fbpx
ความยั่งยืนเริ่มจากตู้เสื้อผ้า

ความยั่งยืนเริ่มจากตู้เสื้อผ้า

กรณิศ ตันอังสนากุล เรื่อง

หากคุณเป็นอีกคนที่อยากจะเปลี่ยนแปลงเพื่อโลก ตู้เสื้อผ้าเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดการความยั่งยืนใกล้ตัวที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

เชื่อว่าหลายคนโดยเฉพาะสาวๆ คงเคยประสบเหตุการณ์คล้ายๆ กันคือเสื้อผ้าล้นตู้จนไม่มีที่จะเก็บ แต่ขณะเดียวกันก็บ่นว่าไม่มีอะไรจะใส่ บางทีก็ซื้อเสื้อผ้าแล้วใส่ไม่กี่ครั้ง ส่วนที่ไม่ใช้แล้วก็วางแผนว่าจะหาค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากร้านมือสองหรือรอจังหวะดีๆ ในการบริจาค แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยังอยู่ในตู้อย่างนั้นเป็นปีๆ เรารู้ดีว่าทางออกที่ตรงจุดที่สุดคือลดการซื้อแต่การยับยั้งชั่งใจก็ไม่ง่ายเลย บทความชิ้นนี้จะพาคุณไปสำรวจเรื่องราวของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในปัจจุบัน โดยหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยเสริมแรงยับยั้งไม่ให้คุณตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าได้ง่ายเหมือนที่เคย

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าสิ่งทอและเสื้อผ้าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากจะให้จินตนาการโลกที่ปราศจากสิ่งทอก็คงจะยากสักหน่อย เราสวมใส่เสื้อผ้าแทบจะตลอดเวลา นอกจากเสื้อผ้าจะช่วยปกคลุมร่างกาย สนับสนุนการทำกิจกรรมต่างๆ แล้ว เสื้อผ้ายังเป็นการแสดงออกถึงลักษณะเฉพาะบุคคลที่แต่งต่างกันด้วย

สิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่มีมูลค่าถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และสร้างการจ้างงานกว่า 300 ล้านคน ตลอดห่วงโซ่มูลค่าในบางประเทศการผลิตผ้าฝ้ายเพียงอย่างเดียวคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 7 เปอร์เซ็นต์ของการจ้างงานทั้งหมด โดยที่กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ของสิ่งทอทั้งหมดถูกใช้ผลิตเสื้อผ้าและคาดว่าจะยังคงเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดต่อไป

การผลิตเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา สาเหตุหนึ่งมาจากการเติบโตของชนชั้นกลางทั่วโลก ขณะที่ fast fashion คือปรากฏการณ์ขับเคลื่อนจำนวนยอดขายต่อหัวในประเทศที่พัฒนาแล้ว  fast fashion ทำให้รอบอายุของเสื้อผ้าแต่ละฤดูกาลหมุนเร็วขึ้น มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นของจำนวนคอลเลคชั่นต่อปีและการกำหนดราคาที่ย่อมเยาทำให้เสื้อผ้าแบบ fast fashionโดยมากล้าสมัยในเวลาเพียงปีเดียว หากนำไปขายต่อในร้านมือสองก็อาจจะได้ราคาที่ไม่ดีด้วยความด้อยคุณภาพ

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าในปัจจุบันทั้งสิ้นเปลืองและก่อมลภาวะ

ระบบการผลิต จัดจำหน่าย และการใช้เสื้อผ้าในปัจจุบัน ดำเนินในรูปแบบเชิงเส้นตรง (linear) นั่นคือการที่เราสกัดทรัพยากร (ที่ไม่ย่อยสลาย) จำนวนมากมาผลิตเสื้อผ้า โดยที่ปลายทางของผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือหลุมฝังกลบหรือเตาเผา โดยกว่าครึ่งของผลิตภัณฑ์ fast fashion ถูกใช้ประโยชน์ในระยะเวลาสั้น ก่อนถูกกำจัดภายในปีเดียว ระบบเชิงเส้นตรงนอกจากทำให้เราพลาดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลแล้ว ยังผลาญทรัพยากร สร้างมลพิษ ตลอดจนทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและระบบนิเวศ มลภาวะและผลกระทบสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์

