ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

การเมืองไทยช่วงนี้มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นที่น่าจับตามอง ทำให้ต้องมาคิดใคร่ครวญด้วยเหตุผลและวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมาก แต่ในที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องการเมืองแห่งความขัดแย้ง ความรุนแรงและการหาทางออกด้วยวิธีการอย่างสันติ

มีประเด็นหลายประเด็นในเรื่องความขัดแย้งและความรุนแรงที่มองเห็นได้ชัด แต่หลายเรื่องก็มองเห็นไม่ชัดหรือบางทีก็แย้งกันได้หลายมุมมอง

เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ก่อนอื่นจำเป็นจะต้องหาคำนิยามหรือหลักคิดอะไรบางอย่างที่มีเหตุผลน่าเชื่อถือได้

สิ่งที่ถกเถียงกันในที่นี้คือประเด็นของการแก้ปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้งในแบบสันติวิธี หรือพยายามจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงให้ได้

แนวคิดของนักสันติภาพที่มีชื่อเสียงอย่าง Johan Galtung ก็น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ในการตีความเรื่องราวและข้อถกเถียงในบ้านเราตอนนี้ได้ดี

ความรุนแรงคืออะไรแสดงออกมากี่แบบ นี่เป็นเรื่องที่ต้องอธิบายกันมากในทางทฤษฎี

Galtung พูดถึงความรุนแรงและความรุนแรงเชิงโครงสร้างมาตั้งแต่ปี 1969 แต่หลายคนยังเห็นว่าความคิดของเขาชัดเจนในการมองความขัดแย้งและความรุนแรงในทุกสังคม

เราจะมาดูว่าเขามองเรื่องนี้อย่างไรและเอามาอธิบายเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร

Galtung เริ่มจากการมองเรื่องความรุนแรงและประเภทของความรุนแรงก่อน ความรุนแรงจะปรากฏขึ้นเมื่อมนุษย์ได้รับอิทธิพลที่ทำให้การบรรลุถึงเป้าหมายอย่างแท้จริงทั้งในทางร่างกายและจิตใจต่ำกว่าการบรรลุถึงความสามารถของมนุษย์ที่มีอยู่

จุดสำคัญคือการใช้คำว่า ศักยภาพหรือการบรรลุถึงความสามารถที่มีอยู่ (Potentiality) และสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (Actuality)

ในแง่หนึ่ง ความรุนแรงถูกกำหนดนิยามตรงนี้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างศักยภาพหรือความสามารถที่มีอยู่กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หรือบังเกิดความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพและสิ่งที่เป็นอยู่จริง

ฉะนั้นความรุนแรงคือการไปเพิ่มระยะห่างระหว่างศักยภาพหรือความสามารถที่มีอยู่ กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หรือการไปขัดขวางการลดระยะห่างเหล่านั้น

 

Johan Galtung

Johan Galtung ภาพ : www.rightlivelihoodaward.org/laureates/johan-galtung/

 

ความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อไหร่

 

ตัวอย่างเช่น ถ้าคนๆ หนึ่งตายจากวัณโรคในอยุธยาสมัยศตวรรษที่ 17 คงยากที่จะคิดว่าเกิดความรุนแรงขึ้นตอนนั้น เพราะมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในขณะนั้น แต่ถ้าคนๆ นั้นตายจากวัณโรคในปัจจุบัน ทั้งที่ทรัพยากรทางการแพทย์มีอยู่อย่างล้นเกินในโลก ความรุนแรงจึงบังเกิดขึ้นตามคำนิยามนี้

เช่นเดียวกัน ถ้าคนตายจากแผ่นดินไหวในทุกวันนี้ เราไม่สามารถพูดอย่างมั่นใจว่าเกิดความรุนแรงตามนิยามข้างต้น ในเมื่อการเกิดแผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อนาคตถ้าแผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ในทางวิทยาศาสตร์ การตายจากแผ่นดินไหวก็อาจเป็นเรื่องความรุนแรงได้ตามนิยามนี้เช่นกัน

