fbpx

ย้อนมองประเทศไทยในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเราก้าวไปข้างหน้าน้อยกว่าที่ควร : บรรยง พงษ์พานิช

อีกไม่นานก็จะครบหนึ่งปีแล้ว ที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี หลังเคยนั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศมานานร่วมเก้าปีเต็มจากการรัฐประหารปี 2557

หลายคนมองย้อนกลับไปยังยุคสมัยของประเทศไทยภายใต้การปกครองของพลเอกประยุทธ์ ไม่น้อยยกตัวอย่างผลงานที่ดู ‘เป็นรูปเป็นร่าง’ และจับต้องได้อย่างการผลักดันโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล, การสร้างสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งการสร้างทางหลวงหมายเลข 12 สายกาฬสินธุ์ บรรจบทางหลวงหมายเลข 12 จังหวัดมุกดาหารเพื่อเป็นถนนสายเศรษฐกิจ ฯลฯ

ถือว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ก็ใช่ แต่ถามว่าคุ้มไหม -อันนี้อาจต้องคุยกันยาว เพราะวัดจากระยะเวลาที่นานเกือบทศวรรษ และงบประมาณมหาศาลที่เสียไป ไม่ต้องพูดถึงหนี้สาธารณะที่ก่อตัวขึ้นสูงลิ่ว ‘ความคุ้มค่า’ อาจวัดกันด้วยตาเปล่าลำบาก

ไม่นานหลังจากการรัฐประหาร บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ตอบรับคำเชิญไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรียุคพลเอกประยุทธ์ ด้วยความตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจอันเหลื่อมล้ำและบิดเบี้ยวของประเทศ และการตัดสินใจครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ความผิดพลาด’

101 สนทนากับ บรรยง พงษ์พานิช ว่าด้วยบาดแผลของการ ‘เข้าร่วม’ รัฐบาล คสช. ตลอดจนเวลาและทรัพยากรที่ประเทศไทยเสียไป ในช่วงที่ทหารถืออำนาจใหญ่เป็นนายกรัฐมนตรี

ย้อนกลับไปสิบปีที่แล้ว ตอนเกิดการรัฐประหาร 2557 คุณคิดอย่างไรกับรัฐประหารครั้งนั้น

ก่อนรัฐประหาร ผมอยู่ในกลุ่มสองเอาสองไม่เอา คือกลุ่มที่มีอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์, อาจารย์เสกสรร ประเสริฐกุล และอีกหลายคน คำว่า ‘สองไม่เอา’ คือไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหารแต่ก็ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ส่วนคำว่า ‘สองเอา’ คืออยากให้มีการเลือกตั้งและการปฏิรูป แต่คำว่าการปฏิรูปก็พูดกว้างๆ เพราะเป็นคำกว้างขวางใหญ่โต ดังนั้น ก็สรุปว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

ผมเชื่อเสมอว่า พัฒนาการในระบอบประชาธิปไตยต้องใช้เวลาและเกิดจากทางออกรวมทั้งหนทาง ทั้งปลายทางที่ดีที่สุด แต่เรากำหนดไม่ได้ และในที่สุดก็เกิดการรัฐประหารขึ้นมา

วันที่พลเอกประยุทธ์ประกาศยึดอำนาจ เขาให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ให้ชอบธรรมต่อทุกฝ่าย ในสายตาของคุณ คุณมองว่าสิบปีที่ประยุทธ์อยู่ในอำนาจเขาทำได้ดังที่เขาพูดมากน้อยแค่ไหน

คิดว่าเขาพยายามอยู่บ้าง แต่ต้องบอกว่าเขาทำน้อยมากและเกิดผลน้อย

ระยะเวลาสิบปี เรามีต้นทุนสองอย่างคือเวลาและทรัพยากร และเราก็ใช้ทรัพยากรทั้งสองอย่างไปมากโดยเกิดผลน้อยมาก แต่ถ้าจะบอกว่าไม่เกิดอะไรเลยหรือถอยหลังก็ไม่ถึงขนาดนั้น

ที่บอกว่าเกิดผลน้อย มองในภาพรวม การรัฐประหารส่งผลอย่างไรต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทย

ต้นทุนสำคัญที่สุดทั้งสองอย่างคือทรัพยากรกับเวลา ซึ่งทรัพยากรที่ใช้ไปมีสองมิติ มิติแรกคือเราเอาทรัพยากรมาจากไหน เราก็รู้ว่าหนี้สาธารณะของเราเพิ่มพูนขึ้นมามากมายในสิบปี และสองคือ ทางเลือกที่จะใช้ทรัพยากรในการพัฒนาประเทศก็หมดไปในทางที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เศรษฐกิจพัฒนา ซึ่งสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น พิสูจน์จากตัวเลขได้เลยว่าสิบปี ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดในระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันในโลก นี่คือสิ่งที่เราเห็นเป็นผลจากเวลาที่มันผ่านไป แต่ถามว่ามันมาจากการรัฐประหารเท่าไรก็แยกไม่ได้หรอก

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราน้อยมากและไม่ใช่ความผิดของคณะรัฐประหารหรือรัฐบาลประยุทธ์อย่างเดียว แต่ระบบเศรษฐกิจไทยไม่สามารถรับแรงกระแทกได้ดีและไม่มีความคล่องตัวพอที่จะฟื้นตัวได้ พิสูจน์ได้จากช่วงการระบาดใหญ่ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศไทยติดลบ 6.5% ถือว่าสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น ประเทศส่วนใหญ่เขาใช้เวลาปีเดียวก็กลับไปที่เดิม ของเราสามปียังไม่ถึงที่เดิม มันพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจของเรารับแรงกระแทกได้ไม่ดี และเราก็ไม่โทษรัฐบาลที่แล้ว เพียงแต่มันสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีการปรับโครงสร้างปฏิรูปให้บรรลุเป้าหมายของความที่จะรับแรงกระแทกได้

ทั้งนี้ เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจมีสามอย่าง อย่างแรกคือความมั่งคั่ง คือทำยังไงให้รายได้โดยเฉลี่ยคนในประเทศเพิ่มขึ้น อย่างที่สองคือความทั่วถึง คือไม่ได้เพิ่มแต่เฉพาะคนชั้นบนแต่ต้องทั่วถึงทุกคน และอย่างที่สามคือความยั่งยืน สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ผ่านแรงกระแทกความผันผวนต่างๆ ได้ ซึ่งจากวิกฤตการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าเราไม่บรรลุผลสำเร็จทั้งสามเรื่อง ไม่ว่าจะการเติบโตชะงักงัน ได้ชื่อว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ติดกับดักการพัฒนามายี่สิบปีแล้วและความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นทุกมิติ ทั้งมิติโอกาส ความมั่งคั่ง รายได้ การศึกษา ทุกอย่างเหลื่อมล้ำสูงไปหมด แปลว่ามันไม่บรรลุผลสำเร็จ

สรุปว่าถึงวันนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจไทยไม่ประสบผลสำเร็จ สิบปีที่ผ่านมา เราก้าวไปข้างหน้าน้อยกว่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อวัดจากเวลาที่เสียไปและทรัพยากรที่ใช้ไป

คุณเคยได้ยินใช่ไหมว่า รัฐบาลประยุทธ์ทำอะไรมาเยอะแยะ เช่น มีวัตถุต่างๆ เพิ่มขึ้น รถไฟเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลประยุทธ์ใช้เงินไปทั้งหมดจากงบประมาณ 27 ล้านล้านบาทในเวลาแปดปี และยังมีภาระที่ซ่อนอยู่หลังงบประมาณอีก 2-3 ล้าน ที่ไม่ปรากฏในหนี้สาธารณะ เช่น ภาระเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ไม่เคยมีเงินกองทุนไว้สำรอง ภาระอื่นๆ ในประกันสังคมก็สูง มีการคาดคะเนว่าในอีกสิบปี ประกันสังคมที่เป็นสัญญาที่รัฐให้ไว้กับประชาชนกับสมาชิกจะมีปัญหา กองทุนจะล้มละลายถ้าเดินต่อไปแบบนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นภาระซ่อนเร้นที่ว่าทั้งหมด

เขาใช้ทรัพยากรขนาดนี้ก็ต้องสร้างอะไรเพิ่มขึ้นบ้างแน่นอน แต่ถามว่าคุ้มค่าไหม ในความเห็นผมต้องบอกว่าห่างไกลคำว่าคุ้มค่า