การผลิตเส้นใยไม่ว่าจะเป็นเส้นใยธรรมชาติจากการเพาะปลูกหรือใยสังเคราะห์ที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมสิ่งทอส่วนใหญ่อาศัยทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปประมาณ 98 ล้านตันต่อปี รวมทั้งน้ำมันเพื่อผลิตเส้นใยสังเคราะห์ ปุ๋ยเพื่อปลูกฝ้ายและสารเคมีเพื่อผลิตย้อมและตกแต่งเส้นใยและสิ่งทอ การผลิตสิ่งทอ (รวมถึงการทำไร่ฝ้าย) ยังใช้น้ำประมาณ 93 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ก่อให้เกิดปัญหาในภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำ ระบบเชิงเส้นที่สิ้นเปลืองในปัจจุบันสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติ

ในขั้นตอนการผลิตเสื้อผ้าก็เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีและปล่อยมลภาวะของโรงงาน ในปี 2015 การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) จากการผลิตสิ่งทอมีปริมาณเทียบเท่าการปลดปล่อย CO2 1.2 พันล้านตัน ซึ่งมากกว่าเที่ยวบินระหว่างประเทศและการเดินเรือรวมกันทั้งหมดเสียอีก อุตสาหกรรมยังมีผลกระทบโดยตรงต่อท้องถิ่น การใช้สารบางชนิดส่งผลเสียต่อเกษตรกรผู้ปฏิบัติงานโรงงานและสภาพแวดล้อมโดยรอบ แม้ว่าจะมีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับปริมาณสารที่น่าห่วงใยที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่าการผลิตสิ่งทอมีการปล่อยน้ำที่มีสารเคมีอันตรายเข้าสู่สิ่งแวดล้อม มีการประเมินว่ากิจกรรมย้อมสีและจัดการสิ่งทอปล่อยมลพิษทางน้ำราว 20 เปอร์เซ็นต์ ของมลพิษทางน้ำจากอุตสาหกรรมทั่วโลก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสิ่งทอถูกชี้เป้าว่ามีส่วนสำคัญในการปล่อยพลาสติกลงสู่มหาสมุทร การซักล้างทำความสะอาดก็นำพาไมโครไฟเบอร์สู่แหล่งน้ำและทะเล เป็นไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสร้างความกังวลด้านสุขภาพเพิ่มเป็นทวีคูณ มีการประมาณว่าในแต่ละปีการซักล้างเสื้อผ้าใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน หรืออะครีลิก ปลดปล่อยไมโครไฟเบอร์ราว 5 แสนตันลงสู่ภายนอกและปนเปื้อนสู่มหาสมุทร

ท้ายที่สุดเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน เสื้อผ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของกองขยะมหึมา หลายคนอาจเข้าใจว่าเสื้อผ้าที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้เอง และไม่น่าจะสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ที่จริงแล้วในขั้นตอนการผลิตเสื้อผ้าประกอบด้วยการใช้สารเคมี ทั้งการย้อมสี พิมพ์สี การฝังกลบอย่างผิดวิธีทำให้สารเคมีเหล่านี้ปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำได้ สำหรับเส้นใยสังเคราะห์ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกสามารถอยู่ได้เป็นร้อยๆ ปีกว่าจะย่อยสลาย

ผลกระทบจากระบบสิ่งทอของวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เรื่องราวผลกระทบทางสังคมในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาคและระดับโลกปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด คนงานจำนวนมากต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอันตรายเนื่องจากกระบวนการที่ไม่ปลอดภัยและสารอันตรายที่ใช้ในการผลิต แรงกดดันในการลดต้นทุนและแข่งขันกับเวลาที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานมักต้องแลกมาด้วยสภาพการทำงานที่เลวร้าย ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และการกดค่าแรง รวมไปถึงแรงงานทาสสมัยใหม่ (modern slavery) และแรงงานเด็ก (child labor)  ขณะที่ชุมชนโดยรอบมักได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น การปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำธารที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค

แม้การคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจของผลกระทบทางลบเหล่านี้จะทำได้ไม่ง่ายนัก แต่รายงานอุตสาหกรรมแฟชั่นระบุว่า ในปี 2030 หากอุตสาหกรรมแฟชั่นจัดการกับผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่อยู่ในปัจจุบัน ผลประโยชน์โดยรวมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะอยู่ที่ประมาณ 160,000 ล้านยูโร (กว่า 6 ล้านล้านบาท) ซึ่งนับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

social impacts of clothing system, ผลกระทบของระบบเสื้อผ้า

ใช้เสื้อผ้าไม่คุ้มเสมือนโยนเงินทิ้ง

เราใช้ประโยชน์เสื้อผ้าคุ้มแค่ไหน? การศึกษาอัตราการใช้ประโยชน์เสื้อผ้าระบุว่าจำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่เสื้อผ้าถูกสวมใส่ก่อนที่จะหมดอายุการใช้งานลดลง 36 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 15 ปีก่อน เมื่อแจกแจงผลการศึกษารายประเทศพบว่าประเทศที่มีรายได้น้อยยังมีอัตราการใช้ประโยชน์เสื้อผ้าค่อนข้างสูง แต่ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกามีการสวมใส่เสื้อผ้าเพียงประมาณ 1ใน 4 ของค่าเฉลี่ยทั่วโลกเท่านั้น ที่น่ากังวลคือรูปแบบการใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่นี้กำลังเกิดขึ้นในประเทศจีน ซึ่งอัตราการใช้ประโยชน์เสื้อผ้าลดลง 70 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

เชื่อหรือไม่ว่ามูลค่าของการทิ้งเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ต่อไปได้ทั่วโลกคิดเป็นมูลค่า 460,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 15 ล้านล้านบาท) เสื้อผ้าบางชิ้นคาดว่าจะถูกทิ้งหลังจากสวมใส่เพียง 7 ถึง 10 ครั้งเท่านั้น การสำรวจในเยอรมนีและจีนพบว่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ร่วมวิจัยยอมรับว่ามีเสื้อผ้ามากกว่าที่พวกเขาต้องการ

ใช้เสื้อผ้าไม่คุ้มเสมือนโยนเงินทิ้ง, global material flows for clothing

เมื่อการรีไซเคิล & บริจาค ยังไม่ใช่ทางออก

‘รีไซเคิล’ คำนี้ทำให้รู้สึกดีไม่น้อยในการจัดการกับของเหลือทิ้ง แต่คงไม่ผิดนักถ้าจะเรียกว่าเป็นความหวังที่ไม่เกิดขึ้นจริงกับการจัดการขยะหลายๆ ประเภทรวมถึงเสื้อผ้าด้วย แน่นอนว่าในทางเทคนิคแล้วสิ่งทอหลายชนิดนำไปรีไซเคิลได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าเก่าถูกนำไปรีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าใหม่ ซึ่งหมายถึงการสูญเสียวัสดุมูลค่ากว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 3 ล้านล้านบาท) ในแต่ละปี นอกจากมูลค่าที่เสียไปแล้ว ต้นทุนยังเกิดขึ้นกับขั้นตอนการกำจัดหลังสิ้นสุดการใช้งานอีกด้วย ค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการฝังกลบเสื้อผ้าและสิ่งทอในครัวเรือนที่ประเทศอังกฤษอยู่ที่ประมาณ 108 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 3.5 พันล้านบาท)