การระบาดของ COVID-19 ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าประเทศจีนใช้ศักยภาพทางเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์ได้เท่าทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ แม้ยังไม่รู้ว่ายารักษาโรคนี้จะเป็นอย่างไร แต่การใช้ศักยภาพสูงสุดในการระงับการแพร่ระบาดหรือป้องกันโรคเป็นการหลีกเลี่ยงความรุนแรง

ถ้าประเทศที่อ้างว่ามีศักยภาพทางการแพทย์สูงระดับโลก แต่มาตรการป้องกันและแก้ปัญหาห่วยแตก ก็เรียกได้ว่าเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้เช่นกัน

เมื่อศักยภาพหรือความสามารถที่มีอยู่ “ระดับสูงกว่า” ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็หมายความว่าปัญหาเป็น “สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้” ในเมื่อสามารถจะหลีกเลี่ยงได้แต่ปัญหายังคงอยู่ วินาทีนั้นความรุนแรงก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

ระดับของการบรรลุตามศักยภาพก็คือความเป็นไปได้ตามระดับความรู้และทรัพยากร ถ้าหากความรู้และ/หรือทรัพยากรถูกผูกขาดโดยกลุ่มหรือชนชั้นหนึ่ง หรือถูกนำมาใช้เพื่อเป้าหมายอื่นๆ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับของศักยภาพ ความรุนแรงก็ปรากฏขึ้นแล้วภายในระบบ

ตัวอย่างเช่น ถ้างบประมาณแผ่นดินถูกนำไปซื้ออาวุธหรือจ่ายให้หน่วยงานความมั่นคงมากเกินควร ในขณะที่คนยากจนข้นแค้นในสังคมมีอยู่มาก หรือถ้ามีความเจริญและพัฒนาทางวัตถุมาก แต่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเราสูงในระดับโลก คนส่วนใหญ่ขาดสวัสดิการรัฐ คุณภาพการศึกษาของเด็กทั่วไปยังต่ำกว่าประเทศอื่น ความรุนแรงก็เกิดขึ้นแล้ว

การใช้อำนาจในคำสั่งหรือคำตัดสินของศาลไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการดำเนินการทางการเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่หลักสากลของการตีความทางกฎหมายและกระบวนยุติธรรมสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ แต่ระบบกลับรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ไม่ได้ เราเรียกว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นความรุนแรงทางอ้อมนั่นเอง

นอกจาก “ความรุนแรงทางอ้อม” ยังมี “ความรุนแรงทางตรง” ซึ่งในสถานการณ์นั้น เครื่องมือในการบรรลุซึ่งศักยภาพไม่ใช่เพียงแค่ถูกถอดออกไป แต่ยังถูกทำลายโดยตรงด้วย ดังนั้นการฆ่าฟันกันคือความรุนแรงทางตรงในแบบนี้

ยามเมื่อเกิดสงครามสู้รบกัน ความรุนแรงทางตรงเกิดขึ้นเพราะว่าการที่คนถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายให้บาดเจ็บนั้น เป็นที่แน่ชัดว่า “ความสามารถทางร่างกายที่บังเกิดขึ้นในสภาพเป็นจริง” ของเขาจะต่ำกว่า “ความสามารถหรือการบรรลุถึงศักยภาพทางร่างกาย” ของเขา

คนที่ตายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 7,000 กว่าคน บาดเจ็บมากกว่า 10,000 คน ในรอบ 16 ปี พวกเขาถูกทำลายโอกาสพัฒนาชีวิตตัวเองอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งคนในครอบครัวด้วย นี่คือความรุนแรงทางตรง แต่ยังคงมีความรุนแรงทางอ้อมเกิดขึ้นด้วย คือตราบใดที่ความรู้และทรัพยากรของรัฐถูกเอาไปใช้ในช่องทางอื่นจนพ้นไปจากความพยายามที่จะพัฒนาและสร้างสันติภาพ กลับเอางบประมาณทุ่มไปใช้กับความมั่นคงจนล้นเกิน เป็นต้น

