fbpx

“นี่คือช่วงเวลาที่ความชอบธรรมของชนชั้นนำ ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด” : สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า องคาพยพการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเงื่อนไขและกลไกของกฎหมายไทยที่ซับซ้อนขึ้น แยบยลมากขึ้น และแนบชิดเป็นหนึ่งเดียวกับชนชั้นนำมากขึ้น อันจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญปี 2560 และสถานะของเหล่า สว. 250 เสียงที่กำหนดทิศทางการเมืองไทยมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562

และในช่วงสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ กลุ่มชนชั้นนำก็กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ ‘เปิดหน้าเล่น’ ในสนามทางการเมืองชัดเจนที่สุดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะผ่านความใกล้ชิดกับตัวกฎหมายหรือสถาบันทางการเมืองต่างๆ แน่นอนว่าการ ‘ลงสนาม’ ในครั้งนี้อาจทำให้พื้นที่ยืนของกลุ่มชนชั้นนำรอดพ้นจากความง่อนแง่นที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย หากแต่ก็เป็น ‘ราคา’ ที่ต้องจ่ายมหาศาล มากไปกว่านั้น มันยังเป็นราคาที่ต้องจ่ายรวมกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะยินดีหรือไม่ก็ตาม

101 สนทนากับ รองศาสตราจารย์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบทศวรรษนี้ และการก้าวย่างสำคัญในลำดับถัดไปที่สังคมไทยต้องเผชิญ

ถ้าชวนอาจารย์มองย้อนไปช่วงสิบปีที่แล้ว มองว่ารัฐประหาร 2557 มีผลต่อสังคมไทยอย่างไรบ้าง

ผมขอใช้คำว่าการรัฐประหาร 2557 เป็นการกำราบฝั่งประชาธิปไตย เริ่มต้นด้วยการทำลายสถาบันทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งผมคิดว่าเขาทำลายได้ส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ผมคิดว่าเห็นชัดที่สุดหลังจากผ่านมาสิบปี คือการสร้างประชาธิปไตยแบบเสี้ยวใบภายใต้ระบอบเสมือนสมบูรณาญาสิทธิ์

กล่าวคือ หลังจากปี 2557 มาจนถึงตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันเราก็มีองค์กรที่กำกับ ทั้งที่อยู่ในรัฐสภาและทั้งที่เป็นรูปร่างหน้าตาขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กกต., ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเสี้ยวใบ คืออนุญาตให้มีการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งได้ แต่ยังมีส่วนต่างๆ เข้ามากำกับ

แม้กระทั่งในส่วนของรัฐสภาก็ยังมี สว. รัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้ สว. กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสกัดกั้นความเปลี่ยนแปลง สิ่งชนชั้นนำทำให้เราเห็นประจักษ์มากขึ้นคือ ระบอบเสมือนสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ ไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นี่เป็นระบอบการเมืองอีกชนิดหนึ่ง แต่เดิมผมคิดว่าก่อนหน้านี้สังคมการเมืองไทยวางอยู่ภายใต้สิ่งที่อาจารย์เกษียรเรียกว่า ‘ภูมิพล consensus’ ที่หมายความว่าเป็นที่ตกลงกันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงอยู่เหนือการเมือง ปล่อยให้กลุ่มคนต่างๆ เคลื่อนไหวภายใต้กฎกติกาอะไรบางอย่าง

แต่หลังจากการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ช่วงที่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเยอะๆ ผมคิดว่าบัดนี้สิ่งที่เรียกว่าระบอบเสมือนสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ แปลว่ามันมีพื้นที่บางอย่างซึ่งแตะต้องไม่ได้ ถ้าแตะต้องจะมีผลอย่างสำคัญ พร้อมกับในขณะเดียวกันสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ขยายพื้นที่ของตนเอง อาจารย์ เกษียร เตชะพีระ (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) แปลมาจากงานของอาจารย์ต่างประเทศและผมคิดว่าเข้าท่าดี คือมีส่วนที่เรียกว่าเกียรติศักดิ์และส่วนที่เรียกว่าประสิทธิภาพ พระมหากษัตริย์ส่วนใหญ่จะดำรงอยู่ในสถานะที่เรียกว่าเป็นเกียรติยศ คือเป็นประมุขของรัฐ เป็นที่เชิดหน้าชูตา ขณะที่ส่วนที่เรียกว่าประสิทธิภาพคือส่วนที่รัฐบาลจะทำหน้าที่บริหารงาน

