fbpx

ความสุขและความทุกข์ในเศรษฐกิจไทย

วิมุต วานิชเจริญธรรม เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพประกอบ

 

1.

ทุกวันนี้ เราเห็นได้ว่า ผู้ขับรถส่งอาหารที่วนเวียนมายืนรอหน้าร้านอาหารนั้น มีจำนวนมากกว่าลูกค้าที่เข้ามารับประทานในร้านเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นร้านก๊วยเตี๋ยวเรือหน้าปากซอย หรือร้านสุกี้ในห้างสรรพสินค้า

นี่เป็นเพราะวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ของผู้บริโภคเมืองกรุง ที่ปักหลักอยู่บ้านมากกว่าจะออกไปเสี่ยงกับการติดเชื้อโควิด-19 นอกบ้าน และการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคนี้ก็ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและตลาดแรงงานอย่างมหาศาลในช่วงปีที่ผ่านมา

ธุรกิจส่งอาหารและร้านค้าออนไลน์เป็นตัวอย่างของธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีในยามที่ต้อง ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ แต่ธุรกิจในวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอย่าง ร้านค้าปลีก สนามกีฬา หรือโรงหนัง กลับประสบปัญหาขาดรายได้จนถึงขั้นต้องปิดกิจการและเลิกจ้างงานไปก็มี เพราะเมื่อคนไม่เข้าห้างเพื่อทานอาหาร บรรดาร้านค้าและโรงหนังในห้างสรรพสินค้าก็พลอยเสียลูกค้าไปด้วย

เมื่อจำนวนคนใช้บริการในสถานที่ดังกล่าวลดน้อยลง พนักงานในบางตำแหน่งจึงกลายเป็นส่วนเกินของธุรกิจ อาทิ พนักงานเสิร์ฟอาหาร พนักงานทำความสะอาดในร้านอาหาร และพนักงานในโรงภาพยนตร์ เป็นต้น ดังนั้นการปลดคนงานออกจึงเป็นสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป็นวิบากกรรมสำหรับคนทำงานและผู้ประกอบการในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวิถีชีวิตดั้งเดิมสู่ยุคสมัยของวิถีใหม่

 

2.

“สวนดุสิตโพล เผย!!! ประชาชนมีความสุขในช่วงโควิด-19”

ข้อความข้างต้นนี้เป็นพาดหัวข่าวที่ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ทำเนียบรัฐบาล นำมาเผยแพร่ผ่านทางสื่อต่างๆ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 แน่นอนว่าการโปรยหัวข่าวเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนตั้งข้อสงสัยว่าไปสำรวจใครที่ไหนกัน ใครจะมามีความสุขในช่วงโควิด-19 นี้

สวนดุสิตโพลสำรวจความเห็นประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้คำถามว่า “ในยามทุกข์จากโควิด-19 เราเชื่อว่าท่านน่าจะมีความสุขอยู่บ้าง โปรดบอกความสุขของท่านมา 3 อย่าง” ถ้าอ่านคำถามกันดีๆ เราจะเห็นว่า สวนดุสิตโพลต้องการค้นหาสิ่งที่พอจะช่วยเยียวยาจิตใจประชาชนในช่วงเวลาที่มี ‘ทุกข์’ มากกว่าที่จะพยายามสำรวจจำนวนคนมี ‘สุข’ ดังที่ศูนย์ข้อมูลฯ นำมาเผยแพร่

สวนดุสิตโพลรายงานผลสำรวจว่า ความสุขของชาวไทยในช่วงโควิดคือ การ “มีเวลาให้ตัวเอง” และ “ได้อยู่กับครอบครัว” มากขึ้นกว่าแต่ก่อน รวมทั้ง “ไม่ต้องตื่นเช้า” เพื่อเร่งรีบออกไปเผชิญกับรถติดในเมืองกรุง