หลายคนอาจคิดว่าสามารถบริจาคเสื้อผ้าเก่าให้กับผู้ยากไร้ เสื้อผ้าที่ถูกทิ้งคงไม่สร้างผลกระทบอะไรมากมาย แต่แท้จริงแล้วธุรกิจแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อเสื้อผ้าใหม่นี้เองที่กำลังสร้างปัญหาอย่างคาดไม่ถึง

การบริจาคทำให้ผู้คนรู้สึกดีและในหลายๆ ประเทศยังมีผู้ยากไร้ที่ต้องการเสื้อผ้าบริจาค แต่ในหลายประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ความต้องการเสื้อผ้ามือสองเทียบไม่ได้กับความรวดเร็วในการผลิต (เสื้อผ้ามือสอง) องค์กรที่ดูแลคนไร้บ้านและผู้มีรายได้น้อยในวอชิงตัน ดีซีถึงกับออกประกาศว่าไม่สามารถรับบริจาคได้อีกแล้วเนื่องจากมีปริมาณเสื้อผ้าเกินความต้องการ

ขณะที่การบริจาคข้ามทวีปไปยังแอฟริกาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาขยะเสื้อผ้าได้ทั้งหมด Trans-Americas องค์กรที่รับบริจาคเสื้อผ้าไปยังแอฟริการะบุว่าร้อยละ 30 ของเสื้อผ้าบริจาคเป็นเสื้อยืดและเสื้อโปโล ซึ่งจะถูกตัดเป็นเศษผ้าสำหรับร้านยานยนต์ อีกร้อยละ 20 ของเสื้อผ้าบริจาคเป็นของขาดหรือมีตำหนิ จะถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและส่งไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตพรมปูพื้น ซึ่งระบบ fast fashion ทำให้เสื้อผ้าที่ผลิตจากโพลีเอสเตอร์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ด้วยคุณภาพที่ต่ำเสื้อผ้าเหลือทิ้งเหล่านี้ส่วนใหญ่จึงถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมดังที่กล่าวมา ซึ่งมีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ

อุปสงค์เสื้อผ้าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่ เช่น เอเชียและแอฟริกา ในอีก 30 ปีข้างหน้า ยอดขายเสื้อผ้าทั้งหมดจะแตะระดับ 160 ล้านตัน หรือคิดเป็น 3 เท่าของปริมาณ ณ ปัจจุบัน แน่นอนว่าขนาดผลกระทบเชิงลบก็เติบโตตามไปด้วย หากอุตสาหกรรมยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิม ภายในปี 2050 เราจะผลาญทรัพยากรที่ใช้ผลิตเสื้อผ้ามาถึง 300 ล้านตัน (เพิ่มจาก 98 ล้านตันในปี 2015) สัดส่วนการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มจาก 2 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2015 เป็น 26 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มที่จะปล่อยไมโครไฟเบอร์ลงสู่มหาสมุทรเพิ่มขึ้น 22 ล้านตัน

recycle, บริจาค, impact of the textiles Industry

แน่นอนว่าการจัดการกับการบริโภคที่เกิดขีดจำกัดเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการลดผลกระทบของอุตสาหกรรม การใช้เสื้อผ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยับยั้งการบริโภคเกินจำเป็นอยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้และเป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ฝั่งผู้ผลิตเองก็เผชิญความท้าทายในการปรับปรุงวิธีปฏิบัติของอุตสาหกรรม ทั้งยังเผชิญความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของแบรนด์และแนวโน้มด้านกฎระเบียบที่จะเข้มงวดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลต่อผลกำไรของธุรกิจหากไม่สามารถปฏิบัติตามได้

ในตอนหน้ามาติดตามกันว่ามิติใหม่ของอุตสาหกรรมสิ่งทอตามแนวทางเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน ซึ่งเป็นความพยายามจากฝั่งผู้ผลิต จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร

อ้างอิง

https://www.newsweek.com/2016/09/09/old-clothes-fashion-waste-crisis-494824.html

https://www.ellenmacarthurfoundation.org/assets/downloads/publications/A-New-Textiles-Economy_Full-Report.pdf

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save