fbpx

The Burmese Harp: การเกิดใหม่บนแผ่นดินสีแดงฉาน และเสียงพิณขับขานโดยผู้แพ้สงคราม

The Burmese Harp

“The soil of Burma is red and so are its rocks”

(ผืนแผ่นดินพม่าแดงฉาน ก้อนหินก็เช่นกัน)

ข้อความซึ่งไร้ที่มาและไร้บริบทข้างต้นเป็นประโยคแรกที่ผู้ชมได้เห็นบนหน้าจอพร้อมกับภาพดินแดนแห้งกรังอันกว้างใหญ่ที่ไร้ชีวิตชีวาในฉากเปิดของ The Burmese Harp (1956)

ภาพยนตร์เรื่อง The Burmese Harp (1956) เป็นผลงานของอิชิคาว่า คอน (Kon Ichikawa) คนทำหนังชาวญี่ปุ่น ซึ่งดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนในชื่อเดียวกัน โดยวรรณกรรมเล่มดังกล่าวเป็นผลงานการเขียนของทาเคยาม่า มิชิโอะ (Michio Takeyama) เผยแพร่ครั้งแรกในปี 1946

ถ้านับหมุดหมายของการสิ้นสุดสงครามจากจุดเริ่มต้นอย่างการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะและนางาซากิ จนไปถึงการประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สองของญี่ปุ่นในปี 1945 คงกล่าวได้ว่าวรรณกรรมอย่าง The Burmese Harp เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เกิดขึ้นหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สองเพียงไม่กี่ปี ในช่วงชีวิตของวรรณกรรม มันถูกสร้างขึ้นให้แก่ผู้อ่านที่เป็นเยาวชน โดยหวังว่าจะสร้างความหวังอีกครั้งภายหลังการเกิดความทรงจำบาดแผลครั้งใหญ่ของชาติและความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านอุดมคติแบบพุทธที่เน้นให้เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ และวรรณกรรมเล่มดังกล่าวก็ถูกมอบชีวิตให้โลดแล่นในจอภาพยนตร์ในปี 1956 ผ่านมุมมองของอิชิคาว่า คอน (Kon Ichikawa) ผู้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ขาว-ดำ ความยาว 1 ชั่วโมง 56 นาที ก่อนที่เขาจะสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์สีในปี 1985

หากกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง หลายคนคงคาดหวังเห็นภาพของการสู้รบ เสียงปืนและเสียงระเบิด หรือการชิงไหวชิงพริบของผู้นำในสมรภูมิรบ แต่ The Burmese Harp ไม่ได้เลือกเล่าเช่นนั้น เพราะจุดเริ่มต้นของเรื่องราวกลับกลายเป็นจุดสิ้นสุดของสงคราม นั่นคือหลังเหตุการณ์ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นเรื่องราวของชาวญี่ปุ่นนอกดินแดนญี่ปุ่นอย่าง ‘ทหารญี่ปุ่นบนผืนแผ่นดินของพม่า’

นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่วรรณกรรมและภาพยนตร์เผยแพร่ก็ห่างจากเหตุการณ์จริงเพียงไม่กี่ปี สำหรับผู้เขียนจึงมองว่า The Burmese Harp เป็นเหมือนบทบันทึกชั้นดีที่เก็บรวบรวมอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนชาวญี่ปุ่นที่มีต่อความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองในช่วงเวลานั้น ด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่ไม่ฟูมฟายและการเล่าเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิงเช่นนี้ทำให้สามารถสะท้อนว่าในช่วงหลังเหตุการณ์ไม่กี่ปี พวกเขารู้สึกอย่างไร มองอย่างไร และคิดอย่างไรต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงกองทหารที่ประจำการอยู่ชายแดนพม่า หนึ่งในนั้นคือ มิซุชิมะ (Mizushima) ทหารญี่ปุ่นหนุ่มผู้มีอุปกรณ์ข้างกายคือ ‘ซองเกาะ’ หรือที่ใครหลายคนเรียกว่า ‘พิณพม่า’ ทว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูและการประกาศยอมแพ้ในดินแดนบ้านเกิดพวกเขา มิซุชิมะจึงได้รับมอบหมายหน้าที่ให้นำข่าวความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไปแจ้งแก่กองทหารที่ประจำอยู่บนภูเขาซึ่งยังไม่ทราบข่าว ทว่ามิซุชิมะกลับล้มเหลวและทหารเหล่านั้นกลับไม่ยอมปลดอาวุธ จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมและมิซุชิมะกับเหล่าเพื่อนในกองทหารต้องพลัดพรากจากกัน

