วรากรณ์ สามโกเศศ เรื่อง

 

ผู้มีบัญชีโซเชียลมีเดียทุกคนโดยแท้แท้จริงแล้ว มีสถานะไม่ต่างไปจากสัตว์ทดลองในกรงที่ถูกเฝ้าสังเกตพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา เพื่อวิเคราะห์และผลักดันให้กระทำไปตามทิศทางที่เขาต้องการ นี่คือความเห็นของ Jaron Lanier ผู้บุกเบิกไอทีในด้าน VR (Virtual Reality) นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักดนตรี และเหนือสิ่งอื่นใด เป็นผู้ปรารถนาจะเห็นมนุษย์เป็นเสรีชน

Jaron Lanier เขียนหนังสือดังระดับโลกหลายเล่ม ที่แสดงความห่วงใยชีวิตของผู้คนภายใต้โลกโซเชียลมีเดีย เล่มล่าสุดของเขาคือ ‘Ten Arguments for Deleting Your Social Media Accounts’ (2018) ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจอย่างมาก ขอนำความเห็นเหล่านั้นมาเป็นอาหารสมอง

Lanier หันปืนไปที่สองบริษัทยักษ์ใหญ่ เจ้าของบัญชีโซเชียลมีเดียที่มีพฤติกรรมเป็นพิเศษกว่าใคร เขาตั้งชื่อรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ของสองยักษ์นี้ว่า BUMMER (Behavior of Users Modified, and Made into an Empire for Rent) ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรซึ่งพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา ตลอดจนรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้คนที่เป็นสมาชิก และขายให้แก่นักโฆษณาเพื่อทำกำไร

ลักษณะของ BUMMER มี 6 ประการ ได้แก่  (1) โซเชียลมีเดียถูกออกแบบเพื่อให้คนเสียงดังที่สุด อื้อฉาวที่สุด ได้รับความสนใจ  (2) แทรกแซงเข้าไปในชีวิตของสมาชิกทั้งหมด โดยการเฝ้ามองกิจกรรมออนไลน์ของเขา  (3) สมาชิกแต่ละคนจะถูกป้อนด้วยเนื้อหาเป็นการเฉพาะส่วนตัว (personalized content) อันเป็นผลมาจากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมออนไลน์ที่ผ่านมา  (4) ผลักดันและสนับสนุนพฤติกรรมออนไลน์ของสมาชิก เช่น ให้ซื้อของ ให้หมกมุ่นกับโลกโซเชียล ฯลฯ  (5) บริษัทผู้เป็นเจ้าของบัญชีโซเชียลมีเดีย หารายได้จากการขายข้อมูลของสมาชิกให้นักโฆษณา หรือบริษัทวิจัย หรือแม้แต่องค์การสืบราชการลับ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไป “จัดการ (manipulate) เพื่อให้เป็นไปตามที่ต้องการ”  (6) สมาชิกจำนวนมากในโซเชียลมีเดียไม่ใช่มนุษย์จริง หากเป็นหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง

Lanier ประกาศว่าในสหรัฐอเมริกามีเพียง 2 บริษัทคือ Facebook กับ Google เท่านั้น ที่ดำเนินธุรกิจโดยใช้ BUMMER เป็นรูปแบบธุรกิจ  ทั้งสองบริษัทนี้มีครบทั้ง 6 ลักษณะของ BUMMER โดยที่บริษัทอื่นๆ มีบางลักษณะ แต่ไม่ครบทั้ง 6 ลักษณะ เขาบอกว่าเทคโนโลยีมิใช่สาเหตุที่ทำให้สังคมป่วยเช่นทุกวันนี้ หากประเด็นอยู่ที่การใช้ BUMMER เป็นรูปแบบดำเนินธุรกิจ และอาศัยการ ‘จัดการ’ บรรดาคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหลักต่างหาก

ในเชิงเทคโนโลยี สิ่งที่ทำให้บริษัทเจ้าของบัญชีทำการต่างๆ ข้างต้นได้ ก็มาจากสิ่งที่เรียกว่า algorithm ซึ่งหมายถึงกระบวนการหรือชุดของกฎกติกาเพื่อนำไปสู่การหาคำตอบโดยคอมพิวเตอร์ เช่น หากคุณชอบดูคลิปเรื่องปืนและนาฬิกา ข้อมูลที่เก็บได้จากบัญชีนี้ก็จะถูกอ่านโดยเครื่องจักรและถูกใช้เป็นข้อมูลให้ algorithm ดำเนินการทีละขั้นตอน เช่น ตรวจว่าเปิดดูบ่อยเพียงใด นานเพียงใด ก่อนหน้านี้เคยดูอะไร เคยโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้บ่อยไหม ฯลฯ เพื่อใช้ประเมินว่าเจ้าของบัญชีชอบมากพอไหม หากจะป้อนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ให้เป็นพิเศษ และขายข้อมูลเรื่องนี้ให้ผู้โฆษณาต่อไป

