ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่อง

ธิติ มีแต้ม ภาพ

 

สายวันอาทิตย์ ริมถนนนครสวรรค์

 

ฉันนั่งอยู่ร้านกาแฟ มองถนนโล่งสลับรถหยุดนิ่ง เยื้องร้านกาแฟไม่ไกล เป็นที่ตั้งของโรงพิมพ์บรรลือสาส์นเดิม ยังมีขายหัวเราะมหาสนุกเล่มเก่าวางขายอยู่ มีอีกหลายโรงพิมพ์ที่ยังเงียบเหงา คุณป้านั่งลำพังหน้าแท่นพิมพ์ที่ไม่ได้พิมพ์มานานแล้ว ถนนนครสวรรค์กลายเป็นทางผ่าน จากเคยเป็นย่านสำนักพิมพ์ที่เคยคึกคักเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

นครสวรรค์เป็นถนนสายแรกๆ ของบางกอก เชื่อมกับถนนราชดำเนิน เริ่มต้นจากสะพานผ่านฟ้า ฉันเคยเดินเลาะไปดูมวยที่สนามมวยราชดำเนิน 2-3 ครั้ง แล้วจบลงที่บาร์สักแห่งในถนนข้าวสาร วันไหนครึ้มอกครึ้มใจก็เดินเล่นไปจนสุดเส้นจรดสนามม้านางเลิ้ง แต่ไม่เคยเข้าไปดูให้เห็นกับตา อย่างมากก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวแถวนั้น แล้วมองกองทัพมอ’ไซค์ออกจากสนามม้าตอนพลบค่ำ

แม้ย่านนางเลิ้งจะดูเหงาในบางเวลา แต่กับสถานที่บางแห่งกลับยังคึกคัก เช่น สนามม้าและสนามมวย หรือถ้าเดินย้อนไปทางราชดำเนินหน่อย จะเห็นคนจำนวนมหาศาลที่กองสลากฯ โดยเฉพาะช่วงก่อนวันที่ 1 และ 16 ส่วนทางสนามหลวงและคลองหลอดก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนทำมาหากินตอนกลางคืน เป็นวิถีชีวิตคนบางกอกย่านพระนครที่มีมานานกว่าชั่วอายุคน

ฉันอายุไม่มากพอที่จะเห็นทั้งหมดหรอก แต่ก็มีเวลามากพอที่จะนั่งวัดใจกับฝน ซึ่งง้างท่าว่าจะตกตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว และตอนที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้าไปในร้านดีไหม จู่ๆ ก็เห็นรถม้าขับผ่าน

รถม้า แบบที่ขนม้ามาจริงๆ มีกันอยู่ 3 ตัว โผล่จมูกออกมาจากราวกั้น เสียดายที่ไม่ได้เห็นม้าขับเคลื่อนด้วยขาของตัวเอง แน่นอน เหล่าชาติอาชาจะไปไหนไม่ได้ ถ้าไม่ใช่สนามม้านางเลิ้งที่สุดปลายถนน

ฉันไม่เคยดูม้า แต่เคยได้ยินสำนวนที่เกี่ยวกับม้าจนชินหู ‘ม้ามืด’ ‘แซงทางโค้ง’ ‘เข้าวิน’ ฯลฯ พอได้เห็นกับตาม้าก็ไม่ได้มืดขนาดนั้น

เอาจริงๆ การเล่นม้า หรือบรรยากาศในสนามม้าเป็นเรื่องไกลตัวของคนรุ่นใหม่แบบคนละโยชน์ และยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว ยิ่งคิดไม่ออกว่าจะเข้าไปรวมกลุ่มกับเหล่าคุณลุงได้อย่างไร

“จะไปทำไม มีแต่คนแก่ๆ มาเล่น ลูกไปดูหนังเดินห้างน่าจะสนุกกว่า” ป้าร้านขายก๋วยเตี๋ยวเคยพูดกับฉัน แต่ก็นั่นแหละที่ทำให้เกิดความสงสัยว่า เพราะอะไร ผู้คนจึงคลั่งไคล้หลงใหลการแข่งม้า ความเร็วช่วยกระตุ้นหัวใจได้แค่ไหน การแทงม้าเป็นอย่างไร มีความบันเทิงหรือความทุกข์ซ่อนอยู่ สนามม้าที่มีอายุกว่า 100 ปี มีอะไรอยู่ข้างใน และที่เขาว่าลมหายใจของสนามม้ากำลังหายไปตามกาลเวลา เพราะไม่มีคนหนุ่มสาวเข้าไปเล่นแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของอิทธิพล หรือการเล่นพรรคเล่นพวกนั้นจริงเท็จแค่ไหน และเพราะอะไร สนามม้าที่เคยเป็นหมุดหมายสำคัญของการเข้าสู่ความเป็นตะวันตก จึงเดินถอยหลังสวนกาลเวลามาถึงจุดนี้ ด้วยความสงสัยทำให้ฉันอยากลอง ‘แทง’ ดูสักตั้ง

ก่อนที่สนามม้านางเลิ้งจะปิดตัวลง ลองดูก็ไม่เสียหาย เสียก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นกำไร

 

ม้าบนรถม้า หน้าสนามม้านางเลิ้ง (เฉพาะภาพนี้ ถ่ายโดยผู้เขียน)

 

1

 

“ครั้งแรกเหรอ” พนักงานขายตั๋วหน้าสนามถามฉัน อาจด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เหมือนคนเพิ่งขโมยของในร้านของชำ หรืออาจเพราะคนรอบตัวมีแต่คุณลุงอายุ 40 อัพ ฉันจึงตกเป็นเป้าสายตา อย่างไรก็ตามบทสนทนานั้นเป็นมิตรอย่างยิ่ง

