fbpx

อนาคตของสังคมไทยที่สวยงาม

บทวิจารณ์หนังสือ สงครามเย็น (ใน)ระหว่าง โบว์ขาว  โดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชน, 2564, 344 หน้า

สงครามเย็น (ใน)ระหว่าง โบว์ขาว‘ เป็นหนังสือที่ตอบคำถามและความงุนงงสงสัยของคนทั่วไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนหนุ่มสาวเยาวชนของประเทศขณะนี้ได้ทันการณ์อย่างดียิ่ง ในขณะที่สภาพแวดล้อมทางการเมืองระยะใกล้ที่ผ่านมา ไม่ค่อยเห็นอนาคตของการเมืองไทยมากนักและที่สำคัญคือความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มคน สี และความเชื่อต่างๆ กันสักเท่าใด แต่เมื่ออ่านจบแล้ว อดแปลกใจไม่ได้ที่บทสรุปของหนังสือกลายเป็นตรงกันข้าม

อ.กนกรัตน์ เลิศชูสกุลแห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาและเขียนเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษารุ่น 6 ตุลามาก่อนอย่างช่ำชอง แล้วมาต่อด้วยการเมืองการเคลื่อนไหวของนักเรียนนิสิตนักศึกษารุ่นโบว์ขาวใน พ.ศ. 2563 ที่เต็มไปด้วยสีสันและการนำเสนอในรูปแบบและวิธีการที่แตกต่างจากขบวนการนิสิตนักศึกษารุ่นตุลาโดยสิ้นเชิง

อ.กนกรัตน์เสนอข้อสรุปที่จะเป็นเส้นแบ่งสำคัญสำหรับอนาคตอันใกล้ของการเมืองไทยอีกวาระหนึ่ง ที่สำคัญคือคราวนี้การเคลื่อนไหวและความข้ดแย้งทางการเมืองยังไม่ยุติ ยังไม่ถึงบทสรุป ผู้เขียนซึมซับการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษามาถึงนักเรียนรุ่นปัจจุบัน จนสามารถค้นหากุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยหาข้อสรุปของปัญหาการต่อสู้ประท้วงใหญ่ของเยาวชนรุ่นใหม่นี้ไปสู่บทสรุปที่ผู้เขียนเชื่อว่ามีความเป็นไปได้คือ ‘อนาคตของสังคมไทยที่สวยงาม’ กุญแจดอกนั้นคือ ‘คนรุ่น(ใน)ระหว่าง’ (in-between generation)

หนังสือเล่มนี้เป็นผลจากการวิจัยค้นคว้าทางมานุษยวิทยาการเมืองอย่างละเอียดและลึกซึ้งในการเกิดและพัฒนาไปของกลุ่มการเมืองหลักๆ ในสังคมไทยจากคนสามรุ่น คือ รุ่นสงครามเย็น (เกิด 2489-2507) รุ่น(ใน)ระหว่าง (เกิด 2508-2522) และสุดท้ายรุ่นโบว์ขาว (เกิดหลัง 2540 มา) โดยที่น้ำหนักและรายละเอียดอยู่ที่คนรุ่นโบว์ขาวมากสุด หากเปรียบในแง่รายละเอียดของการวิจัยแล้ว ข้อมูลของสองรุ่นแรกไม่มีให้เห็นมากนักในหนังสือนี้ ส่วนใหญ่เป็นการให้ลักษณะทั่วไปทางความคิด มโนทัศน์ และฐานะในสังคมการเมืองที่มีอยู่ในระยะปัจจุบัน แต่อาจมีอยู่ในหนังสือเล่มอื่นก่อนหน้านี้ของผู้เขียนแล้วก็ได้ แต่ที่ต้องนำเอาสองรุ่นแรกมาแสดงในที่นี้ คิดว่าเพราะทำให้ผู้เขียนสามารถเดินไปยังข้อสรุปและความเห็นต่อทิศทางและอนาคตของคนรุ่นโบว์ขาวได้อย่างมีน้ำหนักรองรับ

