อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

เหมือนเช่นทุกครั้ง ทั้งๆ ที่สื่อต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เยอรมนี รายงานข่าวพร้อมภาพถ่ายกันเอิกเกริกครึกโครม แต่ก็ด้วยมายาคติแบบไทยๆ บดบังครอบงำ ทำให้สติปัญญาและจิตใจมืดมน หลายคนจึงไม่เชื่อแม้กระทั่งสายตาของตนเอง อ้างว่าเป็นรูปเก่าบ้าง ภาพตัดแปะบ้าง ก่อนจะสรุปลงท้ายด้วยการด่าทอ สาปแช่งขบวนการใส่ร้ายป้ายสี บ่อนทำลายสถาบันสำคัญของชาติ ฯลฯ อันเป็นสูตรสำเร็จคืนความสุข ความสบายใจให้กับตัวเอง

เพียงแต่คราวนี้ มีราชกิจจานุเบกษา หน้า 20 เล่ม 137 ตอนที่ 23 ข วันที่ 29 สิงหาคม 2563 ประกาศ เรื่อง แต่งตั้งให้ดำรงฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

 

ทำเอาอึ้งกันไปทั้งอำเภอ

ก็น่าเห็นใจอยู่หรอก เพราะย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ไม่ช้าไม่นานนัก ราชกิจจานุเบกษา หน้า 2 เล่ม 136 ตอนที่ 55 ข ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2562 ประกาศ เรื่อง ให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารพ้นจากตำแหน่ง ถอดฐานันดรศักดิ์และยศทหาร ตลอดจนเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

ที่มาภาพจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

 

ท่ามกลางปัญหาของชาติบ้านเมืองนานานัปการที่สุมรุมเร้ารัฐบาลภายใต้ระบอบปกครองกึ่งเผด็จการทหารกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจ การเมือง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยมีโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม

ไหนจะมีเรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด่วนชิงลาออกหลังจากนั่งเก้าอี้ยังไม่ทันร้อน ขณะที่การหาตัวคนมาแทนไม่ใช่เรื่องง่าย หาได้ก็ไม่รู้ว่าจะถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญได้เมื่อไร

ไม่ใช่เรื่องราว ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้หรอกหรือที่ทำให้แฟลชม็อบนักเรียนนักศึกษาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สร้างความหวาดหวั่นให้กับบางคนยิ่งกว่าโควิด-19

ต้องถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทย ที่การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง มีข้อเสนอ กระแสเรียกร้องต้องการให้มีการจัดวางโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับการเมืองเสียใหม่ ตามความใฝ่ฝันถึงสังคมในอุดมคติของพวกเขา

ที่นักเรียนนักศึกษาสามารถแสดงเจตจำนง ความต้องการตรงไปตรงออกมาได้ นอกจากความกล้าหาญแล้วยังเป็นเพราะเยาวชนลูกหลานไม่ได้มีปัญหาเรื่องสายตา ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ จากระบอบปกครองกึ่งเผด็จการทหารกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แตกต่างไปจากผู้ใหญ่หัวหงอกหัวดำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง นักการเมือง แม่ทัพขุนศึก ตลอดจนชนชั้นนำ ฯลฯ ซึ่งรักชาติบ้านเมืองกันจนร่ำรวยมั่งคั่ง แตกต่างเหลื่อมล้ำจากประชาชนคนส่วนใหญ่ที่อยู่กันด้วยความยากลำบาก พยายามปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง แก้รัฐธรรมนูญก็แล้ว ยกร่างกันมาไม่รู้กี่หน รัฐประหารไม่รู้กี่ครั้ง เดี๋ยวปฏิรูปนั่นปฏิรูปนี่ แต่ก็ไม่เคยนำพาประเทศไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงสักที มีแต่เพลงสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ขอเวลาอีกไม่นานแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมาแล้วเป็นไง

