สุรัชนี ศรีใย เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

ตั้งแต่มีการพัฒนาอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุค Web 2.0 และมีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลายในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 แน่นอนว่าช่องทางการสื่อสารในรูปแบบใหม่นี้ก็ถูกนำมาใช้เพื่อประเด็นทางการเมือง

นักรัฐศาสตร์หลายคนเคยทำการศึกษาบทบาทของแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ที่มีต่อการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนและพบว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้มีบทบาทในการกดดันให้รัฐลดการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ผู้เห็นต่าง เพราะหากข้อมูลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนถูกกระจายไปอย่างแพร่หลาย อาจส่งผลในทางลบต่อตัวรัฐเอง ทำให้เกิดภาวะได้ไม่คุ้มเสียขึ้น กล่าวคือหากประชาชนในประเทศรับทราบถึงการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ผู้เห็นต่างของรัฐ อาจทำให้เกิดความไม่พอใจและออกมาร่วมกับผู้เห็นต่างมากขึ้น

ในขณะเดียวกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานของคณะมนตรีเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็อาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาประชาคมโลกเสียหายอีกด้วย ดังนั้นแม้ว่านักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั่วทุกมุมโลกจะหันมาเลือกใช้โซเชียลมีเดียเพราะหลายเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันไป แต่จุดร่วมกันของหลายขบวนการเคลื่อนไหวในยุคนี้คือการพยายามสร้างเกราะป้องกัน (safety net) ให้กับตัวเองผ่านความสามารถในการกระจายข้อมูลในวงกว้างของโซเชียลมีเดียอย่างที่กล่าวมานี่เอง

ตัวอย่างหนึ่งคือการที่ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ โพสต์สเตตัสและไลฟ์สดในเฟซบุ๊กหลังจากที่เขาและเพื่อนๆ ไปอ่านประกาศคณะราษฏรเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ พ.ศ. 2475 (เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2563) แล้วถูกกลุ่มคนซึ่งเพนกวินอ้างว่าถูกส่งมาจากหน่วยพิเศษของรัฐติดตาม โดยโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ไปกว่า 500 ครั้ง ส่วนวิดีโอนั้นถูกแชร์ไปเกิน 100 ครั้งและมียอดผู้ชมกว่า 1.7 แสนวิว

 

ที่มา : เพจ เพนกวิน – พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak

 

นอกจากกรณีของเพนกวินแล้ว หลายต่อหลายครั้งเราก็ได้เห็นนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารเรื่องการถูกคุกคามโดยรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงหลังที่หากมีการจับกุมนักศึกษาและนักกิจกรรมเมื่อใดก็จะมีการไลฟ์สดขณะโดนจับแทบทุกครั้ง ตัวอย่างเช่นกรณีของ ฟอร์ด-ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี หรือ ทนายอานนท์ นำภา ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสื่อสารอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติการด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเมื่อสเตตัสเหล่านี้ถูกแชร์ไปอย่างแพร่หลายบนโลกออนไลน์

 

 

อย่างไรก็ตาม กรณีการอุ้มหาย ทำร้ายร่างกาย หรือข่มขู่ผู้เห็นต่างก็ยังเกิดขึ้นและมีให้เห็นอยู่ในยุคสังคมโซเชียลนี้ เช่นกรณีล่าสุดของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ ‘กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ’ และนักกิจกรรมทางสังคมที่ลี้ภัยออกนอกประเทศตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557

คำถามที่ตามมาก็คือ ถ้าโซเชียลมีเดียสามารถเป็นเกราะป้องกันนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากเงื้อมมือของรัฐได้จริง ทำไมยังมีการจัดการกับผู้เห็นต่างด้วยวิธีการเหล่านี้อีก?