สิ่งที่เราเห็นคือ มีการขยายพื้นที่ของส่วนที่เรียกว่าส่วนเกียรติยศเขยิบพื้นที่มาในส่วนประสิทธิภาพ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเราจะเห็นได้จากกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งถูกแก้ไขมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 สืบเนื่องมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2560-2562 ทั้งในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สิน ทั้งในแง่ของบุคลากรจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าภาพที่เราอยู่กับระบอบประชาธิปไตยเสี้ยวใบภายใต้ระบอบเสมือนสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ ถามว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ก็บางส่วน ถามว่าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเปล่า ก็ไม่ใช่ แต่ว่าบางส่วนเขยิบเข้ามา แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีองค์กรและกลไกต่างๆ เต็มไปหมดที่พร้อมจะมากำกับไม่ให้สิ่งที่เรียกว่าสถาบันทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เราจะเห็นว่าเวลาจะมีการตั้งรัฐบาล จะแก้กฎหมาย หรือเวลาจะทำอะไรต่อมิอะไร ส่วนที่เรียกว่าสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำงานได้น้อยมาก จำกัดมาก

เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมในภาพรวม หลังจาก 2557 มา สิ่งที่เราเห็นผมคิดว่าคล้ายๆ เป็นโปรเจ็กต์ทางการเมืองของชนชั้นนำ ซึ่งผมคิดว่าเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในปัจจุบันแล้ว

อยากให้อาจารย์ขยายภาพว่า องค์กรต่างๆ เช่น กองทัพ สถาบัน ศาล ระบบข้าราชการต่างๆ ทั้งหมดทำงานสัมพันธ์กันอย่างไรในระบอบประชาธิปไตยเสี้ยวใบภายใต้เสมือนสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์

ผมคิดว่าเราเห็นเครือข่ายของชนชั้นนำเข้ามาอยู่ในสถาบันทางการเมืองแบบที่เรียกว่าไม่ต้องเลือกตั้งมากขึ้น จริงๆ ผมคิดว่า สว.สมชาย แสวงการ เป็นตัวอย่างที่ชัดมาก คือเขาอยู่มายาวนาน เป็นนักการเมืองที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และในขณะเดียวกันก็มาจากการแต่งตั้ง หน้าที่หลักๆ คือสนับสนุนการรัฐประหาร แล้วพอเข้ามาอยู่ในองค์กรที่ถูกแต่งตั้งขึ้นก็มาให้ความเห็นชอบกับคนที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราสามารถเลือกตั้งได้ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา มีรัฐธรรมนูญ 2560 ในรัฐสภาเรามี สว. ซึ่งรับรู้กันว่าแต่งตั้งมา เช่น ถ้าเป็นรัฐบาลคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา สว. จะทำหน้าที่ในการโอบอุ้มให้รัฐบาลนั้นทำงานได้ แต่พอเป็นรัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชน ผมคิดว่า สว. ก็จะทำหน้าที่ในแง่ของการที่จะเป็นสถาบันปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย หมายความว่ายังไงเราก็จะไม่ปล่อยให้เสียงประชาชนทำงานได้อย่างเต็มที่ เราก็เห็นตั้งแต่ตอนเลือกนายกฯ ผมคิดว่าเขาออกแรงกันเป็นอย่างมาก

