fbpx

นัยทางการเมืองและกฎหมายในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พ.ศ. 2515

วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 เป็นวันที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวันที่มีพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่สามของพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกที่ได้รับการสถาปนาในยุคที่ไทยใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (แม้ว่าในขณะนั้นประเทศไทยจะอยู่ภายใต้รัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจรก็ตาม)

อย่างไรก็ดี หากศึกษาระบบกฎหมายและบริบททางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะพบว่าพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มีเงื่อนแง่น่าพิจารณาว่ามีเหตุผลเบื้องหลังนอกเหนือไปจากการสถาปนาองค์รัชทายาทเพื่อความมั่นคงแห่งการสืบราชสันตติวงศ์

พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

การสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารในประวัติศาสตร์ไทย

ในประวัติศาสตร์ไทย มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารขึ้นสามครั้ง โดยสองครั้งแรกเกิดขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์และไม่มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร การสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ สุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม โดยรายละเอียดพระราชพิธีไม่เป็นการตายตัวนัก เช่น กรณีสมเด็จพระบรมโอรสธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีมหาพิไชยมงคลลงสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธยสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร[1] ขณะที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ประกอบพระราชพิธี ณ สถานราชทูตสยาม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ลงแพลงสรง ในพระราชพิธีลงสรงเฉลิมพระปรมาภิไธย (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
พระราชพิธีสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 6) เป็นครั้งเดียวที่มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารในต่างประเทศ ด้วยขณะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ (ภาพจากเว็บไซต์ Meisterdrucke)

หลังรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมาก็ไม่มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารขึ้นอีก เพราะพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ 6, 7 และ 8 ไม่มีพระราชโอรสอันจะดำรงตำแหน่งนี้ได้ จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีมีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ซึ่งทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์แรกในราชวงศ์จักรีที่มีพระประสูติกาลในรอบเกือบ 60 ปี[2] แม้จะยังไม่มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารทันทีเมื่อแรกประสูติ แต่ก็เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปว่าสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ ทรงดำรงฐานะการสืบราชสันตติวงศ์เป็นลำดับหนึ่ง ในขณะนั้น

การสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีลักษณะที่เพิ่มเติมจากการสถาปนาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในแง่ที่ว่าราชสำนักรอให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา ต่างจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารในรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับการสถาปนาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ (สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ 8 ชันษาและสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ 14 ชันษา) ดังปรากฏในพระราชปรารภในการประกาศพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ความว่า

“โดยราชนีติอันมีมาในแผ่นดินนั้น เมื่อสมเด็จพระบรมราชโอรสซึ่งจะทรงรับรัชทายาทสืบราชสันตติวงศ์ทรงพระเจริญวัยตามสมควรแล้ว ย่อมโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระอิสริยยศตั้งแต่งไว้ในตำแหน่ง สมเด็จพระยุพราชมกุฎราชกุมาร ในกาลปัจจุบันนี้ประชาชนทั้งหลายตลอดถึงชาวต่างประเทศทั่วไปในโลก ย่อมพากันนิยมยกย่องว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ทรงอยู่ในฐานะที่จะรับราชสมบัติปกครองราชอาณาจักรสืบสนองพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้นเล่าก็ทรงพระเจริญพระชนมายุบรรลุนิติภาวะ ทรงพระวีรยภาพและพระสติปัญญาสามารถที่จะรับภาระของแผ่นดินตามพระอิสสริยศักดิ์ได้ ถึงสมัยที่จะสถาปนาเป็นองค์รัชทายาท”[3]

ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่า ‘ราชนีติ’ ข้างต้นนี้ น่าจะรับแนวทางมาจากหลักเรื่องการบรรลุนิติภาวะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ที่บัญญัติถึงการบรรลุนิติภาวะของบุคคลธรรมดาและพระมหากษัตริย์ไว้ที่ 20 ปีบริบูรณ์ตามลำดับ

นอกจากนี้ การที่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นยุคที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงต้องมีการจัดพระราชพิธีให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองด้วย

ประเด็นทางกฎหมาย

หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเรื่อยมา อยู่ภายใต้กฎหมายสองฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467

