รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์ เรื่องและภาพ

 

ย้อนกลับไปเมื่อพฤษภาคม 2557 หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติรัฐประหารได้ 3 วัน มีคนจำนวนมากลงถนนออกมาต่อต้านการยึดอำนาจ

“When injustice becomes law resistance becomes duty” คือข้อความบนป้ายประท้วงของธัญญ์นรี คชมหิทธิ์ ในวันนั้น

เธอเคยต่อสู้ในนามของคนเสื้อแดงกลุ่ม ‘โรมานอฟ’ ผ่านมา 6 ปีกว่า เมื่อการต่อสู้บนถนนสายประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด ในวันที่ลูก ‘รุ่นโบว์ขาว’ เริ่มก้าวเท้าเลือกทางเดินให้อนาคตของตัวเอง บทบาทความเป็นแม่ของเธอจึงไม่รอช้าที่จะออกมาเคียงข้าง

“กูชอบแม่มึงว่ะ กูอยากฟังแม่มึงขึ้นพูด” เสียงนักเรียนผมเปียผูกโบว์ขาวหันไปพูดกับเพื่อน

ขณะที่ ‘แม่’ ที่ถูกกล่าวถึงนั้นกำลังยืนล้อมวงสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดกันกับเด็กวัยมัธยม- มหาวิทยาลัย คนวัยทำงาน กระทั่งพระสงฆ์อย่างออกรสข้างเวทีปราศรัย

‘แม่’ ที่เคยขึ้นหน้าปกมติชนสุดสัปดาห์ในวันที่นุ่งซิ่นออกไปชุมนุมชูป้ายประท้วงหลังรัฐประหารปี 2557

‘แม่’ ที่ออกมาม็อบกับลูกในวันนี้

ในค่ำคืนฝนโปรยปรายหน้าลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ กลางเมืองเชียงใหม่ ผู้คนสวมเสื้อกันฝน กางร่มหลากสีเต็มลาน ราวกับทุ่งดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน

ภายใต้ชุดกันฝนสีสันละลานตาคือนักเรียนที่มาร่วมชุมนุมใน ‘ม็อบก้านกล้วย’ ที่จัดโดย ‘แนวร่วมนักเรียนเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย’ ซึ่งเป็นเพียงกลุ่มหนึ่งในอีกหลายกลุ่มนักเรียนทั่วประเทศที่ก่อตัวขึ้นมาหลังจากเหตุการณ์ยุบพรรคอนาคตใหม่

เสียงปรารถนาประชาธิปไตยของเยาวชนดังขึ้นเรื่อยๆ กังวานไปทั่วหัวมุมถนน จนมาถึงวันนี้ที่มีการยกระดับข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องถึงอนาคตและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า นักเรียนหลายคนกำลังถูกคุกคาม บางคนถูกไล่ออกจากบ้าน ไล่ออกจากโรงเรียน ถูกพ่อแม่ตัวเองแจ้งจับ ถูกทำร้ายร่างกาย ฯลฯ แต่แม่บางคนก็พร้อมปกป้องเคียงข้างลูก กระทั่งออกมาม็อบด้วยกัน

 

 

ทำไมพอรัฐประหาร 2557 ถึงได้ขึ้นปกมติชนสุดสัปดาห์

ก่อนหน้ารัฐประหาร เราปฏิวัติเงียบด้วยการถ่ายรูปเปลือยหน้าอกแล้วชูป้าย no coup บังไว้ ลงกันในโซเชียลมิเดียกลุ่ม  ‘โรมานอฟ’ ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเฉพาะ หลังจากนั้นเรามาคุยกันว่าจะเอาคอนเซ็ปต์อะไรดี เลยตกลงนุ่งซิ่นกันไปประท้วงรัฐประหารแล้วตอนนั้นมีม็อบนัดไปกินแมคโดนัลด์กัน