ช่วงต้นของภาพยนตร์ ผู้สร้างเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่ทหารเหล่านี้ยังไม่ทราบว่าสงครามได้สิ้นสุดและพวกเขากลายเป็นผู้แพ้ ทำให้ผู้ชมเห็นภาพทหารที่เหนื่อยล้าจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานแสนนาน จนการขับขานบทเพลงและเสียงดนตรีกลายเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาใช้ปลอบประโลมในยามอ่อนล้าเช่นนี้

สำหรับหน่วยทหาร เสียงเพลงถูกใช้เพื่อปลอมประโลมยามอ่อนล้าโรยแรง แต่สำหรับผู้เล่าเรื่องอย่างอิชิคาว่า คอน เสียงเพลงกลับกลายเป็นอีกกลวิธีที่ใช้ในการเล่าเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก เห็นได้จากฉากที่ต้องการเฉลยให้เหล่าตัวละครทราบว่า ‘สงครามสิ้นสุดลงแล้ว’ หนังก็ไม่ได้พูดออกมาอย่างโจ่งแจ้ง กลับใช้บรรยากาศและเสียงเพลงเพื่อให้ทั้งตัวละครและผู้ชมได้ทราบเกี่ยวกับชุดข้อมูลดังกล่าว

ฉากดังกล่าวไม่ได้เป็นฉากที่หวือหวาแต่อย่างใด เป็นเพียงภาพของทหารอังกฤษที่ค่อยๆ เดินมาหาพวกเขาพร้อมร้องเพลง Home Sweet Home ก่อนที่มิซุชิมะจะหยิบซองเกาะขึ้นมาบรรเลงตามไปกับคำร้องของเหล่าทหารอังกฤษ และเหล่าผองเพื่อนของมิซุชิมะก็ขับขานเพลง 埴生の宿 (hanyuu no yado) ซึ่งเป็นเพลงที่มีทำนองและคำร้องคล้ายกับ Home Sweet Home ซึ่งทั้งสองเพลงต่างมีเนื้อหาสำคัญคือ ไม่มีที่ใดจะวิเศษไปกว่าบ้านของเรา[1] แม้บทเพลงจะถูกขับร้องคนละภาษาแต่กลับประสานกันอย่างลงตัว ราวกับเป็นการสื่อสารกันผ่านเพลง สื่อกลางที่สามารถข้ามพรมแดนทางภาษาได้อย่างสมบูรณ์ จุดประสงค์เพื่อให้คนดูและกองทหารทราบว่าสงครามได้สิ้นสุดแล้ว ทั้งนี้ สำหรับผู้เขียนไม่ได้มองเพียงว่าดนตรีถูกใช้เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่าแม้เหล่าทหารจะมาจากต่างดินแดน ต่างภาษา เมื่อสงครามสิ้นสุด พวกเรากลับเป็นมนุษย์ร่วมโลกด้วยกัน และทิ้งบาดแผลสงคราม ตลอดจนความเสียหายในดินแดนพม่าแห่งนี้ไว้เบื้องหลัง

จากนั้นไม่นาน มิซุชิมะได้รับภารกิจให้ไปเกลี้ยกล่อมทหารอีกกลุ่มซึ่งประจำการอยู่ที่ภูเขาให้ยอมแพ้สงครามและวางอาวุธ ทว่ามิซุชิมะชักจูงอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนถูกทหารอังกฤษโจมตีจนเพื่อนทหารร่วมชาติบาดเจ็บล้มตายกันไปหมดและกลายเป็นภาพที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง ทว่าจากข้อมูลที่ผู้ชมได้รับไปก่อนหน้านี้และฐานะของคนดูซึ่งเป็นเพียงผู้เฝ้าสังเกตการณ์นี้ ภาพของทหารที่บาดเจ็บล้มตายจึงกลายเป็นเพียงจำนวนนับที่สูญเปล่าจากสงคราม