หากจะสรุปเนื้อหาสำคัญของหนังสือให้สั้นกะทัดรัด คงพูดได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จุดประกายและผลักดันโดย ‘คนรุ่นใหม่’ นั้น รุ่นแรกคือสงครามเย็นเปิดพื้นที่และเวทีให้แก่การเข้ามาของความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในยุคสมัย แต่ไม่ชนะ และในที่สุดก็พ่ายแพ้ ประสบการณ์ปราบปรามอย่างอำมหิตในกรณี 6 ตุลา ส่งผลต่อคนรุ่นต่อมาคือ คนรุ่น(ใน)ระหว่างที่ไม่สานต่อการเมืองอีกต่อไป เมินเฉยบทบาทนั้นหันไปทำมาหากินเป็นหลัก จนมาถึงรุ่นที่สามคือปัจจุบันที่มีสัญลักษณ์เป็นโบว์ขาว ที่ออกมาเรียกร้องการปฏิรูปใหญ่ในประเทศทั้งจากระบบการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมการศึกษา ที่สำคัญคือยุติระบบอำนาจนิยมภายใต้กองทัพเสียทีในรุ่นของเขา

ผู้เขียนปิดท้ายด้วยความหวังว่า อนาคตของ ‘สังคมไทยที่สวยงาม’ จะมีต่อไปได้ หากว่าคน(ใน)ระหว่างออกมาช่วยสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสภาพการเมืองปัจจุบันที่เป็นปัญหา กับความต้องการเรียกร้องของคนรุ่นโบว์ขาว คำถามคือข้อสรุปนี้จะมีโอกาสของความเป็นไปได้จริงสักเท่าไร

วิธีศึกษาการเกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างฉับพลันด้วยการวิเคราะห์รุ่น (generation) เริ่มโดย อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริในการศึกษาคณะราษฎร 2475 ที่นำการปฏิวัติโดย ‘คนรุ่นใหม่’ ในนาม ‘คณะราษฎร’ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่งานนั้นไม่ได้เปรียบเทียบระหว่างคนรุ่นอื่นๆ ด้วย ต่อมาผลพวงและมรดกของคณะราษฎรถูกทำให้เลือนหายไปโดยคณะทหารบกในรัฐประหาร 2490 ที่หันเหระบบการเมืองและรัฐไทยให้ดำเนินไปภายใต้ฉายาของระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในระบบนี้กลุ่มกองทัพโดยกองทัพบกเป็นกำลังหลักของฝ่ายอนุรักษนิยมที่รวมกันอย่างหลวมๆ ภายใต้คติความคิดกษัตริย์นิยมและต่อมาเป็นราชาชาตินิยม ต่อมาระบอบอำนาจนิยมดังกล่าวถูกทำลายลงด้วยพลังคนหนุ่มสาวที่เรียกว่า ‘คลื่นลูกใหม่’ ในปี 2516 ในหนังสือเล่มนี้น่าสนใจว่า ‘คลื่นลูกใหม่’ นี้ บัดนี้ถูกวิเคราะห์ใหม่แล้วว่าเป็นคนรุ่น ‘สงครามเย็น’ และแม้จะเคยผ่านการต่อสู้ในฝ่ายซ้ายก้าวหน้าจนถึงร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือบางส่วนที่อยู่ฝ่ายขวาที่สนับสนุนอำนาจนิยมและกษัตริย์นิยม ในที่สุดแล้วเมื่อมาถึงจุดปัจจุบัน พวกคนรุ่นนี้มีจุดยืนร่วมกันคือ แนวคิดแบบอนุรักษนิยม ใน 5 มิติสำคัญได้แก่ “กลัวและไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลง เน้นให้ทุกคนอยู่ภายใต้ระเบียบ เชื่อในสังคมที่เน้นระบบลำดับชั้น ชาตินิยม และไม่ไว้ใจประชาธิปไตย