เราคงพอจะคาดเดากันได้ว่า ที่คนเลือกตอบเช่นนี้เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาต้องปรับการใช้ชีวิตจากวิถีปกติดั้งเดิมมาเป็นการ Work from Home หรืออยู่บ้านเรียนออนไลน์กัน ซึ่งตามจริงแล้ว การทำงานและการเรียนทางไกลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องสนุกสนานแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับสร้างความเหนื่อยล้าและบั่นทอนสภาพจิตใจยิ่งกว่าการทำงานหรือการเรียนตามวิถีดั้งเดิม

ไม่เพียงเท่านั้น การทำงานหรือเรียนหนังสือที่บ้าน ทำให้ร้านอาหารหรือร้านค้าในบริเวณใกล้เคียงที่ทำงานหรือสถานศึกษาต้องสูญเสียลูกค้าจำนวนมากไป ซึ่งนั่นส่งผลให้รายได้ของกิจการต้องหดหายตามไปด้วย

คนอยู่บ้านก็ไม่ได้มีความสุขเต็มร้อย หลายธุรกิจก็สูญเสียรายได้ ดังนั้นสิ่งที่ศูนย์ข้อมูลฯ ทึกทักว่าเป็น ‘ความสุข’ แท้ที่จริงกลับเจือปนด้วยความทุกข์เข็ญที่มากโข

 

3.

เมื่อพูดถึงความทุกข์ทางเศรษฐกิจมหภาค นักเศรษฐศาสตร์มีตัวชี้วัดหนึ่งที่เรียกกันว่า ‘ดัชนีความทุกข์’ (Misery Index) ที่ช่วยให้เราเห็นความรุนแรงของความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ผู้คนเผชิญอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง

ดัชนีความทุกข์นี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์นามว่า อาเธอร์ โอกุน (Arthur Okun) ในช่วงต้นทศวรรษ 1970s โอกุนได้นำเอาตัวเลขของปัญหาเศรษฐกิจหลักที่คุกคามความเป็นอยู่ของคนอเมริกันในยุคนั้น ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ และอัตราว่างงาน มาคิดรวมกัน

ด้วยความที่ดัชนีความทุกข์เป็นตัวเลขที่เข้าใจง่าย สามารถสื่อให้สาธารณะเข้าใจถึงความรุนแรงของปัญหาทางเศรษฐกิจหลักๆ ได้อย่างไม่ซับซ้อน ดัชนีนี้จึงถูกใช้เป็นตัวชี้วัดผลงานในด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในยุคสมัยต่อๆ มาด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงปลายสมัยของประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 12.5 แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้มีอัตราการว่างงานสูงถึงร้อยละ 7.2 เมื่อรวมตัวเลขทั้งสองเข้าด้วยกัน จะได้ค่าดัชนีความทุกข์เท่ากับ 19.7

ตัวเลขนี้ถูกนำไปใช้โจมตีความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของคาร์เตอร์ เนื่องจากค่าดัชนีความทุกข์ในปีที่คาร์เตอร์เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเท่ากับ 12.7 นั่นหมายความว่าปัญหาเศรษฐกิจได้เลวร้ายลงมากในช่วง 4 ปีที่เขาเป็นประธานาธิบดี และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คาร์เตอร์พ่ายการเลือกตั้งให้กับโรแนลด์ เรแกนจากพรรครีพับลิกันในปีนั้น

หลังจากนั้นก็มีการเสนอตัวชี้วัดที่ครอบคลุมมากขึ้น ในปี 1999 ศาสตราจารย์ โรเบิร์ต แบโร (Robert Barro) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้เสนอให้รวมอัตราดอกเบี้ยและส่วนเบี่ยงเบนจากค่าแนวโน้มของอัตราเติบโตจีดีพีสหรัฐฯ ไว้ในการคำนวณด้วย ต่อมาในปี 2011 สตีฟ แฮงกี้ (Steve Hanke) นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ได้ปรับปรุงวิธีคำนวณโดยต่อยอดจากแนวคิดของแบโร และเผยแพร่ออกมาเป็นรายงานอันดับประเทศเรียงตามค่าของดัชนีความทุกข์ โดยตั้งชื่อว่า Hanke Annual Misery Index (HAMI)