เนื่องด้วยทั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์ถูกสร้างภายหลังจากเหตุการณ์ไม่นาน หนังเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนอารมณ์และความรู้สึกพ่ายแพ้ของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อสงครามโลกครั้งที่สอง และถูกเล่าผ่านตัวละครทหารญี่ปุ่นที่ต้องอาศัยในต่างแดน กล่าวคือแม้พวกเขาในวันนี้ต้องกอดบาดแผลและความพ่ายแพ้ แต่ก็ยังต้องรักษาความเป็นชายชาติทหาร สามัคคี ยอมสละชีพเพื่อชาติ และรักพวกพ้อง ความโหดร้ายของสงครามถูกสะท้อนออกมาเป็นความตายของเหล่าทหารญี่ปุ่นเท่านั้น โดยไม่เล่าถึงความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นที่มีต่อพื้นที่พม่าแต่อย่างใด เห็นได้จากตัวละครคนพม่ากลายเป็นเพียงตัวประกอบฉากของเรื่อง และภาพของทหารญี่ปุ่นก็ดูราวจะเป็นมิตรที่ดีต่อชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้

ทว่ามิซุชิมะกลับรอดจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นด้วยการช่วยเหลือจากพระพม่าไร้นามและไร้ที่มารูปหนึ่ง แต่บาดแผลของสงคราม ภาพความตายของมิตรทหาร (ญี่ปุ่น) ที่นอนตายเกลื่อนกลาดจึงเป็นเครื่องตอกย้ำความโหดร้ายของสงคราม และเป็นเรื่องราวที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกครั้งในสายตาของตัวละครเอกอย่างมิซุชิมะ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นถึงความมุ่งหมายของผู้เขียนวรรณกรรม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเล่าเรื่องราวของสงครามให้เป็นเหมือนความโหดร้ายที่ต้องไม่มีครั้งที่สอง ความอยู่รอดและปลอดภัยของมิซุชิมะจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สำหรับผู้เขียนมองว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ตัวละครมิซุชิมะ ‘ตายแล้วเกิดใหม่อีกครั้ง’ ด้วยการโอบอุ้มและช่วยเหลือจากพระชาวพม่าและพุทธศาสนา กล่าวคือเขาตัดสินใจขโมยจีวรของพระและเดินทางกลับไปหาเพื่อนทหารร่วมค่ายอีกครั้ง แต่ระหว่างทางเขากลับเจอซากศพของทหารญี่ปุ่นราวกับสิทธัตถะพบเห็นเทวทูต 4 ภาพความโหดร้ายจากสงครามเหล่านั้นกลับกลายเป็นภาพหลอนที่วนเวียนในจิตใจของตัวละครอยู่บ่อยครั้ง

จนมาถึงฉากที่มิซุชิมะในคราบพระเดินสวนกับกองทหารซึ่งเป็นเพื่อนของเขา แต่มิซุชิมะกลับทำราวกับไม่รู้จักและตัดสินใจเดินผ่านเพื่อนฝูงไปอย่างเย็นชา นั่นสะท้อนว่าตัวละครมิซุชิมะได้เปลี่ยนความคิดของเขาไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว มิซุชิมะตัดสินใจว่าเขาจะไม่กลับบ้านและมุ่งหน้าเดินเข้าไปในป่าอีกครั้ง เพื่อทำภารกิจบางประการ – ภารกิจสุดท้ายในดินแดนแห่งนี้ที่ยังไม่สิ้นสุด

การเกิดใหม่ครั้งนี้จึงไม่ใช่การเกิดใหม่จากเหตุการณ์อันรุนแรง แต่มิซุชิมะเกิดใหม่ในชีวิตของพุทธศาสนา และความคิดและอารมณ์ของตัวละครก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งหนังยังเล่าสลับกับเพื่อนทหารของเขาที่พยายามตามหามิซุชิมะที่แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าจากสงคาม กล่าวคือในยามสงคราม อาวุธที่พวกเขาใช้คือปืน แต่เมื่อสงครามสงบมีเพียงเสียงของพิณที่จะช่วยปลอบประโลมความเศร้าจากการสูญเสียมิตรสหายได้เท่านั้น