ส่วนคนรุ่นที่สองคือรุ่น(ใน)ระหว่าง รุ่นสงครามเย็นกับรุ่นโบว์ขาว ถูกเลี้ยงดูโดยคนรุ่นสงครามเย็นที่พ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างโหดร้ายรุนแรง มีส่วนทำให้คนรุ่น(ใน)ระหว่างไม่ค่อยกัมมันต์ในทางการเมืองนัก เพิกเฉยและไม่แยแสการเคลื่อนไหวการเมืองและสังคมเท่าไร ยิ่งกว่านั้นพวกนี้ยังโตมาในยุคสมัยที่เศรษฐกิจไทยขยายตัว โชติช่วงชัชวาล จึงมีทรรศนะที่ดีต่อรัฐและสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป มาเจอการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและทุนนิยมโลกาภิวัตน์ก็เมื่อวัยกลางคนแล้ว พอมีฐานะและเครื่องมือปรับตัวและดำรงชีวิตต่อไปได้ คนรุ่นนี้คือผู้ให้กำเนิดแก่คนรุ่นโบว์ขาว

คุณูปการสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การรวบรวมประมวลลำดับเรื่องราวความเป็นมาแห่งการก่อเกิดคนรุ่นโบว์ขาวอย่างเห็นได้ชัดเจน เข้าใจได้ง่ายๆ บทที่ยอดเยี่ยมและให้ภาพที่เป็นความจริงมากสุดคือบทที่ 2 ‘คนรุ่นโบว์ขาว เมื่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงปะทะกับโลกที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง‘ พวกเขาเติบโตขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ทั้งทางการเมืองที่เป็นอำนาจนิยม อประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อย เศรษฐกิจที่กำลังถดถอยและเสียศูนย์จากความเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตภายนอกที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น แต่ไทยยังไปไม่ถึงดวงดาว เมื่อพวกเขาถามว่าทำไมไทยถึงเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ไม่มีสตาร์ทอัพที่เป็นระดับยูนิคอร์นกับเขาเลย ทำไม? สุดท้ายต้องจมปลักอยู่กับระบบการศึกษาและการบ่มเพาะทางวัฒนธรรมที่สวนทางกับความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุทั้งหลายโดยสิ้นเชิง ระบบโรงเรียนถดถอยยิ่งกว่าสมัยคนรุ่นสงครามเย็น เผด็จการทางการเมืองและวัฒนธรรมชนชั้นนำจารีตทำให้โรงเรียนกลายเป็น ‘ค่ายทหาร’ ครูเป็นเผด็จการน้อย

คนรุ่นโบว์ขาวคือผลิตผลของโลกาภิวัตน์โดยแท้จริง โตมาชนิดที่ไม่เหมือนคนรุ่นก่อนๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าในทางทรรศนะทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม สั้นๆ คือเป็นปัจเจกบุคคลที่มีอิสระเสรี เป็นตัวของตัวเอง ปกป้องเสรีภาพ ความเท่าเทียม ประชาธิปไตย เคารพความหลากหลาย สุดท้ายเชื่อและต้องการการเปลี่ยนแปลง และต้องเปลี่ยนในรุ่นของเขาด้วย ไม่ใช่ในโลกหน้าแบบคนรุ่นก่อนนี้ คิดว่าความเชื่ออันสุดท้ายนี้ คือความเปลี่ยนแปลง คือมโนทัศน์สำคัญที่สุดที่อธิบายความเป็นตัวตนของคนรุ่นโบว์ขาวได้อย่างถ่องแท้ที่สุด ด้วยพลานุภาพของสื่อสารมวลชนล้ำยุค ทำให้พวกเขามีอาวุธที่อยู่ในมือคือมือถือ ที่สามารถเคลื่อนไหวได้ทุกที่ทุกเวลาและทำกันเป็นกลุ่มก้อนได้ไม่ยาก ดังคำกล่าวว่า “โหวตทุกวัน เปลี่ยนโลกทุกวัน”

