fbpx

ความโหดร้ายของความรัก Tess of the d’Urbervilles

ผมรู้จักและได้อ่านเรื่อง Tess of the d’Urbervilles หรือในชื่อไทยว่า ‘เทสส์ ผู้บริสุทธิ์’ ตั้งแต่สมัยยังก้าวเดินเตาะแตะในด้านการอ่าน เพิ่งผ่านหลักสูตรระยะแรกจากนิยายชุด พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต และเพชรพระอุมา ของพนมเทียนมาได้ไม่นานนัก ขณะที่เรื่องแปลก็หนักไปทางนิยายจีนกำลังภายใน ไม่ก็เรื่องแนวฆาตกรรมสืบสวนสอบสวนของอกาธา คริสตี

Tess of the d’Urbervilles จึงเป็นวรรณกรรมคลาสสิกเรื่องแรกที่ผมได้อ่าน และเป็นก้าวกระโดดที่แก่แดดเกินวัยขณะนั้นไปเยอะทีเดียว

ผลคือเป็นประสบการณ์การอ่านที่ลืมไม่ลง ใช้เวลายืดเยื้อยาวนานตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อนกว่าจะอ่านจบ ตลอดทั้งเรื่องเต็มไปด้วยถ้อยความบรรยายพรรณนามากมายหลายฉากหลายตอนที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจความหมาย รวมทั้งรู้สึกตลอดเวลาว่าการดำเนินเรื่องอืดอาด เชื่องช้า ไม่สนุกเหมือนอย่างนิยายอื่นๆ ที่เคยผ่านตา

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่รื่นรมย์ต่างๆ ที่กล่าวมา มีสิ่งหนึ่งซึ่งตรึงใจผมเป็นอันมาก นั่นคืออารมณ์หม่นเศร้าสะเทือนใจรสประหลาด ในแบบที่ผมไม่เคยพบเจอจากนิยายเรื่องใดมาก่อน

คล้อยหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ผมก็หยิบจับนิยายเรื่องนี้มาอ่านอยู่เนืองๆ (ประมาณคร่าวๆ น่าจะตกราวๆ ทุก 4-5 ปี) ค่อยๆ เกิดความเข้าใจเพิ่มตามวัยและอายุขัย รวมถึงรสนิยมในการอ่านที่แปรเปลี่ยนไป

จนถึงปัจจุบัน สามารถพูดได้เต็มปากว่า Tess of the d’Urbervilles เป็นเล่มหนึ่งที่เข้าข่าย ‘หนังสือในดวงใจ’ ของผม

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานของโทมัส ฮาร์ดี้ เขียนขึ้นในช่วงปี 1887-1891 และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1891 สำหรับฉบับภาษาไทย มีการแปลออกมา 2 ครั้ง เรียกง่ายๆ ว่าสำนวนเก่าและสำนวนใหม่ สำนวนใหม่ ใช้ชื่อ ‘เทสส์แห่งเดอร์เบอร์วิลส์’ โดยแพรวสำนักพิมพ์ เมื่อ พ.ศ. 2547 ผู้แปลคือสดใส ส่วนสำนวนเก่าใช้ชื่อ ‘เทสส์ ผู้บริสุทธิ์’ แปลโดยจูเลียต ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารชาวกรุง เริ่มตั้งแต่ปีไหนและจบลงปีไหนผมไม่แน่ใจนัก แต่ e-book ชาวกรุงฉบับ พ.ศ. 2548 ที่ผมไปค้นเจอ มีนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ดำเนินความไปแล้วพอสมควร

บันทึกการตีพิมพ์ในฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุด พ.ศ.2566 โดยสำนักพิมพ์แสงดาว ระบุไว้ว่านิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2500

ผมได้อ่านทั้ง 2 สำนวน ซึ่งดีไปคนละแบบ ถ้าจะพูดกว้างๆ คือน่าอ่านทั้ง 2 ฉบับเพื่อเทียบเคียงกันและได้อรรถรสที่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ในการเขียนแนะนำครั้งนี้ ผมยึดเอาเฉพาะฉบับสำนวนเก่าเป็นหลัก เนื่องจากหาอ่านได้สะดวกกว่า