วาระหลักๆ ของคนจำนวนมากคือการแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 การพูดถึงกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งหมดนี้ต่อให้ผ่าน สว. ได้ ซึ่งก็ยากมาก ผมไม่รู้จะใช้คำไหนกับ สว. ชุดนี้ มันเป็นระบบการคัดเลือกที่ไม่รู้จะใช้คำพูดอะไรกับระบบนี้ เป็นระบบที่น่าอัศจรรย์ใจมากและไม่เคยเห็นในโลกนี้มาก่อน ต่อให้ สว. เปลี่ยนชุดไป ความคาดหวังถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางสถาบัน คุณต้องไปติดด่าน กกต. คุณต้องไปติดด่าน ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช. ไม่ใช่แค่เรื่องของการทุจริตนะ บางทีเป็นเรื่องของการกระทำตัวไม่ถูกต้อง หรือคุณอาจจะไปติดด่านศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เห็นได้ชัดว่าเอาเข้าจริงถ้าศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ผมคิดว่าปัญหาทางการเมืองคงไม่รุนแรงนาดนี้ แต่สำหรับผม ผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหามาก

การที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการปฏิรูปคือการล้มล้าง ผมคิดว่าอันนี้น่าจะสะท้อนหัวใจสำคัญของตัวบทบาทขององค์กรต่างๆ เหล่านี้ ว่าในแง่หนึ่งคือทำให้เสียงของประชาชนเขยิบต่อไปได้ยาก และในขณะเดียวกันในแง่หนึ่งก็ทำหน้าที่พิทักษ์สถาบันจารีตดั้งเดิมโดยไม่ค่อยอิงอยู่กับความรู้หรือหลักวิชามากเท่าไร ผมคิดว่าคนในสังคมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ก็พบว่าขยับไปทางนี้ก็จะติดด่านนี้ ขยับไปทางนั้นก็จะติดด่านนั้น จึงดูเหมือนว่าโอกาสที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยเดินตามระบบไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไร

อาจารย์คิดว่าระบอบ คสช. หรือระบอบ 3 ป. (หมายถึง ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ อนุพงษ์ เผ่าจินดา) หายไปหรือยัง

ตอนนี้ผมคิดว่า คสช. คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางการเมืองแบบประชาธิปไตยเสี้ยวใบภายใต้ระบอบเสมือนสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ ถ้ามองในแง่ตัวบุคคล ทุกคนคงไปหมดแล้วล่ะ ทั้งไม่ว่าจะประยุทธ์, ประวิตรหรืออนุพงษ์ คนเหล่านี้คงไม่มีโอกาสกลับมาอีก แต่โครงสร้างหรือกลไกที่สร้างไว้ยังอยู่ จะตอบว่าระบอบ คสช. ยังอยู่ในเชิงโครงสร้างก็ได้ คือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างขนาดใหญ่ทางการเมืองที่ตอนนี้เราต้องเผชิญหน้ากับมัน

ดูจากบทบาทของรัฐธรรมนูญและกติกาการเลือก สว. แสดงว่าโปรเจ็กต์ของชนชั้นนำที่อาจารย์ว่านี้ยังดำเนินไปอยู่ อาจารย์มองว่ามันจะพาประเทศไทยไปทางไหน

ภายใต้ระบอบที่ดูเหมือนจะขยับหรือเปลี่ยนได้ยาก สิ่งที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยพยายามทำคือพยายามเข้าไปแฮ็กระบบ เช่น รัฐออกระเบียบและกลไกองค์กรมารัดตึงมาก ก็มีกลุ่มนักวิชาการและกลุ่มแรงงานเข้าไปแฮ็กกลุ่มประกันสังคม ผมคิดว่านี่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ หมายความว่ามันมีช่องโหว่ตรงไหนที่สามารถทำให้เราเข้าไปแล้วผลักดันได้

กรณี สว. การจะแฮ็กระบบ สว. คงต้องอาศัยความร่วมมือ หมายความว่าถ้ามีคนไปสมัครแค่หลักพัน ก็คงยากที่จะแฮ็กระบบ ผมก็อยากรู้นะว่าถ้าเราเห็นคนไปสมัคร สว. เป็นหลักหมื่น อันนี้น่าจะท้าทาย ผมคิดว่า สว. เป็นข้อต่ออันนึงในการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทย สิ่งที่เครือข่ายชนชั้นนำไทยพยายามจะทำตอนนี้คือพยายามจะตรึงให้สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน นี่คือสภาพการณ์ที่ชนชั้นนำไทยรู้สึกว่าแบบนี้โอเค และผมคิดว่าเครือข่ายชนชั้นนำไทยกลุ่มหลักๆ ยินดีปรีดากับสภาพการณ์ตอนนี้ คือสามารถคุมและกำราบเสียงที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ในสภาฯ ก็มีองค์กรต่างๆ เต็มไปหมดที่จะทำให้พรรคก้าวไกลเดินสะดุดนู่นสะดุดนี่ตลอด