ที่นุ่งซิ่นเพราะเหมือนย้อนกลับไปอยู่ในสมัย 2475 ที่ยังนุ่งซิ่นกันอยู่ ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้ผู้หญิงใส่กางเกงแต่งตัวเฟี้ยวฟ้าว ป๊อปร็อค ตั้งแต่รัฐประหารครั้งแรกจนถึง 2557 กี่ปีมาแล้ว ทำไมยังรัฐประหารซ้ำซากกันอีก พวกเราเลยประชดด้วยการนุ่งซิ่นออกไป เหมือนกับเราอยู่ในยุคเก่า

 

ตอนนั้นประท้วงกันนานไหม

ไม่ถึงอาทิตย์นะ เพราะตอนนั้นรัฐประหารแล้ว ทหารออกมาแล้ว เราแค่ออกไปต่อต้าน แต่มันไม่เป็นผล แต่กลุ่ม กปปส. ทำอะไรก็ไม่ผิด มีแต่ฝ่ายเราที่โดน

 

เคยถูกคุกคามบ้างไหม

มีบ้าง ตอนไปประท้วงลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 60 แต่ก็รอดหวุดหวิดทุกครั้ง หาทางหนีทีไล่ได้ตลอด

 

มองย้อนกลับไป ทำไมตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง

เพราะรู้สึกมาตลอดว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มันไม่จริง เหมือนคำพูดที่ถูกแต่งประโยคให้ดูสวยหรูแล้วมาหลอกเรา เพราะทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร จะเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่มีการเซ็นรับรองให้มีรัฐประหาร เราเลยรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ในเมื่อเราเป็นประชากรต้องจ่ายภาษี ทำมาหากินกันอยู่ทุกวัน ต้องมาเหนื่อยโดยที่สวัสดิการของรัฐไม่เหมือนกับต่างประเทศที่มันดีกว่านี้

 

เด็กสมัยนี้มีสื่อ มีหนังสือ ทำให้เบิกเนตร รับรู้ความเป็นจริงอีกด้าน ถ้าเป็นสมัยคุณ อะไรทำให้ตาสว่าง

เด็กสมัยนี้โชคดี ย้อนไปสมัยเราส่วนมากจะตาสว่างด้วยตัวของตัวเอง ด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่มองแล้วรู้สึกว่าย้อนแย้ง

 

 

ตาสว่างก่อนมีรัฐประหาร ?

ใช่ ก่อนหน้านั้นเราได้แค่บ่น เมื่อก่อนอยากจะบอกว่าคนเสื้อแดงเนี่ย บางคนไม่สามารถแสดงออกได้ว่าเป็นคนเสื้อแดงนะ มันเป็นยุคที่คนเสื้อแดงโดนตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือเป็นพวกล้มเจ้า มันใช้เวลานานมากหลายปีมากกว่าที่คนรุ่นนี้ จะเข้าใจว่าคนเสื้อแดงผ่านอะไรมาบ้าง

คนเสื้อแดงออกมาตอนปี 2552 – 2553 เพราะเขาต้องการระบอบประชาธิปไตยที่ไทยควรจะมีจริงๆ กลายเป็นว่าโดนผลักให้กลายเป็นคนล้มเจ้า โดนผลักให้เป็นคนขายชาติ โดนผลักให้มารับลูกกระสุนตายกันเกือบร้อยศพ เจ็บอีก สูญหายอีก ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองแพ้ ต่างคนต่างกลับบ้านไปประกอบอาชีพ ไม่มีใครคิดหรอกว่าจะมีวันนี้ วันที่รุ่นลูกรุ่นหลานทำให้เห็นว่าที่เราทำกันมาไม่ได้สูญเปล่า

เราคิดว่าคนเสื้อแดงทุกคนจะต้องภูมิใจแล้วต้องออกมาช่วย ให้เด็กทำหน้าที่ไป แต่คนเสื้อแดงแค่ออกไปสนับสนุนก็พอ หรือช่วยซัพพอร์ตในส่วนที่เด็กไม่มี อาจเป็นกำลังจำนวนคนที่ออกมาแสดงมากกว่า

 

