fbpx
‘กรรมวิธีและการลงทัณฑ์’ ความเป็นธรรมของการใช้โทษประหารใน ‘ประเทศยกเว้น’

‘กรรมวิธีและการลงทัณฑ์’ ความเป็นธรรมของการใช้โทษประหารใน ‘ประเทศยกเว้น’

วจนา วรรลยางกูร เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

หลังสิ้นเสียงปืนที่ศาลจังหวัดยะลาในวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ชื่อของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ก็ถูกพูดถึงทั่วสังคมไทย พร้อมคำแถลงที่ให้เหตุผลที่บ่งชี้ถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงความกดดันของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีในพื้นที่ซึ่งมีการใช้กฎหมายพิเศษ

แม้จนถึงวันนี้ยังไม่มีความกระจ่างในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คำแถลง 25 หน้า จุดชนวนให้เกิดการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบยุติธรรมของประเทศไทย และสิ่งที่เราควรจะมุ่งหน้าไปเพื่อช่วยกันยกระดับความเป็นธรรมในสังคม

ช่วงเวลาระหว่างนี้ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าเกิดการแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม แต่น่าสนใจว่าในคำแถลงระบุว่ามีความเห็นแย้งระหว่างการยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักพอจะลงโทษจำเลย กับการให้ลงโทษสถานหนักคือประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นอีกครั้งที่กระตุ้นให้สังคมไทยทบทวนเรื่องการใช้โทษประหาร เช่นเดียวกับ​การพูดคุยเรื่องความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระบบยุติธรรม

 

พื้นที่พิเศษ หลักฐานจาก ‘กรรมวิธี’ และความกดดันของผู้พิพากษา

 

“ไม่นานนี้ทราบว่าผู้พิพากษาทางใต้ของไทยยิงตัวเอง ไม่ทราบว่าท่านอยู่ใต้ความกดดันใดหรือไม่ แต่ท่านอยู่ในประเทศที่ผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสินลงโทษประหารชีวิต ทำให้ท่านต้องมีความตึงเครียดมาก การเป็นผู้พิพากษาที่ต้องตัดสินโทษประหารกับคนอื่นไม่ได้ต่างจากการทำหน้าที่ของเพชฌฆาต สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ผู้พิพากษารู้สึกดีที่ตัดสินลงโทษประหารชีวิต ในต่างประเทศมีผู้พิพากษาหลายท่านที่เคยตัดสินโทษประหารชีวิตแล้วลาออกจากงานเพราะไม่ได้รู้สึกดี ใครที่เคยตัดสินประหารใครสักครั้งจะต้องตระหนักใคร่ครวญถึงงานนั้นว่าเราอยากตัดสินที่จะฆ่าใครหรือไม่”

ฮานน์ โซฟี เกรฟ กรรมาธิการคณะกรรมการสากลต่อต้านโทษประหารชีวิตและอดีตผู้พิพากษาศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ให้ความเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้พิพากษา

อีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏในคดีที่ผู้พิพากษาคณากรกล่าวถึงในคำแถลงคือ พยานหลักฐานทั้งหมดเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ซักถามเป็นเวลานานในฐานะผู้ต้องสงสัยตามกฎหมายพิเศษคือกฎอัยการศึกและพรก.ฉุกเฉิน

“ผมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องสงสัยนี้มีศักดิ์ของความเป็นผู้บริสุทธิ์เหนือกว่าผู้ต้องหา แต่กลับมีสิทธิทางกฎหมายด้อยกว่าผู้ต้องหา”

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศไทยและสากลแสดงความกังวลหลายครั้ง ด้วยเล็งเห็น​ถึงความเสี่ยงของการใช้กฎหมายพิเศษที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน

สมชาย หอมลออ ทนายความสิทธิมนุษยชน ให้ความเห็นว่าจำเลยที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในหลายคดีเป็นกลุ่มคนเปราะบาง ชนกลุ่มน้อย ถูกกล่าวหาว่าค้ายาเสพติด ถูกกล่าวหาว่าแบ่งแยกดินแดน และส่วนมากไม่มีเงินไปจ้างทนายสู้คดี จึงมีโอกาสต้องโทษประหารชีวิตมาก

“ปัจจุบันมีจำนวนผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดนต้องโทษประหารชีวิตมากขึ้น กรณีผู้พิพากษาคณากรก็มีระบุไว้ในคำแถลง เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งนำโดยทหารใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกจับผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน สามารถนำมาขังที่ค่ายทหารได้ 7 วันโดยไม่ต้องขออนุญาตศาล เมื่อก่อนเอาไปขังที่ค่ายไหนก็ไม่บอกญาติ แต่ปัจจุบัน ต้องมีการลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ ระหว่างขัง

“7 วันเขาแทบไม่ได้เจอญาติและทนาย จากนั้นส่งตัวไปศูนย์ซักถาม คุมตัวตามพรก.ฉุกเฉินครั้งละ 7 วัน จนครบ 30 วัน ระหว่างนั้นจะมีการซักถาม ซึ่งเจ้าหน้าที่เรียกว่า ‘กรรมวิธี’ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าหมายถึงอะไร แต่จากการสอบข้อเท็จจริงขององค์กรสิทธิมนุษยชนพบว่ากรรมวิธีคือการทรมานเพื่อให้ได้ข้อมูล เช่น คำรับสารภาพหรือคำซัดทอด มีการบันทึกให้ผู้ต้องสงสัยลงชื่อยืนยันว่าไม่มีการทรมาน

“ผู้พิพากษาคณากรเขียนไว้ว่า คนเหล่านี้เป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ทำไมเขาจึงมีสิทธิในการแจ้งสิทธิ การติดต่อญาติ การติดต่อทนาย น้อยกว่าผู้ต้องหา แต่ศาลไทยรับฟังบันทึกของพยานโดยที่พยานให้ถ้อยคำผ่านกรรมวิธี ศาลอาจอธิบายว่าไม่ใช่พยานหลักฐานหลัก แต่ใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ แต่ก็ถือว่าเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ถูกตั้งคำถามว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ ไม่แปลกใจว่ากรรมวิธีและกระบวนการเหล่านี้ทำให้เรามีนักโทษประหารเพิ่มขึ้นทุกวัน” สมชายกล่าว

นับเป็นความสุ่มเสี่ยงที่จะมีการใช้กฎหมายที่มีการลงโทษรุนแรงถึงชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งใช้กฎหมายพิเศษซึ่งมีการจำกัดสิทธิบางอย่างของผู้ต้องสงสัย ที่มีรายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนว่ามีการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยระหว่างการสอบสวนเพื่อให้ได้คำรับสารภาพ

 

อาชญากรรมไม่ลดลงเพราะโทษประหาร

 

ในเดือนมิถุนายน 2561 นิด้าโพล สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “โทษประหารชีวิต ควรหยุดหรือไปต่อ” หลังมีการประหารนักโทษคนล่าสุด พบว่า 80.50% เห็นว่าผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรงควรได้รับโทษประหารชีวิต 85.29% คิดว่าการประหารชีวิตทำให้กระบวนการยุติธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น 79.05% คิดว่าโทษประหารจะทำให้คดีอาชญากรรมลดลง 92.49% เห็นว่าควรให้มีโทษประหารชีวิตต่อไป และผู้สนับสนุนโทษประหารชีวิต 54.45% เห็นว่าคดีฆ่าข่มขืนควรได้รับโทษประหารชีวิตมากที่สุด

น่าสนใจว่าเหตุผลหลักที่ผู้สนับสนุนการใช้โทษประหารในไทยคือ เชื่อว่าหากมีการลงโทษรุนแรงถึงชีวิตแล้วจะทำให้อาชญากรกลัวและไม่กล้ากระทำความผิด แต่มีการศึกษาเชิงอาชญาวิทยาหลายชิ้นที่พบว่าสองสิ่งนี้ไม่ได้สัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีโทษประหารก็ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมในสังคมนั้นลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

อัตราการฆาตกรรมในสหรัฐอเมริกาปี 2016 โดยเปรียบเทียบระหว่างรัฐที่มีโทษประหารชีวิตและรัฐที่ไม่มีโทษประหารชีวิต (จำนวนคดีฆาตกรรมต่อประชากร 100,000 ราย) / ที่มา: deathpenaltyinfo.org

 

สถิติการรับแจ้งและจับกุมกลุ่มคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญทั่วประเทศไทย ปี 2545-2559 เปรียบเทียบกับการลงโทษประหารชีวิต / ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

