อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

 

สำหรับวิญญูชนคนทั่วไปซึ่งรู้ผิดรู้ชอบชั่วดีตามปกติ มีสติสัมปชัญญะ รู้จักคิดวิเคราะห์เองด้วยตรรกะเหตุผล และสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ ย่อมเข้าใจตรงกันว่าแท้จริงแล้วในสังคมประชาธิปไตยนั้น ประมุขของรัฐบนโลกใบนี้มีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และกษัตริย์ซึ่งอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ไม่มีหรอกประธานาธิบดีมาจากการสืบสันตติวงศ์ หรือกษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญแล้วอ้างว่าเป็นประเทศซึ่งปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีนิยามความหมายเป็นการปกครองที่ยึดถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

และนานาอารยประเทศซึ่งมีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ญี่ปุ่น เบลเยียม ดัตช์ สวีเดน ฯลฯ กษัตริย์ทำหน้าที่เป็นผู้นำของรัฐหรือประมุขของชาติในเชิงสัญลักษณ์แต่เพียงเท่านั้น โดยไม่สามารถเข้าไปข้องแวะยุ่งเหยิงกับการบริหารราชการแผ่นดินใดๆ ได้เลย แม้กระทั่งการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ

วัตรปฏิบัติทั้งหลายที่กระทำล้วนเป็นไปตามกฎหมาย หรือประเพณีปฏิบัติซึ่งไม่ขัดแย้งกับพื้นฐานอุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยอยู่ภายใต้คำแนะนำของรัฐสภาหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ไม่มีหรอกพระราชอำนาจมากมายเหนือรัฐธรรมนูญ เหมือนเช่นที่นักกฎหมายและผู้ปกครองในประเทศกึ่งเผด็จการทหารกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์สร้างตราบาปเอาไว้ให้ลูกหลาน เยาวชน คนรุ่นหลังตามล้างตามเช็ดในวันข้างหน้า

มีประเทศใดถึงขนาดตรากฎหมายซึ่งมีเนื้อหากระทบกระเทือนถึงคุณค่าหลักการประชาธิปไตยออกมาบังคับใช้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

มีเหรอ กองทัพส่วนตัวของกษัตริย์อังกฤษหรือจักรพรรดิญี่ปุ่น

ไม่มีหรอกทหารคอแดง คอดำหรือคอขาว ใครจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำกองทัพเขาไม่ได้ดูกันที่คอ แต่พิจารณาบนพื้นฐานความรู้ความสามารถ ความเสียสละ ความจงรักภักดีที่มีต่อประเทศชาติ ประชาชน อุดมการณ์ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญต่างหาก

มีหรือโครงการในพระราชดำริของราชินีอังกฤษ จักรพรรดิญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งตั้งขึ้นมาทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการปกติ โดยที่รัฐต้องจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินไปอุดหนุน

เคยได้ข่าวบ้างหรือไม่ว่า กองทัพประเทศพัฒนาแล้วก่อการรัฐประหารโดยอ้างว่าทำลงไปเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์หรือจักรพรรดิ

ไม่มีหรอก ประชาชนในนานาอารยประเทศออกมาแสดงพลัง ปลุกม็อบชนม็อบกล่าวหาว่ามีการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์

และก็อีกนั่นแหละ คงไม่มีประมุขชาติไหน บ้านเมืองใด ไปพำนักพักอาศัยนอกแผ่นดิน อยู่ประเทศอื่นเนิ่นนานเป็นแรมเดือน

ในยุคสมัยซึ่งการสื่อสาร แสวงหาข้อมูลความจริง สามารถกระทำได้ด้วยเพียงปลายนิ้วสัมผัสจากโทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ม็อบปลดแอกหรือการที่นักเรียนนักศึกษา เยาวชนลูกหลาน คนรุ่นใหม่ ตลอดจนประชาชนผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม ลุกฮือขึ้นมาเคลื่อนไหว เรียกร้องต้องการให้ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและบริวารลาออก 2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตามครรลองประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่วิญญูชนคนทั่วไปซึ่งรู้ผิดรู้ชอบชั่วดีตามปกติสามารถเข้าใจได้

แปลกตรงไหนที่ยุวชนคนรุ่นหลังจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่ออนาคตของตัวเอง

ประหลาดอันใดที่ลูกหลาน ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

สิ่งที่นักเรียนนักศึกษา ประชาชนสะท้อนปัญหาของประเทศชาติออกมาให้เห็นในระหว่างการชุมนุมหรือม็อบแต่ละครั้ง ล้วนเป็นความจริงซึ่งชนชั้นนำ นักการเมืองผู้กุมอำนาจรัฐ ข้าราชการ ตำรวจ ทหารไม่เคยกล้า ไม่เคยเก่งที่จะจัดการกับปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวด้วยสิทธิมนุษยชน เพศสภาพ ความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศ โสเภณี การทำแท้ง อำนาจนิยมในระบบการศึกษา ความเหลื่อมล้ำในสังคม รัฐสวัสดิการ กระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว ฯลฯ ไปจนถึงปัญหาประชาธิปไตย เงื่อนปมเกี่ยวกับกองทัพและสถาบันกษัตริย์

ความอัดอั้นนำมาซึ่งปฏิกิริยาเย้ยหยัน ท้าทายอำนาจรัฐและชนชั้นนำที่แพร่กระจายออกไปตามซอกหลืบของสังคม แนวร่วมขยายตัวรายล้อมเหมือนไฟป่าที่ค่อยๆ ลามเลียไปเรื่อยๆ จนยากจะดับได้