อยากพูดอะไรกับคนที่เคยเข้าใจคนเสื้อแดงผิด

คนเสื้อแดงต้องรู้สึกขอบคุณและดีใจ ไม่ขอเรียกว่าฝากความหวัง ไม่อยากโยนภาระไปให้เด็กๆ แต่ขอบอกว่าเชื่อใจ ภูมิใจในตัวเด็กทุกคนที่คิดได้ รู้ตื่น รู้เบิกบาน อย่างที่เห็นในเฟซบุ๊ก มีน้องคนหนึ่งบอกว่าในวันที่เขาต้องวิ่งหนีน้ำที่ฉีดตามหลังมา ในหัวเขาคิดแต่ว่าขอโทษคนเสื้อแดงทุกคนที่เคยคิดว่าเป็นพวกคนไม่ดี เคยเข้าใจผิด เชื่อแล้วที่คนเสื้อแดงบอกว่าไม่มีอาวุธแล้วโดนยิงตายมันเกิดขึ้นจริง เพราะในวันที่วิ่งหนีน้ำพวกเขาไม่มีอาวุธเลยเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังทำร้ายพวกเขา ในสมัยที่คนเสื้อแดงออกไป เขาต้องสูญเสีย บาดเจ็บล้มตาย แต่เขายอม ถามว่าทำเพื่ออะไร ก็เพื่อเด็กในอนาคต เขาไม่ต้องการเห็นลูกเห็นหลานมาเจอในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่ ต้องขอบคุณสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เด็กตาสว่าง ขอให้กำลังใจให้ทุกคน และฝากถึงผู้ใหญ่ พ่อแม่ และรัฐบาลว่า อย่ารังแกเด็ก

 

ม็อบยุคคุณกับม็อบในยุคสมัยนี้ต่างหรือเหมือนกันยังไงบ้าง

ต่างกันตรงที่ว่าม็อบสมัยนั้นจัดโดยกลุ่มการเมืองหรือมีนักการเมืองเป็นแกนนำ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เด็กๆ ออกมาเองด้วยกำลังของเขาเท่าที่เขามีกำลัง แล้วอีกอย่างหนึ่งคือเขาได้รู้ได้เห็น อย่างที่บอกมันเป็นความโชคดีของเขาที่ทุกวันนี้ในโซเชียลมิเดีย สามารถเปิดโลกทัศน์เขาได้ อยากรู้อะไรก็เสิร์ชเอา โชคดีมากๆ ที่เด็กๆ ได้อยู่ในยุคนี้

รุ่นเรามี นปช. เป็นแกนนำ ไม่มีการให้คนนอกขึ้นไปพูดปราศรัยอะไร คนเสื้อแดงก็จะเฮตามแกนนำ แต่สมัยนี้ดีตรงที่ว่าใครก็เป็นแกนนำได้ ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้หมด อยู่ที่การเคลื่อนไหวแค่นั้นเอง

 

 

ยุคนี้ใครชวนใครออกไปม็อบ ระหว่างแม่กับลูก

แม่ไม่เคยชวนลูกเลย ครั้งแรกๆ เขาโทรมาว่า “แม่ หนูขอไปม็อบนะ” แม่ก็เลยถามว่าแล้วมีหน้ากากอนามัยไหม เพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงโควิด เขาบอกว่าหนูมีเรียบร้อย เลยบอกว่า ถ้างั้นหนูหาสติกเกอร์ปิดชื่อให้เรียบร้อยนะ อย่าให้เห็นว่าหนูชื่ออะไร มาจากโรงเรียนไหน แล้วก็บอกให้กลับดีๆ จะให้แม่ไปรับตรงไหนก็บอก

อย่างม็อบก้านกล้วยล่าสุด ลูกชวนไป เขาโทรมาถามแม่ไปม็อบไหม ส่วนน้องคนเล็กก็อยากไปด้วย  แต่เรามองว่าน้อง 10 ขวบยังเด็กเกินไป

 