ด้วยความที่เป็นนิยายสูงอายุ ทั้งโดยวันเวลาที่เขียนขึ้นและขณะมีการแปลเป็นไทย ผมควรเริ่มต้นด้วยการพูดถึงภาพรวมกว้างๆ ในลักษณะกึ่งๆ คำเตือน

ประการแรก Tess of the d’Urbervilles เป็นนิยายที่เขียนขึ้นด้วยท่วงทีลีลาโบราณ ใช้เทคนิคแบบผู้เขียนรอบรู้ไปหมดทุกสรรพสิ่ง มีการพรรณนาบรรยายอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในใจของตัวละครอย่างละเอียดตลอดเวลา และอธิบายความเป็นเหตุเป็นผลให้แก่การกระทำต่างๆ ของตัวละครแบบกระจ่างชัดไปหมด

ถัดมาคือเต็มไปด้วยความประจวบเหมาะบังเอิญในเหตุการณ์สำคัญๆ มากมาย ตัวละครหลักๆ ทั้งหมด เกี่ยวข้องพัวพันกันอีรุงตุงนังจนเหมือน ‘โลกแคบ’ นี่ยังไม่นับรวมว่าทุกข์โศกเรื่องร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตัวละครนางเอก เข้าอีหรอบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด จนแลดูจงใจ

ท้ายสุดคือ เต็มไปด้วยยาขมทางวรรณศิลป์ ทั้งจากต้นทางซึ่งมีลีลาการเขียน โครงสร้างรูปประโยค สำนวนโวหาร ลีลาการเปรียบเปรยอุปมาอุปไมยค่อนข้างโบร่ำโบราณ ต้องค่อยๆ อ่านและถอดความหมาย จึงจะเข้าใจ บวกรวมกับสำนวนแปลภาษาไทย ซึ่งทำได้สละสลวยชวนอ่านมากๆ  แต่ก็อุดมไปด้วยศัพท์แสงสำนวนเก่า ซึ่งพ้นยุคไปแล้ว และผิดแผกแตกต่างจากความคุ้นชินกับภาษาในปัจจุบันไปไกล แบบที่จูเลียตได้ใช้อยู่บ่อยครั้งในนิยายเรื่องนี้ว่า ‘ไม่สมสมัย’

พ้นจากอุปสรรคหรือส่วนที่เป็นยาขมข้างต้นแล้ว อื่นๆ ที่เหลือในนิยายเรื่องนี้คือ ความยอดเยี่ยมนะครับ

โดยพล็อตเรื่องแล้ว Tess of the d’Urbervilles เป็นงานในแนวทางเมโลดรามา เล่าถึงชะตากรรมของสาวสวยชื่อเทส เดอบีฟีลด์ ซึ่งอยู่ในครอบครัวยากจนขัดสน พ่อขี้เมา ทำตัวเอื่อยเฉื่อยไม่เอางานเอาการ แม่วุ่นสาละวนอยู่กับการทำงานบ้านและเลี้ยงลูกจำนวนมาก จนวันหนึ่งพ่อได้รู้ว่าตระกูลเดอบีฟิลด์นั้น แท้ที่จริงแล้วสืบเชื้อสายมาจากขุนนางผู้ดีเก่า เดอเบอวิลล์ ซึ่งในอดีตกาลอันไกลโพ้น เคยรุ่งเรืองมั่งคั่ง ครอบครองที่ดินส่วนใหญ่ทั่วถิ่นชนบทที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน และมีเกียรติประวัติสกุลรุนชาติสูงส่ง