แต่คำว่าการบรรลุถึงศักยภาพนี้ยังอาจมีปัญหามากในการตีความ โดยเฉพาะเมื่อเราขยับจากเรื่องทางร่างกายไปสู่เรื่องทางจิตใจ ประเด็นจึงอยู่ที่คำถามว่าค่านิยมที่จะบรรลุถึงนั้นมีสาระที่เป็น “ฉันทามติ” หรือไม่ เช่น การอ่านออกเขียนได้นั้นเป็นที่ยึดถือกันโดยทั่วไปว่าดี การมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ดี การมีสันติภาพ/สันติสุขเป็นสิ่งที่ดี ต่างจากค่านิยมของการเป็นคนดีในหลักทางศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะการเป็นคนดียังเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างความเชื่อทางศาสนา เป็นต้น

 

วิถีของความรุนแรง

 

เพื่อจะถกเถียงกันในเรื่องนี้ จึงเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะคิดถึงความรุนแรงในแง่ของ “อิทธิพล” (Influence) ความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบในเรื่องอิทธิพลต้องประกอบด้วย “ผู้กระทำผู้ถูกกระทำและปฏิบัติการ” แต่ถ้าจะพูดแบบนี้อย่างเดียวก็อาจทำให้หลงทางได้เหมือนกัน เพราะจะไปสนใจรูปแบบจำเพาะของความรุนแรงเท่านั้น

การจะเข้าถึงประเด็นนี้ได้ดี เราควรเริ่มต้นจากมิติอันหลากหลายที่กำหนดคุณสมบัติของปฏิบัติการของความรุนแรงหรือวิถีของการใช้อิทธิพล ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่หลายประการที่ต้องพิจารณาในที่นี้

ประการที่ 1 – เราต้องแยกระหว่างความรุนแรงเชิงกายภาพและความรุนแรงทางจิตใจ (Physical and Psychological Violence) ภายใต้เงื่อนไขของความรุนแรงเชิงกายภาพ มนุษย์ถูกทำให้เจ็บปวดทางร่างกายจนถึงระดับการฆ่าให้ตาย นอกจากนี้ยังควรมีการแยกแยะระหว่างความรุนแรงเชิงชีววิทยาซึ่งไปลดความสามารถทางกายให้ต่ำกว่าระดับศักยภาพเท่าที่อาจจะเป็นไปได้

ความรุนแรงเชิงกายภาพโดยตัวมันเองคือการไปเพิ่มข้อจำกัดทางกายภาพในการเคลื่อนไหวของมนุษย์ เช่น ถูกคุมขัง ล่ามโซ่ และรวมไปถึงโอกาสและความเท่าเทียมในการเข้าถึงการคมนาคมด้วย เช่น คนส่วนใหญ่ถูกจำกัดการเคลื่อนที่ เนื่องจากถูกผูกขาดอยู่ที่คนส่วนน้อย เป็นต้น

แต่การแยกแยะตรงนี้ยังมีความสำคัญน้อยกว่าการแยกแยะระหว่างความรุนแรงที่กระทำต่อร่างกายและความรุนแรงที่กระทำต่อจิตวิญญาณ ซึ่งในแบบหลังนี้รวมถึงการโกหก การล้างสมอง การยัดเยียด ปลูกฝังอุดมการณ์ด้านเดียว การข่มขู่คุกคาม ฯลฯ ทำให้คนส่วนใหญ่ถูกลดศักยภาพในทางจิตใจ เช่น การหลอกลวงด้วยการสร้าง fake news หรือการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เพื่อโจมตีใส่ร้ายผู้เห็นต่าง หรือการที่รัฐสร้างความจริงเพียงฝ่ายเดียว โดยกดทับข้อเท็จจริง อื่นๆ ในสังคม รวมถึงโอกาสในการได้รับสิทธิทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่สองมาตรฐานแบบที่คนบางกลุ่มทำอะไรก็ผิดเสมอ แต่คนบางกลุ่มถูกยกเว้นให้ผิดกฎหมาย เป็นต้น แบบนี้ก็เรียกว่าความรุนแรงด้วย