“เราไม่สามารถเห็นตัวอย่างหรือการเปลี่ยนแปลงด้านการก่ออาชญากรรมใดๆ เลยในประเทศที่มีการใช้โทษประหาร หรือประเทศที่มีการนำโทษประหารมาใช้ใหม่ก็ไม่ได้ทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมลดลง เมื่อยกเลิกโทษประหารก็ไม่ได้ทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น การใช้โทษประหารจึงไม่ได้มีผลในการป้องปรามอาชญากรรม” ฮานน์ โซฟี เกรฟ ให้มุมมองเรื่องโทษประหารไว้อย่างน่าสนใจ​

อย่างไรก็ดี ความเห็นในสังคมส่วนหนึ่งยังคงต้องการให้มีการฆ่าผู้กระทำความผิดเพื่อให้สังคมรู้สึก ‘ปลอดภัย’ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการมีกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างถ้วนหน้าเท่าเทียมกัน

ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี ชี้ให้เห็นว่าโทษประหารไม่ใช่มาตรฐานการลงโทษที่ทั่วโลกยอมรับ อีกทั้งฐานความผิดในการลงโทษประหารชีวิตในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน

“เราเรียกร้องมาตรฐานเรื่องการจับกุมทั่วโลกเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่เรื่องโทษประหารชีวิตกลับอยู่ในฐานความผิดที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ บางประเทศต้องการโทษประหารชีวิต บางประเทศบอกว่าไม่จำเป็น สังคมไทยเรียกร้องโทษประหารชีวิตเพราะคนไทยคิดว่าโทษเบาไป ต้องมีโทษหนักๆ ทั้งที่ประเทศไทยมีโทษประหารมากมายแต่อาชญากรรมกลับเพิ่มขึ้น

“ทำไมต้องรอฉันทามติของสังคม เราต้องมีผู้นำที่มีความเด็ดขาดในการยกเลิกโทษประหาร แต่เราต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าโทษประหารชีวิตจำเป็นกับสังคมไทยจริงหรือ ไม่เช่นนั้นโทษประหารชีวิตอาจกลับมาอีกได้หลังยกเลิกไปแล้ว”

กฎหมายไทยระบุความผิด 55 ฐานที่ใช้โทษประหารชีวิต น้ำแท้เห็นว่าคดีบางประเภทที่ต้องลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ควรเปลี่ยนให้ผู้พิพากษาใช้ดุลพินิจเป็นลงโทษจำคุกตลอดชีวิตได้โดยไม่ให้ลดโทษ

น้ำแท้ยังมองว่าการที่สังคมไทยยังมีอาชญากรรมมากทั้งที่มีการใช้โทษประหารชีวิต ไม่ใช่เพราะการลงโทษของเรายังไม่แรงพอ แต่วิธีบังคับใช้กฎหมายของเราต่างหากที่ไม่มีประสิทธิภาพ

“คนมีอำนาจสามารถให้เจ้าหน้าที่ชั้นต้นบิดเบือนพยานหลักฐานหรือทำลายพยานหลักฐานได้ เรียกกันว่า ‘สอบสวนแบบทำลายพยานหลักฐาน’ เพื่อช่วยคนรวย นักการเมืองที่มีอิทธิพล รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ประเทศไทยต้องการระบบการสอบสวนที่ทำลายพยานหลักฐานไม่ได้ แต่ไทยมีระบบการสอบสวนโดยหน่วยงานเดียว ลบกล้องวงจรปิดได้ กล้องเสียได้ เพราะกล้องนั้นอยู่ในมือคนเพียงคนเดียว เราต้องมีระบบการสอบสวนที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ทำเลวไม่ได้ ต้องเป็นระบบที่ทำให้หลักนิติธรรมเป็นจริง” น้ำแท้กล่าว และทิ้งท้ายด้วยโจทย์สำคัญว่า

“เราจะทำอย่างไรให้อาชญากรเชื่อว่าเขาไม่สามารถหลุดจากเงื้อมมือของกฎหมายได้ หัวใจไม่ได้อยู่ที่โทษประหารชีวิต แต่ต้องทำให้เขาเชื่อว่าจะมีการลงโทษจริง”

 

ก้าวแรก ยกเลิกประหารคดียาเสพติด

 