เคยพูดคุยเรื่องการเมืองกับลูกมาก่อนไหม

เรื่องการเมืองเป็นเรื่องปกติที่คุยกันในบ้านมากเลยนะ แม้กระทั่งตอนนั่งกินข้าวเราก็คุยกัน เหมือนเด็กๆ เขารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง

 

สอนลูกยังไง ทำไมถึงคุยการเมืองได้ปกติ

ที่บ้านเราคุยกันได้หมด ลูกด่าแม่ได้ แม่ด่าลูกได้ แต่ก็ต้องมีขอบเขต ที่บ้านเราสอนให้ลูกเป็นประชาธิปไตยนะ ลูกๆ ทุกคนสามารถออกความเห็นได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดียังไง แม่ทำถูกหรือไม่ถูก เขาสามารถจะบอกแม่ได้

ยกตัวอย่างลูกคนโต เขาเป็นวัยรุ่น ม.5 เขาจะรักสถาบันกษัตริย์มากเพราะเขาโตมาในบ้านป้าที่เป็นกลุ่มรักสถาบันฯ พอปิดเทอมค่อยกลับมาอยู่กับเรา เราก็จะเปิดทีวีช่องการเมือง เขาจะถามว่าแม่ดูอะไร ทำไมแม่ถึงไม่ชอบ เพราะอะไร เราก็บอกเขาว่าอยากรู้อะไรลองไปหาคำตอบเองก่อนนะ อย่าเพิ่งมาเอาคำตอบจากแม่ ถ้าสงสัยแล้วค่อยมาถามแม่ ถ้าแม่รู้แม่จะบอก ถ้าไม่รู้แม่จะหามาให้ จนทุกวันนี้เขาไม่ถามแม่เลย เขาหาเองหมด พอเจออะไรก็จะมาเล่าให้แม่ฟัง เขาจะค่อยๆ รู้มาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ตัวเขาเองที่เป็นคนไปเล่าให้ป้าเขาฟัง

ส่วนลูกสาวคนกลาง เราเห็นเราตั้งแต่ตอนเราออกไปชูป้ายในม็อบ เขาเคยถามเราว่าแม่ออกไปม็อบทำไม เราก็เล่าให้เขาฟังว่าเพราะอะไรประเทศมันเป็นอย่างนี้ หนูดูสิ เราอยู่กันมาขนาดนี้ ทำไมเราถึงไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ทำไมเราถึงไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ทำไมหนูต้องมาเรียนในโรงเรียนที่เสียค่าเทอมแพงๆ ทำไมต่างประเทศเขาถึงเรียนฟรี ทำไมอาม่ายังต้องทำงาน ทั้งๆ ที่อาม่าควรจะอยู่สบายๆ ได้แล้ว

แล้วเป็นจังหวะพอดีว่าตอนเราขายของอยู่กรุงเทพฯ ก่อนรัฐประหาร เราขายของดีมาก อยู่กันสุขสบาย เด็กจะรับรู้เองว่าเคยอยู่สุขสบาย แล้วเวลาลำบากเป็นยังไง จนสุดท้ายมารัฐบาลประยุทธ์ ยอดขายเราดิ่งลงเหวประมาณ 7 เดือน เราแบกภาระไม่ไหว เลยคุยกับลูกสาวว่าแม่ต้องย้ายไปอยู่เชียงใหม่นะ

 

เคยมีความคิดเห็นไม่ตรงกันกับลูกๆ บ้างไหม

มี ทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่ได้ทะเลาะกันจะเป็นจะตายนะ อย่างที่บอกถ้าเรากำลังต่อว่าเขาแล้วมันไม่ถูก เขาก็จะบอกว่ามันไม่ถูกนะแม่ แล้วทำไมหนูทำแบบนี้ไม่ได้ล่ะ เราก็ใช้เหตุผลต่อกัน

 

เคยมีปัญหากันเรื่องจุดยืนทางการเมืองไหม

จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจ ทำไมเราไม่ชอบประยุทธ์แล้วจะต้องมาปฏิรูปสถาบัน เราก็อธิบายให้เขาฟังว่าสถาบันฯ อยู่ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนเราที่อยู่ภายใต้กฎหมาย