คุณไม่ซื้อไม่เป็นไร แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงกว่าหากไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าของบัญชีเลย  นอกจากนี้หากคุณชอบและกดเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เจ้าของ ตัวเลขสมาชิกมันก็จะสูงขึ้น เจ้าของเว็บไซต์ก็สามารถเอาข้อมูลไปขายผู้โฆษณาด้วยราคาที่แพงขึ้น เพราะมีสมาชิกดูมากขึ้น

10 ข้อถกเถียงหรือเหตุผลที่ Lanier เห็นว่าควรทำให้คุณตัดสินใจลบบัญชีโซเชียลมีเดีย ได้แก่

 

(1) ทำให้คุณหมดความเป็นเสรีชน

หากคุณมีบัญชีคุณก็เปรียบเสมือนอยู่ในกรงขัง เป็นสัตว์ในห้องทดลองที่ถูกเฝ้ามอง ถูก ‘จัดการ’ ถูกวิเคราะห์ เมื่อคุณมีสมาร์ทโฟนก็เปรียบเสมือนคุณมีกรง เพียงแต่จะเข้าไปอยู่ในกรงด้วยการเป็นสมาชิกโซเชียลมีเดียหรือไม่ หากเป็นสมาชิก algorithm ก็จะเริ่มทำงานทันทีโดยใช้ข้อมูลจากการเป็นสมาชิกของคุณ วิเคราะห์พฤติกรรมของคุณ และเอาไปเปรียบเทียบกับข้อมูลของคนอื่นๆ ที่เก็บไว้เป็นร้อยเป็นพันล้านคนซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน แล้วก็พยากรณ์พฤติกรรมของคุณ

ในเชิงการเมือง ก็จะมีคนซื้อข้อมูลไป หากพบความจริงเชิงสถิติว่าคนอื่นจำนวนมากที่กินอาหารลักษณะเดียวกับคุณ ชอบนักการเมืองคนหนึ่ง หากผู้จัดการเลือกตั้งส่งจดหมายไปขอเสียงสนับสนุนและขอเงินจากคนที่กินอาหารเช่นนี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับการตอบรับ

algorithm อาศัยวิชาสถิติ พฤติกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ ฯลฯ เพื่อเข้าใจคุณและพยากรณ์พฤติกรรมของคุณ ถ้าคุณเข้าไปอยู่ในกรงก็หมดความเป็นเสรีชน

 

(2) BUMMER บุกรุกความเป็นส่วนตัวและอันตราย

ลองคิดดูว่า หากมีคนพยากรณ์ได้ว่าคุณชอบทำอะไร ไปเที่ยวที่ไหน มักอยู่ที่ไหนในเวลาใด รักลูกคุณมากเพียงใด ฯลฯ คุณจะชอบและรู้สึกปลอดภัยไหม อย่าลืมว่าทั้งหมดที่เขารู้ ก็เพราะคุณบอกเขาจากการโพสต์ข้อความ จากการถ่ายรูปและบรรยาย จากการแสดงออกถึงความชอบผ่านการเลือกดูคลิปและการกดไลค์ จากการเป็นผู้ติดตาม ฯลฯ  ถ้าคุณลบบัญชีทิ้ง หรือไม่เป็นสมาชิกแต่แรก ความเป็นส่วนตัวก็อยู่กับคุณ

 

(3) โซเชียลมีเดียทำให้คุณเป็น ‘ไอ้งั่ง’

BUMMER ออกแบบมาเพื่อให้คุณเป็นคนเสพติดโซเชียลมีเดีย ทุกศาสตร์ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้คุณเกิดอารมณ์ชอบ โกรธ เกลียด หลงใหล อยากรู้อยากเห็น อยากให้เป็นที่ยอมรับ อยากรับรู้เรื่องราวลี้ลับ อยากแสดงความงดงามของตน เป็นพื้นที่แสดงออกอารมณ์ของความเป็นคนมีปมเด่นและปมด้อย ฯลฯ

BUMMER สร้าง adaptive algorithms ซึ่งปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำให้คุณเข้าไปเกี่ยวพันกับโซเชียลมีเดียอย่างไม่ขาดตอน เพื่อขายโฆษณาโดยตรง ขายสารพัดข้อมูลให้ทุกองค์กรที่มีสารพัดวัตถุประสงค์ โดยมีการเสพติดของคุณเป็นตัวเติมข้อมูล