คุณลักษณะอีกอย่างของคนรุ่นโบว์ขาวที่แตกต่างจากของคนรุ่นก่อนหน้านี้ ที่น่าคิดคือการแสดงออกของอารมณ์ มีหมดทั้งเหตุผล ตรรกะ กฎหมายและศาสนา แต่ที่ถึงใจคืออารมณ์ ‘โกรธ’ คนรุ่นนี้สามารถโกรธผู้ใหญ่ที่ทำอะไรไม่เข้าท่า แล้วยังหาทางเล่นงานพวกเขาทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างไม่มียางอาย “ในโลกโซเชียลเดือดมาก แต่สื่อทั่วไปไม่มีใครสนใจเลย บางทีเราปั่น (ข้อความในทวิตเตอร์) กันจนได้เป็นล้าน ไอโอก็ยังทำของเราปลิว โกรธมาก” นักเรียนขั้นม. 4 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.สุรินทร์กล่าว  นักศึกษาหญิงปี 3 อีกคนกล่าวว่า “รัฐบาลเอาเงินออกมาแจกโควิด แล้วทำได้แย่มาก หนูไม่พอใจมาก แทนที่จะเลือกเอาเงินมาช่วยเหลือประชาชน แต่เขาไปซื้อเครื่องบิน เรือดำน้ำ ไม่มีประโยชน์กับประชาชน วันก่อนอ่านข่าวโกรธมาก รัฐบาลและนายกฯไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนเลย…..”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวหนูและครอบครัวหนูในตอนนี้ หนูไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดออกมาได้เลยว่าหนูรู้สึกเสียใจและโกรธมากแค่ไหน กับการที่หนูและเพื่อนๆ ถูกนำตัวไปขังระหว่างพิจารณาคดี เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน และบางคนยังคงถูกคุมขังอยู่จนถึงทุกวันนี้ จนทำให้หนูและเพื่อนๆ หลายคนติดเชื้อโควิด-19 มาจากในเรือนจำ…ขนาดเรื่องการกักตัวของหนูพวกคุณยังโกหกหน้าด้านๆ แก้ตัวแบบเนียนๆ โถ! ข้าราชการระดับพวกคุณใช้วิธีเหมือนเล่นหลอกเด็กเลยค่ะ คิดว่าคนเขาอ่านหนังสือกันไม่ออกหรืออย่างไร… และหนูโกรธ ที่พวกคุณหน้าด้าน และยังตอแหลอยู่ ว่าคุณดูแลชีวิตคนในเรือนจำได้” (จากเฟซบุ๊ก Panusaya Sithijirawattanakul วันที่ 15 พ.ค. 2564)

บทที่ 3 และ 4 เล่าถึงพัฒนาการของคนรุ่นโบว์ขาว ‘จากการเมืองบนโลกออนไลน์สู่การเมืองบนท้องถนน‘ และ ‘การเติบโตและพัฒนาการการชุมนุม‘ เป็นอีกสองบทที่แสดงถึงบุคลิกและคุณสมบัติอันก้าวหน้าซับซ้อนและมีพลังของคนรุ่นโบว์ขาว พวกเขาเริ่มต้นเหมือนคนรุ่นสงครามเย็นที่เริ่มต้นตื่นตัวจากเรื่องราวในพื้นที่ส่วนตัวที่เป็นของปัจเจก ‘ส่วนตัวก็เป็นการเมืองด้วย’ (the personal is political) แต่ที่ไม่เหมือนคนรุ่นสงครามเย็นคือ พวกเขาไม่คงความแปลกแยกและแยกจากกันระหว่างสองพื้นที่นานต่อไป ไม่นานก็เห็นการยกระดับทั้งรูปแบบและเนื้อหาของการประท้วง จากส่วนตัวไปยังส่วนรวม จากโรงเรียนไปยังรัฐบาลและรัฐสภา จึงไม่แปลกใจที่คลื่นการประท้วงของบรรดานักเรียนก่อตัวและขยายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยพลังที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ โดยเริ่มจากเวทีในแต่ละโรงเรียน ด้วยแกนนำไม่กี่คนและผู้ชุมนุมไม่กี่สิบ แต่อำนาจการสื่อสารถ่ายทอดสด(ไลฟ์)ทางมือถือ ทำให้คนอีกนับหมื่นนับแสนทั่วประเทศสามารถร่วมให้การสนับสนุนด้วยการแชร์และไลก์กันต่อๆ ไป นี่จึงเป็นนวัตกรรมของการประท้วงที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศนี้

