fbpx
ความเสมอภาคทางการศึกษา The Great Gatsby Curve และทุนมนุษย์ของไทย

ความเสมอภาคทางการศึกษา The Great Gatsby Curve และทุนมนุษย์ของไทย

วิมุต วานิชเจริญธรรม เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

ในช่วงวันที่ 10-11 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมานี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย องค์กรการศึกษา ยูเนสโก, องค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก ได้จัดการประชุมวิชาการนานาชาติในหัวข้อ “เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปวงชนเพื่อการศึกษา” ขึ้นที่ประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และบทเรียนจากงานวิจัยโดยนักวิจัยชั้นนำด้านเศรษฐศาสตร์และด้านการศึกษาจากทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งหวังจะกลั่นกรององค์ความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นนโยบายเชิงปฏิบัติที่สร้างให้เกิดความเท่าเทียมกันในโอกาสทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้า

ความไม่เสมอภาคทางการศึกษาเกิดจากความไม่เท่าเทียมของโอกาสในชีวิต เด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนอาจไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับชีวิตการทำงานในอนาคตได้เท่าเทียมกับเด็กๆ ที่เกิดในครอบครัวร่ำรวย

พูดอีกอย่างคือ ‘ความไม่เท่าเทียมในโอกาส’ เปรียบเสมือนกำแพงที่ขวางกั้นมิให้พวกเขาก้าวข้ามความยากจน และไม่สามารถเลื่อนเศรษฐานะให้สูงขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่ได้ ซ้ำร้ายโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจที่ย่ำฐานอยู่กับที่ ยังตกทอดต่อไปยังรุ่นลูกหลาน จนกลายเป็นสภาพสังคมที่คนรุ่นหลังไม่อาจก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าคนรุ่นก่อน หรือที่เรียกว่า Intergenerational immobility

อลัน ครูเกอร์ (Alan Krueger) นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้นำประเด็นนี้มากระตุ้นชาวอเมริกันให้ตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมผ่านปาฐกถาที่ Center for American Progress เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2012

ในปาฐกถาครั้งนั้น ครูเกอร์ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการขาดโอกาสที่จะก้าวข้ามเศรษฐานะของบุพการีกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยหยิบยกข้อค้นพบจากงานวิจัยของไมลส์ คอแร็ก (Miles Corak) มาประกอบเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์

ในงานวิจัยของคอแร็กนั้นได้นำข้อมูลเงินได้ของรุ่นพ่อกับรุ่นลูกจากนานาประเทศ มาหาความสัมพันธ์ในทางสถิติ และประมาณค่าออกมาเป็นตัวชี้วัดอุปสรรคในการขยับเศรษฐานะของรุ่นลูก เรียกว่า “ค่าความยืดหยุ่นของรายได้ต่างรุ่นอายุ (Intergenerational earning elasticity)” ความยืดหยุ่นนี้มีค่าระหว่าง ศูนย์กับ 1 โดยหากความยืดหยุ่นมีค่าใกล้ 1 มากเท่าใด ยิ่งสะท้อนถึงเศรษฐานะที่ย่ำฐานอยู่ระดับเดิม นั่นหมายความว่า ลูกหลานของครัวเรือนที่ยากจนก็จะยังคงยากจนไม่เปลี่ยนแปลง

จากแผนภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่าคู่ลำดับของค่าความยืดหยุ่น (แสดงค่าบนแกนตั้ง) กับดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำ (ดัชนีจีนี่) เรียงตัวกันอยู่เป็นแนวรอบเส้นตรงที่ลาดชันขึ้น บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงตามกัน กล่าวคือ คนในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในรายได้สูง จะมีความลำบากในการยกเศรษฐานะให้ก้าวข้ามระดับของบุพการี ในทางกลับกันประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำน้อย ลูกหลานของครอบครัวที่มีฐานะยากจนจะมีโอกาสสูงที่จะมีเศรษฐานะมั่งคั่งกว่าบุพการี

แผนภาพที่ 1 The Great Gatsby Curve

The Great Gatsby Curve

ที่มา Becker, Kominers, Murphy and Spenkuch (2018)

ข้อค้นพบของคอแร็ก ชี้ให้เห็นว่าประเทศสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และประเทศอิตาลี เป็นประเทศในกลุ่ม OECD ลำดับต้นๆ ที่มีความเหลื่อมล้ำในรายได้สูงและมีค่าความยืดหยุ่นของรายได้ต่างรุ่นอายุมากเช่นกัน

อลัน ครูเกอร์นำรูปกราฟนี้มาใช้ในปาฐกถาของเขา โดยเรียกขานรูปนี้ว่า “The Great Gatsby Curve” ล้อกับชื่อวรรณกรรมอมตะของ เอฟ. สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) ซึ่งเล่าเรื่องราวของ หนุ่มอเมริกันจากครอบครัวยากจนที่สร้างเนื้อสร้างตัวจนกลายมาเป็นมหาเศรษฐี

