ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่อง

 

1

 

อีก 5 นาที กรรมการกำลังจะเป่านกหวีดหมดเวลา

สายตาของทุกคนในร้านจับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์ ฟุตบอลโลกรอบ 8 ทีมสุดท้าย คู่ฝรั่งเศส-อุรุกวัย กำลังจะจบลงในสกอร์ 2-0 และอีก 5 นาที ร้านก็กำลังจะปิด

บาร์เล็กๆ ขนาดหนึ่งคูหา อัดแน่นไปด้วยหนุ่มสาวชาวไทเปประมาณ 2 โต๊ะ ที่บาร์ มีคู่รักวัยทำงานนั่งดูฟุตบอลอย่างจริงจัง เสียงเพลงคลอบางเบาแทบไม่ได้ยินอะไร เสียงพากย์บอลภาษาจีนดังชัดเจนกว่า ทุกคนดูบอลกันเงียบๆ นานทีจะมีเสียงครางฮือในจังหวะหวาดเสียวจะได้ประตู สังเกตจากเสียง ทุกคนน่าจะเชียร์ฝรั่งเศส

ไส้กรอกตรงหน้าหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เข้ากันกับดราฟต์เบียร์ Orion จากโอกินาวา กลิ่นหอมฮอปส์ลอยเข้าจมูกทุกครั้งที่ยกขึ้นดื่ม เมื่อเริ่มแก้วที่สอง ฉันก็อยากจะเมามายในไทเปให้รู้แล้วรู้รอด ติดอยู่อย่างเดียวตรงที่ต้องส่งงานอีกหลายชิ้นกว่าหัวใจจะเกลี้ยงเกลาจากภาระที่ติดค้าง นั่นทำให้เบียร์ในค่ำคืนฟุตบอลโลกหยุดลงอยู่แค่สองแก้ว

ฉันเคยนั่งคิดนอนคิดว่า ทำไมงานเป็นสิ่งที่ยิ่งทำยิ่งพอกพูน ทำไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น และเป็นสิ่งที่เราคะนึงหาตลอดเวลา มากกว่าหน้าแฟนหรือพ่อแม่ หรือนี่คือวิถีคนคูลที่นอกจากโทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์แล้ว สิ่งที่เราห้ามลืมเด็ดขาดคือคอมพิวเตอร์พกพา

“ถ้ามึงลงทุนซื้อกล้องเจ็ดหมื่น มึงก็ต้องถ่ายรูปให้ได้เงินมากกว่า หรือมึงซื้อคอมพ์ฯ มาสี่หมื่น มึงก็ต้องเขียนงานให้ได้มากกว่า” เพื่อนเคยพูดกับฉัน

“แล้วถ้ากูซื้อรถล่ะ” ฉันถาม

“มึงก็ต้องไปขับแท็กซี่ นั่นแหละวิธีคุ้มทุน”

ฉันหัวเราะลั่น นี่คือสุดยอดวิธีคิดที่เฉียบขาด ดังนั้นการพกเครื่องมือทำมาหากินไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แม้ว่าเรากำลังจะมาเที่ยวก็ตาม

 

2

 

ฉันกับเพื่อนเดินออกจากร้านตอนเที่ยงคืนห้านาที ถนนยังมีรถวิ่งอยู่ประปราย เคยได้ยินว่าไทเปเป็นเมืองนอนดึกตื่นสาย ไม่มีอะไรยืนยันได้ชัดเจนเท่าร้านกาแฟเปิดตอนสิบเอ็ดโมง และร้านข้าวเพิ่งจะตั้งโต๊ะก่อนเที่ยงไม่นาน

ในวันธรรมดา เห็นคนหนุ่มสาวนั่งทำงานในร้านกาแฟ มีแล็ปท็อปคนละเครื่อง บางกลุ่มมีประชุมเล็กๆ วัฒนธรรมการทำงานโดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในไทย ไต้หวัน หรือในโลก สังคมคนเมืองกับเทคโนโลยีที่ผสานเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ทำให้ผู้คนมีอิสระจากบริษัท แต่ขณะเดียวกันงานกลับยิ่งผูกพันแนบแน่นกลายเป็นวิถีชีวิต เพราะเราเลือกตารางเวลาเองได้ เลือกจะไปอยู่ที่ไหนบนโลกในเวลาไหนก็ได้ (ถ้ามีเงินมากพอ) แต่กลายเป็นว่ายิ่งดิ้นเหมือนยิ่งถูกมัดแน่นขึ้น เมื่องานลอยอยู่ใกล้เราเสมอ แม้ในยามที่เราอยากลุยโลก

