเป็นหนังตลกเบาสมอง เปิดเผยเบื้องหลังครื้นเครงเฮฮาในการถ่ายทำหนังโป๊

ครั้นได้ดูจริง ก็พบว่า ‘ไม่ตรงปก’ ตัวหนังแตกต่างจากที่ผมเดาไว้มาก และมีส่วนผสมที่ค่อนข้างประหลาด

ตรงนี้ต้องย้อนทวนไปถึงหนัง 2 เรื่องที่ผมเคยผ่านตา คือ The People vs. Larry Flynt (1996) และ Boogie Nights (1997)

The People vs. Larry Flynt เล่าถึงชีวิตอื้อฉาวของแลร์รี ฟลินท์ เจ้าของนิตยสาร Hustler ซึ่งสั่นสะเทือนศีลธรรมอันดีงามของสังคมอเมริกัน ด้วยภาพโป๊เปลือยที่เจตนาให้โจ๋งครึ่มและไร้รสนิยม จนเกิดเป็นข้อพิพาทถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล

จุดใหญ่ใจความของหนัง อยู่ที่การต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกทางเพศ โดยสะท้อนผ่านคำแถลงในศาลของแลร์รี ฟลินท์ ใจความประมาณว่า สิ่งที่เขานำเสนอต่อสาธารณชนนั้นเป็นขยะอย่างไร้ข้อสงสัย อีกทั้งยังล่อแหลมสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นแบบอย่างด้านลบ แต่ถึงกระนั้น ผู้คนในสังคมต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง ว่าจะชื่นชมขยะหรือกำจัดโยนมันทิ้งลงถัง ไม่ใช่ศาล อำนาจรัฐ หรือคณะกรรมการที่มีคนเพียงไม่กี่คน คิดและตัดสินถูกผิดดีงามแทนสังคมส่วนรวม

ส่วน Boogie Nights เล่าถึงชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ผันตัวเองมาเป็นพระเอกหนังสำหรับผู้ใหญ่ และได้โลดแล่นมีส่วนร่วมในช่วงเวลาที่ถือเป็น ‘ยุคทองของวงการหนังโป๊อเมริกัน’ ช่วงทศวรรษ 1980 และคาบเกี่ยวต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงระยะโรยราเสื่อมความนิยม

Boogie Nights ให้ภาพวันชื่นคืนสุขของอุตสาหกรรมหนังโป๊อเมริกัน ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของบรรดานักแสดง ทีมงาน และผู้กำกับ ซึ่งดำรงอยู่ในโลกเฉพาะที่ขัดแยังตรงข้ามกัน ด้านหนึ่งก็เป็นที่ชื่นชมของคนในแวดวงเดียวกัน พร้อมๆ กับที่ถูกสังคมรอบข้างตั้งแง่รังเกียจ รวมถึงความเชื่อและภาคภูมิใจว่า พวกเขากำลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า ไม่เป็นที่ยกย่องยอมรับ

ผมคิดว่า เมื่อไรก็ตามที่มีการทำหนังเกี่ยวกับวงการหนังโป๊ ประเด็นทางเนื้อหามักจะไม่หนีไปจากแง่มุมที่หนังทั้ง 2 เรื่องนี้ได้เล่าเสนอไว้

ก่อนดู The Naked Director ผมคาดเดาว่า ประเด็นหลักของซีรีส์ชุดนี้ น่าจะโน้มเอียงมาทาง Boogie Nights และมีแง่มุมการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพแบบ The People vs. Larry Flynt เป็นประเด็นรอง

ที่กล่าวไว้แต่ต้นว่างานชิ้นนี้มีส่วนผสมค่อนข้างประหลาดก็คือ หนังเต็มไปด้วยแง่มุมอะไรต่อมิอะไรสารพัดสารพัน (รวมทั้งประเด็นจากหนังทั้ง 2 เรื่องที่ผมหยิบยกมากล่าวถึงด้วย) แต่ไม่ได้เน้นจุดใดจุดหนึ่งให้โดดเด่นเป็นพิเศษ

พูดให้ชัดขึ้น ประเด็นแง่มุมเยอะแยะมากมายที่มีอยู่ เกลี่ยน้ำหนักเท่าเทียมใกล้เคียงกันไปหมด จนผมคิดว่า ยากที่จะบ่งชี้ระบุชัดว่า แก่นเรื่องคืออะไร?