“ใช่ค่ะ” ฉันตอบรับด้วยท่าทีกระตือรือร้น ได้แต่เตือนตัวเองว่าลดลงหน่อยเพื่อน เดี๋ยวเขาจะรู้ว่าตื่นเต้น

ฉันกำตั๋วราคา 50 บาทไว้แน่น ระหว่างทางเดินเข้าสนามมีร้านขายตารางแข่ง ปากกา บุหรี่ ลูกอม เบียร์ น้ำ และหวย เสียงคนขายร้องว่า “อีกสามวันรวย” แต่ได้ยินเหล่าเซียนม้าพูดเล่นกันว่า “จะรวยวันนี้”

ใกล้กันมีร้านให้เช่ากล้องส่องทางไกลในสนนราคา 30 บาท ปากกานั้นมีอยู่แล้ว ที่ยังขาดคือตารางแข่งกับกล้องส่องทางไกล อันที่จริงก็ขาดเบียร์ด้วยแต่คิดว่ายังไม่ใช่เวลา ฉันเลยมุ่งตรงไปที่ร้านเช่ากล้อง พนักงานยังสาว และดูไม่ใช่คนชอบม้า “มาขายแทนพ่อ” เธอว่าอย่างนั้น  ดูจากสภาพกล้องแล้วคิดว่าคงผ่านสายตาของเซียนม้ามากว่าหมื่นครั้ง แต่ยังดูแข็งแรงและคุณภาพดี

“เปิดร้านมาตั้งแต่รุ่นพ่อ จนช่วงหลังๆ พ่อไม่มาเองแล้ว” เธอขยายความ แล้วเล่าว่าในสมัยที่ยังมีม้าแข่งที่นางเลิ้งทุกอาทิตย์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘สนามไทย’ อาชีพเช่ากล้องสามารถทำรายได้ใกล้เคียงกับงานอื่นที่ทำทั้งอาทิตย์ แต่ตอนนี้ม้ามีแข่งอาทิตย์เว้นอาทิตย์ สลับกับสนามราชกรีฑาสโมสร ที่อังรีดูนังต์ เรียกกันว่า ‘สนามฝรั่ง’ รายได้จากการให้เช่ากล้องก็ลดน้อยลงกว่าเดิมมาก

“คนที่มาเช่ากล้อง ส่วนมากคือไม่กล้าซื้อเก็บไว้ที่บ้าน กลัวลูกดุ” เธอว่า

“เพราะมันแพง?”

“ไม่ใช่ เพราะกลัวลูกจะรู้ว่าเล่นม้าน่ะสิ” เธอพูดเสียงเรียบนิ่งแล้วค่อยหัวเราะ ก่อนยื่นกล้องมาให้ “มองให้ไกล แล้วปรับสายตาให้ตรง ขอให้สนุกนะ”

ฉันรับกล้องมาคล้องคอ ประทับใจความคมคายตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้าสนาม

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นยังมาไม่ถึง ตารางแข่งม้า หรือโพยม้า เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เหมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 ยังไม่ทันไร ได้ยินเสียงป้าตะโกนขายมาจากต้นแผง “ตารางแข่งม้ามั้ยจ๊า” ฉันเดินตามเสียงไปอย่างว่าง่าย เห็นหนังสือเล่มบางหลากสีวางเรียงราย

“เล่มไหนดีสุดคะป้า”

“ถ้าถามป้า ก็จะบอกว่าเล่มที่แพงที่สุด เพราะป้าได้ตังค์” ว่าแล้วก็หัวเราะลั่น ฉันหัวเราะตามไปด้วย คนที่นี่จะตลกโปกฮาเกินไปแล้ว

“งั้นเอาเล่มที่แม่นที่สุด”

คุณป้าหยิบเล่มหน้าปกสี่สีมาให้ มุมบนซ้ายเขียนไว้ว่า โปรแกรมแข่งม้า มาตรฐานสากล มีรายละเอียดที่ดูแล้วน่าจะครบถ้วนว่า ฟอร์มม้าล่าสุด-ย้อนหลัง 9 นัด ลำดับฟอร์มม้าทุกเที่ยว

ดัชนีคอกม้าและพ่อม้า ประจำนัดแข่ง

สรุปตารางคะแนน จ็อกกี้ สีเสื้อ พ่อม้า อัพเดททุกสัปดาห์

ลำดับม้าทำเวลาดีนัดล่าสุด

ผลงานจ็อกกี้สีเสื้อนัดล่าสุด

ฉันพลิกดูด้านใน เป็นตารางแข่งม้าละเอียดยิบ มีทั้งหมด 10 เที่ยว เริ่มเที่ยวแรก 12.20 แล้วไปจบเที่ยวสุดท้ายตอนเกือบ 6 โมงเย็น สารภาพตามตรงว่าดูตัวเลขด้านในไม่เข้าใจแม้แต่ตัวเดียว

“ไม่ต้องดูอะไรมาก ดูตัวที่เขาเต็งไว้ ก็น่าจะพอแทงวินได้บ้าง” ป้าคงเห็นสภาพความงง เลยบอกเคล็ดลับ ซึ่งไม่ลับหรอก เพราะเขาน่าจะรู้กันทั้งโลกแล้ว ฉันขอบคุณป้า และเดินเข้าสนามพร้อมกล้องส่องทางไกล ตารางแข่ง และปากกาคู่ใจ