“นั่นแปลว่ามึงจัดการเวลาได้ไม่ดีพอ ทุกเวลาของมึงเลยเป็นเวลางาน” เพื่อนอีกคนเคยพูดกับฉัน

“ก็บอกไปแล้วไง งานเป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่มีวันหมด”  ฉันเถียงติดตลก

บทสนทนาของเราไม่มีข้อสรุป เพราะคนหนึ่งมีอิสระในการเลือกเวลาทำงานได้เอง แต่อีกคนเข้างานเป็นเวลา นั่นจึงทำให้เรามีมุมมองต่องานแตกต่างกัน

 

3

 

ฉันคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามีอิสระได้จริงๆ คือการได้เดิน เดินเลาะเข้าไปในซอย เลือกร้านอาหารที่ชอบ เลือกร้านกาแฟที่ใช่ ปักหลักที่ร้านหนังสือเล็กๆ เพื่อทำงานจนเสร็จ แล้วออกไปหาเบียร์และอาหารทานที่บาร์แจ่มๆ สักแห่ง จบค่ำคืนด้วยเพลงเพราะๆ สักเพลง แล้วหลับไปกับหนังสือบนอก

การเดินเป็นการเคลื่อนที่ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย (ถ้าไม่นับค่ารองเท้าที่เดินแล้วไม่เจ็บเท้าน่ะนะ) เมืองที่มีทางเท้าที่ดี คือเมืองที่ให้อิสระคน และให้ความรู้สึกโปร่งสบาย ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับกรุงเทพฯ แต่สัมผัสซึ้งถึงหัวใจที่ไทเป

ล่องลอย เป็นอิสระ สบายอกสบายใจ และไม่รู้สึกผิดบาปอะไรที่ต้องมานั่งทำงาน แม้ในใบตรวจคนเข้าเมืองจะติ๊กตรงช่อง sightseeing ก็ตาม

ฉันไม่ได้ไปเดินชมทิวทัศน์ที่ไหนไกล แต่แค่เลาะอยู่แถวตรอกในเมืองก็ทำให้เห็นตัวเองชัดขึ้น เห็นวิถีของคนที่นี่ชัดขึ้น และเข้าใจได้มากขึ้นว่าเมืองที่ดีทำให้คนในเมืองมีความสุขขึ้นได้แค่ไหน

แน่ละ ฉันมาอยู่ที่นี่ไม่ถึงอาทิตย์ อาจไม่ได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดที่คนทุกเมืองต้องมี แต่ที่แน่ๆ เมืองที่มีทางเท้าที่ดีส่งผลต่อสุขภาพจิตมาก และการที่เราสามารถเดินได้อย่างอิสระ นี่คือการได้รับเกียรติอย่างที่คนคนหนึ่งสมควรจะได้รับ

 

 

ในไทเป ไม่ได้มีฟุตปาธ หรือทางวิ่งจักรยานที่สร้างขึ้นใหม่ในทุกที่ แต่ในตรอกซอกซอยแคบๆ เขาจะแบ่งเส้นให้เป็นทางคนเดินและทางจักรยาน (เป็นช่องเดียวกัน แต่จักรยานต้องให้คนเดินไปก่อน) โดยอยู่บนพื้นถนนเดียวกับรถยนต์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิใช้ถนนเท่าเทียมกัน

การได้เดินบนพื้นถนน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีรถมาบีบแตรไล่หลัง เป็นความรู้สึกประหลาดที่โคตรรู้สึกดี

จริงๆ ก็น่าเจ็บปวดที่เราเคยชินกับการถูกลิดรอนสิทธิ แม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างการเดิน เราก็แทบไม่มีสิทธิที่จะครอบครองมัน และเมื่อได้ครอบครองแล้ว ฉันก็อยากจะเก็บกักความรู้สึกนี้เอาไว้กับตัวเองนานๆ

 

4

 

แม้ว่าเราจะมีงานติดพันอยู่อีกสิบเจ็ดอย่าง ถ้าใจเราเสรี เราก็มีอิสรภาพ ในฐานะคนหนุ่มสาวที่ยังก้าวเท้าได้อีกเป็นล้านก้าว ฉันไม่เคยกังวลว่าเราต้องแบกงานไปทุกที่ หากเราสามารถเดินไปไหนก็ได้ที่เราอยากไป

อันดับแรกต้องเริ่มจาก กินเบียร์แล้วเดินไม่เป๋ และส่งงานตรงเวลาให้ได้ก่อน

Author

Panis Phosriwungchai

นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ตอนนี้ย้ายจากหน้ากระดาษมาเขียนบนออนไลน์ เน้นที่ความลื่นไหลและงดงามของชีวิต ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร ปัจจุบันเรียนปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