 

(4) โซเชียลมีเดียทำลายความจริง

แหล่งข้อมูลในโซเชียลบางแห่งเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น สนับสนุนความคิดทางการเมือง สร้างรสนิยมสินค้า สร้างอารมณ์สุดโต่งเพื่อให้มีการเข้าไปใช้โซเชียลมีเดียกันมากๆ สร้างความเชื่อทฤษฎีสมคบคิดบ้าๆ บอๆ (Conspiracy Theories) ฯลฯ ตลอดจนเรื่องราวโกหกมดเท็จ (fake news)

หลายบัญชีที่มียอดผู้ดูหรือผู้ติดตามจำนวนเป็นแสนเป็นล้านนั้น ส่วนใหญ่มาจากบัญชีหุ่นยนต์ (BOTS มาจาก Robots and Auto Processes) ที่สร้างขึ้นและควบคุมโดย fake-people factories (กลุ่มคนหรือบริษัทรับจ้าง) โดยบัญชีหุ่นยนต์ หรือ fake accounts นั้นมีอยู่ทุกแห่งหน บริษัทเหล่านี้หาเงินทองได้มากมายจากการขาย fake accounts (ในปี 2018 หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานว่าราคามาตรฐานคือ $225 เหรียญสหรัฐ ต่อ 25,000 fake accounts) fake news และ fake accounts มีอยู่ทุกแห่งหนในทุกประเทศ เพราะมีวัตถุประสงค์หลากหลายเพื่อรายได้ก้อนโต

 

(5) โซเชียลมีเดียชอบให้คนทะเลาะกัน และทำลายความสามารถของมนุษย์ในการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่

บริบทของการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างบุคคล  เช่นคำว่า “ฉันรักเธอ” เมื่อพูดกับเด็กนักเรียน กับเมื่อพูดกับคนรักนั้น จะมีความหมายตามที่ตั้งใจได้ จำต้องมีวิธีการพูดที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีบริบทที่แตกต่างกัน  อย่างไรก็ดี BUMMER ในโลกโซเชียลมีเดียนั้นทำลายบริบทต่างๆ ที่อาจมีได้เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งเสียสิ้น เนื่องจากในหัวมีแต่ตัวเลขจำนวนกดไลค์ จำนวนตัวเลขผู้ติดตาม ซึ่งเป็นตัววัดสำคัญในการทำงานของ BUMMER อยู่ตลอดเวลา

สมาชิกจำนวนมากทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเลขไลค์สูงขึ้น มีคนติดตามชื่นชมมากขึ้น ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่ของจำนวนเหล่านี้ไม่ใช่คนจริงก็ตาม BUMMER จะเน้นจำนวนเลขเหล่านี้เพื่อธุรกิจ พร้อมทั้งยัดเยียดข้อมูลเฉพาะให้แต่ละคนผ่าน algorithmic customization อย่างไม่คำนึงถึงบริบท ดังนั้นบริบทซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของวัฒนธรรมของมนุษยชาติในการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจึงถูกทำลาย

 

(6) ความรู้สึกที่เป็นลบ เป็นเส้นเลือดเลี้ยงชีวิตของโซเชียลมีเดีย

Lanier ให้ความเห็นว่า BUMMER ต้องการให้คุณไม่มีความสุข มิเช่นนั้นก็จะใช้เวลาไปกับสิ่งอื่นๆ ในชีวิตจริง และไม่มีเหตุผลที่จะมาใช้โซเชียลมีเดีย  งานวิจัยพบว่ายิ่งสมาชิกรู้สึกกระวนกระวาย รู้สึกว่าตนเองขาดอะไรบางอย่างมากเท่าใด แนวโน้มในการมีส่วนร่วมกับกลไกของ BUMMER ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เช่น ยิ่งพบว่ามีคนชอบรูปภาพที่โพสต์มากขึ้น ก็จะยิ่งเกิดการเสพติดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว และทำให้บริษัทที่สร้าง BUMMER มีกำไรมากยิ่งขึ้น

 