ในส่วนของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 มาตรา 5 บัญญัติรับรองพระราชอำนาจเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาพระบรมวงศานุวงศ์องค์ใดเป็นรัชทายาทก็ได้ โดยการแต่งตั้งมีผลเป็นการเฉพาะพระองค์พระบรมวงศ์พระองค์นั้น[4]

แม้ว่าภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญมิได้เข้าไปแทรกแซงเนื้อหาของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 นัก เพียงแต่รับรองสถานะของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 โดยให้การสืบราชสันตติวงศ์ เป็นไปโดยนัยของกฎมณเฑียรบาลฉบับดังกล่าว[5]

ในส่วนของสถานะของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 มีสถานะใดในระบบกฎหมายใต้รัฐธรรมนูญ เรื่องนี้มีอยู่สองความเห็นด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ควรมีสถานะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติ โดยมีแนวคิดเรื่องความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่อีกฝ่ายก็เห็นว่ากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 มีสถานะเป็นรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งเพราะพิจารณาสภาพเนื้อหาที่ว่าด้วยการได้มาซึ่งตำแหน่งประมุขแห่งรัฐซึ่งโดยทั่วไปเป็นเรื่องที่ถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ประกอบกับเป็นกฎหมายที่มีวิธีแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 มีความแตกต่างจากพระราชบัญญัติทั่วไป กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 จึงมีสถานะเป็นรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งของไทย[6]

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ในกรณีรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ออกโดยคณะรัฐประหาร เช่น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502, ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519, ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 และ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 ไม่มีการตราบทบัญญัติรับรองให้การสืบราชสมบัติเป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 แต่ประการใด แต่ก็มีแนวทางที่พออธิบายได้ว่า หากรัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติไว้ การสืบราชสันตติวงศ์ก็น่าจะเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่บัญญัติถึงเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์อย่างชัดแจ้ง การสืบราชสันตติวงศ์ให้ว่าตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 โดยลำพังได้ ในฐานะรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งที่คณะรัฐประหารมิได้ประกาศยกเลิกไป การสถาปนารัชทายาทในช่วงเวลาดังกล่าว คณะรัฐประหารก็อาจทำได้ในรูปของประกาศคณะปฏิวัติ หรือพระบรมราชโองการสถาปนารัชทายาทโดยมีหัวหน้าปฏิวัติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

อนึ่ง หากพิจารณารัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์อันเป็นระเบียบพื้นฐานของรัฐ ในแง่ของการจัดโครงสร้างของรัฐ รูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครอง สถาบันทางการเมืองและองค์กรทางการเมือง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมือง และองค์กรทางรัฐธรรมนูญเหล่านั้น[7] แต่ในกรณีที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะที่ไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นบรรดากฎเกณฑ์ที่จัดระเบียบการปกครองภายในรัฐ ด้วยอยู่ภายใต้อำนาจคณะรัฐประหารโดยแท้ เมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรรัฐทั้งหลาย ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในภาวะที่ไม่มีการรับรองในระบบกฎหมาย และสภาวะสุญญากาศเช่นนี้ จึงมีผลกระทบไปถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนารัชทายาทด้วยนั่นเอง

บริบททางการเมือง

คณะปฏิวัติ พ.ศ. 2514 ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน จอมพลถนอม ที่ 3 จากขวา (ภาพจาก BBC Thai)

พิจารณาในบรรยากาศอันถือเป็นกาลมหามงคลในเวลานั้น ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของคณะปฏิวัตินำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งก่อการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลตนเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514[8] บ้านเมืองอยู่ในสภาวะที่การขับเคลื่อนประเทศเป็นบทบาทของคณะปฏิวัติเท่านั้น ในช่วงเวลานั้นประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญนานถึง 13 เดือน ซึ่งต่างจากการรัฐประหารครั้งก่อนหน้าที่คณะรัฐประหารจะถือครองอำนาจเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เช่น การรัฐประหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อนจะมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 กินระยะเวลาเพียงสามเดือนเศษเท่านั้น[9] ซึ่งระหว่าง 13 เดือนที่คณะปฏิวัติยังไม่มีท่าทีจะดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล กฎหมายในขณะนั้นล้วนออกมาในรูปของประกาศคณะปฏิวัติ[10] ซึ่งคณะปฏิวัติประกาศในนามของตนเองโดยไม่รอการลงพระปรมาภิไธย[11]