 

 

ในสมัยที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับความคิดอีกด้าน การที่เห็นต่างเป็นปัญหาระหว่างแม่กับลูกไหม

บางคนอาจจะเป็น แต่เราไม่เป็น เราจะคุยกับลูกตลอด แม้กระทั่งพี่น้องครอบครัวเราที่เป็นเสื้อเหลือง ถึงเวลาที่มาคุยจริงๆ เขาไม่มีเหตุผลที่จะมาโต้เถียง เขาจะพูดมาแค่ว่าพวกล้มเจ้าแล้วก็เดินหนีเราไป เหตุผลเขามีแค่นั้นจริงๆ

ถึงแม้เด็กจะคิดว่าม็อบเป็นแฟชั่น ก็ให้เป็นไป แต่เด็กเขารู้อยู่แล้วจากที่โดนกดมาจากในโรงเรียน อย่างล่าสุดที่กรณีโรงเรียนไล่เด็กออก คุณไม่มีสิทธิ์ คุณทำร้ายชีวิตเด็กคนหนึ่งให้เด็กมีมลทินมัวหมองเนี่ยนะ

เราต้องยอมรับนะ ที่เด็กออกมาต่อต้านระบบการศึกษาไทยได้ขนาดนี้แสดงว่าเด็กคิดได้ แต่ทำไมผู้ใหญ่คิดไม่ได้ คุณชอบเหรอ คุณพอใจเหรอที่ให้ลูกคุณท่องอาขยานเป็นนกแก้วนกขุนทอง

 

คิดเห็นยังไงกับการที่ผู้ใหญ่บางคนมองเด็กที่ออกมาว่ายังคิดเองไม่เป็น ถูกล้างสมอง

ต้องถามกลับไปว่าที่คุณบอกว่าเด็กโดนล้างสมอง คุณเองโดนล้างสมองมานานเท่าไหร่แล้วกับสร้างภาพของรัฐ โดยที่คุณไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าคุณโดนล้างสมอง ไม่รู้สึกว่าโดนปั่นหัว ไม่รู้สึกเลยว่าอยู่ใต้ฝุ่นละอองธุลีมานานแค่ไหนแล้ว แต่คุณไปว่าเด็กโดนล้างสมอง เพราะเด็กทำไม่ถูกใจคุณ ไม่เหมือนที่คุณคิด ไม่ทำเหมือนอย่างที่คุณต้องการ คุณต้องย้อนกลับไปตอนวัยรุ่นว่าคุณคิดเองไม่ได้เหรอ

 

ถ้าลูกมีจุดยืนทางการเมืองคนละขั้วกับเรา ยังจะสนับสนุนให้เขาไปม็อบอยู่ไหม

การที่พ่อแม่ห้ามลูกออกไปม็อบเป็นอะไรที่สิ้นคิดมาก แต่สิ่งที่คุณจะบอกเขาได้คือให้ลองศึกษาดูดีๆ คุณทำให้ลูกคุณเกิดมาไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเนี่ย ความรับผิดชอบหนึ่งคือคุณต้องซัปพอร์ตลูกคุณจนกว่าเขาจะโตจนเลี้ยงดูตัวเองได้

ไม่ว่าลูกจะตัดสินใจถูกหรือไม่ถูก สิ่งหนึ่งที่คุณควรทำคือต้องคอยกอดเขาเวลาที่เขาล้มกลับมา ไม่ใช่ว่าพอไม่ถูกใจคุณก็ไปไล่เขาออกจากบ้าน ไล่เหมือนหมูเหมือนหมา ถ้าอย่างนั้นมันบ่งบอกอะไร คุณให้เขาเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อสนองความต้องการของตัวคุณเองเหรอ

 

จะไม่ห้าม ?

