fbpx
เด็กไทยกับการสอบ PISA : มายาคติกับความเป็นจริง

เด็กไทยกับการสอบ PISA : มายาคติกับความเป็นจริง

ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค เรื่อง

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวว่าผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการขู่ว่าจะไม่เข้าร่วมทดสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ Programme for International Student Assessment (PISA) หากผู้จัดสอบไม่อนุญาตให้ตรวจสอบความถูกต้องของการแปลข้อสอบจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และเรียกร้องให้ไม่ต้องนำผลสอบของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมาร่วมคำนวณในการคิดคะแนนรวมทั้งประเทศ [1]

การแสดงออกอย่างไม่ค่อยพอใจต่อแนวทางการสอบ PISA เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังการประกาศผลสอบรอบล่าสุด (PISA 2015) เมื่อปลายปี 2560 ซึ่งนักเรียนไทยได้คะแนนน้อยลงกว่ารอบก่อนหน้านี้มาก จนมีความพยายามกล่าวโทษถึงปัจจัยต่างๆ ว่าไม่ยุติธรรมต่อการประเมินผลเด็กไทย[2]

แม้เหตุผลของผู้ต้องการยกเลิกการเข้าร่วมสอบ PISA จะอ้างถึงปัญหาเรื่องความยุติธรรมในการประเมินคุณภาพของการศึกษาไทย แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนจะแสดงให้เห็นว่าข้ออ้างหรือความกังวลเหล่านั้นหาได้มีพื้นฐานมาจากข้อมูลในเชิงประจักษ์แต่อย่างใด

และในแวดวงการศึกษาไทยเต็มไปด้วยมายาคติเกี่ยวกับการสอบ PISA ที่ห่างไกลจากความเป็นจริง

การสอบ PISA คืออะไร?

การสอบ PISA เป็นการจัดทดสอบความสามารถในด้าน ‘การรู้เรื่อง’ (Competency) ของนักเรียนอายุ 15 ปีจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก จัดทดสอบโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD)

ข้อสอบ PISA จะประเมิน ‘การรู้เรื่อง’ ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน โดยที่ไม่ได้อ้างอิงกับเนื้อหาหรือหลักสูตรใดๆ เป็นการเฉพาะ

สาเหตุที่เลือกนักเรียนในช่วงอายุ 15 ปี เพราะเป็นกลุ่มที่สิ้นสุดการศึกษาภาคบังคับและจะต้องออกไปประกอบอาชีพในตลาดแรงงาน คุณภาพของนักเรียนในกลุ่มนี้จึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในอนาคต

การสอบ PISA เริ่มต้นขึ้นในปี 2000 และจัดสอบทุก 3 ปี การสอบครั้งล่าสุดในปี 2015 มีจำนวนประเทศที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นจาก 43 ประเทศ (นักเรียน 256,000 คน) ในครั้งแรก เป็น 72 ประเทศ (นักเรียน 510,000 คน) ในครั้งล่าสุด ถือว่าเป็นการประเมินทักษะความรู้ความสามารถของนักเรียนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศไทยนับเป็นประเทศในกลุ่มแรกๆ ที่เข้าร่วมการสอบ PISA ทุกรอบตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

เนื่องจากนานาชาติถือว่า PISA เป็นข้อสอบที่มีคุณภาพและมีนักเรียนจำนวนมากจากทั่วโลกเข้าร่วมทดสอบ ผลการสอบจึงเป็นดัชนีบ่งบอกคุณภาพทางการศึกษาที่น่าเชื่อถืออันหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากหน่วยงานจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันต่างๆ เช่น World Competitiveness Center (IMD) หรือ World Economic Forum (WEF) ล้วนใช้ผลสอบ PISA เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านทรัพยากรของประเทศต่างๆ  สำหรับประเทศไทย ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ได้ตั้งเป้าหมายให้เด็กไทยมีคะแนน PISA อยู่ในระดับมาตรฐานสากลหรือระดับค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ให้ได้

นับวันสังคมโลกยิ่งให้ความสนใจต่อผลสอบ PISA มากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยเองก็เช่นกัน แต่บ่อยครั้งผู้บริหารการศึกษาไทยมักออกมาให้ความเห็นที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลสอบ PISA อาจเป็นเพราะ ‘ผู้ใหญ่’ ในแวดวงการศึกษา ไม่มีเวลาวิเคราะห์ทำความเข้าใจข้อมูล PISA อย่างลึกซึ้ง ในขณะที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ก็ไม่ออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคมในวงกว้าง

ผู้เขียนจึงขอถือโอกาสค้นคว้าและวิเคราะห์ข้อมูลผลสอบ PISA ของนักเรียนไทย นำมาเสนอเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง อันที่จริงข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลสาธารณะ ที่สามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ PISA ได้ไม่ยาก เป็นคลังข้อมูลที่มีค่าสำหรับการทำวิจัยเรื่องการศึกษาไทย เพราะวัตถุประสงค์หนึ่งของการสอบ PISA คือการเก็บข้อมูลเบื้องหลังด้านการศึกษาที่ละเอียดและหลากหลาย ทั้งในส่วนของ นักเรียน โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง เพื่อให้นักวิชาการและนักการศึกษาสามารถนำไปวิจัยขยายผลต่อได้[3]

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลสอบ PISA ผู้เขียนพบว่า ในสังคมไทยมีมายาคติเกี่ยวกับผลสอบ PISA ที่สำคัญอยู่ 3 ประการ ดังนี้

มายาคติที่ 1 : ถ้านำคะแนนสอบของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขยายโอกาสออกไปจากการคำนวณรวม คะแนน PISA ของไทยจะสูงขึ้น

ความเป็นจริง : ในการวัดผลรอบล่าสุด มีโรงเรียนไทยเข้าร่วมการสอบ PISA จำนวน 273 โรงเรียน มีโรงเรียนที่รู้ขนาดของโรงเรียนแน่ชัด 263 แห่ง โดยโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ซึ่งถือเป็น ‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ ตามนิยามของกระทรวงศึกษาธิการ มีจำนวนเพียง 13 แห่งเท่านั้น

สำหรับกลุ่ม ‘โรงเรียนขยายโอกาส’ ซึ่งหมายถึงโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สังกัดกรุงเทพมหานคร หรือสังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแต่เดิมมีเพียงระดับประถมศึกษา แต่ได้ขยายระดับช่วงชั้นขึ้นไปถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 นั้น ในการสอบ PISA ครั้งล่าสุด ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนใดเป็นโรงเรียนขยายโอกาส[4] ผู้เขียนจึงวิเคราะห์โดยตั้งสมมติฐานว่าโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เข้าสอบ PISA โดยมากน่าจะเป็นโรงเรียนกลุ่มขยายโอกาส (แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะมีความคลาดเคลื่อนในกรณีโรงเรียนซึ่งไม่ใช่กลุ่มขยายโอกาส มีเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่านั้นที่มีอายุอยู่ในเกณฑ์การสอบ ซึ่งมีความเป็นไปได้ต่ำมาก)

เป็นความจริงที่ว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาสเหล่านี้มีคะแนนเฉลี่ยในวิชาต่างๆ ต่ำกว่าค่ามาตรฐานของประเทศมาก คือมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ยของประเทศอยู่มาก ถึงเกือบหนึ่งปีการศึกษา (PISA ประมาณการว่าทุกๆ สามสิบคะแนนที่ต่างกัน เทียบเท่ากับความห่างในการเรียนรู้ 1 ปีการศึกษา)

แต่อย่างไรก็ตาม หากนำคะแนนของนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขยายโอกาสออกไป ก็ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยของประเทศเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยคะแนนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพิ่มขึ้น 1-2 คะแนน ส่วนคะแนนการอ่านเพิ่มขึ้น 1-3 คะแนน ดังนั้น ในภาพรวมถือว่าไม่มีผลต่อลำดับของประเทศในการสอบ PISA แต่อย่างใด

ตารางที่ 1 : คะแนน PISA ของไทย กรณีรวมและไม่รวมคะแนนจากโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส

คะแนน PISA ของไทย กรณีรวมและไม่รวมคะแนนจากโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส

ตารางที่ 2 : คะแนนเฉลี่ย PISA 2015 จำแนกตามเนื้อหาและประเทศที่เข้าสอบ

คะแนนเฉลี่ย PISA 2015 จำแนกตามเนื้อหาและประเทศที่เข้าสอบ

ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นในกลุ่มโรงเรียนที่มีศักยภาพสูงด้วย เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนสาธิตฯ โรงเรียนจุฬาภรณ์ ซึ่งเน้นวิทยาศาสตร์ ถึงแม้จะมีนักเรียนที่สอบได้คะแนนสูงมากๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คะแนนเฉลี่ยของประเทศสูงขึ้นมากนัก

สาเหตุที่คะแนนเฉลี่ยโดยรวมของประเทศไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เป็นเพราะการเก็บข้อมูล PISA มีการถ่วงน้ำหนัก (weighted scale) ตามสัดส่วนของประชากรที่แท้จริงในประเทศ นักเรียนที่ได้คะแนนสูงจากโรงเรียนดัง หรือนักเรียนคะแนนต่ำในโรงเรียนขนาดเล็กถือเป็นประชากรนักเรียนส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทั้งหมด จึงไม่ได้มีผลต่อภาพรวมเท่าไรนัก

นอกจากนี้ คะแนนสอบ PISA ยังช่วยยืนยันว่า การมุ่งแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมักมีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา โดยมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึงเกือบ 1 ปีการศึกษา เป็นสิ่งที่ถูกต้อง งานวิจัยหลายชิ้นพยายามอธิบายปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทยและแนวทางการแก้ปัญหา เช่นงานวิจัยของธนาคารโลกที่ทำเรื่องนี้มายาวนาน[5] แต่ก็ยังไม่เห็นความมุ่งมั่นทางการเมืองในการแก้ปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ

การคาดหมายว่าคะแนน PISA ของไทยจะสูงขึ้นเพียงแค่ตัดคะแนนของโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขยายโอกาสออกไป จึงไม่เพียงแต่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง หากยังมองข้ามปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กด้วย

 

มายาคติที่ 2 : เด็กเก่งในโรงเรียนดีของไทยมีผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับเทียบเท่ากับประเทศชั้นนำ เช่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น ฯลฯ

ความเป็นจริง : นี่เป็นวาทกรรมที่เราได้ยินบ่อยที่สุดจากผู้บริหารในแวดวงการศึกษาไทย ปัญหาคือเหตุผลเช่นนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างการปลอบใจตนเองและความไม่รู้เรื่องสถิติ แม้แต่เอกสารประกอบเรื่อง PISA ของ สสวท. ก็มักจะย้ำประเด็นที่ว่านักเรียนในโรงเรียนคุณภาพดี เช่น โรงเรียนสาธิตฯ โรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ สามารถทำคะแนนเทียบเท่ากับประเทศที่ได้คะแนนสูงต่างๆ[6]

จากการวิเคราะห์ข้อมูล ผลสอบของนักเรียนในโรงเรียนคุณภาพดีของไทยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย แม้แต่ของประเทศที่มีคะแนนสูงสุดอย่างสิงคโปร์ (โรงเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดของไทย มีคะแนนเฉลี่ยในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน 606, 594 และ 570 คะแนนตามลำดับ ในขณะที่สิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ยในสามวิชานั้น 555, 564 และ 533 คะแนน) แต่การเปรียบเทียบแบบนี้เป็นการเปรียบเทียบที่ผิดหลักสถิติ

จริงๆ แล้ว การวัดผลในระดับประเทศจะต้องทำการวัดผลโรงเรียนทุกรูปแบบของประเทศนั้น ทั้งโรงเรียนที่เน้นวิชาการ โรงเรียนที่เน้นการปฏิบัติ วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา โรงเรียนกลุ่มเด็กด้อยโอกาส โรงเรียนสำหรับนักเรียนกลุ่มพิเศษ เป็นต้น แต่ละประเทศล้วนมีโรงเรียนในประเภทต่างๆ เหล่านี้ทั้งสิ้น ในสัดส่วนที่มากน้อยแตกต่างกัน การอ้างว่าโรงเรียนชั้นนำของไทยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ จึงเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัว คือเอาโรงเรียนที่เน้นวิชาการของไทยไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศอื่น ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนหลากหลายประเภท

ถ้าอยากทดสอบว่าเด็กหัวกะทิของไทยอยู่ระดับไหนในเวทีโลก การเปรียบเทียบที่ให้ภาพชัดกว่าคือ การเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนหรือโรงเรียนเก่งๆ ของไทย กับนักเรียนหรือโรงเรียนเก่งของประเทศอื่นๆ ที่ร่วมสอบ PISA

ผู้เขียนลองวิเคราะห์ข้อมูลดูแล้ว ก็แปลกใจไม่น้อยที่เห็นว่า แม้แต่โรงเรียนเก่งหรือเด็กเก่งของไทยก็ไม่ได้มีคะแนนสูงนัก เมื่อเทียบกับโรงเรียนเก่งหรือเด็กหัวกะทิของประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมสอบ PISA

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนตระหนักดีว่า การเปรียบเทียบข้างต้นนี้อาจจะไม่ถูกต้องตามหลักการสุ่มตัวอย่างทางสถิติ เพราะจำนวนโรงเรียนหรือนักเรียนแต่ละประเทศไม่ได้ถูกสุ่มมาเพื่อเปรียบเทียบในลักษณะการจัดลำดับ ไม่ได้มีการถ่วงน้ำหนักในทำนองเดียวกับการคำนวณคะแนนเฉลี่ยของประเทศ (เช่นประเทศขนาดใหญ่ มีโรงเรียนหรือนักเรียนเข้าสอบมาก ก็มีโอกาสอยู่ในลำดับสูงได้มากกว่าประเทศที่มีนักเรียนเข้าสอบน้อย) แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นภาพของโรงเรียนหรือนักเรียนไทยในระดับนานาชาติได้ในระดับหนึ่ง

ตารางที่ 3 : จำนวนโรงเรียนของแต่ละประเทศที่ได้คะแนนเฉลี่ยวิทยาศาสตร์สูงสุด

จำนวนโรงเรียนของแต่ละประเทศที่ได้คะแนนเฉลี่ยวิทยาศาสตร์สูงสุด

ตารางที่ 4 : โรงเรียนที่ได้คะแนน PISA วิทยาศาสตร์สูงสุด 100 อันดับแรกของโลก

โรงเรียนที่ได้คะแนน PISA วิทยาศาสตร์สูงสุด 100 อันดับแรกของโลก

เมื่อทดลองหาโรงเรียนที่มีคะแนนสูงสุด 100, 500 และ 1,000 อันดับแรกของการสอบ PISA พบว่า โรงเรียนที่ดีที่สุดของไทยอยู่ในอันดับที่ 335 เทียบกับโรงเรียนทั้งหมดที่เข้าสอบ PISA จำนวน 17,911 โรงเรียน และมีโรงเรียนไทย 5 แห่งที่ติดกลุ่ม 1,000 อันดับแรกของโรงเรียนที่เข้าสอบ PISA ทั้งหมด (อันดับ 335, 551, 794, 829, 923 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับประเทศที่มีคะแนนชั้นนำทั้งหลาย จะเห็นว่าโรงเรียนเก่งๆ ของไทยนั้น ก็ไม่ได้อยู่ในมาตรฐานที่สูงมากนัก ไม่มีแม้แต่โรงเรียนที่ติด 300 อันดับแรกของโลก

ตารางที่ 5 : โรงเรียนที่ได้คะแนน PISA วิทยาศาสตร์สูงที่สุด 20 อันดับแรกของไทยเทียบกับนานาชาติ

โรงเรียนที่ได้คะแนน PISA วิทยาศาสตร์สูงที่สุด 20 อันดับแรกของไทยเทียบกับนานาชาติ

ส่วนนักเรียนไทยที่ได้คะแนนสูงสุดในวิชาวิทยาศาสตร์ ติดอันดับที่ 1,498 ของโลก เทียบกับนักเรียนที่เก่งที่สุดของสิงคโปร์ (อันดับ 1 ของโลก) เวียดนาม (อันดับ 75) ฟินแลนด์ (อันดับ 14) ในขณะที่นักเรียนไทยที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 10 ติดอันดับที่ 5,744 ของโลก เทียบกับสิงคโปร์ (อันดับ 44) เวียดนาม (อันดับ 464) ฟินแลนด์ (อันดับ 238)

แน่นอนว่าประเทศไทยมีนักเรียนประเภทตัวแทนโอลิมปิควิชาการ หรือเด็กอัจฉริยะต่างๆ ที่มีความสามารถในระดับโลกอยู่ไม่น้อย แต่เด็กกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้รับการสุ่มให้เข้าสอบ PISA กระนั้น ทุกประเทศก็มีเด็กอัจฉริยะกลุ่มนี้ด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉลี่ยแล้วจึงถือว่าน่าจะพอเปรียบเทียบกันได้

ตารางที่ 6 : ลำดับของนักเรียนที่ได้คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์สูงที่สุดในแต่ละประเทศ

ตารางที่ 6 : ลำดับของนักเรียนที่ได้คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์สูงที่สุดในแต่ละประเทศ

มายาคติที่ 3 : เด็กไทยคะแนนน้อย เพราะการแปลข้อสอบจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีความชัดเจน 

ความเป็นจริง : ปัญหานี้ผู้เขียนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ แต่เชื่อว่ามาตรฐานของกรรมการจัดสอบ PISA ทั้งใน OECD และตัวแทนของประเทศไทย (สสวท.) อยู่ในระดับสูงมากพอสมควร

เท่าที่ทราบ ทาง PISA จะทำงานอย่างละเอียดรอบคอบในทุกกระบวนการ โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกตั้งแต่การออกข้อสอบ การสุ่มตัวอย่างประชากร การประเมินผล การทดสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อถือได้ของข้อสอบ ฯลฯ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลสอบข้ามประเทศได้อย่างน่าเชื่อถือที่สุด ประเทศใดที่ไม่สามารถทำตามมาตรฐานได้ ก็จะถูกตัดออกไปจากการวิเคราะห์

ทุกปีจะมีประเทศที่ไม่ผ่านมาตรฐานในการเก็บข้อมูล เช่น ในรอบปี 2015 มาเลเซียมีปัญหาเรื่องการสุ่มประชากรที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงถูกตัดออกไปจากการนำคะแนนมาใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบ

ผู้เขียนหวังว่าข้อมูลที่นำเสนอคงจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนในการกำหนดนโยบายต่างๆ ของระบบการศึกษาไทย ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่า การที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมการทดสอบมาตรฐานนานาชาติ เช่น PISA หรือการทดสอบอื่นๆ ในระดับนานาชาติ[7] เป็นผลดีสำหรับการประเมินความสามารถของนักเรียนไทยหรือสถาบันการศึกษาไทยในเวทีนานาชาติ

ผลที่ได้มิใช่แค่ประโยชน์ในการวิเคราะห์ปัญหาการศึกษาไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษาแนวทางปฏิบัติ และจุดอ่อน-จุดแข็งของประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาการศึกษาและการออกแบบนโยบายทางการศึกษาให้ตรงเป้าหมาย

ในทางตรงกันข้าม การถอนตัวจากการทดสอบที่มีมาตรฐานสูงในระดับนานาชาติจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะทำให้ประเทศขาดโอกาสในการประเมินตนเองอย่างเที่ยงธรรม และไม่สามารถนำผลการทดสอบมาใช้ปรับปรุงแก้ไขปัญหา

การเข้าใจและยอมรับความจริง แม้เป็นความจริงที่ไม่ถูกใจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพของระบบการศึกษาไทย

เชิงอรรถ

[1] Thailand threatens to quit Pisa test (Bangkok Post 22 June 2018)

[2] ตัวอย่างการอภิปรายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง การเตรียมความพร้อมนักเรียน เพื่อการประเมินคุณภาพการศึกษาร่วมกับนานาชาติที่จัดขึ้นโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) โดย ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้ตั้งคำถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ตอบ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560

[3] ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของ PISA สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ PISA ของ OECD

[4] โรงเรียนที่เข้าร่วมการสอบ PISA 2015 จำแนกได้เป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ โรงเรียนมัธยมในสังกัด สพฐ. โรงเรียนขยายโอกาสของ สพฐ. โรงเรียนเอกชน โรงเรียนสังกัด กทม. โรงเรียนสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โรงเรียนสาธิตฯ วิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐ วิทยาลัยอาชีวศึกษาของเอกชน โรงเรียนกลุ่มเน้นวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่สามารถจำแนกได้ว่าโรงเรียนในฐานข้อมูลอยู่ในกลุ่มใด ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลของ PISA ในอดีต เช่น ในปี 2012 ที่มีการระบุประเภทของโรงเรียนในฐานข้อมูล

[5] รายงานของธนาคารโลกที่ศึกษาปัญหาคุณภาพของโรงเรียนขนาดเล็ก ได้แก่ งานวิจัยของดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ เช่น

Thailand – Wanted : a quality education for all

ความเหลื่อมล้ำคุณภาพโรงเรียน นัยต่อผลสัมฤทธิ์ที่วัดโดยคะแนน PISA 2015

ความเหลื่อมล้ำของการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาในประเทศไทย

[6] สรุปผลการรายงาน PISA 2015 จัดทำโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

[7] ประเทศไทยได้เข้าร่วมการทดสอบในระดับนานาชาติหลายอย่างนอกเหนือจาก PISA เช่น TIMSS (Trends in Mathematics and Science Studies), TEDS-M (Teacher Education and Development Study in Mathematics) รวมไปถึงการจัดอันดับมหาวิทยาลัยนานาชาติของ Times Higher Education(THE) หรือ QS University Ranking และอนาคตอาจจะมีการเข้าร่วมทดสอบ Survey of Adult Skills (PIAAC) โดย OECD

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save