ปู้ยี่ปู้ยำกันจนยุวชนลูกหลานอดรนทนไม่ไหว เดี๋ยวซื้อยานเกราะ เดี๋ยวซื้อเรือดำน้ำ เดี๋ยวก็เอากระบวนการยุติธรรมไปเซ็งลี้แลกเปลี่ยนกับอิสรภาพของเศรษฐีคนรวย คุกเลยมีไว้ขังคนจนกับปรปักษ์ทางการเมือง

น่าสนใจข้อเรียกร้องของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม กับข้อเสนอ 10 ประการ คือ 1. ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ 2. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 3. ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 4. ปรับลดงบประมาณแผ่นดินสำหรับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ 5. จัดส่วนราชการในพระองค์เสียใหม่ หน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานปกติ และหน่วยงานใดที่ไม่มีความจำเป็นให้ยกเลิกเสีย 6. ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด 7. ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ 8. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และเชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียว 9. สืบหาความจริงเกี่ยวกับความตายของประชาชนซึ่งถูกกล่าวหาว่าไม่ภักดี และ 10. ห้ามมิให้มีการรับรองรัฐประหาร

แม้ภายหลัง แฟลชม็อบประชาชนปลดแอก ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม จะผ่อนคลายความร้อนแรงลง แปรเป็น 1 ความฝัน คือ ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง แต่ประเด็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ยังคงปรากฏให้เห็นระหว่างการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองทุกครั้งของนักเรียน นักศึกษา

ข้อเรียกร้องทั้งหลาย แทนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ หัวหงอกหัวดำ จะได้ใช้สติปัญญาและสามัญสำนึกพินิจพิจารณาหลักการและเหตุผล กลับพยายามรวบรัดตัดบท คำก็อ้างว่าจาบจ้วง อีกคำก็ล่วงละเมิด โดยปฏิเสธที่จะถกแถลงถึงเนื้อหาสาระของข้อเสนอเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ล้วนเป็นวิถีปฏิบัติปกติในสังคมอารยะนานาประเทศซึ่งยังคงมีกษัตริย์เป็นประมุข ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อังกฤษ สวีเดน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ

ได้สื่อหลักอย่างเนชั่นทีวี และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เป็นกระบอกเสียง หรือสุนัขเฝ้าปราสาทคฤหาสน์ให้กับชนชั้นนำ ทำหน้าที่ได้อย่างซื่อสัตย์สมดังที่บางคนทำมาหารับประทานกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นระยะเวลา 20-30 ปี บางคนก็ผูกพัน ชื่นชมอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์มาแต่ไหนแต่ไร

มีข่าวรัฐประหารออกมาเขย่าขวัญ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เพราะไหนภายนอกจะต้องเผชิญกับแรงกดดัน การคว่ำบาตรแซงชั่นจากประชาคมโลกแล้ว ภายในประเทศเองนั้น แม้จะสามารถยึดครองพื้นที่กรุงเทพมหานครเอาไว้ได้ก็จริง แต่จากบทเรียนเมื่อปี 2553 จะทำอย่างไรหากลูกหลาน นักเรียน นักศึกษาตามหัวเมืองใหญ่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านคณะรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ขอนแก่น ฯลฯ

ขณะเดียวกัน บางฝ่ายแสดงท่าทีแลดูคล้ายกับยอมสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พร้อมที่จะเปิดให้มีการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยไม่แตะบางหมวด บางมาตราบ้าง โยนหินถามทางด้วยข้อเสนอที่แยบยล พร้อมผลักดันเปิดทางให้ชนชั้นนำ ซึ่งอ้างว่าเป็นคนนอกหรือคนกลางเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีบ้าง ฯลฯ

อยู่ๆ อยากจะจับแกนนำก็จับ อยากจะปล่อยก็ปล่อย

ครบครันทั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งเล่ห์กลมนต์คาถา ยื้อเวลารักษาระบอบเก่าเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่