ตอนที่พลเอกประยุทธ์อยู่ในอำนาจ เขาค่อนข้างมีอำนาจในการบริหารจัดการ ทั้งยังมีมาตรา 44 รองรับ การมีอำนาจเต็มแบบนั้นแต่ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้คุ้มค่าอย่างที่คิด มองว่าเป็นเพราะปัจจัยอะไรบ้าง

จริงๆ ผมต้องใช้คำว่าวัฒนธรรมและโครงสร้างของประเทศไทย

ขอพูดถึงความผิดพลาดของตัวเองหน่อยที่เคยพยายามเข้าไปช่วย ในความเห็นผม การปฏิรูปหลายด้านในการพัฒนาการทางการเมืองนั้นเกิดนั้นขึ้นยากและเกิดช้า ดังนั้น เราจึงหวังว่าในระบบที่มีอำนาจ -ถ้าเราใช้ให้ดี- ก็อาจปฏิรูปได้ดีกว่า

ทั้งนี้ ก็มีตัวอย่างการปฏิรูปจากหลายประเทศที่เกิดขึ้นในยามที่มีอำนาจค่อนข้างเด็ดขาด เช่น สิงคโปร์ แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่พิสูจน์แล้วว่าอำนาจเด็ดขาดนำมาซึ่งความชะงักงันและความเสื่อมถอย เช่น นายพลฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco -จอมพลและผู้เผด็จการชาวสเปนในช่วงปี 1939-1975) ยอซีป บรอซ ตีโต (Josip Broz Tito -นักปฏิวัติและผู้นำเผด็จการ) ของยูโกสลาเวีย คือช่วงที่พวกเขาอยู่ในอำนาจกว่าสามสิบปี ประเทศไม่มีการพัฒนา คือไม่ได้ถอยหลังนะ แต่พัฒนาช้ากว่าคนอื่น

ดังนั้น ในความคิดของผมคือ เมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว เราไม่มีสิทธิควบคุม แต่มีอะไรบ้างไหมที่จะทำให้เกิดประโยชน์ได้ ผมและหลายคนก็อาสาเข้าไปช่วย แต่ว่าด้วยความที่วัฒนธรรมการใช้อำนาจไทย และความเข้าอกเข้าใจของผู้นำต่ำ ความตั้งใจของเราจึงไม่เกิดผล ทั้งกลุ่มผลประโยชน์ก็สามารถโน้มน้าวด้วยอำนาจที่สูงกว่า ซึ่งกลุ่มผลประโยชน์มีสองกลุ่ม นั่นคือกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการที่ไม่ปฏิรูป และกลุ่มที่เสียประโยชน์ถ้ามีการปฏิรูป และในที่สุด ทั้งสองกลุ่มดึงให้เกิดการปฏิรูปไม่ได้

ความตั้งใจแรกของคุณคืออะไร อยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบไหน

ทุกอย่างมีความคิด ทฤษฎี ความเห็นที่แตกต่างกันเสมอ ผมเป็นพวกเสรีนิยมใหม่ คือเชื่อว่าถ้าปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ก็จะนำมาซึ่งเป้าหมายที่ดีทางเศรษฐกิจ พัฒนาทั่วถึงและยั่งยืน ดังนั้น เราจึงเชื่อกลไกตลาด ขณะที่ยังเห็นความจำเป็นของรัฐ โดยรัฐควรมีบทบาทหน้าที่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ก่อนเกิดการรัฐประหารก็มีงานวิจัยที่ยืนยันว่ารัฐไทยใหญ่เกินไปทั้งทางขนาด บทบาท และอำนาจมากมายไปหมด ดังนั้น แนวปฏิรูปที่ผมและคณะพยายามทำคือ พยายามลดและจำกัดขนาด บทบาท และอำนาจรัฐ ทั้งนี้ ก็ต้องเรียนว่านี่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เราเชื่อว่าจะส่งผลให้กลไกทุกอย่างทำงานได้ดีในระยะยาว ดังที่พิสูจน์มาแล้วทั่วโลก ซึ่งต้องก็เรียนตรงๆ ว่าเราไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ครั้นจะบอกว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผมก็ไม่คิดเช่นนั้น อย่างน้อย มันก็ปลุกความรับรู้ของประชาชนและสังคม โดยผมยังหวังว่าแนวคิดที่ร่วมกันวางไว้นั้น วันหนึ่งอาจถูกสานต่อและถูกนำไปใช้

ระหว่างทำงานกับรัฐบาล คสช. พบอุปสรรคอะไรที่ทำให้ความตั้งใจของคุณไม่ถูกสานต่อ

ตอนเข้าไปทำงาน ท่านรับปากกับเราต่อหน้าว่า จะใช้เวลาหนึ่งปีครึ่ง แต่ตอนผมลาออกมานั้นก็เป็นเวลาสองปีครึ่งแล้ว ผมออกมาเพราะเกินเวลาและเกินสิ่งที่ตั้งใจไว้มาก เราเห็นได้ชัดเจนจากองคาพยพต่างๆ ที่ทำเพื่อการสานต่ออำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมา องค์กรอิสระและกลไกต่างๆ ที่วางไว้ เห็นชัดเจนว่าเจตนาของเขาไม่ใช่เจตนาที่จะปฏิรูปในระยะสั้น ผมจึงถอนตัวออกมาและวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา

แต่ต้องเรียนว่าสองปีครึ่งที่เข้าไปทำงาน เราไม่ได้คิดว่าเป็นความศูนย์เปล่า แค่ได้ผลน้อยกว่าที่คาดหวังมาก คือมีผลลัพธ์เกิดขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

ตอนนั้นคุณวิพากษ์วิจารณ์การทำงานอะไรของ คสช. บ้าง

ในภาพใหญ่ การปฏิรูปคือการปรับปรุงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากรูปแบบที่มีอยู่ และเราคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ต่อเป้าหมายสามข้ออย่างที่กล่าวไว้ ดังนั้น การปฏิรูปคือการปรับรูปแบบเพื่อให้ผลประโยชน์ที่เดิมชะงักงันและกระจุกตัวได้กระจายออกไป เปิดโอกาสให้คนทั่วไปในสังคม ทีนี้ ในการปฏิรูปทุกอย่างจะมีการถ่าย เปลี่ยน ผลประโยชน์ที่อยู่ในรูปแบบเดิมด้วย การปฏิรูปที่ดีคือการนำประโยชน์ที่กระจุกตัวจากคนกลุ่มหนึ่งไปกระจายให้ผู้คนทั้งสังคม ลองคิดดูว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากเป้าหมายของเราคือ 70 ล้านคน แต่อาจมีผู้ที่จะเสียประโยชน์ราวๆ หนึ่งร้อยคนหรืออาจจะหนึ่งหมื่นคน คนกลุ่มนี้เมื่อเขาจะเห็นได้ชัดเมื่อตัวเองเสียผลประโยชน์เขา ขณะที่คนกลุ่มใหญ่ที่ได้ประโยชน์นั้นอาจไม่เห็นด้วยซ้ำว่าผลประโยชน์ที่ตัวเองได้มานั้นมีอะไรบ้าง นี่คือความยาก กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ จะลุกขึ้นมาคัดค้านโดยอัตโนมัติ

ผมขอยกตัวอย่างการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เราหวังว่ารัฐวิสาหกิจทั้ง 59 แห่งซึ่งมีขนาดรวมกัน 20 ล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่กว่า GDP ของประเทศในหนึ่งปีเสียอีก และมีค่าใช้จ่ายปีละเกือบ 6 ล้านล้านบาท หรือคือเกือบสองเท่าของงบประมาณแผ่นดิน เราเชื่อว่านี่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ สิ้นเปลืองและรั่วไหล เราต้องการให้ปฏิรูปเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและโปร่งใส แน่นอนว่ามีคนเสียผลประโยชน์ชัดเจน นั่นคือกลุ่มนักการเมืองที่เคยครอบงำรัฐวิสาหกิจเพื่อสนองผลประโยชน์ทางการเมืองและประโยชน์ส่วนตัว และกลุ่มผู้บริหารรัฐวิสาหกิจก็ไม่ชอบการปฏิรูป เพราะการบริหารภายใต้กลไกเดิมซึ่งได้รับอำนาจผูกขาดเป็นการบริหารที่ง่ายกว่าการบริหารที่ต้องแข่งขัน ตัวพนักงานเองก็ไม่ชอบ เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพหมายถึงการที่จะต้องทำงานหนักขึ้น มีทักษะมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องเหนื่อย ไม่สามารถทำงานแบบเช้าชามเย็นสองชามได้อีกต่อไป คู่ค้ารัฐวิสาหกิจก็ไม่ชอบ เพราะจะสูญเสียการค้าตามเดิมที่พวกเขาได้ผลประโยชน์มากกว่าที่ควร สรุปว่าไม่มีใครชอบเลย คนที่ควรชอบคือประชาชน แต่ประชาชนก็ไม่เห็น ไม่รู้สึก หรือกว่าจะรู้สึกก็ใช้เวลานาน และที่เสียใจมากคือ ภาคประชาสังคมกลับคัดค้านกรณีนี้ด้วยซ้ำ มีการเดินขบวนของ NGOs คือค้านด้วยความไม่เข้าใจ พยายามอธิบายก็ไม่ยอมฟัง กรณีเช่นนี้ผมจึงไม่ได้โทษคณะรัฐประหารอย่างเดียว

ขยับมาช่วงปี 2563 ที่คนรุ่นใหม่ออกมาเคลื่อนไหว คนเหล่านี้ส่วนใหญ่โตมาในยุคของรัฐบาล คสช. คุณมีความคิดเห็นอย่างกับการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่และข้อเรียกร้องของพวกเขาในช่วงนั้น

หลังจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้รับประชามติอย่างล้นหลาม เราก็ต้องยอมรับว่าประชาชนให้ฉันทามติต่อรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งที่มาตราทั้ง 279 มาตราไม่ได้มาตรฐานเลย กล่าวคือเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจนมาก แต่ก็มีข้อโต้แย้งอยู่ว่าประชาชนไม่ได้รับข้อมูลและไม่อนุญาตให้มีการรณรงค์ในการลงคะแนนเสียงด้วย แม้จะไม่ได้ห้ามอ่านก็ตาม ต้องบอกว่าคนไปลงประชามติรับรัฐธรรมนูญนั้นอาจลงคะแนนด้วยความอยากให้มีรัฐธรรมนูญ อยากให้มีการเลือกตั้งสักที จึงจำเป็นต้องดำเนินตามนั้น แล้วยังมีการออกกฎหมายลูกและกฎหมายอื่นๆ อีก เช่น กฎหมายเปลี่ยนแปลงอำนาจประมุข ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้น มีคนรุ่นใหม่ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นนี้

แต่ผมอยากเรียนว่า การเคลื่อนไหวค่อนข้างกระจัดกระจาย ไม่มีเป้าหมายและผู้นำที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งนี้เป็นทั้งดีและไม่ดี ข้อดีคือทำให้การปราบปรามยาก แต่ที่ไม่ดีคือการเคลื่อนไหวนี้ไม่มีแนวว่าต้องการอะไรกันแน่ คือเป็นการแสดงความไม่พอใจสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ก็ไม่มีแนวทาง วิธีการที่ชัดเจน ทั้งยังไม่ชัดด้วยว่าต้องการปฏิรูปหรือปฏิวัติ

ส่วนตัว ผมเป็นค่ายที่คัดค้านการปฏิวัติ คือปฏิวัติกับรัฐประหารในความหมายของผมต่างกัน ปฏิวัติคือเปลี่ยนแปลงระบอบ รัฐประหารคือยึดอำนาจ ในโลกนี้ ประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงระบอบนั้นชี้ให้เห็นแล้วว่าจะทำให้เกิดความเสียหาย ชะงักงัน ถดถอยในประเทศได้เป็นชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติในฝรั่งเศส รัสเซีย จีน หรือแม้แต่ล่าสุดในอาหรับที่เรียกว่าอาหรับสปริงทั้งหกประเทศ ซึ่งฝ่ายปฏิวัติชนะ แต่ทั้งหกประเทศก็ชะงักงันมา 12 ปีแล้ว ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ผมจึงเป็นค่ายที่พยายามให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการปฏิรูป ไม่ใช่ปฏิวัติ และเมื่อเราพูดเรื่องปฏิรูป เราไม่ค่อยชัดว่าเราจะปฏิรูปอะไร นอกจากเสียจากบอกว่าไม่พอใจสิ่งที่มีอยู่ เราไม่เคยชัดเจนเลยว่าเป้าหมายควรเป็นอย่างไร