อันที่จริงส่วนที่เป็นแก่นเรื่องนั้นมีอยู่ นั่นคือ การเล่าประวัติชีวิตของโทรุ มุรามิชิ

หนังเริ่มเรื่องในปี 1980 โทรุ มุรานิชิเป็นเซลส์แมนขายเอ็นไซโคลพีเดีย ระยะแรกผลงานของเขาย่ำแย่ยอดขายรั้งท้าย จนต้องฝากเนื้อฝากตัวขอคำชี้แนะจากนักขายรุ่นพี่ผู้เก่งกาจ และได้เรียนรู้เคล็ดลับหลักการสำคัญ คือ สิ่งที่เขากำลังเสนอขายไม่ใช่เพียงแค่สินค้า แต่เป็นการตอบสนองความฝันความปรารถนาของลูกค้า

โดยยึดถือเคล็ดลับดังกล่าว มุรานิชิเปลี่ยนจากเซลส์แมนกระจอกมาเป็นมือชั้นเซียนในเวลาอันรวดเร็ว ขณะทุกอย่างกำลังเข้ารูปเข้ารอยดำเนินไปด้วยดี ก็เกิดเหตุพลิกผัน มีการทุจริตในบริษัท จนกิจการต้องปิดตัว

ซ้ำร้ายชายหนุ่มยังประสบเหตุสั่นสะเทือนความรู้สึกจากเรื่องราวภายในครอบครัว จนกระทั่งต้องเลิกรากับภรรยา อยู่ในสภาพบ้านแตก ตกงาน

 

 

ช่วงดังกล่าวนี้เอง มุรานิชิได้พบกับเด็กหนุ่มชื่อโทชิ ซึ่งยังชีพด้วยการลักลอบนำเครื่องอัดเสียงเข้าไปในโรงแรมม่านรูด (จริงๆ แล้วที่ญี่ปุ่นเขาเรียกว่าอะไรผมก็ไม่ทราบ แต่ใช้แบบไทยๆ น่าจะได้ความหมายและเป็นที่เข้าใจตรงกัน) เพื่อบันทึกกิจกรรมของห้องข้างๆ แล้วนำไปขาย

ทั้งสองกลายมาเป็นหุ้นส่วนเพื่อนร่วมงาน ในลักษณะฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่ผลิต อีกฝ่ายเป็นผู้จัดจำหน่าย

ไม่นานต่อมา มุรานิชิก็มองเห็นช่องทางร่ำรวยเปิดกว้าง นั่นคือ การทำธุรกิจหนังสือโป๊ ซึ่งกำลังเฟื่องฟูได้รับความนิยม

มุรานิชิสร้างความแตกต่างจากผลงานส่วนใหญ่ที่วางขายทั่วไป ซึ่งเป็นเพียงแค่การนำนางแบบมาถ่ายภาพโป๊เปลือย เขาผูกแต่งให้มีเรื่องราว ตอบสนองจินตนาการทางเพศที่โลดโผนกว่าปกติ และที่สำคัญคือ ปราศจากการเซนเซอร์ และวางขายใต้ดินผิดกฎหมาย

ความสำเร็จของมุรานิชิและเพื่อนพ้อง สั่นสะเทือนต่อธุรกิจของ ‘ราชาสื่อลามก’ ซึ่งครองตลาดส่วนใหญ่อยู่ก่อนแล้ว และเลยเถิดบานปลายกลายเป็นความขัดแย้ง จึงนำไปสู่การใช้เล่ห์เหลี่ยมอุบาย เพื่อกำจัดให้พ้นทาง

ผลก็คือ มุรานิชิตกระกำลำบากหลุดจากวงโคจรเป็นเวลาพอสมควร กว่าจะกลับมาได้อีก ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ก็เกิดขึ้น หนังสือโป๊เสื่อมความนิยม แทนที่ด้วยความเฟื่องฟูของวิดีโอ

 

 

เรื่องราวที่เหลือถัดจากนั้น ว่าด้วยการก้าวเข้ามาเป็นผู้กำกับหนังโป๊ของมุรานิชิ การสร้างงานที่แปลกแหวกแนวไปจากท้องตลาด การขับเคี่ยวกับคู่แข่งเดิม ซึ่งใช้อิทธิพล อำนาจ และเงินทุนที่เหนือกว่า กลั่นแกล้งเล่นงานในทุกๆ วิถีทาง