เมื่อขบวนการโบว์ขาวมาหลอมรวมเข้ากับขบวนการประท้วงของบรรดานิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย พื้นที่การเมืองก็ระเบิดขึ้นไปยัง ‘เล่าเต๊ง” ก่อเกิดเป็นกระแสการประท้วงเรียกร้องที่ล้ำหน้าและก้าวไปไกลกว่าที่เคยประท้วงและร้องขอกันมานั่นคือลักษณะของความคิดต่อต้านเป็นปฏิภาคโดยตรงกับแรงกดและขี่ที่คนรุ่นโบว์ขาวถูกกระทำมาอย่างต่อเนื่อง ได้นำเสนอและเรียกร้องออกมาใน 3 ข้อใหญ่คือ เปลี่ยนรัฐบาลนี้ เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสิ่งที่ไม่เคยพูดได้

ผู้เขียนนำเสนอข้อมูลการวิเคราะห์จากการสัมผัสโดยตรงกับคนรุ่นโบว์ขาว ทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจและประเมินสภาพโดยรวมของระบบการเมืองปัจจุบันได้อย่างดี แต่จากน้ำหนักและความหนักหน่วงของปัญหาความขัดแย้งขณะนี้ทำให้คนในสังคมต้องการคำตอบมากกว่าความรู้และความจริงของคนรุ่นใหม่เท่านั้น เพื่อสนองตอบความต้องการของคนรุ่นเก่าทั้งหลาย ผู้เขียนได้จำลองภาพลักษณ์ของคนรุ่นต่างๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จนได้คำตอบว่า จากสภาวะทางความรับรู้ทางการเมือง สถานะทางเศรษฐกิจของคนรุ่น(ใน)ระหว่างเป็นรุ่นที่มีเหตุผลมากกว่ารุ่นสงครามเย็น ด้วยว่ายังไม่เป็นอนุรักษนิยมสุดขั้วและไม่สำเร็จมากเกินไปในทางเศรษฐกิจ จึงทำให้พอรับรู้การเคลื่อนไหวใหม่ๆ ได้ระดับหนึ่ง ประเมินจากกรอบความคิดความเข้าใจก็พอเห็นด้วย จึงสรุปด้วยตรรกะว่าคนรุ่นนี้น่าจะลงมาช่วยคนรุ่นโบว์ขาว ให้ฝ่าฟันอุปสรรคเครื่องกีดขวางทางการเมืองนี้ลงไปได้ แล้วเราก็จะบรรลุสังคมที่สวยงามต่อไป

จะเป็นจริงอย่างนั้นหรือ ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของระบบการเมืองและกลุ่มอำนาจในการเมืองนั้นเป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยมาตลอด ลักษณะเด่นคือการยึดกุมอำนาจไว้ในมือของกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต่อมาเรียกง่ายๆ ว่า ‘เครือข่ายพระมหากษัตริย์’ ไว้อย่างเหนียวแน่นหลังจากรัฐประหาร 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาถึงปัจจุบัน พร้อมที่จะใช้กลวิธีไม่ประชาธิปไตยทุกทางเพื่อรักษาอำนาจนี้ไว้ นี่เองที่การเปลี่ยนแปลงถึงขั้นต่อต้านและทำลายผู้นำรัฐบาลทหารแต่ละยุคมักมาจากกำลังและพลังนอกระบบ ซึ่งไม่มีพลังอะไรนอกจากพลังคนหนุ่มคนสาวที่เป็นหัวขบวน เข่น ขบวนการ 14 ตุลาถึง 6 ตุลาก็เป็นพลังเยาวชนที่ตอบรับกระแสสังคมนิยมจากภายนอกขณะนั้น จนกระทั่งถูกปราบปรามลงไปในที่สุดด้วยพลังอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม และต่อมาพฤษภาเลือด พันธมิตรฯ นปช.(เสื้อแดง) และสุดท้าย กปปส.