ตามแนวคิดของแฮงกี้ สิ่งที่สร้างความทุกข์ให้กับคนในระบบเศรษฐกิจประกอบด้วย ค่าครองชีพที่สูง (สะท้อนด้วยค่าอัตราเงินเฟ้อ) การที่ประชาชนเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่แพง (สะท้อนด้วยอัตราดอกเบี้ย) และการที่คนไม่มีงานทำ ขาดรายได้ (ซึ่งชี้วัดได้ด้วยอัตราการว่างงาน) ในขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจถือเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความลำบากในทางเศรษฐกิจได้ ดังนั้นดัชนีความทุกข์ของแฮงกี้ (HAMI) จึงเกิดจากการรวมอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และอัตราว่างงานเข้าด้วยกัน แล้วหักลบด้วยอัตราการขยายตัวของจีดีพี (เขียนเป็นสูตรคำนวณได้คือ อัตราเงินเฟ้อ + อัตราดอกเบี้ย + อัตราว่างงาน – อัตราขยายตัวของจีดีพี)

อันดับของประเทศที่มีค่าดัชนีความทุกข์ (HAMI) สูงสุด 5 อันดับแรกในปี 2019 เป็นดังนี้

 

ประเทศ ปัจจัยสำคัญ ค่าดัชนีความทุกข์ (HAMI)
เวเนซุเอลา อัตราเงินเฟ้อ 7,459
อาร์เจนตินา อัตราดอกเบี้ย 1,361
อิหร่าน อัตราเงินเฟ้อ 75
บราซิล อัตราดอกเบี้ย 52.3
ยูเครน อัตราดอกเบี้ย 31.4

 

ส่วนอันดับท้ายตารางนั้นเป็นกลุ่มประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ต่ำ โดยสามอันดับบ๊วยล้วนเป็นประเทศในเอเชียทั้งสิ้น

 

ประเทศ ปัจจัยสำคัญ ค่าดัชนีความทุกข์ (HAMI)
สิงคโปร์ อัตราดอกเบี้ย 8.4
ไทย อัตราดอกเบี้ย 3.7
ญี่ปุ่น อัตราว่างงาน 3.2

 

ในปี 2019 ไทยมีดัชนีความทุกข์ต่ำสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น หากเทียบดัชนีความทุกข์ระหว่างไทยกับเวเนซุเอลาแล้ว จะเห็นถึงความแตกต่างราวฟ้ากับดิน ไทยเรามีค่าดัชนีน้อยนิดเพียง 3.7 ในขณะที่ดัชนีความทุกข์ของเวเนซุเอลานั้นเหยียบหลัก 7 พันกว่าๆ สาเหตุหลักคือ เวเนซุเอลามีปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังและมีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลกในตอนนี้ ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อในปี 2019 เพียงร้อยละ 0.71 เท่านั้น และยังมีอัตราว่างงานต่ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย โดยอยู่ที่เพียงร้อยละ 0.75 ในปีนั้น

หากใช้ดัชนีความทุกข์ตามนิยามของโอกุน เราจะพบว่า ในปี 2019 ดัชนีความทุกข์ของไทยจะค่าเพียง 1.46 ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีค่าดัชนีต่ำที่สุดในโลก จนหนังสือพิมพ์ในบ้านเรายกให้เป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลกไปเลย (คงมองในมุมกลับว่า การมีทุกข์น้อยคือมีสุขมากนั่นเอง)

 

4.