หลังจากเดินขึ้นบันไดมาโผล่ที่หน้าสนาม เห็นหญ้าเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา ผู้คนทั้งยืนนั่งทั่วสนาม ในมือมีโพยคนละเล่ม บางคนม้วนกำจนแน่น บางคนนั่งกายุกยิกอย่างตั้งอกตั้งใจ มือหนึ่งถือกระป๋องเบียร์ บางคนจุดบุหรี่สูบ และกับบางคนก็ลุกขึ้นยืนส่องกล้องมองม้าอย่างเอาจริงเอาจัง ทุกคนดูมีเวลาจนน่าอิจฉา

 

 

เวลาในสนามม้าไม่เหมือนข้างนอก ผู้ประกาศแจ้งว่า จะนับถอยหลังตั้งแต่ 60 ไปถึง 1 แล้วค่อยปล่อยให้ม้าพุ่งทยานออกจากคอก  ถ้านับตามความเข้าใจ อีก 1 นาที เราควรจะได้ดูการแข่งม้าอย่างเต็มตา แต่ที่นี่ไม่ใช่ ช่องว่างระหว่างเลข 57 มาถึง 56 กินเวลาไม่ต่ำกว่า 3 นาที

“รีบหน่อยนะครับ รีบตัดสินใจซื้อตั๋ว จะปล่อยม้าแล้วนะครับ” เสียงพากย์พูดซ้ำไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง จนการนับถอยหลังที่ควรจะเป็น 1 นาที ยาวนานไปเกือบ 20 นาที

‘ตั๋ว’ ที่ว่า ไม่ใช่ตั๋วเข้าสนาม แต่เป็น ‘ตั๋วแทงม้า’ วิธีการซื้อเหมือนซื้อตั๋วรถทัวร์ คือมีตู้ขายตั๋วอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอัฒจันทร์ ขอให้กำดวงและสถิติที่แม่นยำไปซื้อ ก็ไม่น่าใช่เรื่องยากอะไร แต่ไม่ง่ายสำหรับมือใหม่อย่างฉันแน่ๆ

ฉันมองโพยอยู่เนิ่นนาน ดูไม่ออกและไม่เข้าใจตัวเลขสถิติที่พิมพ์อย่างละเอียดบนหน้ากระดาษ รอบที่กำลังจะแข่งเป็นเที่ยว 9 ม้าชั้น 5 เตรียมตัวออกวิ่งอย่างคึกคัก

 

 

ไหนๆ ก็มาแล้ว ถ้าไม่ลองก็นับว่าเสียโอกาส ฉันตัดสินใจหันไปถามเซียนคนหนึ่งที่กำลังยืนส่องกล้องทางไกลอยู่ข้างๆ

“มันดูยังไงคะ อยากแทงแต่ไม่รู้จะแทงตัวไหน”

พี่เขาหันมานิ่งๆ แล้วตอบ

“เขาว่าเลข 11 จะเข้าวิน” ฉันก้มลงดูบนโพย นามว่า ‘เซย์อะเกน’ คือม้าตัวที่ว่า

ฉันฮัมเพลง พูดอีกที พูดอีกที ได้รึเปล่า เดินไปที่ช่องขายตั๋ว มือกำแบงค์แน่น ถ้าโลกไม่โหดร้ายเกินไป มันต้องได้บ้างแหละวะ

“น้องจะซื้อเท่าไหร่” พี่คนขายผู้หญิงหน้าตายิ้มแย้ม ถามแบบรู้เท่าทันว่าสภาพนี้มาครั้งแรกแน่นอน

“เอาเรทต่ำสุดเลยค่ะ” ฉันตอบไปอย่างมั่นใจ

“โอเค งั้น 50 บาทนะ ตัวไหนวิน”

“11 ค่ะ” พนักงานรับคำ พิมพ์ต๊อกแต๊กไม่กี่ครั้ง ก็ออกตั๋วสีขาวเล็กๆ มาให้ ฉันถามออกไปอีกครั้ง

“ถ้าแทง 50 จะได้เท่าไหร่คะพี่”

“แล้วแต่คนแทงเลย ถ้าคนแห่แทงเยอะก็ได้น้อย” หมายความได้ว่า ยิ่งม้าตัวไหนคนแทงเยอะ (ซึ่งแปลว่าตัวเต็ง) ถ้าม้าเข้าวิน เงินที่ได้ก็จะต้องหารกับคนเยอะ เลยได้เงินต่อหัวน้อยลง

ฉันประคองตั๋วใบนั้นอย่างทะนุถนอม เดินไปนั่งข้างเซียนม้าคนเดิมที่อัฒจันทร์

“พี่ว่าน้องไม่ต้องเล่นหรอก ดูสนุกๆ ดีกว่า”

“แทงไปแล้วพี่ 50 บาท” ฉันตอบด้วยรอยยิ้ม

“เอ้า ตามสบาย” ว่าแล้วเขาก็ยกกล้องส่องม้าต่อ

ดวงอาทิตย์กำลังจะตกดิน กลิ่นฝนรวมกับกลิ่นบุหรี่คละคลุ้ง ม้ากำลังจะถูกปล่อยวิ่งที่ระยะ 1,200 เมตร กับความหวังในตั๋วสีขาวใบเล็ก ม้าควบมาด้วยความเร็วระดับจรวดนาซ่า ผู้คนเกือบพันคนจากนั่งผุดลุกขึ้นกันทั่วหน้า เสียงร้องเรียกชื่อม้าที่ตัวเองแทงดังระงม ฟังไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน

ในเวลาชั่วอึดใจ หมายเลข 11 เข้าวินดังคาด ฉันได้เงินคืนมา 20 บาท นี่คือสุดยอดการลงทุน ฉันคิด รอบข้างมีเสียงเฮ บ้างมีเสียงโห่ บ้างไม่มีเสียงอะไรเลย มีเพียงตั๋วใบเล็กที่ถูกขยำโยนทิ้งลงบนที่นั่ง