แต่ที่สำคัญคือการเคลื่อนไหวประท้วงเหล่านั้นไม่อาจปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองและโครงสร้างสังคมรวมวัฒนธรรม ไม่ได้อยู่เพียงแค่ความคิดหรือปรารถนาของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด หากยึดโยงอยู่กับระบบอำนาจที่รองรับระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบนั้นๆ ตรงนี้เองที่ทำให้การเคลื่อนไหวประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอดีต ไม่ว่าจะได้ผลออกมาอย่างไรก็ตาม ถ้าไม่สามารถนำเอาผลของการต่อสู้เหล่านั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจและความสัมพันธ์ทางสังคม จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการในการปกครอง นำไปสู่การใช้อำนาจรัฐ การสร้างรัฐ และระบบราชการที่ยึดโยงกับมติคนส่วนมากได้ ไม่เช่นนั้นแล้วระบบอำนาจและการเมืองก็จะยังคงรักษาและสืบทอดรูปแบบและเนื้อหาแบบเก่าต่อไปอีก ดังที่ได้เกิดขึ้นในกระบวนการและพัฒนาของความขัดแย้งต่อสู้กับอำนาจและรัฐไทยมาตลอด

นี่เองคือมูลเหตุที่ทำให้คนรุ่นสงครามเย็น ทั้งซ้ายขวากลายมาเป็นคนแบบอนุรักษนิยม-กษัตริย์นิยมกันไปหมดในช่วงเวลาปัจจุบัน เพราะสังคมและโลกก้าวหน้าไปตามวิถีของการผลิตและเทคโนโลยี แต่อำนาจและรัฐราชการไทยยังคงหาช่องทางยึดโยงกับหลักของคติความเชื่อจารีตอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนกระทั่งระเบิดออกมาในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์มาโดยตลอดนับแต่กบฏหมอเหล็ง คณะราษฎร ขบวนการ 14-6 ตุลา พฤษภาเลือดและโบว์ขาว ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยคือระบบไม่ทำงาน ที่ถูกต้องกว่าคือไม่ได้รับโอกาสและการยอมรับจากกลุ่มและพลังการเมืองเก่าที่กลายเป็นอนุรักษนิยมโดยไม่รู้ว่าความคิดทางการเมืองของมันคืออะไร

การสร้างมโนทัศน์ของคนรุ่นต่างๆ นั้น (รวมถึงการเกิดชนชั้นด้วยก็ได้) มักดูจากจุดเริ่มต้นของกำเนิด (origin) การก่อรูป (formation) ของคนเหล่านั้นว่าควรอยู่ในลำดับขั้นหรือยี่ห้ออะไร การวิเคราะห์ดังกล่าวนี้มีสมมติฐานว่าสังคมนั้นมีพัฒนาการและการเดินอย่างเป็นเส้นตรง จึงจะสามารถเทียบได้ว่าคนกลุ่มหรือชนชั้นนี้ควรเรียกว่าอะไร กลาง สูงหรือต่ำ ก้าวหน้าหรือล้าหลัง ส่วนมากคุณสมบัติของกลุ่มและชนชั้นได้มาจากตอนเข้าไปอยู่ในกลุ่มนั้นโดยดูจากขั้นกำเนิดและก่อรูป จริงๆ แล้วการที่เราสามารถวิเคราะห์ว่าพวกนั้นเป็นรุ่นอะไร ก็มาจากการดูที่ภูมิหลังองค์ประกอบทางสังคมของพวกเขา ทำให้กล่าวได้ว่าพวกเขาเป็นคน ‘รุ่นใหม่’ เพราะกระบวนคิด วิธีมองปัญหาและความเชื่อต่างๆ ล้วนไม่เหมือนไม่สอดคล้องกับของคนที่เป็นผู้ใหญ่ผู้กุมอำนาจรัฐไว้เลย แต่หลังจากนั้น เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงผ่านไป คนเหล่านั้นและรุ่นของพวกเขาก็หายไปในเส้นตรงของประวัติศาสตร์ที่เดินผ่านพวกเขาไปแล้ว