ส่วนพวกที่เคลื่อนไหวอยู่นอกสภาฯ ไม่เป็นไร สิ่งที่เครือข่ายชนชั้นนำไทยทำคือ อยากชุมนุมก็ชุมนุมไป เราก็จะส่งเจ้าหน้าที่ไปถ่ายรูป แล้วอีกสามเดือนหรือเมื่อไรที่จังหวะเหมาะ เราก็เอาหมายไปให้แกนนำแต่ละคน แล้วมาขึ้นศาลกัน ตอนนี้เราเห็นคนที่เป็นแกนนำในการชุมนุมตั้งแต่ปี 2562-2565 ตอนนี้ค่อยๆ ขึ้นศาล แล้วพอขึ้นศาลก็ทอนกำลังกลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคมลงไปมาก

ผมคิดว่าชนชั้นนำไทยเรียนรู้ว่าจะรับมือยังไง ถ้ามาจากการเลือกตั้งจะรับมืออย่างไร ถ้ามาชุมนุมนอกสภาฯ จะทำอย่างไร ในทศวรรษที่ผ่านมา ชนชั้นนำไทยได้เรียนรู้อยู่ไม่น้อย เขาสร้างโปรเจ็กต์นี้ให้เกิดขึ้น เรารู้ว่ามีเสียงของคนจำนวนมากที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง และเสียงนี้คงเข้าไปทั้งในสภา และส่วนที่ไม่เข้าในสภาก็เคยระเบิดมาให้เห็นแล้วบนท้องถนนในช่วงปี 2563-2564 ชนชั้นนำไทยก็เรียนรู้ที่จะจัดการกับเรื่องนี้

คิดว่าชนชั้นนำไทยน่าจะประหลาดใจกับผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมาประมาณหนึ่ง อาจารย์มองว่าผลการเลือกตั้งนี้มันทำให้การรัฐประหารที่ผ่านมาเสียของไหม

ผมคิดว่าต้องแบ่งเป็นสองด้าน คือด้านอำนาจกับด้านความชอบธรรม ในด้านของอำนาจนั้น นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาผมคิดว่าอำนาจของเครือข่ายชนชั้นนำไทยเพิ่มขึ้น อำนาจในแง่นี้หมายถึงความสามารถจัดการกับเรื่องต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบและต่อต้านเกิดขึ้นได้ยากลำบากมากขึ้น ทั้งในระบบรัฐสภา หรือทั้งในระบบการเมืองบนท้องถนนด้วย แต่สิ่งที่เป็นผลกระทบอย่างสำคัญของเครือข่ายชนชั้นนำไทยคือความชอบธรรม เท่าที่ผมพอจะมีประสบการณ์ในการเมืองไทยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2530 มาจนถึงช่วงเวลานี้ ผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ความชอบธรรมของเครือข่ายชนชั้นนำไทยทั้งในแง่ของสถาบันและในแง่ของกลไกต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ยกตัวอย่างสถาบันศาลและกระบวนการยุติธรรมของศาล ผมคิดว่าไม่เคยมีช่วงจังหวะเวลาไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ศาลจะถูกมองในด้านลบมากเท่านี้ ไม่ต้องพูดถึงสถาบันอื่นๆ ซึ่งผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลง ความชอบธรรมในทางสาธารณะมันต่ำลงเสียจนกระทั่งผมสงสัยว่าลงไปเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าความชอบธรรมสำคัญ สถาบันทางการเมืองที่จะตั้งอยู่อย่างมั่นคงในระยะยาวต้องมีความชอบธรรมสนับสนุน แต่ตอนนี้เครือข่ายชนชั้นนำไทยมีอำนาจ แต่ไม่มีความชอบธรรม สถาบันแบบนี้มันตั้งอยู่ได้แต่มั่นคงขนาดไหนนั้นผมไม่แน่ใจ คือเราไม่ใช่สังคมปิดแบบเกาหลีเหนือหรือจีน ถ้าเป็นแบบนั้นลำพังมีอำนาจแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะพอดำรงอยู่ได้ แต่สังคมไทยในแง่หนึ่งก็เชื่อมโยงกับสังคมโลกพอสมควร เรามีการสื่อสารที่เป็นเสรีพอสมควร ความชอบธรรมจึงมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสถาบันทางการเมืองต่างๆ

ผมไม่รู้ว่าชนชั้นนำไทยตระหนักถึงเรื่องนี้มากน้อยขนาดไหน ไม่รู้ว่าเขาจะสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นหรือไม่ หรือใช้เพียงแต่สิ่งที่เรียกว่าอำนาจ ถ้าเวลายิ่งเดินหน้าไป ผมคิดว่าจะยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ เราพบว่าชนชั้นนำดูจะประนีประนอมกับพรรคเพื่อไทย สะท้อนไหมว่าเขาอาจจะเริ่มตระหนักถึงประเด็นนี้

ถ้าถามผม ผมคิดว่าการประนีประนอมกับพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเพราะเขากำลังกลัวกับคนรุ่นใหม่หรือกระแสทางสังคมมากกว่า และในแง่หนึ่งเขาก็คงประเมินแล้วว่าพรรคเพื่อไทยคงไม่มีน้ำยาอะไรมากแล้ว คนชอบเรียกพรรคเพื่อไทยว่าจะไปเป็น ‘Neocon’ (neoconservative -อนุรักษนิยมใหม่) ผมว่าคำนี้ดีเกินไป ในอเมริกาหรือยุโรป Neocon คือการปรับตัวเพื่อสู้กับพวกพรรคการเมืองแบบที่เป็นฝ่ายซ้ายที่ค่อนมากลางๆ หน่อย เช่น ปรับนโยบายบางอย่างเพื่อทำให้อย่างน้อยยังมองเห็นประเด็นส่วนรวม แต่วิธีการแก้ไขปัญหาส่วนรวมจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันอีกอย่างหนึ่ง

แต่สำหรับผม หลังจากปีที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยก็ชัดเจนที่สุดว่าเป็นพรรคที่เป็น opportunist (นักฉวยโอกาส) ผมคิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าแบบนี้ พรรคเพื่อไทยจะไม่มีอนาคตในการเมืองไทย และถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มีที่นั่งในการเมืองไทยมากพอเมื่อไหร่ก็จะถูกเขี่ยทิ้ง สำหรับผมตอนนี้ พรรคเพื่อไทยเป็นหมากตัวหนึ่ง ฉะนั้น สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องทำในจังหวะเวลานี้คือ ไม่ว่าจะยังไงกูก็ต้องพยายามจะทำให้พรรคกูเป็นพรรคขนาดใหญ่ให้ได้ ถ้าเล็กลงเมื่อไร ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกโยนทิ้ง และมีพรรคใหม่ขึ้นมา

ผมคิดว่าความกังวลของชนชั้นนำคือกระแสความเปลี่ยนแปลงในทางสังคม เนื่องจากตอนนี้ยังพอมีช่องทางผ่านการเลือกตั้ง คิดว่าการเลือกตั้งรอบหน้าเราจะได้เห็นสองอย่าง หนึ่งคือเราอาจเห็นการควบรวมของพรรค อาจจะเป็นอนุรักษนิยมบ้าง เป็นพวกนักฉวยโอกาสบ้างมารวมกัน เพราะถ้าแยกกันอยู่บางทีตัดเสียงกันเอง ในด้านหนึ่งน่าจะได้เห็นโอกาสการควบรวมของพรรคที่อยู่ในปีกเดียวกันในรัฐบาลตอนนี้