“เอาจริงๆ นะ ที่เล่น เสียมากกว่าได้ วันนี้เสียไปห้าพันแล้ว” น้าคนหนึ่งพูดกับฉัน เขาเล่นม้ามากว่า 30 ปี “เล่นตั้งแต่ยังไม่มีลูก จนตอนนี้ลูกสาวโตพอจะห้ามพ่อไม่ให้มาเล่น” น้าพูดกลั้วเสียงหัวเราะ

“พอถึงวันอาทิตย์นี่อยู่ไม่สุขแล้ว ขาสั่น อยากออกมาสนามม้า กลายเป็นชีวิตไปแล้ว”

จริงดังว่า ทุกคนดูเหมือนมาเจอเพื่อน ข้างหลังอัฒจันทร์มีที่นั่งให้ดูในจอทีวี คนมุงดูราวกับจ้องตลาดหุ้น ข้างๆ กัน มีโต๊ะเหล็กกางง่ายๆ มีเหยือกเบียร์ตั้งอยู่ ผู้คนรวมกลุ่มกันนั่งพูดคุย บ้างกินเบียร์จากแก้วพลาสติก บ้างรินเหล้าและโซดาลงในแก้วบางใส เสียงหัวเราะไม่ได้ดังสนั่นหวั่นไหว แต่ดูเป็นความสุนทรีที่เรียบง่าย บางคนจดจ้องอยู่กับโพยม้า บางคนนั่งมองลงไปยังสนามด้วยแววตาจริงจัง แต่บางคนมองแค่แก้วเบียร์ตรงหน้า

 

 

สนามม้านางเลิ้งมีระยะเวลากว่า 100 ปี มีคนผันผ่านเข้ามาใช้ชีวิต และจากไป

“ตอนนี้คนดูน้อยกว่าเดิมเยอะ เอาจริงๆ คือตายกันไปเยอะนั่นแหละ” น้าคนเดิมพูดอย่างอารมณ์ดี “แล้วไม่มีใครมาใหม่นะ อย่างรุ่นน้องนี่ไม่มีแล้ว”

ในยุครุ่งเรือง สนามม้ามีคนเข้ามากว่า 20,000 – 30,000 คน แต่ในปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 5,000 คน เซียนม้ารุ่นเก๋าทยอยจากไป และไม่มีใครมาทดแทน แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ยังส่งกันรุ่นต่อรุ่นคือ ประธานอำนวยการแข่งขันม้า ที่ส่วนมากเป็นทหารยศใหญ่ ว่ากันว่า หากจะกุมอำนาจทางการเมืองให้เบ็ดเสร็จ ก็ต้องกุมสนามม้าได้ด้วย

“ถ้ามาแบบไม่รู้จักใคร มันไม่สนุกหรอก วงการนี้คือเรื่องของพรรคพวก” น้าทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น ก่อนขอตัวเดินออกไปหาเพื่อนที่อยู่ด้านบนอัฒจันทร์ ฉันนั่งรอม้ารอบสุดท้าย ฟ้าเริ่มเป็นสีส้ม บรรยากาศยังชื้นแฉะแต่แช่มชื่น

นั่งไล่เรียงดูชื่อม้าและชั้นของม้า ม้าชั้น 1 จะเป็นรอบที่เทพที่สุด แข็งแกร่ง รวดเร็ว สถิติดีที่สุดมาเจอกัน เรียกได้ว่าเจนสนาม และว่ากันว่า มันพอเดาได้ว่าใครจะเข้าวิน ตรงข้ามกับม้าชั้นเมเด้น หรือม้าที่เพิ่งเดบิวท์เข้าวงการ ส่วนมากเป็นพวกที่เพิ่งวิ่งสนามนี้เป็นครั้งแรก ยังไม่รู้ที่มาที่ไป และไม่รู้ว่าใครจะเข้าวิน เซียนม้าบอกฉันว่า “เล่นม้าชั้นเมเด้นสนุกตรงที่เดาไม่ถูก แต่ที่ไม่สนุกเพราะมันเดาไม่ถูกซักทีนี่แหละ” ม้าเมเด้นเลยเหมือนม้าที่เอาไว้ซ้อมมือของเหล่าเซียนม้า และตัวม้าเองที่เอาไว้ซ้อมเท้าเช่นเดียวกัน

นาทีนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นม้าเมเด้น เพิ่งลองสนามครั้งแรก แต่ดันเข้าวินเพราะมีคนแนะนำ คิดเข้าข้างตัวเองไปว่าต่อไปเราก็คงเป็นม้าชั้นหนึ่งได้ไม่ยาก

วันนั้นฉันกลับบ้านไปด้วยกำไร 20 บาทถ้วน แต่คิดค่าโพยม้า ค่าเช่ากล้อง ค่าตั๋วเข้าชม ค่ารถมาแล้ว คิดว่ากำไรเท่านี้น่าจะยังไม่ตอบโจทย์ เลยโทรหาพี่ช่างภาพให้มาช่วยเสริมดวงหน่อยในครั้งหน้า

 

2

 

เที่ยงวันอาทิตย์ เราพร้อมกันที่หน้าสนามม้านางเลิ้ง ฉันกะจะถอนทุนคืน อย่างน้อยๆ อยากจะรู้ให้ลึกขึ้นกว่าเดิมอีกนิดว่าการเล่นม้าสนุกอย่างไร คราวนี้เลือกซื้อตั๋วเข้าชม 100 บาท ขอมุมเน้นๆ ใกล้เส้นชัย เห็นตอนม้าเดินโชว์ตัวชัดๆ เผื่อจะช่วยในการตัดสินใจ ‘แทง’ วันนี้ฟ้าใส ขอให้ดวงใสกระจ่างแบบนี้บ้าง