หนึ่งในคำอธิบายของปัญหานี้อยู่ในงานวิจัยที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้เมื่อปี 2561 ใน Journal of Human Rights ว่าโซเชียลมีเดียหรือการแผ่ขยายของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น แม้จะมีบทบาทในการสร้างแรงกดดันให้รัฐทั้งภายในและนอกอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นจริง แต่ก็ไม่ได้ใช้ได้กับทุกที่ในโลก และสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงร่วมด้วยคือลักษณะเฉพาะของแต่ละระบอบการปกครอง (regime characteristics)

ข้อค้นพบหลักของงานนี้ก็คือ protective effect ของแพลตฟอร์มออนไลน์จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งมักจะอ่อนไหวต่อแรงกดดันและมักหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้เห็นต่างมากกว่าประเทศที่ปกครองโดยระบอบอื่นๆ

หากดูให้ลึกลงไปอีกก็พบว่าประเทศที่มีการควบคุมอำนาจรัฐผ่านช่องทางสถาบันทางการเมืองต่างๆ และการเลือกตั้งที่โปร่งใสมักจะมีอัตราการล่วงละเมิดทางกายภาพของผู้เห็นต่าง (physical integrity) ลดลงเมื่อมีจำนวนผู้ในอินเทอร์เน็ตในประเทศเพิ่มขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มประเทศที่มีตำแหน่งแห่งที่ในประชาคมโลก โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ มักจะมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่าง เพราะอาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติเสียหาย ส่งผลให้สูญเสียคู่ค้าหรือถึงขั้นถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่นกรณีของจีนกับการจัดการกับผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง จีนซึ่งถือว่าเป็นรัฐที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูง (strong state with high capacity) แถมยังเคยมีประวัติการใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างมาอย่างโชกโชน เช่น การสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี ค.ศ.1989 กลับเลือกที่จะใช้ช่องทางทางกฎหมายมาบีบฮ่องกง หรือยืมมือรัฐบาลฮ่องกงเองในการจัดการกับผู้ชุมนุม เรืยกได้ว่าจีนพยายามวางตัวให้ห่างจากการกระทบกระทั่งครั้งนี้ แม้ว่าหากมองในมุมด้านขีดความสามารถและกำลังแล้วจีนสามารถทำได้ นั่นเป็นเพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ของโลกแถมยังเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย

เมื่อย้อนกลับมาดูบริบทของประเทศไทย เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศของเรานั้นไม่เข้าข่ายใดๆ เลยที่งานวิจัยเคยพบว่าเป็นปัจจัยที่จะส่งเสริม กล่าวคือเราไม่ได้ถูกปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่มีกลไกเชิงสถาบันที่สามารถควบคุมหรือคานอำนาจกับฝ่ายบริหารได้ หนำซ้ำการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้โปร่งใสเท่าที่ควรเสียด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะยังพบเห็นการแทรกแซงของรัฐกับการดำเนินกิจกรรมของผู้เห็นต่างอยู่ แม้ว่าประเทศไทยจะมีอัตราผู้ใช้สื่อโซเชียลเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและของโลก

อีกประการหนึ่งเมื่อพูดถึงความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนในมิตินานาชาตินั้น แม้ว่าประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของ The Universal Declaration of Human Rights (UDHR) ขององค์การสหประชาชาติในฐานะประเทศภาคีสมาชิกแล้ว แต่เรายังไม่ได้รับเป็นภาคีของ International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (CED) ซึ่งเป็นพิธีสารเพิ่มเติมซึ่งต่อยอดมาจาก UDHR เกี่ยวกับประเด็นการห้ามไม่ให้รัฐทำให้บุคคลใดสูญหายไม่ว่ากรณีใดๆ (กัมพูชาเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เซ็นรับและเป็นภาคีของพิธีสารนี้) นั่นแปลว่ารัฐไทยไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยสนธิสัญญาระหว่างประเทศในส่วนนี้เลย

ดังนั้น หากจะประเมินความเสี่ยงในการดำเนินกิจกรรมของฝ่ายที่เห็นต่างแล้วก็ยังคงมีสูงอยู่มากในบริบทของประเทศไทย ซึ่งไม่ว่านักเคลื่อนไหวทางการเมืองเองหรือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั่วไปก็ควรนำจุดนี้มาประกอบการตัดสินใจในการเลือกทำกิจกรรมหรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วย

 

 


อ้างอิง

BAK, Daehee, Surachanee Sriyai, and Stephen A. Meserve. (2018). The internet and state repression: A cross-national analysis of the limits of digital constraint. Journal of Human Rights, 17(5), 642-659.

POWERS, Michael. (2016) A new era of human rights news? Contrasting two paradigms of human rights news-making. Journal of Human Rights, 15(3), 314-329.

RISTOVSKA, Sandra. (2016) The rise of eyewitness video and its implications for human rights: Conceptual and methodological approaches. Journal of Human Rights, 15(3), 347-360.

Author