ผู้คนออกมาแสดงความคิดอ่านมากขึ้นทุกที วิพากษ์สังคมไทยวิจารณ์สถาบันกษัตริย์โดยสุจริต บนข้อเท็จจริงและเหตุผล

กล้ามาก เก่งมาก แต่ละคนต่างช่วยกันเอาความจริงออกมา

อดีตนายกรัฐมนตรีตั้งคำถามว่าได้ยินเสียงเรียกร้องของเด็กหรือไม่ อดีตนักการทูตออกมาตอบโต้การลำเลิกบุญคุณของทหารบางคน ให้พึงสำนึก สำเหนียกว่า ในรอบร้อยปีที่ประเทศอยู่รอด สามารถรักษาเอกราชและอธิปไตยเอาไว้ได้นั้นไม่ใช่เพราะทหาร แต่มาจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ขับเคลื่อนโดยบรรดานักการทูตต่างหาก

นับวันดูเหมือนประชาชนคนไทยเริ่มประจักษ์แก่สายตาตนเองว่า แท้จริงแล้วปัญหาของชาติบ้านเมืองคืออะไร ต้นตออยู่ตรงไหน รวมศูนย์อยู่ที่ใด ทำไมประเทศนี้จึงก้าวไปไม่ถึงสังคมประชาธิปไตยเสียที ไฉนใยพี่น้อง เพื่อนร่วมแผ่นดินเดียวกัน จึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างเหลื่อมล้ำกันสุดขั้ว

ถึงตอนนี้เป็นเวลา 3-4 เดือนแล้วที่ลูกหลาน เยาวชน คนรุ่นหลังลุกฮือขึ้นมาเคลื่อนไหวเพื่ออนาคตของตัวเอง โดยไม่สามารถคาดหมายได้ว่าเหตุการณ์จะจบลงอย่างไร

จริงอยู่ว่า โดยปกติทั่วไปแล้ว เป็นเรื่องยากที่ม็อบประชาชนจะเอาชนะคะคานอำนาจรัฐ หรือระบอบปกครองที่เป็นอยู่ได้ แต่ขณะเดียวกันธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการอิสรภาพ ขีดความอดทนของเสรีชนต่อการกดขี่ข่มเหงจำกัดอยู่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกันที่ผู้ใดหรือคณะใดจะยึดเอาอำนาจไปผูกขาดเป็นของตัวเองได้โดยปราศจากการสนับสนุนของประชาชน

ปฏิกิริยาอันเกิดมาจากสัญชาตญาณความขลาดเขลาในการจัดการปัญหาผลักให้ผู้คนเข้าอกเข้าใจ เห็นด้วย และสนับสนุนการต่อสู้ของนักเรียนนักศึกษาคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นทุกขณะ

มีอย่างที่ไหน ในสมัยที่ว่ากันว่าเป็นยุคชาววิไล ไม่น่าเชื่อเลยว่าบ้านเมืองจะมาถึงจุดนี้ ที่ผู้คนพูดจาไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวกันแล้ว ทั้งๆ ที่ต่างสื่อสารด้วยภาษาไทยมาตั้งแต่โคตรพ่อโคตรแม่

ขณะที่ยุวชน ลูกหลาน นักเรียนนักศึกษาเรียกร้องต้องการให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานนิยามความหมายชัดแจ้งว่า หมายถึงการปรับปรุงให้สมควร เหมาะสม แต่คนอีกกลุ่มซึ่งอาวุโสกว่าโดยอายุ กลับกล่าวหาว่าลูกหลานเยาวชนเหล่านั้นต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์

บางคนเพราะสูดดมเอาฝุ่นละอองธุลีเข้าไปมากหรืออย่างไรไม่ทราบ ถึงกับพูดจาออกสื่อด้วยความมั่นอกมั่นใจว่า คำว่า ‘ปฏิรูป’ และ ‘ล้มล้าง’ คือคำเดียวกัน

บางคนถึงกับเรียกร้องต้องการให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร ปิดประเทศก่อนจะรู้ตัวว่าพลาดไป มาปรับแก้เป็นเสนอใช้กฎหมายพิเศษ ชัตดาวน์ประเทศ

บางคนเสนอทำประชามติห้ามมีม็อบ หรือจัดการชุมนุมทางการเมืองเป็นระยะเวลา 2 ปี

ฝุ่นละอองคงเต็มกะโหลกกะลา ไม่เหลือสติปัญญามันสมองเอาไว้คิด พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองด้วยเหตุด้วยผล บนพัฒนาการความเป็นไปของโลก

บางคนยืนกระต่ายขาเดียว คำหนึ่งผมไม่ผิด อีกคำก็ผมผิดตรงไหน

เด็กๆ เยาวชน ลูกหลานชุมนุมกันโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่กลับตั้งรับยิ่งกว่าอยู่ชายแดน ทั้งลวดหนามหีบเพลง แท่งปูนกำแพงแบริเออร์ท่วมหัว อุปกรณ์ปราบปรามจลาจลครบครัน พร้อมฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ฝูงชน

มีความพยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบั่นทอน บ่อนทำลายความเข้มแข็งของผู้ชุมนุม ตั้งแต่การสร้างข่าวปลุกปั่น ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเดี๋ยวจับเดี๋ยวปล่อย ไปจนถึงปลุกม็อบออกมาชนม็อบ

เดือนสองเดือนที่ผ่านมา อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นในดินแดนแห่งการประนีประนอม

ขอบคุณที่มีวันนี้

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่