 

 

“ลุงกำเงินมาแค่พันเดียว ได้เท่าไหร่เท่านั้น แต่ส่วนมากก็เสียน่ะนะ” ลุงเซียนม้าที่นั่งข้างฉันเล่าให้ฟัง หลังจากฉันถามว่า มาเล่นม้าครั้งนึง ต้องพกเงินมาเยอะขนาดไหน

จากอดีตกุ๊กในภัตตาคารอาหารจีน เริ่มเล่นม้ามาตั้งแต่อายุ 17  เมื่อวันพฤหัสบดีมาถึง ตารางการแข่งม้าก็อยู่ในมือ นั่งดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตัวไหนดี ตัวไหนมา จากคอกไหนฟิต จ็อกกี้เป็นใคร และผลงานในนัดที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ว่าแล้วก็นั่งกาตัวที่ชอบ แล้วเฝ้ารอให้วันอาทิตย์มาถึงเพื่อเข้ามาดูม้าในสนาม รู้ตัวอีกทีก็ทำแบบนี้มากว่า 50 ปี

“เล่นมาถึงขนาดนี้ ลุงยังรู้ไม่หมดเลยนะ ม้าน่ะเล่นยาก” ลุงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่เราก็อย่าทุ่มเทกับมันหมด เล่นเอาสนุกๆ พอ”

ระหว่างนั้น ในสนามกำลังจะเริ่มม้าเที่ยวใหม่ จ็อกกี้พาม้ามาให้เหล่าเซียนดูและวิเคราะห์เพื่อเป็นข้อมูลในการแทง

“เห็นเบอร์นั้นมั้ย จ็อกกี้แทงแส้ขึ้นข้างบน เขากำลังบอกว่า เอาแน่ มาแน่”

การส่ง ‘ซิก’ ของจ็อกกี้ สำคัญต่อการประเมินสถานการณ์อย่างยิ่ง และไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้ ต้องจดจำ ต้องศึกษา และมีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่าจ็อกกี้คนไหนทำแบบไหน บางคนก็แทงแส้ไปด้านหน้า บางคนก็ตบม้าให้เห็นว่าการแข่งครั้งนี้เอาจริง แทงได้ไม่ผิดหวัง ลุงสังเกตม้าจนมั่นใจ แล้วค่อยลุกไปซื้อตั๋วแทงม้า เป็นคนละตัวกับที่ฉันแทง และไม่ใช่ม้าเต็ง

บนกระดานในสนาม ขึ้นไฟกะพริบหมายเลขม้าตัวที่คนแห่กันลงไปแทง ราคาค่อยๆ ลดลงมาที่หลักสิบต้นๆ ฉันเห็นม้าบางตัวมีเลขต่อด้านหลังเป็น 999 คล้ายไม่ที่มีที่สิ้นสุด ลุงบอกว่า ม้าแบบนั้น คือตัวที่ไม่มีใครแทง ไม่มีข้อมูลมาว่าจะเข้า เจ้าของคอก เจ้าของม้าก็ไม่แทง ความเป็นไปได้ที่จะเข้าวินแทบเป็นศูนย์

“แล้วเคยมีคนแทงได้มั้ยคะ ไอ้ตัว 999 เนี่ย”

“มี รวยเละ แต่ไม่ได้มีบ่อยหรอกนะ”

ถ้าเปรียบเทียบกับหวยก็คงเหมือนถูกรางวัลที่ 1 แทงไป 100 ได้คืนมาเป็นพันเป็นหมื่น แต่ก็นั่นแหละ ใครจะดวงดีขนาดนั้นได้บ่อยๆ

 

 

ม้ายังไม่ถูกปล่อย เสียงประกาศยังชวนให้คนไปซื้อตั๋ว ลุงว่า เพราะยอดแทงยังไม่พอ เขาจึงต้องขยับเวลาไปเรื่อยๆ ให้เงินหมุนเวียนในสนามได้อย่างที่หวังไว้

และเมื่อเวลามาถึง ม้าก็ถูกปล่อยจากคอก ทะยานออกมาด้วยความเร็ว เสียงเฮดังสนั่นหวั่นไหว ฉันยอมรับว่าดูไม่ออกว่าม้าที่เชียร์คือตัวไหน เพราะวิ่งตัดหน้าตัดหลังกันอย่างเมามัน คุณลุงบอกให้สังเกตที่สีเสื้อของจ็อกกี้ ซึ่งสิ่งนี้มีเขียนบอกในโพย ในเวลาอันเร็วรวด ม้าหมายเลข 3 ก็เข้าเส้นชัยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 

 

“มันมาจากไหนวะนั่น” คุณลุงร้องลั่น ม้าตัวนั้นไม่ใช่ตัวเต็ง ส่วนตัวที่ลุงแทงเข้าเป็นลำดับที่ 2

“รู้งี้แทง place ซะก็ดี” ลุงกุ๊กพึมพำ ฉันเพิ่งได้ศึกษาเรื่องวิธีการแทงม้าจากลุงก็ตอนนั้น การแทงม้ามีหลายแบบ มีแทงแบบวิน คือม้าที่แทงต้องเข้าที่ 1 ลูกเดียว แทง place คือ แทง 3 ตำแหน่ง ถ้าหนึ่งในตัวไหนของเราเข้าลำดับ 1 2 3 เราได้เงิน