ตั้งแต่ episode 1 มีอีกเส้นเรื่องที่หนังเล่าแทรกไว้ทีละนิด นั่นคือ เรื่องราวของเด็กสาวนักศึกษาศิลปะชื่อเมกุมิ ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดี ใช้ชีวิตกับแม่ผู้เข้มงวดเคร่งศีลธรรม ตัวเมกุมิเองนั้น เต็มไปด้วยด้านขัดแย้งตรงข้าม ภาพภายนอกหรือด้านที่ปรากฏต่อสายตาผู้คน เธอเป็นเด็กสาวที่สุภาพเรียบร้อย ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี แต่เมื่ออยู่ในมุมส่วนตัว กลับกลายเป็นอีกคน เร่าร้อน และเต็มไปด้วยความอยากกระหายในเรื่องเซ็กซ์

เคียงข้างไปกับเรื่องการต่อสู้เผชิญอุปสรรคต่างๆ นานาในการทำหนังโป๊ของมุรานิชิ หนังก็เล่าถึงการขยับเคลื่อนจากไกลมาจนใกล้ของเมกุมิ กระทั่งท้ายที่สุดทั้งสองก็ได้พบกัน และจับคู่ร่วมทีมสร้างผลงานสั่นสะเทือนวงการหนัง AV

 

 

เหตุการณ์ในซีซันแรก เริ่มจากปี 1980 และจบลงที่การเปลี่ยนจากปีโชวะมาเป็นเฮเซในปี 1989

ข้อมูลที่ผมมาทราบหลังจากดูจบก็คือ โทรุ มุรานิชินั้นมีตัวตนอยู่จริง และได้ชื่อว่าเป็นทั้งผู้บุกเบิกและพลิกโฉมหนัง AV ญี่ปุ่น จนผิดรูปผิดร่างแตกต่างไปไกลจากยุคแรกเริ่มเป็นอันมาก กระทั่งได้รับฉายาว่าเป็น ‘Emperor of Porn’

หนังสร้างขึ้นโดยอิงจากงานเขียน non-fiction เรื่อง Zenru Kantoku Muranishi Toru Den (全裸監督 村西とおる伝) เขียนโดย โนบุฮิโระ โมโตฮาชิ

อย่างไรก็ตาม The Naked Director ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับสารคดีเลยนะครับ ตรงกันข้ามกลับมีลักษณะแบบเรื่องแต่งอย่างเต็มที่ และน่าจะมีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงในรายละเอียดปลีกย่อยอยู่เยอะพอสมควร

ผมได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า เป็นงานที่ผิดจากการคาดเดานั้น ผิดคาดทุกๆ ด้านเลยทีเดียว

แรกสุดคือ อารมณ์ของหนังนั้นมาทาง ‘ทีจริง’ มากกว่า ‘ทีเล่น’ (แม้ว่าจะมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดทาง แต่แก๊กต่างๆ ก็ไม่ได้เข้าข่าย ‘หมัดเด็ด’ เรียกเสียงหัวเราะ เป็นแค่มุกเบาๆ บางๆ เท่านั้น)

ถัดมาคือ ‘โป๊’ กว่าที่กะประมาณไว้เยอะ ทั้งจำนวนปริมาณการปรากฏและดีกรีความเข้มข้น

ตรงนี้เกี่ยวเนื่องถัดมากับเรื่องรสนิยมในการนำเสนอ ฉากเลิฟซีนและช่วงตอนการถ่ายทำหนังโป๊ ส่วนใหญ่เจตนาให้เป็น bad taste นะครับ แต่ความเก่งของคนทำก็คือ ใช้ภาพและมุมกล้อง เปิดเผยพอให้ผู้ชมเข้าใจ จากนั้นก็มีวิธีชั้นเชิงในการอำพรางไม่ให้หนักมือจนเกินควร

 

 