พล็อตของนิยายเรื่องนี้สอดรับกับภาพฝันของชาวอเมริกัน (American dream) ที่เชื่อว่าทุกชีวิตที่เกิดบนแผ่นดินอเมริกานั้น มีโอกาสที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวให้ร่ำรวยมั่งคั่งได้อย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นการเรียกขานชื่อเส้นกราฟของครูเกอร์จึงไม่ต่างกับการปลุกคนอเมริกันในตื่นจากความฝันที่เพ้อเจ้อไม่เป็นจริง เพราะแผนภาพที่ 1 ฟ้องให้เห็นว่าการก้าวข้ามชีวิตคนจนขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยในสังคมอเมริกา

ครูเกอร์ได้สื่องานวิจัยด้วยการอ้างอิงกับนวนิยายที่คนอเมริกันรู้จักกันดี และทำให้เส้นกราฟนี้เป็นโจทย์วิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องพากันหาหนทางแก้ไข เพื่อให้สังคมมีการยกระดับเศรษฐานะได้ง่ายขึ้น

มีงานวิจัยมากมายที่พยายามวิเคราะห์ต้นตอของ The Great Gatsby Curve แต่ผู้เขียนจะขอหยิบยกงานชื่อ “A theory of Intergenerational Mobility” ของแกรี เบคเกอร์ (Gary Becker) และคณะที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Political Economy ในปี ค.ศ. 2018 มาเล่าไว้ ณ ที่นี้

ในงานวิจัยของเบคเกอร์และคณะ ได้อธิบายว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุคสมัยปัจจุบันกับ “ทุนมนุษย์” หรือ Human capital มีส่วนขัดขวางมิให้ครัวเรือนรายได้น้อยยกฐานะให้มั่งคั่งขึ้นได้

คำว่า ‘ทุนมนุษย์’ เป็นนามธรรมที่สะท้อนถึง องค์ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะต่างๆ ของแรงงานซึ่งเป็นที่พึงประสงค์ในตลาดแรงงาน เหตุที่เรียกคุณลักษณะดังกล่าวว่า “ทุน” ก็เพราะว่า ทั้งองค์ความรู้และทักษะต่างมีความยั่งยืน คงทน ไม่เสื่อมค่าได้ง่าย (เช่นคนเราเมื่อมีทักษะในการขับรถ ก็จะไม่สูญเสียทักษะนั้นไปในเวลาสั้นๆ) นอกจากนี้การจะได้มาซึ่งทุนมนุษย์ต้องมีการ “ลงทุน” ไม่ว่าจะในรูปทรัพยากรหรือในรูปของเวลา (เช่น เพื่อให้ได้ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ แรงงานต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ฝึกฝนและต้องมีค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในทักษะดังกล่าว)

ทุนมนุษย์มีส่วนสำคัญในการอธิบายความเหลื่อมล้ำในรายได้สองประการคือ

หนึ่ง แรงงานที่มีระดับทุนมนุษย์สูงจะมีผลิตภาพในการทำงานสูงและจะได้รับผลตอบแทนจากการทำงานสูงตามไปด้วย ซึ่งครัวเรือนที่มีฐานะดีย่อมมีความพร้อมที่จะลงทุนในทุนมนุษย์ให้กับลูกหลานมากกว่าครัวเรือนที่ยากจน ดังนั้นลูกหลานของครอบครัวที่ร่ำรวยจึงประสบความสำเร็จในตลาดแรงงานและมีแนวโน้มที่จะร่ำรวยมั่งคั่งต่อไป

สอง งานวิจัยของเบคเกอร์และคณะชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันสร้างผลตอบแทนที่เอื้อประโยชน์กับแรงงานทักษะสูงมากกว่าแรงงานด้อยทักษะ ดังนั้นผู้ที่มีระดับทุนมนุษย์สูงจึงเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้มากกว่า และมีรายได้ที่เพิ่มสูงกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม

ด้วยคำอธิบายทั้งสองข้อข้างต้น เราจะพบว่าลูกหลานของครัวเรือนยากจนต้องเผชิญกับกำแพงสูงที่ขวางกั้นไม่ให้พวกเขาเข้าถึงงานที่ให้ผลตอบแทนสูง ส่งผลให้เศรษฐานะของพวกเขาย่ำฐานอยู่ที่เดิมเฉกเช่นกับบุพการี

ธนาคารโลกได้พยายามสร้างดัชนีทุนมนุษย์ (Human capital index) ขึ้น โดยนำตัวชี้วัดต่างๆ ทางด้านการศึกษา และด้านสาธารณสุขมาประมวลเป็นตัวบ่งชี้ระดับทุนมนุษย์ของแต่ละประเทศ โดยค่าตัวเลขดัชนีที่ประมวลได้นั้น บอกให้ทราบว่า เด็กแรกเกิดในวันนี้นั้น เมื่อถึงวัยที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต จะมีผลิตภาพมากน้อยเพียงใด โดยวัดออกมาเป็นสัดส่วนของผลิตภาพได้รับจากการพัฒนาเต็มศักยภาพ

ตัวชี้วัดที่นำมาใช้ประมวลค่าดัชนีทุนมนุษย์ได้แก่

1) โอกาสที่จะอยู่รอดถึงอายุ 5 ขวบ (Probability of survival to age 5)

2) จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่ไม่มีปัญหาการเติบโตชะงักงัน (Children under 5 not stunted)

3) อัตราการรอดชีพของผู้ใหญ่ (Adult survival rate)

4) จำนวนปีในโรงเรียนที่คาดการณ์ (Expected years of schooling)

5) คะแนนจากการทดสอบที่แปลงเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก (Harmonized test score) และ

6) จำนวนปีของการศึกษาที่ปรับด้วยความรู้ที่ได้จริงจากการเรียน (Learning-adjusted years of school)

ดัชนีทุนมนุษย์ของประเทศไทยมีค่าเท่ากับ 0.6 ซึ่งหมายความว่าเมื่อเด็กแรกเกิดในวันนี้กลายเป็นแรงงานในอีก 18 ปีข้างหน้า เขา/เธอจะมีทุนมนุษย์เท่ากับร้อยละ 60 ของระดับทุนมนุษย์เต็มศักยภาพ มองในอีกด้านของเหรียญคือยังห่างจากระดับเต็มศักยภาพอยู่ ร้อยละ 40

ค่าดัชนีทุนมนุษย์ของประเทศไทยจัดได้ว่าอยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของโลก (เท่ากับ 0.57) แต่ก็ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ (ซึ่งมีค่าดัชนีทุนมนุษย์เท่ากับ 0.9)

หากจะวิเคราะห์ถึงต้นตอที่ทำให้ค่าดัชนีทุนมนุษย์ของประเทศไทยอยู่ในกลุ่มคะแนนปานกลาง จะพบว่ามาจากตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษา (ตัวชี้วัดที่ 5-6) เป็นสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีค่าของตัวชี้วัดด้านนี้น้อยกว่าด้านอื่นๆ กล่าวคือในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าและสิทธิการศึกษาฟรี 12 ปี มีส่วนช่วยให้ทุกครัวเรือนในประเทศไทยสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการศึกษาพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียมกัน และทำให้ประเทศไทยได้คะแนนจากตัวชี้วัด 1-4 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษาที่นำมาใช้คำนวณดัชนีทุนมนุษย์บ่งชี้ถึงคุณภาพที่ยังอ่อนด้อยของนักเรียนไทยโดยเฉลี่ย กล่าวคือ นักเรียนไทยโดยเฉลี่ยได้คะแนนจากการทดสอบที่แปลงเป็นมาตรฐานเดียวกัน เท่ากับ 436 คะแนน จากคะแนนสูงสุด 625 และจำนวนปีที่ปรับด้วยความรู้ที่ได้จริงจากการเรียนมีค่าเท่ากับ 8.6 ปี ซึ่งต่ำกว่าจำนวนปีสูงสุดของการศึกษาพื้นฐานคือ 14 ปี คะแนนจากตัวชี้วัดทั้งสองนี้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับคะแนนเฉลี่ยของโลก ซึ่งยังห่างไกลจากระดับของการพัฒนาเต็มศักยภาพ นั่นหมายความว่า จำนวนเวลาเรียนที่ลงทุนไปเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์นั้น ให้ผลตอบแทนการลงทุนกลับมาต่ำกว่าที่ควร

ทั้งธนาคารโลกและนักวิชาการไทยต่างได้เคยวิเคราะห์ผลสอบที่ผ่านมาจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for international student assessment หรือ PISA) เพื่อค้นหาสาเหตุที่ประเทศไทยได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในการสอบวัดความรู้ทั้ง 3 ด้านคือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่าความเหลื่อมล้ำในด้านเศรษฐานะมีความเชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา กล่าวคือ คะแนนสอบในด้านวิทยาศาสตร์และด้านการอ่านของกลุ่มนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีเศรษฐานะในกลุ่ม 20% บนสุด มีค่าสูงกว่านักเรียนที่มาจากครัวเรือนที่มีเศรษฐานะในกลุ่ม 20% ล่างสุด และช่องว่างระหว่างผลคะแนนทั้งสองด้านนี้ มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงปีหลังๆ

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาทุนมนุษย์นั้นมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และยิ่งทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษานั้นเป็นศูนย์กลางของการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น และส่งเสริมการยกระดับความเป็นอยู่ของครัวเรือนในระดับฐานรากของสังคม อย่างไรก็ดี การพัฒนาให้เกิดความเท่าเทียมในทุกพื้นที่และทุกระดับเศรษฐานะนั้นย่อมต้องใช้ทรัพยากรจากภาครัฐจำนวนมหาศาล เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจประสบความสำเร็จ บางทีเราอาจต้องเริ่มต้นจากภาครัฐที่ตระหนักถึงความสำคัญของความเท่าเทียมกันในทุกมิติของสังคมก่อน

อ้างอิง

Gary Becker, Scott Kominers, Kevin Murphy and Jorg Spenkuch, “A Theory of Intergenerational Mobility” , Journal of Political Economy, vol. 126(S1), pp. 7-25

Miles Corak (2013), “Inequality from Generation to Generation:  The United States in Comparison,” in Robert Rycroft (editor), The Economics of Inequality, Poverty, and Discrimination in the 21st Century, ABC-CLIO.

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save