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนพยายามบอกว่า นี่เป็นความสำเร็จในด้านการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน ที่สามารถทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก (ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องคือมีค่าดัชนีความทุกข์ต่ำที่สุด) อย่างไรก็ดี การจะยกเครดิตให้กันแบบนั้นคงไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ

ประการที่หนึ่ง การที่ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำมีที่มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

1) บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงินแบบเป้าหมายเงินเฟ้อที่สัมฤทธิ์ผลจนทำให้คนไทยมีการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ต่ำ ซึ่งดีต่อเสถียรภาพด้านราคา

2) แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานในตลาดโลกที่มีเสถียรภาพและอยู่ในระดับต่ำกว่าในอดีต

3) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เพิ่มการแข่งขันในตลาด จนผู้ขายต้องแย่งลูกค้าด้วยวิธีการลดราคาอย่างดุเดือด

ประการที่สอง อัตราการว่างงานของไทยไม่ได้สะท้อนภาพตลาดแรงงานอย่างครบถ้วน ดังที่ได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้า แรงงานจำนวนมากที่ถูกจัดว่ามีงานทำ มีชั่วโมงทำงานเพียงแค่ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เรียกได้ว่ามีงานทำแต่รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ

ทั้งสองเหตุผลชี้ชัดว่า ค่าดัชนีที่ต่ำนั้นไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลปัจจุบันแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หากเรานับรวมกลุ่มแรงงานที่ ‘เสมือนว่างงาน’ (แรงงานที่ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน) กับคนที่ไม่มีงานทำแล้ว อัตราว่างงานของไทยเราจะสูงกว่าที่ปรากฏมาก

ในบทความ ‘ผลกระทบโควิด 19 ต่อตลาดแรงงานไทย‘ โดย ดร.มณฑลี กปิลกาญจน์ และคณะ ได้ชี้ว่า จำนวนผู้ว่างงานทั้งประเทศในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 นั้นมีจำนวนถึง 745,176 คน ซึ่งสูงกว่าจำนวนที่พบในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่หากนับจำนวนผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน จะพบว่ามีมากถึง 5,311,407 คน เทียบกับผู้เสมือนว่างงานในปีก่อนหน้าที่มีจำนวนเพียง 2,021,913 คน (ดูรูปภาพที่ 1 ประกอบ)

 

รูปภาพที่ 1 : จำนวนผู้ว่างงานและเสมือนว่างงาน ไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 และ 2563

 

เราจะเห็นได้ว่า ปีที่ผ่านมา จำนวนคนว่างงานและเสมือนว่างงานเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งย่อมทำให้ดัชนีความทุกข์ของประเทศไทยมีค่ามากขึ้นหรือทุกข์หนักขึ้นกว่าแต่ก่อนนั่นเอง

ตัวชี้วัดที่มีวิธีคำนวณง่ายๆ ตัวนี้ สามารถฟันธงได้ว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยเราไม่ได้มีความสุขอย่างที่เขาบอกต่อๆ กันมา

MOST READ

Economic Focus

ไทยกำลังเจอ Dutch disease?

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ประเทศไทยกำลังติดโรค Dutch disease หรือไม่ แล้วอะไรคือพาหะ โรคเศรษฐกิจที่เกิดกับเนเธอร์แลนด์ในช่วงทศวรรษ 1960s เมื่อครั้งค้นพบก๊าซธรรมชาติในทะเลเหนือทิ้งบทเรียนอะไรให้กับเรา

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

6 ก.ย. 2017

Political Economy

จากเสรีนิยมเก่าสู่เสรีนิยมใหม่ – รัฐไทยอยู่ตรงไหน

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ตั้งคำถามชวนคิด รัฐไทยมีความเป็นเสรีนิยมแค่ไหน ‘เก่า’ หรือ ‘ใหม่’ มากกว่ากัน?

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

17 ก.ค. 2017

Political Economy

ไทยเป็นประเทศ “โลกที่สาม” – แล้วโลกที่หนึ่งกับสองอยู่ตรงไหน

เราได้ยินคำว่า “ประเทศโลกที่สาม” กันบ่อยๆ แล้วเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า “ประเทศโลกที่หนึ่ง” และ “ประเทศโลกที่สอง” อยู่ตรงไหน? ประเทศไทยจะข้ามผ่านจากประเทศโลกที่สามเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ต้องผ่านประเทศโลกที่สองก่อนหรือไม่?

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

7 มี.ค. 2017