ความผิดคาดประการต่อมา คือ หนังไม่ได้เน้นแบบเจาะลึกไปที่เบื้องหลังการทำหนังโป๊ แต่เล่าภาพกว้างครอบคลุมหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่เส้นทางประวัติชีวิตของมุรานิชิ, การมุ่งมั่นยืนกรานต่อสู้เพื่อทำหนังโป๊ในแบบที่เขาเชื่อ ซึ่งเผชิญกับการต่อต้าน และโดนกล่าวหาว่าเป็นความลามกอนาจาร ทั้งจากฝ่ายคู่แข่งและผู้รักษากฎหมาย, การขับเคี่ยวห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดเอาเป็นเอาตายในธุรกิจหนังโป๊, การก่อร่างสร้างตัวและค่อยๆ เติบโตตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของหนัง AV ความข้องเกี่ยวพัวพันกับแวดวงมิจฉาชีพอย่างแนบแน่น, ข้อขัดแย้งเรื่องเสรีภาพและขอบเขตอันเหมาะควรในการเสนอเรื่องทางเพศต่อผู้คนวงกว้าง, สภาพสังคมญี่ปุ่นในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่, ความฉ้อฉลในแวดวงข้าราชการ ฯลฯ

สรุปโดยรวมคือ The Naked Director ใช้เรื่องราวประวัติชีวิตของโทรุ มุรานิชิ เป็นเครื่องมือในการนำพาผู้ชมเข้าไปสัมผัสกับด้านมืดมากมายในสังคมญี่ปุ่น แง่มุมนี้เป็นส่วนที่ผมชอบและคิดว่าทำออกมาได้โดดเด่นมากสุดในซีรีส์ชุดนี้

นอกจากจะเล่าผ่านตัวเหตุการณ์เรื่องราวแล้ว บรรยากาศของยุคสมัย ยังเล่าผ่านงานสร้างแบบหนังพีเรียด ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย รวมถึงการอ้างอิงภาพจากรายการข่าวทางโทรทัศน์

การสะท้อนภาพด้านลบเยอะแยะมากมายของสังคมญี่ปุ่นใน The Naked Director นั้น เล่าด้วยน้ำเสียงถ้อยทีเชิงบันทึกเหตุการณ์ หยิบจับมันออกมาวางแผ่ให้ผู้ชมเห็นว่ามีอะไรบ้าง มากกว่าจะแทรกปนความคิดของคนทำในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือมีท่าทีตัดสินชี้นำ

พูดอีกแบบคือ หนังมีประเด็นแง่คิดอยู่เพียบพร้อม แต่ไม่ได้เล่าออกมาแบบสั่งสอน และปล่อยให้ผู้ชมเลือกใช้วิจารณญาณกันตามอัธยาศัย

โดยทิศทางความเป็นไป ผมคิดว่า The Naked Director อยู่ในครรลองใกล้เคียงกับซีรีส์เรื่อง Breaking Bad มากกว่า Boogie Nights หรือ The People vs. Larry Flynt

Breaking Bad เล่าถึงครูสอนวิชาเคมีในโรงเรียนมัธยม ฐานะค่อนข้างขัดสน เมื่อพบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็ง และอาจหลงเหลือเวลาอีกไม่นานนัก จึงคิดที่จะหาเงินก้อนใหญ่เพื่อมิให้ลูกเมียต้องลำบาก  แล้วสถานการณ์ก็ชักนำให้เข้าไปพัวพันกับการผลิตและจำหน่ายยาเสพติด ยิ่งนานวันก็ยิ่งถลำลึกมากขึ้นตามลำดับ และเลยเถิดบานปลายไปถึงการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งปลดปล่อยความชั่วร้ายในตัว ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีไม่เคยตระหนักว่ามันมีอยู่ กลายเป็นคนโฉดชั่วเลวทรามสุดขีด

The Naked Director คล้ายกันตรงที่ โทรุ มุรานิชิในเบื้องต้น เป็นเซลส์แมนซื่อๆ เป็นคนรักครอบครัวแต่ระบบการทำงานทุ่มเทหามรุ่งหามค่ำตามวิถีคนญี่ปุ่น และการแข่งขันเข้มข้นหนักหน่วง ซึ่งไม่มีที่ยืนสำหรับผู้แพ้ ก็ผลักดันให้เขาต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอด จนถึงจุดหนึ่งเมื่อเกิดการสะดุดทางธุรกิจ ผลพวงจากการอุทิศให้กับงานอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้ชีวิตครอบครัวพังพินาศตามไปด้วย