เรื่องประจวบเหมาะคือ ขณะที่ครอบครัวกำลังย่ำแย่ตกอับถึงขีดสุด นายและนางเดอบีฟิลด์ก็ไปทราบข่าวมาว่าห่างจากหมู่บ้านของตนออกไปในระยะเดินทางโดยรถม้าถึงภายในหนึ่งวัน มีเศรษฐีครอบครัวหนึ่งใช้นามสกุลเดอเบอวิลล์ และอาจเกี่ยวดองเป็นญาติกัน (ความจริงนั้นคือเป็นเศรษฐีใหม่ที่อยากยกระดับเป็นผู้ดี จึงเปลี่ยนนามสกุลให้ดูขลัง โดยเลือกเอาชื่อนามจากตระกูลเก่าแก่ที่สาบสูญไปแล้ว)

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทำให้สถานการณ์ในครอบครัวเดอบีฟิลด์เลวร้ายเข้าขั้นวิกฤต แม่ของเทสส์จึงออกความคิดให้ลูกสาวเดินทางไปแสดงตัวอ้างความเป็นญาติ โดยหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ

แต่สิ่งที่เทสส์ได้พบคือญาติปลอมๆ ชื่ออเล็ก ชายหนุ่มซึ่งเพียบพร้อมด้วยโทษสมบัติติดลบครบถ้วน จนนำมาซึ่งหายนะในชีวิตของหญิงสาว

เล่าอย่างอ้อมๆ คืออเล็กทำให้เทสส์กลายเป็นหญิงที่มัวหมองมีมลทิน เสื่อมเสีย กลายเป็นเหยื่อให้ผู้คนในหมู่บ้านพูดถึงกันอย่างสนุกปาก จนท้ายที่สุดก็ไม่อาจทนอยู่ได้ ต้องระเห็จเร่ร่อนไปหางานทำในหมู่บ้านต่างถิ่น เพื่อหลีกหนีความหลังอันเลวร้ายขมขื่น

เทสส์เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่โรงรีดนมแห่งหนึ่ง ได้พบและรู้จักกับชายหนุ่มรูปงามจากครอบครัวนักบวชชื่อเอนเจิล แคล ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ หลายคน แล้วเหตุการณ์ต่อมาก็ดำเนินไปตามครรลอง เทสส์กับเอนเจิลตกหลุมรักกันและกัน เขาขอแต่งงานกับเธอ ขณะที่ฝ่ายหญิงพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตกลงปลงใจ เพราะรู้สึกปรักปรำตนเองว่ามีอดีตด่างพร้อยไม่คู่ควรเป็นภรรยาของชายที่ตนรัก

แต่ท้ายที่สุด เทสส์ก็ใจอ่อนยินยอมแต่งงาน ด้วยความหวังลึกๆ ว่าคนดีเพียบพร้อมอย่างเอนเจิลน่าจะเข้าใจเรื่องเลวร้ายที่ผ่านมาและยินยอมให้อภัย

หลังแต่งงาน เทสส์บอกเล่าความจริงในอดีต (ซึ่งก่อนหน้านี้เธอพยายามจะบอกเอนเจิลอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สบโอกาส) ผลก็คือชายหนุ่มไม่สามารถทำใจยอมรับอดีตของเทสส์ ตัดรอนความสัมพันธ์ หลบหนีไปยังดินแดนต่างทวีปอันห่างไกล ทอดทิ้งให้เทสส์ผจญทุกข์หนักหน่วงตามลำพัง และเคลื่อนขยับเข้าใกล้บทสรุปที่เป็นโศกนาฏกรรมมากขึ้นตามลำดับ

ความยอดเยี่ยมอันดับแรกของ Tess of the d’Urbervilles คือขณะที่พล็อตเรื่องเต็มไปด้วยความบังเอิญประจวบเหมาะ เรื่องร้ายๆ สารพัดโหมประดังเข้าสู่ชีวิตตัวเอกอย่างเทสส์จนดูเหมือนจงใจยัดเยียด ฝีมือการวางพล็อตและดำเนินเรื่องแต่ละขั้นแต่ละตอนกลับเต็มไปด้วยความประณีตมาก มีความสมจริงแบบอ่านแล้วเชื่อยอมรับสนิทใจ