ดังนั้น ขั้นสุดท้ายของชีวิตในรุ่นนั้นๆ ไม่ค่อยมีการนำมาวิเคราะห์มากนัก นอกจากเป็นบางคนหรือบางกลุ่มย่อยของชนชั้นที่ไปมีอำนาจหน้าที่ในรัฐ ในหนังสือเล่มนี้ อ.กนกรัตน์สรุปลักษณะทั่วไปของคนรุ่นสงครามเย็นจากขั้นสุดท้ายตอนจบของรุ่นดูจากความยาวของอายุและบทบาทของบางคนในฐานะแห่งอำนาจ แทนที่จะวิเคราะห์จากกำเนิดและการก่อรูป ทำให้ได้ข้อสรุปที่เป็นนามธรรมทั่วไปแต่เป็นของบางคนบางกลุ่มย่อยเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ผลพวงของการเคลื่อนไหวเดือนตุลา หลังจากผ่านเวลาไปสักสิบปีแล้วก็เหลือแต่ความคิดของเดือนตุลาเท่านั้น แต่คนเดือนตุลาไม่ใช่ตัวแทนหรือเจ้าของความเป็นตุลาอีกต่อไปแล้ว พวกเขา(เธอ)ก็เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไปที่มีข้อมูลของเหตุการณ์นั้นมากหรือน้อยกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง มันเป็นประวัติศาสตร์ เป็นอดีตเหมือนกับ 24 มิถุนา 2475 ที่เหลือให้ตีความ ไม่ใช่การอ้างความเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตเพราะมันเป็นของสังคมไม่ใช่ปัจเจกบุคคล

การสร้างภาพลักษณ์โดยรวมของคนแต่ละรุ่น ที่สำคัญจึงเป็นการดูที่กำเนิดและพัฒนาการระยะแรก โดยผ่านกิจกรรม ข้อเสนอเรียกร้องและการประท้วงในช่วงเวลานั้นๆ เท่านั้น แต่การสรุปว่าคนรุ่นดังกล่าวเป็นตัวแทนของความเป็นอนุรักษนิยมหรือกษัตริย์นิยมหรือชังชาติ อะไรก็ตามนั้น อันเป็นการมองไปที่จุดจบตามธรรมชาติของรุ่น ไม่ทำให้มองเห็นความจริงเนื้อแท้ของคนรุ่นต่างๆ ได้ เพราะรุ่นนั้นหยุดนิ่งกับการเกิดแต่ไม่มีพัฒนาการทางเวลาตามไปด้วย