ประการที่ 2 – ความแตกต่างระหว่างแนวทางการใช้อิทธิพลที่เป็นบวกและแนวทางที่เป็นลบ คนเราถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอื่นมิใช่เพียงแค่ถูกลงโทษเมื่อคนเราทำอะไรที่ผู้ใช้อิทธิพลมองว่าเป็นสิ่งผิด แต่ยังหมายถึงการได้รับอิทธิพลเป็นรางวัลเมื่อคนเรายอมกระทำสิ่งที่ผู้ใช้อิทธิพลมองว่าถูกต้อง ในสภาพแบบนี้ แทนที่จะไปเพิ่มข้อจำกัดต่อการเคลื่อนไหวของคนเรา ข้อจำกัดอาจจะถูกลดลงและความสามารถทางกายถูกทำให้ขยายออกไป การกระทำแบบนี้ (การหลอกลวง) อาจจะเป็นไปโดยความยินยอมเสียด้วย

แต่นี่เป็นความรุนแรงไหม คำตอบคือเป็น เพราะผลลัพธ์โดยสุทธิอาจจะทำให้มนุษย์ถูกกีดกั้นไม่ให้ตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง เพราะคนที่ถูกหลอกไม่มีทางพัฒนาตัวเองได้อย่างแท้จริง

ดังนั้นนักคิดร่วมสมัยหลายคนเน้นย้ำว่าการที่สังคมบริโภคให้รางวัลก็เพียงพอแล้วต่อการดึงคนให้มาเป็นผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ไม่ลงโทษต่อผู้ที่ไม่ยอมรับ ระบบแบบนี้ให้รางวัลบนพื้นฐานของการให้คำมั่นสัญญาต่อความพึงพอใจของคน

แต่การกระทำเช่นนั้นก็ทำให้ขอบเขตในการปฏิบัติการของมนุษย์คนอื่นจำกัดลง เราอาจคิดว่าวิธีนี้เป็นการดีกว่าเพราะมันทำให้คนเกิดความพึงพอใจ แทนที่จะไปทำให้คนเจ็บปวด แต่ก็แย่ในแง่ที่ว่ามีการล่อหลอก ไม่จริงใจ โดยเจตนาไม่เปิดเผย เช่น ปรากฏการณ์ ส.ส.งูเห่าหรือแจกกล้วยในรัฐสภา แม้คนที่ถูกกระทำจะชอบก็ตาม

ประการที่ 3 – เป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างผู้ถูกกระทำหรือเป้าของการกระทำ ในปฏิบัติการนั้นมีผู้ถูกกระทำที่ได้รับความเจ็บปวดหรือไม่ เราจะพูดถึงความรุนแรงได้ไหมถ้าหากไม่มีการสร้างความเจ็บปวดต่อเป้าของการกระทำทั้งในแง่วัตถุและจิตใจ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเกิดความรุนแรงอย่างย่นย่อตัดตอน (Truncated Violence)

แต่ประเด็นนี้มีความหมายเป็นอย่างมาก เมื่อปัจเจกบุคคล กลุ่ม หรือชาติหนึ่งๆ กำลังส่อให้เห็นวิธีการใช้ความรุนแรงในทางกายภาพ ไม่ว่าจะโดยการขว้างก้อนหินเตือนไปจนถึงทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ หรือการเรียกไปคุยปรับทัศนคติอย่างนุ่มนวลแกมบังคับ การขู่กันในทางการเมือง การทุบตีหุ่นหรือสัญลักษณ์ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามในที่สาธารณะ เป็นต้น