ที่โดดเด่นไปกว่านั้น คือชั้นเชิงในการเขียน ฉากสำคัญๆ อย่างเช่นฝันร้ายครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับเทสส์, ความสูญเสียต่อเนื่องถัดมาเกี่ยวกับความตายของใครบางคน, ฉากบอกเล่าสารภาพความหลังในคืนแต่งงาน รวมถึงไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง

ช่วงตอนสำคัญทั้งหมดที่กล่าวมา โทมัส ฮาร์ดี้ไม่ได้เขียนเล่าอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ใช้วิธีเลียบเคียงเล่าอ้อมๆ มีทั้งการเปรียบเปรย การแสดงทัศนะส่วนตัว (ของผู้เขียน) วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใช้การพรรณนาสาธยายบรรยากาศและฉากแวดล้อมอย่างงดงามราวกับบทกวีหรือภาพเขียนที่วิจิตรบรรจง

ผลลัพธ์คืออ่านแล้วชวนให้รู้สึกใจสลาย ยิ่งกว่าการบีบคั้นเร้าอารมณ์อย่างตรงไปตรงมามากมายนัก เป็นความเศร้าสะเทือนใจที่นำเสนอได้อย่างแยบยลเหนือชั้น เปี่ยมด้วยความงามและความเป็นศิลปะที่สุด

ตลอดทั้งเรื่องของ Tess of the d’Urbervilles นั้นอาบเคลือบไปด้วยอารมณ์หม่นเศร้าซึมลึก แต่ก็ไม่ใช่ความโศกสะเทือนใจแบบบีบคั้นกันหนักๆ ไม่ใช่ความฟูมฟายในแบบตัวละครลุกขึ้นมาตีอกชกหัวคร่ำครวญ อารมณ์บาดลึกในนิยายเรื่องนี้เกิดจากหลายองค์ประกอบรวมกัน ตั้งแต่การพรรณนาบรรยายฉากหลัง ซึ่งหยิบธรรมชาติแวดล้อมมาอธิบายสิ่งที่อยู่ในใจตัวละครได้อย่างวิเศษ (การเขียนบรรยายทิวทัศน์ต่างๆ ในเรื่องนี้ดีประเสริฐถึงขั้นอ่านแล้วต้องยกมือไหว้) การเลี่ยงจากวิธีเร้าอารมณ์ดาดๆ ได้อย่างชาญฉลาด และที่ผมชอบมากสุด คือความไม่โอดครวญตีโพยตีพายต่อชะตากรรมเลวร้ายของนางเอก แต่เต็มไปด้วยคำตัดพ้อซื่อๆ ง่ายๆ (แต่คมคายอย่างร้ายกาจ) ซึ่งได้ผลขยี้ใจผู้อ่าน

โดยเนื้อเรื่องและชะตากรรมรันทดที่เกิดขึ้นกับเทสส์ รวมถึงปฏิกิริยาของเธอในการตอบสนองต่อเรื่องราวๆ ต่างๆ (พูดง่ายๆ คือการกระทำของตัวละคร) เข้าลักษณะแบบเรื่องแต่งนิยายโศกนาฏกรรมขั้นสุด แต่โทมัส ฮาร์ดี้เก่งมากๆ ในการทำให้ตัวละครนี้แลดูมีเลือดเนื้อ มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยความสมจริงมากๆ 

ผมคิดว่าเทสส์เป็นหนึ่งในนางเอกลำดับต้นๆ ของโลกวรรณกรรมที่ชวนให้ผู้อ่านตกหลุมรักและรู้สึกสงสาร เป็นนางเอกที่มีบุคลิกนิสัยพูดจาคิดอ่านได้อย่างจับใจ ตรึงใจเป็นที่สุด

ขณะที่พล็อตเรื่องเหตุการณ์ใน Tess of the d’Urbervilles เป็นเมโลดรามา การเร้าอารมณ์กลับยั้งมือ ไม่โจ่งแจ้งจนฟูมฟาย เปี่ยมด้วยชั้นเชิง และที่ดียิ่งกว่านั้นคือการทำให้พล็อตเรื่องแต่งเข้มข้นประโลมโลกย์มีมิติความลึก ทำให้ตัวละครทั้งหมดแลดูเป็นปุถุชนที่มีด้านดีด้านร้าย มีความถูกต้องและข้อผิดพลาดบกพร่องปะปนกัน ไม่ได้ขาวจัดดำจัดจนแบน