(7) โซเชียลมีเดียทำให้คนจำนวนมากขาดความสุข

สำหรับกลุ่มที่ต้องการยอมรับจากคนอื่น เช่น การยอมรับในความงาม หรือแข่งขันในการเป็นเน็ตไอดอล ความจริงก็คือมันเป็นการแข่งขันในระดับโลกและระดับประเทศ ที่ย่อมมีมาตรฐานสูงเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะคิดว่าตนเองสวยเท่าใดก็จะมีคนสวยกว่าอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับมีคนอื่นที่มีแฟนติดตามมากกว่า ดังนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปร่วม จึงมีแต่ความไม่สมหวัง ใครที่จริงจังกับมันก็จะหาความสุขไม่ได้

 

(8) บริษัทโซเชียลมีเดียทำเงินได้มหาศาลจากสิ่งที่คุณทำให้ฟรีๆ

ทุกนาทีผู้ใช้โซเชียลมีเดียแปลบทความ กวี ข้อความที่งดงามข้ามภาษาให้เพื่อนๆ โดยไม่คิดอะไร แต่หารู้ไม่ว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไปใช้หรือขายต่อโดย algorithm  ข้อมูลอื่นๆ ไม่ว่ารูปภาพที่งดงาม ข้อเขียน จะถูกเก็บรวบรวมไว้ตลอดเวลาเพื่อนำไปใช้ต่อไป โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือปรับปรุง หรือตัดต่อเพิ่มเติม ทั้งหมดนี้สามารถนำไปขายต่อและสร้างรายได้อีกมหาศาล

 

(9) โซเชียลมีเดียมีผลกระทบด้านลบต่อระบบการเมือง

algorithm ของ BUMMER สามารถมีอิทธิพลต่อคนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ให้กลายเป็นคนนิยมอำนาจ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกทางความคิด และทำลายระบบการเมืองได้ดังที่กำลังเป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลจากการเลือกตั้งปี 2016 ซึ่งมีหลักฐานการแทรกแซงจากโซเชียลมีเดียชัดเจนขึ้นทุกที

 

(10) โซเชียลมีเดียเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นสิ่งของ

ในเรื่องการคิดคำนึงของมนุษย์ และการมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงการดำเนินชีวิตไปวันๆ นั้น  BUMMER สามารถมีอิทธิพลแทรกแซงได้ โดยขึ้นอยู่กับการสร้าง algorithm  ถ้าจะพูดว่า BUMMER คล้ายคลึงศาสนาก็คงได้ กล่าวคือเป็นระบบที่สามารถจัดสร้างความเชื่อและศรัทธา มีอิทธิพลต่อความนึกคิด มีการชี้นำทั้งอย่างตรงไปตรงมาและแนบเนียนต่อชาวโลก

BUMMER ไม่เคารพจิตวิญญาณของผู้ใช้ เราถูกลดระดับลงเป็นเพียงผู้สร้างข้อมูลให้ algorithm ทำงานไปในทิศทางที่เขาต้องการ  BUMMER ไม่สนใจศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัวของเรา เราไม่มีความหมายเชิงจิตวิญญาณ หากเป็นเพียงสิ่งของ

 

โดยสรุป โซเชียลมีเดียมีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ ถ้าเรารู้เท่าทันก็ไม่มีอะไรเสียหายมากนัก  BUMMER เป็นเรื่องอันตรายที่ Lanier เสนอให้มีการออกกฎหมายแก้ไข เพื่อให้มนุษย์ได้รับความเป็นธรรม เป็นเสรีชน มีศักดิ์ศรี ไม่ถูกขังเป็นหนูทดลองอยู่ในกรง เขาเสนอให้ลบบัญชีโซเชียลมีเดียออกเสียจนกว่าจะมีรูปแบบธุรกิจที่ดีกว่านี้ในอนาคต

ในโลกความเป็นจริง ผู้เขียนคิดว่าการลบบัญชีเป็นวิจารณญาณของแต่ละคน ข้อมูลที่ Lanier ให้เกี่ยวกับ BUMMER ทำให้เกิดความกังวลได้พอสมควร หากลบบัญชีไม่ได้ ก็ต้องใช้อย่างระแวดระวังและคำนึงถึงผลเสียมากขึ้น

เกือบทุกสิ่งที่เราบริโภคล้วนมีสารเคมีที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายทั้งสิ้น เราไม่อาจเลิกการบริโภคได้ทั้งหมด ที่สามารถทำได้ก็คือการเลือกอย่างชาญฉลาดเท่านั้น

Author

Varakorn Samakoses

วรากรณ์ สามโกเศศ - อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของผลงานเขียนชุด “Global Change” ว่าด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ในมุมเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม เทคโนโลยี และผลงานเขียนชุด “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” รวมงานคัดสรรด้านเศรษฐศาสตร์แบบไม่ต้องแบกบันไดมาอ่าน