ดังนั้น 13 เดือนของคณะปฏิวัติที่ไม่มีแม้แต่ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว ก็เป็น 13 เดือนที่ไม่ปรากฏบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือพระปรมาภิไธยในฐานะพระราชอำนาจในการบริหารงานแผ่นดิน[12]

ในสภาวะที่ถือเป็นสุญญากาศในระบบกฎหมายและการจัดสร้างองค์กรรัฐเช่นนี้ ส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในภาวะสุญญากาศดังได้กล่าวไป ประกอบกับความเกรงกลัวว่าจอมพลถนอม กิตติขจรและพวกมีแนวโน้มที่จะสืบทอดอำนาจในเครือญาติของตน ดังปรากฏว่าการรัฐประหารครั้งนี้ดูเหมือนว่าจอมพลถนอม กิตติขจรจะรวมศูนย์อำนาจได้อย่างเข้มข้นและยาวนานอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังได้เปิดตัวทายาททางทหารและการเมืองด้วยบทบาทสำคัญของพันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชาย[13] ด้วยเหตุนี้ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์กับคณะปฏิวัติมีท่าทีที่ห่างเหินไป

จะเห็นว่าการที่จอมพลถนอม กิตติขจรมีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่แท้จริง ขณะที่พระมหากษัตริย์ขาดพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นปฎิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างชัดเจน[14] เพราะคณะปฏิวัติสามารถใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องอาศัยพระปรมาภิไธยมารับรอง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทางราชสำนักต้องกดดันให้คณะปฏิวัติยอมออกจากระบอบเผด็จการทหารสมบูรณาญาสิทธิ์โดยการประกาศใช้ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรเพื่อรองรับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเครื่องมือเช่นว่านั้นก็คือพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารนั่นเอง

ประเด็นนี้สอดคล้องกับคำบอกเล่าของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชว่า เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจรรัฐประหารรัฐบาลตัวเองใน พ.ศ. 2514 คณะปฏิวัติคราวนั้นยึดอำนาจอยู่นานหลายเดือนข้ามปี ไม่มีทีท่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน จนกระทั่งในปลาย พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสไปยังจอมพลถนอม กิตติขจรว่า บัดนี้ สมควรจะสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แต่การสถาปนาองค์รัชทายาทต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ถ้าให้จอมพลถนอมลงนามในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติจะเป็นการไม่สมพระเกียรติยศ ทั้งทรงเห็นว่าพิธีควรจะมีในท่ามกลางมหาสมาคมพรั่งพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี สภา และศาลจึงจะสมบูรณ์ มิใช่ว่ามีเพียงแต่คณะปฏิวัติ นำไปสู่การยกร่างและประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 ในที่สุด[15]

ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2515 การยกร่างธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรชั่วคราวเป็นไปอย่างเร่งรีบเพื่อให้ทันพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร โดยปรากฏว่าธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศใช้ในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ในวันเดียวกับที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ เสด็จฯ กลับประเทศไทยระหว่างปิดภาคการศึกษาจากออสเตรเลีย และยังมีเหตุการณ์สืบเนื่องดังนี้[16]

วันที่ 16 ธันวาคม มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

วันที่ 19 ธันวาคม แต่งตั้งจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นนายกรัฐมนตรี

วันที่ 22 ธันวาคม รัฐบาลใหม่แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

จนกระทั่งในวันที่ 28 ธันวาคม จึงมีการจัดพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมอันเป็นรัฐสภาในขณะนั้น แวดล้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานศาลในบรรยากาศระบอบ ‘ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข’ ตามที่ธรรมนูญการปกครองได้รับรอง

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าธรรมนูญการปกครองแผ่นดินมีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ออกใช้โดยคณะรัฐประหาร เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในเชิงรูปแบบ เพราะจะพบว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประชาชนเลย แต่ก็สะท้อนถึงการประนีประนอมและการต่อรองการระหว่างชนชั้นนำ ได้แก่ ราชสำนักและกองทัพ ในแง่ของบทบาทในการปกครองและการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรรัฐพอสมควร และไม่ทำให้ประเทศไทยมีโฉมหน้าเป็นเผด็จการทหารสมบูรณาญาสิทธิ์แบบเต็มตัวนัก