พฤติกรรมต่อๆ มาของมุรานิชิ เป็นคล้ายๆ การตอบโต้แก้แค้น หรือเอาคืนกับสังคมรอบๆ ข้าง ทั้งความพยายามลบล้างขจัดปมเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ และการจับจุดมุ่งสนองความใฝ่ฝันในด้านที่ปกปิดของผู้คนอย่างเช่น ความปรารถนาและจินตนาการเรื่องเซ็กซ์

บนเส้นทางไต่ระดับไปสู่การเป็นผู้กำกับหนังโป๊ของมุรานิชิ ด้านหนึ่งเขาก็ดูเป็นพระเอกที่รวบรวมสมาชิกจำพวกคนขี้แพ้ เข้ารบราต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามที่เหนือกว่าทุกๆ ด้าน และดูเหมือนเป็นศัตรูที่ไม่มีวันเอาชนะได้

แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่งานเชิดชูซูเปอร์ฮีโร ด้านลบของตัวละครจึงมีให้เห็นมากพอๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเดินไปสู่ธุรกิจสีเทา และพร้อมจะละเมิดกติกาทำผิดกฎหมาย โดยไม่แยแสใส่ใจผลลัพธ์ที่จะติดตามมา, การปฏิบัติต่อนักแสดงหญิง ซึ่งชวนให้เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นการเหยียดและกดขี่ทางเพศหรือไม่? รวมถึงรสนิยมอันปรากฏในงานกำกับ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า อาจสะท้อนถึงความป่วยไข้วิปริตในจิตใจของเขา

พูดได้ว่า ตลอดการดูตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อผ่านจุด ‘อวสานเซลส์แมน’ แล้ว ที่เหลือถัดจากนั้น มุรานิชิเป็นตัวละครที่ผมติดตามโดยปราศจากความรู้สึกเอาใจช่วย และเป็นส่วนที่ผมไม่ชอบมากที่สุดในซีรีส์เรื่องนี้ (แบบไม่เกี่ยวกับฝีมือการแสดงหรือคุณภาพของเนื้องาน)

เป็นความไม่ชอบพฤติกรรมของตัวละคร รวมทั้งไม่เข้าใจความคิดของตัวละครด้วยนะครับ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นซีรีส์ ซึ่งคาดคะเนไม่ได้ว่าจะสร้างออกมาอีกกี่ซีซัน ไม่ทราบว่าเรื่องราวลำดับถัดจากนี้จะมุ่งไปทางใด โอกาสที่ตัวละครจะเกิดความเปลี่ยนแปลงและพัฒนา จนผมต้องกลืนน้ำลายถอนคำพูด ก็มีความเป็นไปได้มากเช่นกัน

ผมเดา (อีกแล้ว) ว่า ช่วงระหว่างที่ทำซีซันแรก และยังไม่ได้เผยแพร่ ยังไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จได้รับความนิยมหรือไม่ The Naked Director จึงมีการเล่าเรื่องและจบทิ้งท้ายแบบกึ่งยิงกึ่งผ่าน คือ มีจุดจบบทสรุปลงเอยครบถ้วนในตัว (เผื่อไว้ในกรณีที่ไม่ได้สร้างต่อ) พร้อมๆ กันนั้นก็ยังเหลือเงื่อนปมหลายๆ ส่วนที่เร่งเร้าความสนใจให้อยากติดตามตอนต่อไปอยู่บ้างพอสมควร (ตอนนี้ผลก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ฮิตถล่มทลายจนได้ทำซีซัน 2)

สิ่งที่ผมเดาไว้ในย่อหน้าที่แล้วยังไม่ได้ขยายความก็คือ การจบแบบกึ่งยิงกึ่งผ่าน ส่งผลให้ช่วงประมาณสุดท้าย จังหวะของหนังรีบเร่งในการบอกเล่าจนหลุดโทน ค่อนข้างห้วนแตกต่างจากช่วงต้นๆ อยู่พอสมควร

พ้นจากนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องตัดพ้อกัน เป็นซีรีส์ที่ดูสนุกชวนติดตาม แต่ไม่แนะนำ ไม่เชิญชวนดู ไม่ทักท้วงห้ามปราม และไม่มีคำเตือน

แล้วแต่จิตศรัทธานะครับ

 

Author

Nara

นรา - นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม