fbpx
ชวนอ่านแนววิเคราะห์รัฐและทุนนิยมไทยในงานของ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ

ชวนอ่านแนววิเคราะห์รัฐและทุนนิยมไทยในงานของ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ

ศุภมิตร ปิติพัฒน์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

1

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้จัดพิมพ์หนังสือ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ชีวิต มุมมอง ความคิด ออกมาเมื่อเดือนที่แล้วในวาระอายุวัฒนมงคลครบ 6 รอบของอาจารย์ ส่วนใหญ่ของหนังสือเป็นบทสัมภาษณ์อาจารย์ไกรศักดิ์โดยคุณกุลธิดา สามะพุทธิ ที่ไม่เพียงแต่จะทำให้คนอ่านได้รู้จัก “ชีวิต มุมมอง ความคิด” ของอาจารย์ไกรศักดิ์ดีขึ้น แต่สำหรับคนที่สนใจการทำงานของสายสัมพันธ์ทางสังคมในสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงสภาวะทางความคิดและความแตกต่างของประเด็นปัญหาที่สังคมไทยเผชิญในแต่ละทศวรรษจากทศวรรษ 1960  เรื่อยมาจนถึงขึ้นศตวรรษใหม่ ก็ยังอาจเก็บข้อสังเกตที่น่าสนใจได้อีกมากจากบทสัมภาษณ์อาจารย์ ที่เรียบเรียงตามช่วงชีวิตในแต่ละระยะ และตามบทบาทของอาจารย์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลานั้น

นอกจากบทสัมภาษณ์แล้ว ส่วนหลังของหนังสือยังประกอบด้วยข้อเขียนถึงอาจารย์ไกรศักดิ์จากเพื่อนผองน้องพี่  ข้อเขียนในส่วนนี้ แม้ผู้จัดทำหนังสือจะบอกว่าเป็น “เกร็ดชีวิตจากบันทึกและคำบอกเล่า” ของคนที่คุ้นเคยกับอาจารย์ แต่ผมเห็นว่าหลายตอนก็ฉายให้เห็นด้านที่เป็นมโนธรรมสำนึกและความรู้สึกของอาจารย์เองด้วย  นานมาแล้ว หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดก็คือเดือนพฤศจิกายน 2513 ในวงเสวนาเรื่องปัญญาชนไทย อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ผู้นำการเสวนาคราวนั้น ตั้งข้อสังเกตอย่างควรนำมาบันทึกซ้ำในที่นี้ ว่า “ปัญญาชนไม่ได้ใช้เหตุผลแต่อย่างเดียว แต่ว่าใช้ความรู้สึกด้วย ความรู้สึกนี้คือสิ่งที่เชื่อมปัญญาชนกับมวลชน” ผมคิดว่าอาจารย์ไกรศักดิ์ ในฐานะปัญญาชน มีความรู้สึกในแบบที่อาจารย์ฉัตรทิพย์กล่าวถึง

ในชุมนุมข้อเขียนส่วนหลังของหนังสือ  บทความของอาจารย์กนกศักดิ์ แก้วเทพ เรื่อง “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ปัญญาชนสยาม” เล่าถึงอาจารย์ไกรศักดิ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการก่อตัวขึ้นมาของกลุ่มปัญญาชน “เศรษฐศาสตร์การเมือง” และการเคลื่อนไหวทางวิชาการของกลุ่มนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเวลาที่วารสาร “ธงนำ” ของกลุ่มต้องปิดตัว นอกจากนั้น อาจารย์ยังได้ทบทวนผลงานวิชาการของอาจารย์ไกรศักดิ์ในช่วงที่อาจารย์ไกรศักดิ์รับราชการเป็นอาจารย์ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ในผลงานวิชาการของอาจารย์ที่อาจารย์กนกศักดิ์ได้รวบรวมมาไว้ในบทความ  เรื่องที่ผมอยากนำมาเขียนถึงเป็นพิเศษคือ Kraisak Choonhavan, “The Growth of Domestic Capital and Thai Industrialization,”  Journal of Contemporary Asia 14:2 (1984), 135-146.

ถึงตรงนี้ผมขออนุญาตเล่าความหลังแทรกลงนิดหน่อยว่า นิสิตที่เรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สมัยครึ่งหลังทศวรรษ 2520 ก็ได้รับอานิสงส์ และผมคิดว่าหลายคนในจำนวนนั้นก็ได้รับอิทธิพลทางวิธีคิดและแนววิเคราะห์จากนักวิชาการปัญญาชนกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมืองด้วย สมัยนั้นหลักสูตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กำหนดรายวิชาบังคับวิชาหนึ่งคือ ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ  แต่คนเป็นเจ้าของรายวิชานี้ตัวจริงคือคณะเศรษฐศาสตร์  ในปีที่ผมลงเรียน คณะเศรษฐศาสตร์พิจารณานิสิตรัฐศาสตร์แล้วเกิดเห็นขลังขึ้นมาอย่างไร ผมก็ไม่แน่ใจ จึงส่งสุดยอดอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองถึง 3 คนมาช่วยสอนวิชานี้ โดยแบ่งสอนกันคนละส่วน ปีนั้นพวกเราเลยได้เรียนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองกับอาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์  แน่นอนว่าอาจารย์สอนมาร์กซิสต์เป็นหลัก  ได้เรียนพัฒนาการทุนนิยมโลก ทุนนิยมไทยกับอาจารย์สุธี ประศาสน์เศรษฐ  และได้เรียนแนวทางและปัญหาในการพัฒนาของประเทศโลกที่สามกับอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร

สมุดจดคำบรรยายเก่าแก่จากวิชานี้บันทึกว่าผมมีโอกาสอ่านบทความของอาจารย์ไกรศักดิ์เกี่ยวกับการสะสมทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยข้างต้นในทีแรกก็ตอนที่เรียนกับอาจารย์ทั้ง 3 นี่เอง แต่ได้อ่านในพากย์ไทย จะเป็นอาจารย์ไกรศักดิ์ถ่ายทอดจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเอง หรือใครจะเป็นคนแปลเรียบเรียงบทความนี้ให้อาจารย์ ผมก็ไม่อาจรู้ได้ บทความในพากย์ไทยดังกล่าวให้ชื่อว่า “การสะสมทุนและรัฐในประเทศไทยปัจจุบัน” ลงพิมพ์อยู่ใน วิพากษ์ทรรัฐ หนังสือรวมบทความ และบทกวี ที่สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิมพ์ตามวาระในเดือนตุลาคม 2528  นับถึงตอนนี้อายุของบทความก็ร่วมๆ 35 ปีแล้ว ควรกล่าวด้วยว่า ถึงจะได้อ่านบทความวิชาการของอาจารย์ในพากย์ไทย แต่จะให้บอกว่าผมอ่านด้วยความสนใจและด้วยความเข้าใจดีโดยตลอดตั้งแต่ตอนนั้น ก็ผิดศีลข้อมุสาแน่

อย่างไรก็ดี เมื่อผมได้ย้อนกลับมาอ่านอีก จึงเห็นคล้ายที่อาจารย์กนกศักดิ์กล่าวไว้ในข้อเขียนของท่านว่า งานวิชาการของอาจารย์ไกรศักดิ์บางส่วน ซึ่งผมเห็นว่ารวมบทความนี้ด้วย อาจจัดต่อแถวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายที่นับว่าเป็นบทใหญ่ทางวิชาการเรื่องหนึ่งของไทยศึกษาได้ นั่นคือ การอภิปรายเกี่ยวกับรูปการณ์ของสังคมไทยในการเปลี่ยนจากศักดินาเข้าสู่ทุนนิยมว่าเป็นแบบไหน หรือมีพัฒนาการไปในทางไหน

การอภิปรายเรื่องนี้ที่ตั้งต้นด้วยข้อเสนอว่าสังคมไทยเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้น – กึ่งศักดินามีต่อเนื่องมาหลายรุ่นหลายคราว คลุมเวลาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2490 มาจนถึงทศวรรษ 2520  งานรุ่นหลังในกลางทศวรรษ 2520 ที่ก่อบทอภิปรายโต้แย้งขึ้นมาอย่างโดดเด่นดังที่ทราบกันดี ได้แก่บทความของ ทรงชัย ณ ยะลา เรื่อง “ปัญหาการศึกษาวิถีการผลิตของไทยอันเนื่องมาจากทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้น – กึ่งศักดินา”  ในวารสาร เศรษฐศาสตร์การเมือง ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน 2524  ที่มีข้อเสนอสำคัญว่า วิถีการผลิตของไทยได้เปลี่ยนเข้าสู่ลักษณะที่เป็นทุนนิยมแล้ว แม้ในทางอุดมการณ์จะยังมีลักษณะที่เป็นศักดินาอยู่มากก็ตาม งานของอาจารย์ไกรศักดิ์เป็นส่วนที่มาต่อการวิเคราะห์ให้เห็นถึงลักษณะการสะสมทุนในกระบวนการเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมของไทยที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  อาจารย์ออกตัวไว้ด้วยว่างานวิเคราะห์ของอาจารย์อยู่ในขั้นที่เป็น “ก้าวแรก” เท่านั้น

ผมเห็นว่าในบทวิเคราะห์ขนาดกะทัดรัดไม่สั้นไม่ยาวนักบทนี้ รวมทั้งบทความของอาจารย์ไกรศักดิ์อีกเรื่องหนึ่งใน วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง 5: 3-4 (เมษายน – กันยายน 2529), 89 – 103. คือ “ทุน ชนชั้น และการเมืองไทยปัจจุบัน” อาจารย์ไกรศักดิ์ได้เสนออะไรให้เราเข้าใจอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับพัฒนาการทุนนิยมและกลุ่มพลังทางการเมืองที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐ  ถ้าจะขอยืมคำจากอาจารย์กนกศักดิ์ อาจกล่าวได้ว่างานของอาจารย์ไกรศักดิ์นอกจากจะเป็นผลผลิตหนึ่งที่สำคัญของ “ปฏิบัติการทางปัญญา” อันคึกคักที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2520 แล้ว  ผมยังเห็นว่าภาพเศรษฐกิจการเมืองไทยที่อาจารย์ไกรศักดิ์เสนอไว้จากแนววิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซิสต์นั้นให้ข้อเสนอที่น่าถกเถียงอภิปรายต่อ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราเห็นแล้วว่า จาก “ก้าวแรก” ที่อาจารย์เสนอไว้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน เศรษฐกิจการเมืองไทยและอำนาจรัฐพลิกผันปั่นป่วนต่อจากนั้นมาอีกอย่างไรจนถึงปัจจุบัน เราเรียนรู้ผ่านข้อเสนอจากทศวรรษ 2520 ของอาจารย์ไกรศักดิ์ได้มาก ทั้งส่วนที่อาจารย์วิเคราะห์ไว้ถูก และส่วนที่ไม่เป็นไปตามที่อาจารย์วิเคราะห์ไว้

แต่การจะเปิดประเด็นกับข้อเสนอของอาจารย์เกี่ยวกับรัฐ ทุน และชนชั้นบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยเป็นทุนนิยม เป็นเรื่องใหญ่เกินขนาดที่บทความนี้จะทำได้ ผมจึงขอเขียนถึงลักษณะบางประการในแนววิเคราะห์ที่อาจารย์ไกรศักดิ์ใช้ศึกษาสังคมไทยในส่วนที่ผมเห็นว่าน่าสังเกต โดยหวังว่าจะมีโอกาสได้ทำงานวิจัยที่จะกลับมาตั้งคำถามและมองหาวิธีตอบคำถามจากข้อเสนอของอาจารย์ไกรศักดิ์เกี่ยวกับรูปการณ์ของเศรษฐกิจการเมืองไทยอย่างจับมั่นคั้นหมายต่อไปในภายหน้า

 

2

 

แนววิเคราะห์ที่ผมอ่านเก็บเป็นข้อสังเกตมาได้จากบทความเรื่อง “การสะสมทุนและรัฐในประเทศไทยปัจจุบัน” (2528)  และ “ทุน ชนชั้น และการเมืองไทยปัจจุบัน” (2529) ของอาจารย์ไกรศักดิ์ มีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ผมขอนำบางส่วนมาเสนอ โดยหวังว่าอาจช่วยจุดความสนใจแนววิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองสายหนึ่งให้แก่ผู้เริ่มเรียนได้บ้าง ดังนี้ครับ

หนึ่ง  งานของอาจารย์ไกรศักดิ์เป็นการเสนอข้อโต้แย้งกับแนววิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองไทยสายหนึ่งที่โดดเด่นอยู่ในช่วงทศวรรษ 1970 ได้แก่แนววิเคราะห์ที่ได้รับอิทธิพลจากสำนัก dependency แนววิเคราะห์ดังกล่าวเมื่อนำมาใช้ศึกษาสังคมไทยในการโต้แย้งกับสำนัก modernization  จะชี้ให้เห็นถึงลักษณะทันสมัยแต่ไม่พัฒนา อันเกิดจากเศรษฐกิจการเมืองไทยในระบบทุนนิยมโลกตกอยู่ในสภาวะการพึ่งพาและถูกครอบงำโดยอำนาจกำหนดผลจากภายนอก ทั้งในแง่ ทุน เทคโนโลยี ตลาด การวางกฎและนโยบาย การสร้างกลไกเชิงสถาบัน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ

งานของอาจารย์ไกรศักดิ์ (2528) เสนอเปลี่ยนทางการวิเคราะห์ที่ให้ความสนใจแก่พลังกำหนดผลจากภายนอกในเศรษฐกิจการเมืองไทย มาเป็นการศึกษาพลวัตภายในว่าพัฒนาการของระบบทุนนิยมในสังคมไทยไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมส่งผลต่อ “การเพิ่มพลังการผลิต และเสริมประสิทธิภาพของชนชั้นนายทุน/กระฎุมพีในสังคมไทยในการขูดรีดแรงงาน … ขูดรีดส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากชนบท … ตลอดจนสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่อำนาจของชนชั้นตนเองอย่างไร”

สอง จากการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ตั้งต้นในการศึกษาเศรษฐกิจการเมืองไทยมาเป็นพลวัตภายใน  แนววิเคราะห์ของอาจารย์ไกรศักดิ์มีฐานคิดในการศึกษาเศรษฐกิจการเมืองว่า “เราไม่สามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเมืองไทยได้อย่างถ่องแท้ด้วยการพิจารณาเศรษฐกิจไทยเสมือนเป็นหน่วยหนึ่งที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและสัมพันธ์กับต่างชาติในลักษณะพึ่งพา”  เมื่อไม่มองเศรษฐกิจการเมืองไทยอย่างเป็นหน่วยที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจารย์จำแนกองค์ประกอบที่ทำงานส่งผลอยู่ในระบบเศรษฐกิจการเมืองไทยและพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นโดยพิจารณาผ่านแนววิเคราะห์ทุน รัฐ และชนชั้น และในแต่ละส่วนนี้ยังมีการจำแนกลงไปอีกเพื่อดูพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของแต่ละส่วนและความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ในข้อเสนอของอาจารย์ไกรศักดิ์ส่วนที่เกี่ยวกับทุน ด้านหนึ่งอาจารย์แยกระหว่าง ทุนพาณิชย์  ทุนการเงินการธนาคาร และทุนอุตสาหกรรม เพื่อดูพัฒนาการในการก่อตัวของทุนระดับชาติ ที่การสะสมทุนเริ่มแรกนั้นก่อตัวมาจากทุนพาณิชย์ ก่อนที่จะขยายเข้าสู่ทุนการเงินการธนาคาร และการขยายตัวของทุนอุตสาหกรรมในภายหลังโดยมีทุนธนาคารทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน

อีกด้านหนึ่ง อาจารย์แยกพิจารณาระหว่างทุนของเอกชนที่เริ่มต้นด้วยทุนพาณิชย์ชาวจีน ซึ่งมีฐานการสะสมทุนจากการค้าภายในและต่างประเทศ การเป็นตัวแทนนายหน้าระหว่างทุนต่างชาติกับผู้ผลิตในภาคเกษตรกรรม  อีกส่วนหนึ่งได้แก่ ทุนของเจ้านายและขุนนางในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เป็นชนชั้นเจ้าที่ดินใหญ่ที่สุด สะสมทุนจากการเก็บค่าเช่า กิจการผูกขาดของหลวง ตลอดจนการร่วมทุนกับต่างประเทศในกิจการธนาคารและอุตสาหกรรม โดยทุนกลุ่มนี้ “ปัจจุบันทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นับเป็นศูนย์รวมใหญ่ที่สุด” และอีกส่วนหนึ่งที่ก่อตัวขึ้นมาภายหลังคือทุนของรัฐ ที่พัฒนาขึ้นมาเมื่อรัฐบาลของระบอบใหม่ภายใต้จอมพลป. พิบูลสงครามเลือกดำเนินนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม และสร้างรัฐวิสาหกิจขึ้นมาดำเนินกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมการผลิตหลายด้าน แต่ทุนของรัฐนี้จะลดบทบาทลงไปมากเมื่อจอมพลสฤษดิ์ เปลี่ยนนโยบายมาจำกัดและควบคุมการลงทุนโดยตรงของรัฐในภาคอุตสาหกรรมการผลิต และหันมาส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน

ตลอดบทความของอาจารย์ไกรศักดิ์ อาจารย์ดูจะเน้นลักษณะที่เป็นต่างด้าวชาวจีนของทุนเอกชนที่มีบทบาทในภาคการค้า การเงินการธนาคาร และภาคอุตสาหกรรมอยู่มาก ลักษณะความเป็นต่างด้าวของทุนเอกชนในสังคมไทยตามการวิเคราะห์ของอาจารย์ไกรศักดิ์ อาจารย์ชี้ว่าดำรงอยู่มาอย่างเด่นชัดอย่างน้อยจนถึงทศวรรษ 1950 รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างทุนเอกชนที่เป็นต่างด้าวกับอำนาจรัฐ และกับทุนของเจ้านายและขุนนาง  และในเวลาต่อมาคือทุนของรัฐในรัฐวิสาหกิจ มีผู้วิเคราะห์ไว้มากแล้ว อาจารย์ไกรศักดิ์เองก็เสนอตัวแบบความสัมพันธ์ไว้ในบทความด้วยเหมือนกัน อาจารย์เสนอไว้อย่างนี้

… เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ตนเองและผนึกกำลังทางธุรกิจของฝ่ายตน โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบซึ่งหน้าจึงรวมกันก่อตั้งสมาคมชาวจีนขึ้น  ผู้นำของสมาคมส่วนใหญ่มาจากพ่อค้าผู้มีฐานะมั่งคั่งที่สุด บุคคลผู้นี้จะทำหน้าที่เจรจาสร้างสันถวไมตรีกับข้าราชการไทยระดับสูง  ผลที่ตามมาก็คือพ่อค้าชาวจีนส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งได้รับอภิสิทธิ์เต็มที่ สามารถค้ากำไรอย่างมหาศาล  ทั้งนี้ มิใช่ด้วยการปฏิวัติระบบการผลิต หากแต่ด้วยการเข้าไปคุมตลาดการค้า …(ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ 2528, 51)

ในขณะที่ความพยายามของรัฐราชการไทยในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม ที่จะพัฒนาทุนของรัฐขึ้นมารับบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นของคนไทย กลับก่อให้เกิดภาวะกลับตาลปัตรกลับกลายไปเป็นการสร้างต้นแบบของธุรกิจผูกขาดขึ้นมาในลักษณะที่ตั้งต้นจาก

ความฝันที่จะสะสมทุนของข้ารัฐการ … แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและพลเรือนของรัฐมีความรู้และความสามารถเกี่ยวกับการพาณิชย์อย่างจำกัด จึงจำเป็นอยู่เองที่ต้องปล่อยให้พ่อค้าคนจีนเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่รัฐเป็นฝ่ายริเริ่ม … ธุรกิจผูกขาดดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจึงเริ่มก่อตัวขึ้นในระยะนี้เอง ระบบดังกล่าวเปิดทางให้พวกข้ารัฐการระดับนำยินยอมยกอภิสิทธิ์หลายประการแก่นักธุรกิจชาวจีนบางกลุ่ม … ตระกูลใหญ่ๆ เหล่านี้ทุกตระกูลล้วนพัฒนาธุรกิจของตนโดยอิงทุนแห่งรัฐเป็นเครื่องมือ บรรดาธุรกิจขนาดใหญ่ของพวกเขาล้วนมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับกุมอำนาจเข้าไปมีหุ้นอยู่ด้วยเสมอ (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ 2528, 52 – 53)

เมื่อชนชั้นนายทุน/ กระฎุมพีไทยก่อตัวมาโดยองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะเช่นนี้ อาจารย์ไกรศักดิ์จึงสรุปแย้งข้อคาดการณ์หรือความคาดหวังของคนที่อยากเห็นชนชั้นกระฎุมพีไทยรับบทบาทผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้มี “ลักษณะเป็นประชาธิปไตย ‘แบบกระฎุมพี’ มากขึ้นเป็นลำดับ”  อาจารย์แย้งว่า “ทัศนะเช่นนี้เป็นการยึดแบบแผนการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของระบบทุนนิยมและระบอบเสรีประชาธิปไตยของตะวันตกเป็นตัวตั้ง”  ในขณะที่การศึกษาซึ่งให้ความสำคัญแก่การอธิบายพลวัตภายในจะแสดงให้เห็นการก่อตัวและพัฒนาการของชนชั้นนายทุน/กระฎุมพีในสังคมแต่ละแห่ง ที่เข้าไปสัมพันธ์กับระบบทุนนิยมโลกในรูปแบบและเงื่อนไขตั้งต้นที่ต่างกัน และอยู่ในเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคมที่พัฒนาต่อมาไม่เหมือนกับของตะวันตก

ในกรณีของไทย เมื่ออำนาจของกลุ่มทุนการค้า การเงินการธนาคาร และอุตสาหกรรมเติบใหญ่ขึ้นมา นำไปสู่การปรับตัวของโครงสร้างอำนาจรัฐใหม่ เปิดทางให้ชนชั้นกระฎุมพีเข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจรัฐราชการผ่านพรรคการเมืองและการเมืองประชาธิปไตยในรัฐสภา แต่ในขณะเดียวกันก็จำกัดพลังและการขยายตัวของการเมืองมวลชนไว้ที่การ “สร้างมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองในขอบเขตที่สัมพันธ์กับการเติบโตของระบบทุนนิยม ที่ไม่ถูกควบคุมจากทหารและข้าราชการ” (2529, 93)

ในแง่นี้ อาจารย์ไกรศักดิ์จึง “ยกย่อง” นักการเมืองอาวุโสผู้เป็นเสาเอกประชาธิปไตยในสมัยนั้น ว่ากล่าวได้อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีอ้อมค้อม เกี่ยวกับระบอบการเมืองที่ชนชั้นกระฎุมพีไทยพอใจและต้องการที่สุด นั่นคือ “เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่าบรรยากาศที่ดีของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลอำนาจนิยมแต่มีเสถียรภาพประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับธุรกิจ  … การที่ประธานาธิบดีเรแกนได้โจมตีการแทรกแซงของรัฐบาลก็เป็นตัวอย่างอีกว่า นักธุรกิจจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในรัฐบาลที่มีบทบาทน้อยที่สุด” (เน้นข้อความตามต้นฉบับ 2529, 99)

อาจารย์ไกรศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า ที่บอกว่าประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมีนั้น ท่านผู้พูดน่าจะหมายถึงประชาธิปไตยของสามัญชน เพราะประชาธิปไตยสำหรับชนชั้นกระฎุมพีและชนชั้นนักบริหารผู้ชำนาญการนั้นยังจำเป็นต้องมีอยู่เสมอ เพื่อเปิดทางให้พวกเขาเข้าไปใช้อำนาจรัฐ “แทนที่กลุ่มเผด็จการดั้งเดิม … [และ] วิธีการปกครองแบบทหารเป็นใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล และยังอาจเป็นอันตรายต่อเป้าหมายในระยะยาวของทุนอีกด้วย” (2528, 45) ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างหลักประกันให้แก่การสืบทอดและรักษาเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการขยายตัวของทุน “ส่วนความชอบธรรมของ ‘ทหารอาชีพ’ มีหน้าที่ปกป้องทุนจากภัยที่คุกคาม หรือที่เห็นกันว่าจะเป็นอันตรายต่อทุน เช่น พลังสังคมนิยมภายในประเทศไทย และจากขบวนการสากล และองค์กรของกรรมกรและชาวนา รวมตลอดถึงความคิดที่วิพากษ์วิจารณ์ศูนย์อำนาจปัจจุบัน” (2528, 45)

ไม่เพียงแต่ทุนระดับชาติและชนชั้นกระฎุมพีไทยไม่อาจที่จะเข้ามารับบทบาทการปฏิวัติกระฎุมพีเหมือนที่เกิดขึ้นในสังคมตะวันตก  แนววิเคราะห์ของอาจารย์ไกรศักดิ์ (2529) ยังให้ความหวังน้อยมากในการที่จะได้เห็นความร่วมมือทางการเมืองเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยมวลชน ระหว่างชนชั้นผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร กับทุนขนาดกลางขนาดย่อยในเมืองและในชนบท ซึ่งถูกทุนขนาดใหญ่กดขี่  ทั้งนี้อาจารย์ไกรศักดิ์ชี้ว่า ทุนขนาดกลางขนาดย่อยในชนบทนั้นเติบโตมาจากนายทุนเงินกู้เจ้าของโรงสีแล้วยกระดับขึ้นมาเป็นทุนรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งโครงการต่างๆ ของรัฐบาลและต้องอาศัยเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจตัดสินใจอนุมัติที่จะเข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์จากการทำโครงการนั้นอีกต่อหนึ่ง  ในขณะที่กลไกอำนาจภายในท้องถิ่นทำหน้าที่ “ควบคุมผู้ผลิตชาวไร่ชาวนาให้ยอมจำนนต่อสภาพ หลายครั้งก็โดยพฤติกรรมที่รุนแรง” ส่วนนายทุนอุตสาหกรรมขนาดเล็กขนาดกลางในเมือง ที่รับจ้างผลิตสินค้าโดยการรับช่วงการผลิตมาเป็นทอด อาศัยค่าแรงราคาถูกเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน ก็ “เป็นนายทุนที่ชื่อเสียงอื้อฉาวทั่วสากล” ในด้านการขูดรีดลูกจ้างแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ (2529, 100)

ส่วนทุนต่างประเทศ หลังจากอาจารย์พิจารณาตัวบ่งชี้ต่างๆ ที่แสดงว่าทุนจากต่างประเทศไม่ได้มีอำนาจควบคุมเหนือระบบเศรษฐกิจไทย อาจารย์สรุปว่าทุนจากต่างประเทศ “เป็นแต่เพียงช่วยยกระดับพลังการผลิตและปูทางให้ชนชั้นกระฎุมพีไทยสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าส่วนเกินจากผู้ใช้แรงงานไทยด้วยตัวเอง โดยอาศัยการพัฒนาประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมและใช้อำนาจควบคุมแรงงานเป็นเครื่องมือเท่านั้น” (2528, 56)

สาม กระบวนการสะสมทุนจะมีลักษณะอย่างไร และส่งผลอย่างไรต่อการพัฒนาพลังการผลิต ต่อความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับแรงงานและความสัมพันธ์ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการเกษตร  รวมทั้งต่อการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่อำนาจของชนชั้นนายทุนว่าจะทำได้แค่ไหน  อาจารย์ไกรศักดิ์เสนอแนววิเคราะห์ในกรณีของไทยว่า บทบาทของรัฐมีความสำคัญมาก เพราะ

รัฐไทยมิได้ ‘รับใช้’ ทุนต่างชาติ แต่ได้ใช้วิธีการและรูปแบบต่างๆ

– ในการปกป้องทุนประชาชาติเพื่อต่อรองและแข่งขันในระบบทุนนิยมโลก

– ในการกระตุ้นพลวัตของระบบทุนนิยมไทย โดยที่รัฐมีอิสระในระดับหนึ่งที่จะเลือกสนับสนุนหรือให้อภิสิทธิ์แก่ทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เท่าที่ผ่านมารัฐไทยมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนทุนขนาดใหญ่

– ในการควบคุมหรือบรรเทาความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างทุนและแรงงาน (2528, 44)

ในบทความ “ทุน ชนชั้น และการเมืองไทยปัจจุบัน” อาจารย์ยังเสนอให้พิจารณาบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐใน “ระยะผ่านไปสู่ความเป็นใหญ่ของชนชั้นกระฎุมพี” ที่ความขัดแย้งระหว่างพรรคกระฎุมพีที่เข้าไปแชร์การใช้อำนาจรัฐกับพลังในรัฐราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพ  และความขัดแย้งกันเองระหว่างกลุ่มอำนาจภายในรัฐราชการ ปะทุเป็นวิกฤตขึ้นมาเป็นระยะๆ อาจารย์เสนอว่า สถาบันกษัตริย์ได้เข้ามา “เป็นตัวเชื่อมสำคัญของการสืบชีวิตของรัฐไทยในภาวะวิกฤติ” โดยรับบทบาทบรรเทาความขัดแย้งและ “เข้าไปถอดชนวนวิกฤตการณ์” ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์ “กลายเป็นพลังที่มีเสถียรภาพที่สุด [และ] สถาบันกษัตริย์จะมีบทบาทสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ที่ชนชั้นปกครองไม่สามารถลงเอยกันได้” (2529, 93 – 94)

อาจารย์ไกรศักดิ์ใช้ข้อเสนอของอาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณมาแสดงเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้สถาบันกษัตริย์สามารถเข้ามารับบทบาทที่มีความสำคัญต่อการประคับประคองเสถียรภาพของรัฐไทยในช่วงเวลานั้นได้  อย่างไรก็ดี อาจารย์ยังไม่ได้ให้แนววิเคราะห์ที่ชัดเจนนักเกี่ยวกับเงื่อนไขที่ทำให้กลไกอำนาจรัฐ “มีอิสระในระดับหนึ่ง” ในการจัดการกับวิกฤตทั้งที่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมและวิกฤตการเมืองในรัฐราชการของชนชั้นกระฎุมพีไทย  พร้อมกันนั้น แนววิเคราะห์ของอาจารย์ยังต้องขยายการอธิบายต่อไปถึงการต่อสู้ระหว่างพลังเหนี่ยวรั้งและผลักดันการเปลี่ยนแปลงจนถึงขั้นที่ผลิตวิกฤตความชอบธรรมขึ้นในเวลาต่อมา

สี่ แนววิเคราะห์ของอาจารย์ไกรศักดิ์ยังเสนอค้านการอ้างความล้าหลังของ “โครงสร้างส่วนบน” ที่เป็นอุดมการณ์ความคิดและวัฒนธรรม มาใช้เป็นเหตุอธิบายการที่เศรษฐกิจการเมืองไทยไม่พัฒนาไปตามต้นแบบของการพัฒนาทุนนิยมและประชาธิปไตยตะวันตก  อาจารย์วิจารณ์ว่า การอธิบายที่อ้างอุดมการณ์ความคิด อ้างวัฒนธรรมจาก “โครงสร้างส่วนบน” มาเป็นเหตุอุปสรรคครอบขวางการพัฒนานั้น “มองข้ามพลวัตของความสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งรัฐมีบทบาทสำคัญอย่างไม่อาจปฏิเสธได้” และความสัมพันธ์ทางสังคมตามแนววิเคราะห์ที่อาจารย์ไกรศักดิ์ใช้ก็คือความสัมพันธ์ทางชนชั้นระหว่างผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่

ทำไมคำอธิบายที่อ้างวัฒนธรรม ความคิด หรืออุดมการณ์ จึงเป็นแนววิเคราะห์ที่มีปัญหา

แนววิเคราะห์ของอาจารย์ไกรศักดิ์พิจารณาวัฒนธรรมความคิด ค่านิยมอุดมการณ์ ที่มาร์กซ์จัดว่าเป็น “โครงสร้างส่วนบน” (หรือเป็น “โครงครอบ” ตามคำแปลที่อาจารย์สุภา ศิริมานนท์เสนอ) ในทางที่เป็น ผล มากกว่าจะเห็นว่าเป็น เหตุ  (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ 2529) นอกจากนั้น อาจารย์ยังมองวัฒนธรรมประเพณีในลักษณะที่เป็นเครื่องมือ ในแง่ที่ว่าวัฒนธรรมประเพณีที่เป็น “ผลผลิตของประวัติศาสตร์” นั้นดำรงคงอยู่ได้และได้รับการรักษาสืบทอดให้ทำงานต่อมาได้ก็เพราะมัน “สามารถจะสนองผลประโยชน์ของชนชั้นบางชั้นโดยเฉพาะ” อาจารย์ยกความเห็นของ Barrington Moore จากงาน Social Origins of Dictatorship and Democracy (1967, 486 – 487) มาสนับสนุนความคิดของอาจารย์ในเรื่องนี้ ผมขอคัดมติของ Moore ตามสำนวนแปลที่อยู่ในบทความของอาจารย์ไกรศักดิ์ (2529, 90 – 91) มาลงไว้ที่นี่ด้วย

การทึกทักเอาว่าการสืบเนื่องของวัฒนธรรมและสังคมเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายนั้น เป็นการบิดเบือนความจริงที่ว่าทั้งวัฒนธรรมและความต่อเนื่องในสังคมต่างก็ได้รับการหล่อหลอมขึ้นใหม่อยู่เสมอทุกยุคทุกสมัย บ่อยครั้งด้วยความเจ็บปวดทุกข์ยากแสนสาหัสในการธำรงรักษาและสืบทอดระบบค่านิยมนั้น มนุษย์ถูกทุบตี  ถูกจับเข้าคุก เข้าค่ายกักกัน ถูกจับยิงเป้า หรือไม่ก็ได้รับการปลอบประโลม เอาอกเอาใจ ติดสินบน เชิดชูให้เป็นวีรบุรุษ ชักชวนให้อ่านหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่ถูกสอนสังคมวิทยา  การอ้างอิงถึงแรงเฉื่อยของวัฒนธรรมเท่ากับเป็นการมองข้ามผลประโยชน์และอภิสิทธิ์นานัปการอันก่อเกิดจากการศึกษา การปลูกฝังความคิด ตลอดจนกระบวนการอันสลับซับซ้อนทั้งปวงในการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง  ถ้าผู้ดีจีนในศตวรรษที่สิบเก้าจะตัดสินโอกาสทางเศรษฐกิจต่างไปจากเกษตรกรนักธุรกิจอเมริกันในศตวรรษที่ยี่สิบ ก็เป็นเพราะว่าเขาเติบโตขึ้นมาในสังคมจีนสมัยจักรพรรดิ  ซึ่งมีโครงสร้างชนชั้นและระบบการให้คุณให้โทษที่ขัดขวางการแสวงหาผลได้ทางเศรษฐกิจบางอย่าง ซึ่งอาจบ่อนทำลายอำนาจและฐานะนำของกลุ่มผู้ปกครอง  ในท้ายที่สุด การยึดถือเอาค่านิยมเป็นจุดเริ่มต้นของคำอธิบายเชิงสังคมวิทยา จะทำให้ยากยิ่งที่จะเข้าใจความจริงที่แจ่มชัดว่า ค่านิยมนั้นแปรเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขแวดล้อม … จริงอยู่ เราไม่อาจทำการวิเคราะห์โดยไม่มีความคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งว่า คนเรานั้นมองโลกอย่างไร  และเขาทำหรือเขาไม่อยากทำอะไรกับสิ่งที่เขาเห็นนั้น  แต่ทว่า การแยกความคิดเห็นดังกล่าวออกมาจากวิธีการที่คนเราคิด ดึงเอาระบบค่านิยมออกมาจากเงื่อนไขแวดล้อมทางประวัติศาสตร์  และยกความคิดค่านิยมขึ้นมาเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอิสระนั้น  เท่ากับว่าผู้ศึกษาวิเคราะห์ที่อ้างตนว่าเป็นกลางนั้นเอง กลับตกหลุมติดอยู่กับเหตุผลที่บรรดาผู้ปกครองอ้างถึง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำที่โหดเหี้ยมของตนเอง ข้าพเจ้าเกรงว่านี่แหละคือสิ่งที่วิชาการสังคมศาสตร์กระทำอยู่ส่วนใหญ่ในทุกวันนี้

อาจารย์กนกศักดิ์เลือกลงท้ายบทความที่อาจารย์เขียนถึงอาจารย์ไกรศักดิ์ด้วยมติของ J. M. Keynes ซึ่งผมเห็นว่าเหมาะดี อาจารย์คงจะไม่ว่าอะไรถ้าผมขอใช้มติเดียวกันนั้นมาลงท้ายบทความนี้ด้วย

…the ideas of economists and political philosophers, both when they are right and when they are wrong, are more powerful than is commonly understood.

MOST READ

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

Politics

12 Sep 2018

ความจริง ความเชื่อ และความเจ็บป่วยของ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’

อายุษ ประทีป ณ ถลาง เขียนถึงชะตากรรมของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในฐานะนักวิชาการผู้ยืนหยัดในอุดมการณ์มาร่วม 40 ปี แต่กลับต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย (และล้มป่วย) อยู่ในต่างแดน

อายุษ ประทีป ณ ถลาง

12 Sep 2018

Politics

14 Jul 2020

การเกิดอีกครั้งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ธนาพล อิ๋วสกุล เขียนถึงการเปลี่ยนความหมายของจอมพล ป. พิบูลสงครามจาก ‘ผู้ร้ายในประวัติศาตร์การเมืองไทย’ มาเป็นนายทหารฝ่ายคณะราษฎรที่สามารถกำราบฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติอย่างราบคาบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแหลมคมการเมืองร่วมสมัยของไทย

ธนาพล อิ๋วสกุล

14 Jul 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save