หรือ แทง 2 ตัว เข้าตำแหน่งที่ 1 และ 2 สามารถสลับกันได้ เช่นเราแทง ม้าเบอร์ 3 และ 5 แต่ถ้าม้าเบอร์ 5 เข้าอันดับหนึ่ง แล้วเบอร์ 3 เข้าอันดับสอง เราก็ยังได้เงิน วิธีนี้ได้เงินดีกว่าแทงตัวเดียว

ส่วนวิธีสุดท้าย คือวิธีที่โหดที่สุด ถ้าดวงดีจริงๆ แทบจะไม่ต้องเล่นม้ารอบอื่น คือแทง 3 ตัวตรง เลือกม้าที่ชนะลำดับที่ 1 2 3 ไม่มีการสลับตำแหน่ง แทงถูกยากแต่จ่ายราคาแพงมาก ว่ากันว่า เคยมีคนแทง 50 บาท แต่ได้รับเงินไปกว่า 8 แสนบาท

พอได้ยินแบบนี้ฉันก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเล่นม้าสนุกยังไง

“เล่นหวยน่ะยากที่สุด ความเป็นไปได้มีตั้ง 99 แบบ แต่ม้ามีแค่ 14 ตัว ก็ยังมีโอกาสได้” ลุงกุ๊กว่า นาทีนี้ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะแทงม้าเที่ยวนี้ไม่ถูก อาจเพราะไม่ค่อยมีดวงด้านการพนัน

“ถ้ามาดูม้าแบบไม่เล่นพนัน ยังจะสนุกอยู่มั้ยคะ” ฉันถามต่อ

“ก็สนุก แต่มันไม่เร้าใจ เล่นนิดๆ หน่อยๆ พอให้หัวใจเต้น” คุณลุงเงียบไปแล้วพูด “แต่เราก็ต้องรู้ตัวนะ การพนันมันน่ากลัว จะไปหวังรวยกับมันไม่ได้ อย่าไปจมปลัก อย่าเอาทั้งชีวิตไปลง เล่นให้เหมือนงานอดิเรก”

มีเจ้าของคอกม้าหลายคอกที่เคยโด่งดังถึงขีดสุด ลงทุนกับการแทงม้าจนหมดตัว สุดท้ายไม่เหลือแม้แต่คอก บางคนเดินออกจากสนามม้าต้องยืมค่ารถจากร้านเช่ากล้องหน้าสนาม เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่ 20 บาท แต่กับบางคนก็เคยเดินออกจากสนามด้วยเงินมหาศาล ถึงกับต้องมีรถตำรวจตามดูแลความปลอดภัยจนถึงบ้าน ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับที่นี่

“สำหรับลุง การมาสนามม้าไม่ใช่เรื่องของการพนันหรอก แต่เราได้มาเจอเพื่อน ได้มาดูม้าแข่ง ได้อยู่กับบรรยากาศเก่าๆ เหมือนสมัยยังหนุ่ม สมัยนี้เล่นออนไลน์ก็ได้ แต่คิดดูสิ หนูว่ามันสนุกมั้ยล่ะ” คุณลุงพูดจบแล้วเดินลงไปใกล้สนาม “เดี๋ยวลุงขอไปดูม้าหน่อยนะ ขอให้สนุก”

สำหรับฉัน แค่ได้มาเห็นเหล่าคุณลุงตั้งหน้าตั้งตารอม้าตัวที่ชอบ ส่งเสียงเฮสุดชีวิตเพื่อให้ม้าเข้าวินตามที่หวัง เห็นกล้ามเนื้อม้าที่แข็งแรงระหว่างวิ่งเข้าเส้นชัย ก็เป็นภาพที่สนุกแล้ว แม้ว่าวันนี้จะแทงไม่เข้าสักตัวก็ตาม

 

 

3

 

ในวันธรรมดา สนามม้านางเลิ้งเงียบเหงา แต่ในวันอาทิตย์ทุกอย่างครึกครื้นมีชีวิตชีวา แม้จะเอาอายุของคนทั้งสนามรวมกันอาจแตะหลักแสน แต่รอยยิ้มและบทสนทนานั้นแข็งแรงมีพลัง – และยังหนุ่มแน่น แต่นอกจากเซียนม้าแล้ว ยังมีผู้คนที่อยู่เบื้องหลังการแข่งม้าอยู่อีกมาก ทั้งเจ้าของคอก คนดูแลม้า พนักงานดูแลสนาม จ็อกกี้ และที่สำคัญคือตัวม้าเอง

ช่วงเช้าก่อนมีการแข่ง ม้าจากคอกจะมุ่งหน้าเข้ามาที่สนามม้านางเลิ้ง มาจากปากช่อง สระบุรี ประจวบฯ คนดูแลม้าจะพาม้ามาเดินวนตรงช่องเตรียมม้า ตรวจสภาพความพร้อม เช็คหมายเลขม้าของแต่ละตัวที่ลงทะเบียนตั้งแต่แรกเกิด ดูลักษณะประจำตัว เช่น ปานที่หน้า ลักษณะกีบ แผงคอ และอื่นๆ

เซียนม้าหลายคนจะมาก่อนเวลาแข่ง เพื่อมาดูม้าก่อนเกม ม้าเมเด้นที่เพิ่งมาแข่งครั้งแรกจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ บางตัวก็ยังดูตื่นสนาม มีดีดแข้งดีดขาและเดินไม่นิ่ง ตรงกันข้ามกับม้ารุ่นพี่เทพๆ อย่างม้าชั้น 1 ที่อวดกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เดินอย่างสง่างาม ไม่ยี่หระต่อสิ่งรอบข้าง

 

 