สอง อาจมีบางพรรคซึ่งยอมปรับทิศทางนโยบายบางอย่าง ให้โอบรับเอาคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ รักแผ่นดิน ถึงจังหวะหนึ่งอาจมีพรรคการเมืองบางพรรคบอกว่าเรายินดีพูดเรื่องบำนาญประชาชน เรายินดีพูดถึงการเกณฑ์ทหารที่ควรจะต้องลดน้อยลง เป็นต้น คือมีการปรับทิศทางเพื่อหวังว่าจะดึงมวลชนบางส่วนได้ อาจไม่ได้พูดถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ หรอก อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคจะตัดสินใจว่าเขามองเห็นอนาคตของพรรคเขาอย่างไร หรือมองเห็นอนาคตของมวลชนที่เกิดขึ้นใหม่แบบไหน

ตุลาการเป็นองค์กรหนึ่งที่ดูแข็งแรงมาก มีความเป็นไปได้ไหมที่ประชาชนจะเข้าไปแฮ็กระบบเพื่อให้สถาบันกลับมาอยู่ในร่องในรอย

ผมคิดว่าสถาบันตุลาการเป็นองค์กรระบบปิด หมายความว่าเขามีระบบที่ไม่ต้องสัมพันธ์กับประชาชนมายาวนานมาก เช่น ระบบการเลื่อนลดปลดย้าย เขามี กต. หรือคณะกรรมการตุลาการ ซึ่งคณะกรรมการตุลาการมีอยู่สองคนที่เป็นคนนอก ส่วนใหญ่คือคนใน ตั้งแต่ประธานศาลฎีกาและตัวแทนจากศาลแต่ละชั้น สามชั้นมาประกอบกันเป็นคณะกรรมการตุลาการ มีการเลื่อนลดปลดย้ายอยู่ในคนกลุ่มนี้ มีคนนอกสองคน แต่ว่า คนที่เคยเป็นคนภายนอกเขาบอกว่า มันไม่ค่อยมีปากมีเสียงอะไรหรอก ส่วนใหญ่เป็นเสียงของตุลาการ เพราะฉะนั้น ถ้าเทียบกับองค์กรอื่นๆ องค์กรตุลาการเป็นองค์กรปิดจากประชาชน

อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การปฏิรูปสถาบันตุลาการเป็นไปได้ยาก ตั้งแต่ทศวรรษ 2490 เป็นต้นมาและเด่นชัดขึ้นในช่วงปี 2500 และสืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบันคือ สถาบันตุลาการศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้น เนื่องจากทำให้องค์กรของตนเป็นองค์กรที่ทำงานในพระปรมาภิไธย ทั้งนี้ เวลาศาลนิยามการทำงานของตนเอง จะบอกว่าเราทำงานในพระปรมาภิไธย หมายความว่าเราถูกแต่งตั้งโดยกษัตริย์ ผู้พิพากษาบอกเราถูกแต่งตั้งโดยกษัตริย์ นายกฯ ก็ถูกแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ประธานรัฐสภาก็ถูกแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ แต่ว่าทั้งหมดไม่ได้พูดเหมือนตุลาการว่าเราทำงานในพระปรมาภิไธย

คำว่า ในพระปรมาภิไธย เอาเข้าจริงความหมายเพียงว่า ประเทศไทยเคยเป็นประเทศสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วการที่บอกว่า ทำงานในพระปรมาภิไธยตอนตัดสินคดี อันนี้คือการถวายเกียรติยศว่าเราเป็นประเทศที่เคยมี และปัจจุบันก็ยังมีอยู่ สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นประมุขของรัฐ เพราะฉะนั้นความหมายมีแค่นี้ ผู้พิพากษาตัดสินผิด ตัดสินพลาด เป็นเรื่องของผู้พิพากษาต้องรับผิดชอบ ไม่เกี่ยวกับกษัตริย์เลย