นอกจากนี้ หากสำรวจการใช้สัญญะในหนังเรื่องนี้ ผู้เขียนคงต้องกล่าวถึง ‘นกแก้ว’ ที่ถูกหยิบมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือเหล่ามิตรสหายของมิซุชิมะเดินทางไปที่บ้านของคุณยายชาวพม่าเพื่อสอบถามถึงข่าวสารความอยู่รอดของมิซุชิมะ คุณยายกลับให้คำตอบแก่พวกเขาไปว่า มิซุชิมะคงจะตายไปเสียแล้ว ทันใดนั้นเหล่าทหารก็เห็นนกแก้วตัวหนึ่งของคุณยายที่คล้ายกับที่พวกเขาพบเห็นบนตัวพระ พระที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับมิซุชิมะ หลังจากนั้นไม่นานผู้ชมและตัวละครได้ทราบจากคุณยายผู้เป็นเจ้าของนกว่า นกตัวนี้มีพี่น้องอีกตัวซึ่งอยู่ที่พระรูปหนึ่งไปแล้ว

‘นกแก้ว’ ตัวดังกล่าวจึงเป็นเหมือนแสงสว่างแห่งความหวังเดียวของพวกเขาก่อนเดินทางกลับบ้าน และคงเป็นภารกิจสุดท้ายในดินแดนพม่าแห่งนี้ คือการสอนนกแก้วให้พูด และนำนกแก้วตัวนี้ไปวางไว้บนไหล่ของพระ (ซึ่งคาดว่าเป็นมิซุชิมะ) เพื่อหวังว่าเขาจะเกลี่ยกล่อมให้มิซุชิมะเปลี่ยนใจและกลับบ้านไปพร้อมกันผ่านเสียงของนกแก้ว สำหรับผู้เขียน นกแก้วถูกใช้เพื่อเล่าถึงความต้องการภายในจิตใจของตัวละครทั้งเหล่าทหารและมิซุชิมะ พวกมันจึงถูกใช้เพื่อทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรจากเสียงคร่ำร้องของอดีตที่จดจำคำสอนมาจากมนุษย์ และพร่ำเอ่ยวาจาด้วยคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา

“มิซุชิมะ กลับบ้านเรากันเถอะ”

“มิซุชิมะ กลับบ้านเรากันเถอะ” คือประโยคที่กองทหารสอนแก่นกแก้วตัวนั้น

ทั้งนี้ หากพูดถึงเรื่อง The Burmese Harp คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงฉากหนึ่งในองก์สุดท้ายของเรื่อง นั่นคือ ฉากการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่างมิซุชิมะและเพื่อนของเขาโดยมีรั้วค่ายทหารกั้นพวกเขาไว้อยู่ ไม่นานหลังจากนั้นมิซุชิมะที่มีนกแก้วพี่น้องทั้งสองตัวอยู่บนไหล่ ตัดสินใจหยิบซองเกาะขึ้นมาบรรเลงเพลงสุดท้ายราวกับใช้มันเพื่อสื่อสารและอำลามิตรสหาย ขณะที่ดนตรีบรรเลง เหล่ากองทหารต่างเงียบและฟังเพลงนั้นอย่างตั้งใจ เมื่อบรรเลงเพลงจบมิซุชิมะตัดสินใจโค้งคำนับมิตรสหายก่อนที่จะเดินเข้าไปในป่าไป

ทว่า ก่อนกองทหารจะเดินทางออกจากดินแดนพม่า คุณยายก็นำนกที่มิซุชิมะฝากมาให้มามอบแก่พวกเขา แต่นกที่พวกเขาได้รับกลับไม่ใช่นกตัวเดียวกับที่พวกเขาเคยเจอ เพราะมันคือนกอีกตัวที่เคยติดตามมิซุชิมะมาตลอด โดยที่มิซุชิมะตัดสินใจเก็บนกตัวแรกไว้กับตัวของเขา