ไม่ห้าม ก็เหมือนลูกคนโตที่อยู่กับบ้านที่เป็น กปปส. แต่ก่อนนี้เขาเถียงเรามากเลยนะ แล้วเขาก็ออกไปเป่านกหวีด เราก็ไม่ห้าม ให้เขาไป จริงๆ จะบอกว่าทั้งบ้านก็เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมหมดเลย มีเราอยู่คนเดียวที่แปลกแยกออกมา แล้วก็โดนแอนตี้ เหมือนโดนตัดหางปล่อยวัด

 

ทำไมคุณถึงไม่เหมือนคนอื่นในบ้าน

จะบอกว่าบ้านเกิดที่ชุมพรเป็นกันแทบจะทั้งเมืองเลยนะ แต่ก่อนเราถูกแวดล้อมด้วยความคิดแบบนั้น เมื่อก่อนชุมพรเขาจะคลั่งประชาธิปัตย์ พออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมาปราศรัย คนก็จะบอกว่าหล่อๆ เราเลยกลับมาคิดว่าความหล่อมันพาประเทศไปได้เหรอ หลังจากนั้นเรามาเจอทักษิณ วันที่ทักษิณได้เป็นนายกฯ เราก็ไม่ได้เลือกเขาด้วยซ้ำ แต่เขาทำให้ประเทศมันเจริญได้ในช่วงหนึ่ง ทำให้เราเห็นว่าเราลืมตาอ้าปากได้ ทำให้ประเทศเราเกือบจะเท่ากับประเทศอื่นได้

 

 

นี่คือที่บอกว่าสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ?

ใช่ ทุกอย่างสัมผัสได้ด้วยตัวเอง อยู่ที่ว่าคุณจะเปิดใจรับไหม ถ้าคุณเอาคติบังตาบังใจคุณ พอคนอื่นจะเอาเรื่องจริงให้ดู ก็ไม่อยากเห็น นั่นแปลว่าคุณอยากจะอยู่แค่ในโลกของคุณ ในกะลาที่มันครอบคุณไว้ แล้วคุณก็มองผ่านรูกะลามาเห็นแสงสว่างรำไรๆ แต่คุณก็พยายามที่จะหลับตาเพื่อไม่ให้เห็นแสงสว่างนั้น แค่นั้นเอง

 

คิดยังไงกับครอบครัวที่ห้ามลูกออกไปม็อบ หรือถึงขั้นไล่ออกจากบ้าน แจ้งจับลูกตัวเอง

จริงๆ แล้วคนพวกนี้ไม่น่าจะมีลูกนะ เขาไม่ได้รักลูก ถ้าคนที่รักลูกเนี่ย ไม่ว่าลูกจะทำผิดหรือทำไม่ดี คุณก็ต้องซัพพอร์ตเขา ต่อให้ลูกฆ่าคนตายติดคุก พ่อแม่ก็ยังไปเยี่ยมลูกในคุก รอวันที่ลูกจะออกมาอยู่ด้วยกันเลย แต่กับแค่ลูกออกไปเรียกร้องประชาธิปไตย ออกไปทำในสิ่งที่คุณคิดว่ามันล่วงเกิน หมิ่นเบื้องสูง หรือว่าไปล้มเจ้าแบบที่ถูกกล่าวหา คุณกลับคิดว่าเรื่องนี้มันร้ายแรงมาก เลยให้จับมันติดคุกไปเลย ความคิดแบบนี้มันบิดเบี้ยวไง บิดเบี้ยวที่สติของคุณ เราไม่มั่นใจว่าที่คุณทำให้เขาเกิดมา เพราะคุณตั้งใจหรือเปล่า หรือพอเกิดมาก็เลี้ยงไปอย่างงั้น

 

แต่พ่อแม่บางคนอาจจะห้ามเพราะเป็นห่วง ?