การกระทำดังกล่าวอาจจะไม่มีความรุนแรงในแง่ที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่การข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงทางกายภาพและคุกคามทางอ้อม ย่อมถือเป็นความรุนแรงในทางจิตวิทยา เพราะเป็นการจำกัดการกระทำของมนุษย์เช่นเดียวกับการใช้ความรุนแรงทางจิตวิทยาที่ไม่มีผลต่อเป้าหมาย ก็คือการโกหกที่ไม่กลายเป็นจริง เพราะไม่มีใครเชื่อการโกหก แต่การสร้างเรื่องไม่จริง เป็นความรุนแรงแบบหนึ่งซึ่งไม่ทำให้ความเลวร้ายน้อยลง

การทำลายสิ่งของต่างๆ เป็นความรุนแรงหรือไม่ มันไม่เป็นความรุนแรงตามนิยามข้างต้น แต่เป็นรูปแบบบางอย่างของการทำให้เกิดความเสื่อมหรือตกต่ำ แต่อาจจะเป็นความรุนแรงในทางจิตวิทยาในสองความหมาย ได้แก่ 1.การทำลายวัตถุเพื่อข่มขู่ว่าจะทำร้ายบุคคล และการทำลายวัตถุสิ่งของอันเป็นที่รักของบุคคลที่เป็นเจ้าของ เช่น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขบวนการที่ใช้ความรุนแรงในบางครั้งเลือกทำลายข้าวของสาธารณะหรือตัดต้นไม้ในสวนยางของกลุ่มเป้าหมาย และ 2. การชุมนุมทางการเมืองที่มีการทุบตีสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม

ประการที่ 4 – การพิจารณาในแง่ผู้กระทำความรุนแรง ในเหตุการณ์นั้นมีบุคคลทำความรุนแรงหรือไม่ คำถามคือเราจะพูดว่ามีความรุนแรงไหมถ้าไม่มีตัวบุคคลที่กระทำความรุนแรงโดยตรง หรือไม่มีใครแสดงเป็น“ผู้ร้าย”ให้เห็น

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเกิดความรุนแรงอย่างย่นย่อตัดตอน (Truncated Violence) แต่เรื่องแบบนี้มีความหมายมาก เราควรจะกล่าวอ้างถึงชนิดของความรุนแรงที่มี“ผู้กระทำการความรุนแรง”ว่าเป็นความรุนแรงโดยบุคคลหรือความรุนแรงโดยตรงและเรียกความรุนแรงที่“ไม่มีผู้กระทำ” เป็นตัวบุคคลว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หรือความรุนแรงทางอ้อม

ทั้งสองกรณีนี้ปัจเจกบุคคลอาจถูกฆ่าหรือหั่นเป็นชิ้นๆ ถูกทุบตีหรืออาจจะถูกหลอกลวงด้วยการใช้วิธีให้รางวัล ถูกหลอกใช้งาน และปราบปรามทางความคิดก็ได้ แต่ในกรณีที่ใช้ความรุนแรงทางตรง ผลที่ตามมาอาจโยงกลับไปที่บุคคลในฐานะตัวแสดงความรุนแรง

ในกรณีที่สองไม่มีความหมายแบบนี้ ไม่มีบุคคลใดที่ทำร้ายใครโดยตรงภายในโครงสร้างของความรุนแรง ทว่า“ความรุนแรงถูกประดิษฐ์ขึ้นภายในโครงสร้าง” และ “แสดงออกมาในรูปของอำนาจที่ไม่เท่ากัน” ผลที่ตามมาก็คือความไม่เสมอภาคในโอกาสชีวิตของมนุษย์