นอกจากความสัมพันธ์ของผู้ดูแลม้ากับม้าแล้ว ความสัมพันธ์ของม้ากับจ็อกกี้ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ในบางคอกจะมีจ็อกกี้มาพร้อมกับม้า ซ้อมกันมาอย่างดี เรียกกันว่ารู้ขารู้ใจ แต่ในกรณีที่ไม่มีจ็อกกี้มาด้วย ที่สนามก็มีจ็อกกี้ส่วนกลางจัดสรรไว้ให้

แม้ว่าม้าจะแข็งแรงบึกบึนแค่ไหน แต่ถ้าผู้ควบคุมม้าไม่ดี หรือบังคับให้ม้าวิ่งช้าลง สถิติที่ผ่านมาก็แทบจะไร้ความหมาย มีจ็อกกี้หลายคนที่เซียนม้ารู้กันว่าเป็นจ็อกกี้ชั้นดี มักได้บังคับม้าตัวท็อป ท็อปทั้งในแง่ของพละกำลัง และในแง่ที่ว่าใครเป็นเจ้าของ ผู้มีอิทธิพลหรือนายทหารยศสูงมักมีม้าของตัวเองเพื่อเสริมบารมีและเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ นอกจากต้องเป็นม้าชั้นดีแล้ว ยังต้องมีจ็อกกี้ชั้นดีเสริมกันด้วย

จ็อกกี้ที่ดีจะรู้จังหวะของม้า ไว้ใจได้ มีพละกำลัง ต้องซ้อมวิ่งมาอย่างดี แรงแขน แรงขาต้องพร้อม และที่สำคัญแรงใจต้องเข้มแข็งพอจะทนรับเสียงเฮจากคนเรือนพันเรือนหมื่นได้

 

 

นอกจากจ็อกกี้แล้ว ม้าเองก็ต้องแข่งขันให้ตัวเองสุดยอดเหมือนกัน ว่ากันว่าม้าในตำนานที่เหล่าเซียนม้าต่างยอมรับ คือ ‘ใจสิงห์’ ม้าจากคอกที่ปากช่อง การันตีผลชนะ หรือไม่ก็ติดท็อปทรีเสมอ ในปัจจุบันก็มีม้าหลายตัวที่โด่งดัง ที่เหล่าเซียนชอบแทงกันบ่อยๆ ว่ากันไปตามสนาม ตามฟอร์ม และดูว่าลดชั้นลงมาแข่งมากแค่ไหน ฝีมือการวิ่งน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ฉันสนใจความเฟี้ยวฟ้าวของชื่อม้ามากกว่า

ขอยกตัวอย่างชื่อที่โดนใจ เช่น คุณสะดิ้ง, ขวัญใจเอี๊ยะแซ, มิสไอร่อน, จัสท์ฟอร์ยู, รีดมายลิป, ไอแอมว็อทไอแอม เป็นต้น มีทั้งความโรแมนติกและดุดัน หรือจำพวกชื่อที่เน้นความเป็นไทยไพเราะหน่อย เช่น เอกมงคล, จันทร์วาด, จอมเดช, บางบุญนาค, ทองเพิ่มพูน, หงส์ชนะชัย ฯลฯ ก็ให้ความวิจิตรขึ้นมาอีกโข

 

 

“เลี้ยงม้าเหมือนเลี้ยงลูก” คนดูแลม้าพูดกับฉัน ก่อนจะมาแข่งนั้น ที่คอกต้องปูฟางเป็นฟูกให้นอนอย่างดี ใช้ผ้าคลุมตาเพื่อกันแมลง พาไปเดินเล่นรับลมชมวิว และซ้อมวิ่งอย่างทะนุถนอม

“ม้าตัวนึงราคาเป็นล้าน พอมาแข่งมูลค่าของม้าก็เพิ่มขึ้นไปอีก”

มูลค่าที่ว่าคือเงินหมุนเวียนในสนาม กับความคาดหวังของเหล่าเซียนม้า

เสียงเฮบนสนามยังดังก้อง แต่พอนึกภาพขึ้นมาว่าอีกไม่นานสนามม้านางเลิ้งจะปิดตัวลง เพราะหมดสัญญาเช่าพื้นที่ ผู้คนที่หากินกับสนามม้าอาจต้องหาอาชีพอื่นทำ หรือไม่ก็ไปขายที่สนามราชกรีฑาสโมสร ส่วนเซียนม้าก็อาจจะเหลือสนามให้เข้าแค่ที่เดียว

อันที่จริงสนามม้านางเลิ้งมีข่าวเรื่องปัญหาการบริหารจัดการมานานพอสมควร หนึ่งปัจจัยสำคัญคือการส่งภาษีเข้ารัฐจำนวนมาก มีคนเข้ามาดูน้อยลง ต้องเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนเป็นร้านอาหาร สถานที่จัดเลี้ยง เพื่อหารายได้เข้ามาแทน แม้จะมีข่าวเรื่องการพยายามปรับปรุงสนามอยู่บ้าง แต่สิ่งนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นจนถูกเรียกคืนจากสัญญาเช่า ต้องส่งคืนพื้นที่สนามม้านางเลิ้งให้ทางสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

 

4

 