ถ้าเป็นห่วงคุณก็คอยเช็คสถานการณ์ได้นี่ คอยติดตามข่าว ไม่ใช่ไปไล่เขาออกจากบ้าน ไม่ให้เงินเขา เด็กมันต้องกิน ต้องนอน กินอิ่มนอนอุ่น แล้วคุณไล่เขาไม่รู้ไปนอนที่ไหน ไม่มีข้าวกิน แบบนี้คุณไม่เป็นห่วงเขาเหรอ

เพราะฉะนั้นที่มาบอกว่าทำแบบนี้เพราะเป็นห่วง หรือดัดสันดาน จะอะไรก็ตาม มันได้อะไรขึ้นมา เขาแค่ทำไม่ถูกใจคุณแล้วคุณพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อบีบบังคับให้เขากลับเข้ามาอยู่ในกรอบ ในกรง ในตะรางที่คุณขีดเขียนเอาไว้ แบบนี้เป็นพ่อแม่ที่เห็นแก่ตัว

 

เวลาให้ลูกไปม็อบ กลัวลูกได้รับอันตรายไหม

มันเป็นกำลังส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนที่ไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่างกับเขามีมากแค่ไหน ที่กล้าให้ลูกออกไปเพราะม็อบเชียงใหม่มันไม่มีความรุนแรง และถ้าจะมารุนแรงอะไรกับลูกฉัน ฉันก็ไม่ยอม สมัยนี้การสื่อสารสามารถเปิดเผยทุกอย่างได้หมด เพราะฉะนั้นเขาก็จะไม่กล้าทำรุนแรงออกมาโต้งๆ ขนาดนั้น

 

ลูกคุณรู้ไหมว่าออกไปแล้วจะมีความเสี่ยงอะไรตามมา

รู้ แต่ที่เชียงใหม่ไม่ค่อยมีอะไร แต่ถ้าไปที่กรุงเทพฯ เราต้องให้เขามีอุปกรณ์ป้องกันตัวทุกอย่าง แต่เด็กสมัยนี้เขามีความคิดที่จะปกป้องตัวเองอยู่แล้วด้วย

 

ส่วนตัวเคยอกหักจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองไหม

เคย แต่ถามว่าเรายึดติดในตัวทักษิณไหม เราไม่ได้ยึดติดนะ เราไม่ได้คิดว่าทักษิณจะต้องมาเป็นนายกฯ ต่อ เราคิดแค่ว่าบางสภาวะก็เหมือนที่ว่าทักษิณไม่ผิดแล้วหนีทำไม แล้วจะอยู่ให้คุณฆ่าทำไม ยิ่งลักษณ์ไม่ผิดแล้วหนีทำ ก็แล้วจะอยู่ให้หมดอิสรภาพทำไม ในเมื่อไม่ผิดก็ต้องไปต่อสู้เอาข้างหน้า ในวันที่ทุกอย่างอยู่ในสภาวะปกติแล้ว

เราเคยอกหักจากพวกผู้นำ นปช. ที่เคยบอกว่าชนชั้นนำอยู่ข้างเรา เราเคยทำเสื้อสกรีนว่า “เรารักพระบรม” แต่พอหลังจากรัฐประหาร วันที่ถูกสลายการชุมนุม ไม่มีใครออกมาปกป้อง เหมือนเราถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทุกคนคิดว่าตัวเองแพ้ ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ แต่วันที่มีนักศึกษาออกไปม็อบครั้งแรก แฟลชม็อบเล็กๆ ดีใจมาก ทำให้เรามีความหวัง ภูมิใจในตัวเด็กพวกนี้ เราคิดมาตลอดว่ามันต้องมีสักวัน วันที่เป็นวันของประชาชน แต่ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะไปสุดที่ตรงไหน แต่เราก็ยังหวัง แม้จะต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

สุดท้ายอนาคตอยากเห็นลูกเติบโตในสังคมแบบไหน

มันคาดหวังได้นะ แต่ถามว่าจะเป็นจริงได้ไหมเราก็ไม่รู้ สมมติว่าเด็กเขาทำได้ ทำให้เกิดประชาธิปไตยได้ เราก็ไม่รู้อีกว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าบอกว่าให้คนไทยรักกันมันก็เลี่ยนเนอะ เราอยากให้ประเทศมันดีแบบที่สากลเขายอมรับ ไม่ใช่ทำตามใจไทยคือไทยแท้ อะไรๆ ก็ต้องแบบไทยๆ

 

Author