ที่ชัดเจนมากคือพระเอกและผู้ร้าย เอนเจิลกับอเล็ก คนแรกเป็นพระเอกที่ยิ่งอ่านไปก็ยิ่งมีความเป็นพระเอกน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่ฝ่ายหลังเป็นผู้ร้ายที่น่ารังเกียจในตอนต้น แต่แล้วก็ค่อยๆ มีความเป็นมนุษย์เผยแสดงออกมาทีละน้อย

พ้นจากความยอดเยี่ยมในการสร้างตัวละครทุกรายได้อย่างน่าประทับใจแล้ว นิยายรักโศกสะเทือนอารมณ์เรื่องนี้ยังไปไกลในทางเนื้อหาสาระ ซึ่งผมจับต้องได้ใน 2 ประเด็นหลัก

อย่างแรก คือการโจมตีค่านิยมทางสังคมในช่วงปลายยุคสมัยวิกตอเรียน เกี่ยวกับความเคร่งครัดศีลธรรมของผู้คน จนนำไปสู่การกระทำความโหดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ไปโดยปริยาย ซึ่งค่านิยมทางสังคม การยึดมั่นถือมั่นต่อการแต่งงานตามกฎหมาย การยึดติดในความบริสุทธิ์ของหญิงสาว การตั้งแง่รังเกียจความสัมพันธ์ทางเพศนอกสมรส ฯลฯ อะไรต่างๆ เหล่านี้ต่างหากที่เป็น ‘ผู้ร้าย’ ตัวจริงของนิยายเรื่องนี้

ถัดมา คือประเด็นแง่มุมว่าด้วยการล่มสลายของวิถีชีวิตชนบทแบบเก่า ซึ่งค่อยๆ เสื่อมสูญหมดไปจากการแทนที่เข้ามาของเทคโนโลยีหรือเครื่องจักร (ตลอดทั้งเรื่องมีการกล่าวอ้างถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อยู่เนืองๆ)

ตรงนี้ผมเคยอ่านเจอมาจากที่ไหนสักแห่ง ระหว่างลงมือเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ ผมพยายามเสาะหาแหล่งข้อมูลที่แน่ชัด แต่ไม่พบ จำเป็นต้องเล่าจากความจำ ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนตกหล่นไปบ้าง

กล่าวคือ โทมัส ฮาร์ดี้นั้นมีชีวิตอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างวิถีความเป็นอยู่แบบเก่ ากับการถือกำเนิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งนำพาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่ เขามองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยความไม่ไว้วางใจ และรู้สึกในเชิงลบ ดังนั้นนิยายของเขาจึงมีแง่มุมนี้ปรากฏให้เห็นแทบทุกเรื่อง

Tess of the d’Urberville ก็เป็นงานชิ้นหนึ่ง ซึ่งสะท้อนภาพดังกล่าวเอาไว้แจ่มชัด ถึงขั้นมีบทวิจารณ์ต่างประเทศบางชิ้น ตีความไปว่า เทสส์นั้นเปรียบได้กับตัวแทนของธรรมชาติ โศกนาฏกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอ แท้ที่จริงแล้วคือความเจริญที่รุกล้ำเข้ามาทำลายวิถีชีวิตบริสุทธิ์ดั้งเดิมที่เคยเป็น

ข้างต้นนี้ถือว่าอ่านเจอแล้วเล่าสู่กันฟัง เพื่อพิจารณาไตร่ตรองกันตามอัธยาศัยนะครับ ผมเองไม่ได้คิดไปถึงตรงนั้น ยังปักหลักยึดมั่นอยู่เพียงแค่ว่า Tess of the d’Urberville เป็นสุดยอดนิยายเศร้าหม่นกินใจที่เขียนได้อย่างงดงามและสะเทือนอารมณ์เหลือจะประมาณได้

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save