การปฏิรูปต้องเริ่มจากจุดที่เป็นอยู่จริง ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ มันกระโดดไปทีเดียวไม่ได้ ถ้ากระโดดไปทีเดียวคือปฏิวัติ

ถ้าอย่างนั้น หากให้คุณแนะนำคนรุ่นใหม่ในประเด็นการเคลื่อนไหว อยากแนะนำอะไร

ผลการเลือกตั้งปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนมีความรู้มากขึ้น นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีและทำให้เกิดความหวังว่าประเทศจะเริ่มพัฒนาเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่ดีได้

เวลาคนถามว่าเราจะรอดหรือไม่รอด ผมเชื่อเสมอว่ายุคปัจจุบันนี้ไม่มีประเทศล่มสลายหรอก อย่างไรเสียประเทศก็จะรอด แต่รอดแบบไหน รอดแบบชะงักงันหรือรอดแบบก้าวหน้า แล้วก้าวช้ากว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นหรือไม่ และผู้คนในสังคมมีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเอง เลื่อนลำดับของตนเองในสังคมไหม นั่นคือสิ่งสำคัญ

คุณอยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบไหน

ในระดับประเทศ มีดัชนีชี้วัดการพัฒนาอยู่หกประการด้วยกัน นั่นคือ หนึ่ง รายได้ต่อคนของประชากร, สอง ดัชนีที่พูดถึงการกระจายที่เรียกกันว่า สัมประสิทธิ์จีนี (GINI Index) สองดัชนีแรกนี้เป็นเป้าหมายในการพัฒนา

ส่วนต่อมาคือดัชนีที่สาม คือดัชนีความเป็นประชาธิปไตย (democracy matrix) ซึ่งผมอ้างอิงมาจากมหาวิทยาลัยในสวิสเซอร์แลนด์, สี่คือดัชนีที่เรียกว่าความเป็นตลาดเสรี economic freedom index, ห้าคือดัชนีคุณภาพการศึกษาที่วัดโดยการโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment -PISA) และดัชนีสุดท้ายคือความโปร่งใส หรือที่เรียกว่า corruption perception index ซึ่งดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยถอยลงไปเรื่อยๆ วันที่เกิดการรัฐประหารเราอยู่อันดับที่ 80 วันนี้เราอยู่อันดับที่ 112 งานวิจัยของอาจารย์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร ก็ยืนยันว่า ภายใต้ระบอบเผด็จการ การคอร์รัปชันสูงกว่าภายใต้ระบอบประชาธิปไตยมากอยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าถามผมว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบไหน คำตอบของผมคืออยากเห็นเรามีดัชนีที่มีคุณภาพดีขึ้นทั้งหมด ประเทศไทย ความมั่งคั่งอยู่ประมาณอันดับที่ 80 ใน 170 ประเทศถือว่าไม่เลวนัก แต่ความทั่วถึงเราค่อนข้างต่ำ เพราะดัชนีกระจายความมั่งคั่งของเรายังเหลื่อมล้ำสูงมาก ความเป็นประชาธิปไตยของเราอยู่อันดับ 135 ใน 177 ประเทศ ส่วนความเป็นตลาดเสรีอยู่ราวๆ อันดับที่ 90 ขณะที่ PISA ของเราอยู่อันดับ 63 จาก 80 ประเทศ ถือว่าเป็นส่วนสุดท้ายแล้ว คำถามคือทำอย่างไรจึงจะไต่อันดับสี่ดัชนีล่างเพื่อนำไปสู่สองดัชนีแรกได้

สุดท้าย สิบปีที่ผ่านมา คุณมองว่าไทยสูญเสียอะไรมากที่สุด

เวลาและทรัพยากร เรามีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมากมาย การใช้เงินของรัฐบาลประยุทธ์ตลอดแปดปีนั้น ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด 27 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนอกงบประมาณอีกประมาณสงอล้านล้านบาท และหนี้ที่ไม่ปรากฏ แอบแฝงไว้อีกไม่รู้อีกเท่าไร เราใช้ทรัพยากรไปมาก และต้องบอกว่ามันคือทรัพยากรของลูกหลาน ของคนรุ่นใหม่ซึ่งเขาต้องมาแบกรับภาระ ทั้งผลลัพธ์จากการใช้ทรัพยากรดังกล่าวก็ให้ผลเรื่องการพัฒนาต่ำกว่าศักยภาพที่ควร

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save