เหมือนนายกฯ แหละ นายกฯ เวลาตั้งก็ต้องมีพระปรมาภิไธย แต่หมายความว่าเวลานายกฯ ทำผิดพลาด คุณประยุทธ์ทำผิดพลาด ในหลวงไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นเพียงการถวายเกียรติยศในการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าจะปฏิรูปสถาบันตุลาการ ตุลาการน่าจะเป็นสถาบันที่ต้องปฏิรูปทางการเมืองก่อน ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถปฏิรูปสถาบันตุลาการได้โดยไม่มีการปฏิรูปการเมือง

การที่สถาบันตุลาการมีวิธีคิดแบบนี้ ส่งผลต่อตัวสถาบันกษัตริย์อย่างไรบ้าง

ถ้าเรามองคดีการเมืองที่เป็นข้อพิพาทเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ในแง่หนึ่งในสังคมไทยตอนนี้ผมคิดว่าปัญหาสถาบันตุลาการตอนนี้ คือถ้าเป็นคดีชาวบ้าน แล้วสองฝ่ายไม่มีเส้นสายเลย ผมคิดว่าตุลาการทำหน้าที่ตรงไปตรงมาตามหลักวิชาได้อยู่อย่างโอเคเลย แต่พอพลันที่มันกลายเป็นคดีทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่ไปแตะต้องถึงความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ คำวินิจฉัยการให้เหตุผลต่างๆ เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งเลย มันไม่ได้เดินไปตามหลักวิชาและครรลองที่ควรเป็น

ตัวอย่างง่ายๆ คำพิพากษาอันหนึ่งซึ่งยังไงผมก็ยืนยันว่าผมเห็นด้วยไม่ได้ คือคดี 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เขาพูดถึงการหมิ่นประมาทดู หมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ กฎหมายใช้คำนี้ หมายถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์อยู่ในขณะนั้น มีคดีหนึ่งศาลฎีกาบอกว่าการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ในอดีตก็เข้าข่ายความผิดมาตรานี้ ผมคิดว่าอันนี้น่าตกใจ นี่มันหักตำรา ฉีกตำรากฎหมายอาญาที่บรรดาปรมาจารย์นักกฎหมายเขียนไว้เลยว่าต้องเป็นองค์พระมหากษัตริย์ปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งเท่านั้น อันนี้กลายเป็นรวมไปถึงอดีตด้วย

พอเป็นแบบนี้ก็ทำให้คนเกิดการตั้งคำถามว่าสถาบันตุลาการทำหน้าที่ได้อย่างเป็นกลางในคดีที่เป็นข้อพิพาทในลักษณะนี้หรือเปล่า รวมถึงข้อพิพาททางการเมืองซึ่งเชื่อมโยงกัน อันนี้ส่งผลกระทบมาก และคนจำนวนไม่น้อยก็เข้าใจไปว่าเป็นเพราะความเชื่อมโยงใกล้ชิด ซึ่งเป็นความจริงหรือไม่นั้นผมตอบไม่ได้ แต่แนวทางคำตัดสินหรือท่าทีการปฏิบัติย่อมทำให้คนเกิดข้อสงสัยทั้งกับองค์กรตุลาการ อันนี้จะเป็นปัญหา เพราะเป็นข้อสงสัยที่เกี่ยวพันไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น การทำหน้าที่อย่างไม่ตรงไปตรงมาในหลักวิชาและหลักการ มันส่งผลกระทบต่อความเชื่อหรือความเข้าใจของคน ว่าตกลงอันนี้คืออะไรกันแน่ มันคือการตัดสินจากความรู้ความเข้าใจของผู้พิพากษาโดยตรงเองหรือเปล่า

หลายคนมองว่าการรัฐประหารปี 2557 เป็นการทำรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนผ่านรัชสมัย ถ้าเรามองจากสายตาชนชั้นนำหรือสายตาของสถาบัน ถือว่าเป็นราคาจ่ายที่คุ้มค่าไหม สำเร็จไหม

ถ้ามองจากสายตาชนชั้นนำ การเปลี่ยนผ่านนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จนะ เพียงแต่เขาอาจจะต้องจ่ายบุญเก่าเยอะหน่อย บุญเก่าที่เคยสั่งสมมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถูกจ่ายไปเยอะ

แต่ผมคิดว่านี่เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ก็ถือว่าดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แล้ว

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save