เมื่อนึกถึงการลงโทษด้วยการประหารชีวิต คนส่วนใหญ่ในสังคมมักคิดว่านักโทษที่ต้องถูกประหารคืออาชญากรที่ก่อเหตุฆาตกรรมหรือฆ่าข่มขืน แต่นักโทษประหารส่วนใหญ่คือนักโทษคดียาเสพติด

เมื่อปี 2560 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นกลไกภายใต้ (ICCPR) ได้แสดงความกังวลที่ประเทศไทยใช้โทษประหารชีวิตต่อความผิดเกี่ยวกับการคอร์รัปชันและยาเสพติด ซึ่ง​ไม่เข้านิยาม ‘คดีอุกฉกรรจ์ที่สุด’

ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์เมื่อเดือนเมษายน 2561 มีนักโทษประหารชีวิตทั้งสิ้น 517 คน เป็นชาย 415 คน หญิง 102 คน คดียาเสพติดให้โทษ 296 คน คดีความผิดทั่วไป 218 คน คดีความมั่นคง 3 คน โดยคดีถึงที่สุด 200 คน อยู่ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์และฎีกา 317 คน

ล่าสุดตัวเลขนักโทษประหารเดือนตุลาคม 2562 คือ 608 ราย

แม้ว่าสังคมต้องพยายามต่อสู้กับปัญหายาเสพติด แต่คดียาเสพติดไม่ใช่คดีอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดที่อาจอนุญาตให้มีการใช้โทษประหารได้ในฐานะเป็น ‘มาตรการที่เป็นข้อยกเว้น’ ในกรณีที่ ‘มีเจตจำนงที่จะสังหารและทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต’ ตามข้อสรุปของกลไกสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ

องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ จึงเรียกร้องให้ประเทศที่ยังมีการใช้โทษประหาร เริ่มต้นด้วยการยกเลิกโทษนี้กับคดียาเสพติดเสียก่อน

นักโทษคดียาเสพติดยังเป็นส่วนสำคัญให้เรือนจำไทยเกิดปัญหานักโทษล้นคุก โดยคิดเป็น 79.37% ของนักโทษทั้งหมด (ข้อมูลวันที่ 1 ต.ค. 2562) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้สภาพในเรือนจำมีความแออัด แม้จะมีความพยายามแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดแต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ

 

ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ณ เดือนตุลาคม 2562

 

เกศริน เตียวสกุล อดีตนักวิชาการสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ทำการศึกษานักโทษรอประหารชีวิตในเรือนจำ เธอเล่าว่าจากการสัมภาษณ์นักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิต ทุกคนจะรับรู้อยู่แล้วว่าหากรับสารภาพจะได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต แต่น่าแปลกที่พวกเขายืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดหรือไม่ยอมรับสารภาพ

“เราพบว่าส่วนหนึ่งทำผิดจริงแต่เป็นผู้ร้ายปากแข็ง เพราะมีความเชื่อหรือได้รับการแนะนำว่าสามารถวิ่งคดีได้ คนเหล่านี้มีทุนทรัพย์ เสียเงินหลายล้าน แต่ในที่สุดถูกตัดสินประหารชีวิต คนอีกกลุ่มรู้ว่ารับสารภาพแล้วโทษจะลดลง คู่คดีก็รับสารภาพไปแล้ว แต่เขาเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดแล้วจะสารภาพทำไม จึงสู้คดีแล้วถูกตัดสินประหารชีวิต”

เกศรินเล่าว่ามีผู้หญิงส่วนหนึ่งถูกซัดทอดจากญาติพี่น้องหรือสามีที่ค้ายาเสพติด และตกอยู่ในสถานการณ์ที่ศาลไม่สามารถตัดสินเป็นอื่นได้ แม้ว่าไม่ได้ค้ายาเสพติด เพราะหากปริมาณยาเสพติดมีมากตามเกณฑ์ จะต้องตัดสินประหารชีวิตสถานเดียว ไม่สามารถตัดสินเป็นอื่นได้