สุดท้ายผมมองว่าคนรุ่นต่างๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยจากสงครามเย็นถึงโบว์ขาว เป็นคนต่างวัยต่างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมืองก็จริง แต่ทุกรุ่นดำรงอยู่และเคลื่อนไหวอยู่ภายในระบบสังคมหนึ่งที่กำกับผลักดันโดยอำนาจรัฐที่มีชีวิตด้วยพลังทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแทบจะอันเดียวกัน คือ ‘การเมืองของอภิสิทธิ์ชน เศรษฐกิจผูกขาด วัฒนธรรมจารีต’ พวกเขาเหล่านั้นจึงเป็นภาพสะท้อนสภาพของรัฐไทยในแต่ละยุคว่าดำรงอยู่อย่างไร คนเหล่านั้นไม่ได้มีอัตลักษณ์ที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐได้ การก่อรูป พัฒนา เปลี่ยนแปลงโลกทรรศน์และจุดยืนทางการเมืองของปัจเจกแต่ละคนแต่ละกลุ่มไม่ได้เกิดด้วยตัวมันเอง หากแต่เป็นผลรวมจากปฏิสัมพันธ์กับอำนาจรัฐในแต่ละช่วง กล่าวสั้นๆ คนรุ่นใหม่แต่ละรุ่นล้วนถูกสร้างขึ้นมาโดยรัฐราชการไทยแทบทั้งสิ้น ถ้าไม่มีรัฐประหาร 22 พฤษภา 2557 ไม่มีรัฐธรรมนูญ ‘ปราบโกง’ 2560 ไม่มี คสช. และรัฐบาลบัตรเขย่ง ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการเลือกตั้งแบบนี้ ก็จะไม่มีปรากฏการณ์ ‘คนรุ่นโบว์ขาว’

ส่วนอนาคตของคนรุ่นโบว์ขาว จะฝ่าฟันอุปสรรคขวางกั้นทางการเมืองไปได้หรือไม่ เป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนที่กุมอำนาจรัฐทั้งหลาย พวกเขาเป็นกระจกที่ส่องความจริงที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย พวกเขาไม่ใช่ผู้แก้ปัญหาและสร้างสังคมใหม่ แต่พวกเขาเป็นคนจุดประกาย พูดความจริง และเป็นกำลังของพลังใหม่ที่สังคมสมัยใหม่ทั้งหลายต้องอาศัยในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในด้านต่างๆ เพื่อให้ยืนอยู่และเติบใหญ่มั่นคงต่อไปในโลก หากระบบอำนาจและการเมืองปัจจุบัน (ในมือของคนกลุ่มน้อยแต่ยึดอำนาจไว้) ไม่ต้องการพวกเขาอย่างที่เขาอยากเป็น เราก็จะมองดูสังคมไทยที่เป็นปฏิกิริยาเดินถอยหลังสวนทางโลกภายนอกมากเข้าไปทุกวัน

22 พฤษภา 64

ปีที่ 7 แห่งความไร้สาระของอำนาจนอกระบบ

MOST READ

Film & Music

2 Dec 2019

โลกของ ‘เมียฝรั่ง’ เรื่องเล่าที่ไม่มีผู้ชายอีสาน ในสังคมที่ไม่มีอนาคต

วจนา วรรลยางกูร เขียนถึงสารคดี Heartbound เรื่องการแต่งงานข้ามชาติของสาวอีสานกับผู้ชายเดนมาร์ก ที่เกิดจากการจับคู่ของ ‘สมหมาย’ หญิงไทยคนแรกในหมู่บ้านที่เดนมาร์ก

วจนา วรรลยางกูร

2 Dec 2019

Thai Politics

2 Oct 2017

ไขปริศนา วาระสุดท้าย ‘พระเจ้าตาก’ : ประหารจริง หรือจัดฉาก?

เปิดวงเสวนาว่าด้วย ‘อวสานพระเจ้าตาก’ ภายใต้ข้อถกเถียงสำคัญที่ว่า พระเจ้าตากถูกประหารจริงหรือไม่?

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

2 Oct 2017

Thai Politics

24 Jun 2017

การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน

ในสังคมที่ประวัติศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือของการควบคุมกล่อมเกลาความคิดคนมากกว่าเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้เพื่อให้เท่าทันอดีตของสังคมตนเอง ประจักษ์ ก้องกีรติ สำรวจตรวจสอบมายาคติ 4 ประการเกี่ยวกับ 2475 พร้อมนำเสนอประวัติศาสตร์ 2475 ฉบับโรงเรียนไม่ได้สอน

ประจักษ์ ก้องกีรติ

24 Jun 2017

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save