“ไม่ ฉันไม่สามารกลับไปกับทุกคนได้” คือข้อความที่มิซุชิมะฝากมากับนกอีกตัว

หากมองอย่างผิวเผิน มิซุชิมะในเพศบรรพชิตคงหมายถึงตัวละครที่สามารถถอดความเศร้าโศกกับความตายของเหล่าทหารญี่ปุ่นในสงครามที่พบเห็นออกจากจิตใจได้ และมุ่งไปเดินทางบนเส้นทางแห่งพุทธศาสนา ส่วนเหล่าเพื่อนทหารก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านความเศร้าโศกและความตายของเพื่อนร่วมหน่วยอย่างมิซุชิมะไปได้

แม้ผู้เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามผ่านอุดมคติแบบพุทธ แต่เมื่อภาพยนตร์ถูกเล่ามาถึงตอนท้ายทำให้ผู้ชมอย่างเราได้คำตอบว่า – เปล่าเลย การบวชเป็นพระต่างหากที่สะท้อนให้เห็นว่ามิซุชิมะได้กอดความเจ็บปวดกับความตายของเหล่าทหารในสงครามโลกครั้งที่สองไว้แนบอก และตัดสินใจทำภารกิจสุดท้ายนั่นคือ ทำให้ศพทหารตายอย่างสมเกียรติ เพื่อหวังว่าดวงวิญญาณเหล่าทหารที่ต้องตายจากภัยสงครามในดินแดนแปลกหน้าแห่งนี้ไปสู่สุคติ

“The soil of Burma is red and so are its rocks”

(ผืนแผ่นดินพม่าแดงฉาน ก้อนหินก็เช่นกัน)

ภาพยนตร์ปิดท้ายด้วยประโยคเดิมกับตอนต้น พร้อมกับภาพดินแดนอันกว้างใหญ่ที่แห้งกรังไร้ชีวิตชีวาเช่นเดิม เพียงแต่ฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ ผู้ชมได้เห็นว่า ท่ามกลางควันและพื้นดินเหล่านั้นมีพระซึ่งคาดเดาได้ว่าคือ มิซุชิมะกำลังหันหลังให้กล้องและเดินจากไป เมื่อรับชมภาพยนตร์มาถึงตอนนี้ แม้ประโยคที่ขึ้นบนหน้าจอจะเป็นประโยคเดียวกับตอนต้น แต่ความรู้สึกต่อประโยคเหล่านั้นกลับเปลี่ยนไป เพราะ ‘ผืนดินและก้อนหินที่แดงฉานในรัฐพม่า’ คงหมายถึงเพียงสายเลือดและความเจ็บปวดของ ‘ชาวญี่ปุ่น’ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ถูกบันทึกไว้ในดินแดนแสนไกลแห่งนี้และภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยละทิ้งความทรงจำและความโหดร้ายไว้เบื้องหลัง

หากลองเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้กับอะไรสักอย่าง คงเหมือนคนหนุ่มสาวที่เกิดไม่ทันเรื่องราวนั่งฟังผู้เฒ่าผู้แก่เล่าถึงอดีตที่เคยประสบว่าพวกเขา ‘รู้สึก’ ต่อเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างไร กล่าวคือแม้ข้อมูลที่ถูกเล่าออกมาอาจจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์แบบจนสามารถนำไปอ้างอิงได้ แต่ The Burmese Harp ก็สามารถตอบคำถามได้แล้วว่า ประวัติศาสตร์แบบไหนที่ผู้คนในช่วงเวลานั้นอยากจดจำ และประวัติศาสตร์แบบไหนที่ผู้คนในช่วงเวลานั้นเช่นกันอยากจะลืม

References
1 อ้างอิงข้อมูลจาก 埴生の宿 Home, Sweet Home

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

22 Feb 2022

คราฟต์เบียร์และความเหลื่อมล้ำ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เขียนถึงอุตสาหกรรมเบียร์ไทย ที่ผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์รายเล็กไม่อาจเติบโตได้ เพราะติดล็อกข้อกฎหมาย และกลุ่มทุนที่ผูกขาด ทั้งที่มีศักยภาพ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

22 Feb 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save