นักโทษประหารหญิงรายหนึ่งปฏิเสธว่าเธอรับสารภาพผิดไม่ได้ เพราะเธอไม่ได้ค้ายา แต่วันที่ถูกจับกุมแม่ของเธอให้มาช่วยขับรถโดยที่เธอไม่รู้ว่าแม่เคยส่งยามาแล้วหนึ่งครั้ง สุดท้ายเมื่อถูกจับ แม่รับสารภาพ ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเธอที่ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ทำจึงไม่รับสารภาพ และถูกตัดสินประหารชีวิต

การยกเลิกโทษประหารชีวิตกับคดียาเสพติดจึงน่าจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ และช่วยบรรเทาปัญหานักโทษล้นคุกได้

 

อย่าอนุญาตให้มีคนตายเพราะความผิดพลาด

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการยุติธรรมสามารถเกิดข้อบกพร่องได้ ในความเป็นมนุษย์ย่อมมีความผิดพลาด ผู้พิพากษาเองก็เช่นกัน แม้กระบวนการยุติธรรมในแต่ละประเทศจะพยายามออกแบบระบบให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด แต่ไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติจนไม่สามารถเกิดความผิดพลาดได้เลย

เราไม่อาจส่งใครไปตายด้วยระบบที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ หากคนถูกลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว ชีวิตนั้นไม่สามารถเรียกคืนได้ แม้เราจะพบในภายหลังว่าเขาไม่ใช่ผู้กระทำผิดและมีการลงโทษผิดคนก็ตาม

เหตุผลหลักของผู้สนับสนุนโทษประหารคืออาชญากรต้องถูกลงโทษอย่างสาสม โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อม เช่น ข้อบกพร่องในระบบยุติธรรมที่อาจทำให้ ‘ใครก็ได้’ ถูกส่งไปตายในฐานะแพะ และ ‘ใครก็ได้’ นี้รวมถึงคนที่สนับสนุนโทษประหารเองด้วย แม้เขาเหล่านั้นจะมั่นใจว่าโทษที่เขาสนับสนุนนี้จะไม่ถูกนำมาใช้กับตัวเขาเองอย่างแน่นอน

ความรู้สึกที่รุนแรงของผู้สนับสนุนโทษประหาร หลายครั้งเกิดจากการเห็นคนผิดไม่ถูกลงโทษ การอยู่ในสังคมที่ยากจะหาความยุติธรรม และคิดว่าการประหารชีวิตนักโทษจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ทั้งที่ปัญหาเหล่านี้ต้องถูกแก้ไขด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน ต้องมีระบบราชทัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีใครอยากเห็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญถูกจำคุกเพียงไม่กี่ปี แล้วได้ลดหย่อนโทษจนถูกปล่อยตัวในเวลาไม่นานโดยไม่มีการประเมินความพร้อมในการกลับสู่สังคม อันจะสร้างความกังวลของคนในสังคมว่าจะมีการก่อเหตุซ้ำ

ประชาชนเหน็ดเหนื่อยกับปัญหาเหล่านี้และไม่ไว้ใจระบบที่มีอยู่ จึงคิดว่าการฆ่าคนที่กระทำความผิดจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

อาจพูดได้ว่าสังคมเราสิ้นหวังจนต้องเลือกใช้ ‘การฆ่า’ เป็นทางออกจากปัญหานานาที่เราแก้ไม่ได้ แม้ว่าพวกเราล้วนประณามการฆ่าชีวิตมนุษย์ แต่เราเลือกลงโทษคนกระทำผิดด้วยการฆ่าพวกเขาในนามของความยุติธรรม

ในฐานะผู้ที่อนุญาตให้รัฐใช้การลงโทษวิธีนี้ พวกเรายินยอมให้รัฐเป็นตัวแทนทำหน้าที่ฆ่าคนที่ถูกตัดสินว่าเป็นคนผิดในระบบยุติธรรมที่พวกเรายอมรับกันว่าอาจเกิดข้อบกพร่องได้

สิ่งนี้จำเป็นต้องมีการทบทวนร่วมกันถึงความเข้าใจในการใช้โทษประหาร และจำเป็นต้องมีผู้นำในสังคมที่กล้าประกาศว่าจะไม่สนับสนุนการฆ่า เพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่พวกเราต้องการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย

 


ความเห็นบางส่วนจากงานเสวนาเพื่อยุติโทษประหารในประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2562 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยเครือข่ายยุติโทษประหารชีวิต

MOST READ

Social Problems

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Social Problems

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save