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในวัฒนธรรมการดูม้าของไทยนั้น ต้องย้อนกลับไปดูที่จุดเริ่มต้น นับแต่รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสยุโรป ใน พ.ศ. 2441 เห็นวัฒนธรรมการแข่งม้ามาแล้วอยากสร้างสิ่งนี้ในสยามบ้าง จึงพระราชทานที่นา 200 ไร่ โอนเป็นสมบัติของสโมสรแข่งม้าและสโมสรกีฬา ใน พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) จึงเกิดราชกรีฑาสโมสร หรือ สปอร์ตคลับ ปัจจุบันคือสนามฝรั่ง ที่ถนนอังรีดูนังต์ ในยุคนั้นราชกรีฑาสโมสรกลายเป็นแหล่งรวมชนชั้นนำเพื่อมาพบปะและพักผ่อน ได้รับความนิยมอย่างมากจนไม่พอรองรับความต้องการ ในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงมีการใช้บริเวณนางเลิ้งสร้างเป็นสโมสรกีฬาแห่งใหม่ในนาม ‘ราชตฤณมัยสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์’ หรือ สนามม้านางเลิ้ง เมื่อ พ.ศ. 2459 และรัชกาลที่ 6 เองก็ทรงส่งม้าเข้าแข่งขันด้วย

จากเป็นสถานที่พบปะสมาคมของชนชั้นนำ เป็นที่เล่นกีฬาและสังสรรค์ เมื่อกาลเวลาผันผ่าน สนามม้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแหล่งการพนันถูกกฎหมาย และกลายเป็นหนึ่งในแหล่งทุนทางการเมือง  เคยมีเงินหมุนเวียนในสนามจากการแทงม้าสูงถึง 160 ล้านบาท ทุกวันนี้ลดลงมาเหลือวันละ 60 ล้านบาทจากปัญหาขาดแคลนผู้เล่นหน้าใหม่ ยังไม่นับมูลค่าของโต๊ดเถื่อนอีกมหาศาลที่ไม่มีข้อมูลในระบบ แม้จะมีการพยายามเข้ามาจัดการให้มีความโปร่งใสแล้ว แต่ก็แก้ปัญหาได้ไม่หมด

เมื่อมองย้อนกลับไปในประเทศที่โดดเด่นเรื่องการแข่งม้า เป็นประเพณีปฏิบัติมาอย่างยาวนานของราชวงศ์อย่างอังกฤษ ก็ยังมีการแข่งม้าอยู่ เมื่อไม่นานมานี้ (19 มิถุนายน 2561) เหล่าราชวงศ์อังกฤษ เข้าร่วมชมการแข่งขันม้า ‘รอยัล แอสคอต’ (Royal Ascot) เทศกาลแข่งม้าที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร และได้รับการพูดถึงว่าเป็นงานแข่งม้าที่หรูหราและทรงเกียรติที่สุดในโลก จัดแข่งครั้งแรกใน ค.ศ. 1711 (ก่อนสร้างราชกรีฑาสโมสร 190 ปี) ต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลากว่า 307 ปี มีม้าสายพันธุ์ดีจากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขัน รวมถึงม้าของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซเบธที่ 2 ด้วย

สิ่งหนึ่งที่เป็นที่จับตามองในงานครั้งนี้คือ เจ้าชายแฮร์รี่พร้อมเมแกน (ดยุคและดัสเชสแห่งซัสเซกส์) มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย นับเป็นการเปิดตัวสะใภ้คนใหม่ของราชวงศ์วินด์เซอร์ในงานสังคมที่สำคัญ การเข้าร่วมงานการแข่งขันม้าของชาวอังกฤษเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงที่ยังคงไว้อย่างเหนียวแน่น กลายเป็นภาพที่ปรากฏตามหน้าสื่อทั่วโลก ปัจจุบันการแข่งม้ากลายเป็นแบรนด์สำคัญในการส่งออกวัฒนธรรมของอังกฤษ

วิวัฒนาการของวัฒนธรรมการดูม้าที่แตกต่างนี้ สะท้อนอะไรได้มากพอสมควร สนามม้านางเลิ้งเคยเป็นสถานที่พบปะเล่นกีฬาของชนชั้นสูง สะท้อนรสนิยมเอาอย่างตะวันตก ตอนนี้กลายเป็นความบันเทิงแบบไทยๆ ที่มีรูปแบบเฉพาะตัว

สิ่งที่ฉันเห็น สนามม้าไม่ใช่แค่พื้นที่ของการพนัน แต่เป็นลมหายใจของกาลเวลา – และเวลาของที่นี่ไม่เหมือนข้างนอก

 

 

5

 

ฉันเดินออกมาจากสนามม้า เรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปที่ร้านยิปซีรีดเดอร์ ริมถนนนครสวรรค์ เบียร์ขวดเล็กหนึ่งขวดน่าจะช่วยเติมเต็มวันดีๆ ได้ มอเตอร์ไซค์ขับผ่านสนามมวยราชดำเนิน ดวงอาทิตย์กำลังจะตกดิน แต่ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาที่สนามมวย

“ม้าเลิกแล้ว แต่มวยเพิ่งเริ่ม” พี่คนขับตะโกนผ่านสายลมมา

“คมคาย” ฉันคิดในใจ

 

เดี๋ยววันหลังมาดูมวยก็ดีเหมือนกัน

………………………………………

ติดตามคลิป ‘5 ไอเท็ม’ ที่ต้องมีก่อนเข้าสนามม้า

 

ในคลิปนี้ เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ ‘5 ไอเท็ม’ ที่ต้องมีก่อนเข้าสนามม้า 
สถานที่ที่อยู่เหนือกาลเวลา ภายใต้บรรยากาศที่จะทำให้หัวใจคุณเต้นรัว…

 

 

………………………………………

อ่านตอนที่สองของซีรีส์ ม้ามวยหวยหม้อ ได้ในตอน ปล่อยหมัด ขัดศอก ตอกเข่า – วัฒนธรรมเชิงอำนาจในเวทีมวย

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย - นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร และจบปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