บทสรุป

การสถาปนาองค์รัชทายาทตามระบบกฎหมายไทย แม้โดยทั่วไปจะเป็นเรื่องพระบรมราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์โดยแท้ แต่เมื่อพิจารณาบริบทโดยรอบทั้งในแง่การเมืองและปัญหาทางกฎหมาย จะพบว่าการสถาปนารัชทายาทเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แยกไม่ออกจากสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น

นอกจากนี้ การสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารครั้งนี้ ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กดดันให้คณะปฏิวัติต้องจัดทำธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว พุทธศักราช 2515 เพื่อรับรองสถานะและตำแหน่งแห่งที่ของพระมหากษัตริย์ในระบบกฎหมายไทย การจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ทำให้การออกกฎหมายต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ มิใช่ประกาศคณะปฏิวัติอีกต่อไป และภายหลังเหตุการณ์นี้ ก็ถือเป็นช่วงขาลงของจอมพลถนอม กิตติขจร ก่อนที่จะสิ้นอำนาจลงภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

หมายเหตุ – วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นสืบราชสันตติวงศ์ โดยทรงตอบรับการขึ้นครองราชย์ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เฉลิมพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว จึงเฉลิมพระปรมาภิไธยโดยสังเขปว่า ‘พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทั้งนี้ ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกนาถเป็น ‘พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’

References
1 ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธย สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าราชกุมารพระองค์ใหญ่ เป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ, เล่ม 3, ตอน 44, วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2429, หน้า 368
2 ก่อนหน้านั้นคือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) เสด็จพระราชสมภพ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436
3 ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร, เล่ม 89, ตอน 200 ก ฉบับพิเศษ, 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515, หน้า 2.
4 มาตรา 5 กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพและพระราชสิทธิที่จะทรงสมมตเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งให้เปนพระรัชทายาท สุดแท้แต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นสมควรและเปนที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ว่า ท่านพระองค์นั้นจะสามารถสืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์

แต่การที่สมมตเจ้านายเชื้อพระบรมราชวงศ์ให้เปนพระรัชทายาทเช่นนี้ ให้ถือว่า เปนการเฉภาะพระองค์ของพระรัชทายาทพระองค์นั้น

5 เช่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 มาตรา 22 บัญญัติว่า

การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา

การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ให้กระทำได้โดยวิธีการอย่างเดียวกันกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

6 โปรดดู วรเจตน์ ภาคีรัตน์, คำสอนว่าด้วยรัฐและหลักกฎหมายมหาชน (พิมพ์ครั้งที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติม, อ่าน 2564), 229-230.
7 เพิ่งอ้าง 224.
8 ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 1, เล่ม 88 ฉบับพิเศษ, ตอน 124, วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514, หน้า 1-2.
9 ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, เนื้อในระบอบถนอม ความสืบเนื่องและเสื่อมถอยของระบอบทหาร พ.ศ. 2506-2516 (ฟ้าเดียวกัน 2566) 433.
10 อาสา คำภา, กว่าจะครองอำนาจนำ การคลี่คลายขยายตัวของเครือข่ายในหลวง ภายใต้ปฏิสัมพันธ์ของชนชั้นนำไทย ทศวรรษ 2490-2530 (ฟ้าเดียวกัน 2564).178.
11 เพิ่งอ้าง, 176.
12 ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, เนื้อในระบอบถนอม ความสืบเนื่องและเสื่อมถอยของระบอบทหาร พ.ศ. 2506-2516, 440.
13 เพิ่งอ้าง, 456.
14 เพิ่งอ้าง, 466.
15 วิษณุ เครืองาม, หลังม่านการเมือง (มติชน 2554), 356-357.
16 ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, เนื้อในระบอบถนอม ความสืบเนื่องและเสื่อมถอยของระบอบทหาร พ.ศ. 2506-2516 (ฟ้าเดียวกัน 2566), 440-441.

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save