ประเด็นนี้เราเห็นตัวอย่างชัดเจนในการยุบพรรคการเมือง แม้จะด้วยข้ออ้างว่าทำตามกฎหมาย แต่มีข้อโต้แย้งว่าเป็นคำตัดสินที่มีเหตุผลน่าเคลือบแคลง ไม่เป็นไปตามหลักนิติศาสตร์ ทำให้พรรคการเมืองที่มีคนลงคะแนนเสียงถึงหกล้านเสียงถูกยุบ ย่อมถือเป็นความรุนแรงต่อคนจำนวนมากในสังคมที่ลงคะแนนให้พรรคนี้

อีกแง่หนึ่ง เมื่อทรัพยากรถูกแจกจ่ายไม่เท่าเทียมกัน การกระจายรายได้ถูกบิดให้ผิดรูปอย่างรุนแรง ทำให้คนรวยที่สุดของประเทศมีไม่กี่ตระกูลซึ่งสมคบคิดกับผู้กุมอำนาจทางการเมืองกลุ่มเล็กๆ การรู้หนังสือและได้รับการศึกษาถูกกระจายอย่างไม่เท่าเทียมกัน การบริการทางสาธารณสุขที่มีคุณภาพสูงถูกจำกัดไว้เพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้น

และที่สำคัญที่สุดคืออำนาจในการตัดสินใจเรื่องการกระจายทรัพยากรไม่มีความเสมอภาค เช่น การวางแผนงานแบบบูรณาการของรัฐที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วม ไม่มีการกระจายอำนาจการปกครอง การวางแผนและการจัดสรรงบประมาณถูกผูกขาดไว้ที่คนกลุ่มเดียวและสถาบันเดียว ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อสร้างเอกภาพและประสิทธิภาพ เพื่อการประสานสอดคล้องไร้รอยต่อ

สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ถ้ามีบุคคลรายได้ต่ำ ระดับการศึกษาต่ำ สุขภาพต่ำ และมีอำนาจน้อย เพราะมิติที่ไม่เท่าเทียมกันเหล่านี้มักจะมีสหสัมพันธ์กับการเกาะกลุ่มในโครงสร้างทางสังคมด้วย

พวกมาร์กซิสต์วิจารณ์ทุนนิยมเรื่องอำนาจว่าอยู่ในมือของผู้กุมอำนาจทางปัจจัยการผลิต แต่ฝ่ายเสรีนิยมวิจารณ์สังคมนิยมว่าอำนาจในสังคมตกอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยที่ผูกขาดอำนาจและเปลี่ยนอำนาจจากสนามหนึ่งไปสนามอื่นๆ อย่างง่ายดาย เพราะว่าไม่มีฝ่ายค้านที่แสดงความเห็นที่แตกต่าง

แต่ในสังคมการเมืองแบบอำนาจนิยม เรามักจะเห็นคนกลุ่มเดียวผูกขาดอำนาจ ใช้อภิสิทธิ์ทำร้ายรังแกคนกลุ่มอื่นอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ตลอดเวลา โดยมีกฎหมายสูงสุดเป็นเครื่องมือและมีกลไกต่างๆ สนับสนุนทุกทาง แม้กระทั่งการตีความกฎหมายยังเข้าข้างพวกเดียวกันตลอด

คนไทย 1% ถือครองความมั่นคั่งหรือมีทรัพย์สินทั้งประเทศรวมกัน 66.9% ทำให้คนไทย 99% ถือครองทรัพย์สินทั้งประเทศเพียง 33.1% ถ้าประชาชนกำลังอดอยาก แต่หนี้สินครัวเรือนสูงขึ้นมากกว่าเดิม ความเหลื่อมล้ำยิ่งมากขึ้น ความรุนแรงก็ถูกทำให้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำความรุนแรงปฏิบัติการความรุนแรงและเป้าหมายของการถูกกระทำความรุนแรงจะโจ่งแจ้งหรือไม่ก็ตามเช่น แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ที่อ้างว่าลดความรุนแรง แต่อาจกระทำความรุนแรงอีกด้านหนึ่งอย่างไม่เปิดเผยในทางโครงสร้างด้วย

เราได้จัดการแยกแยะการใช้ความรุนแรงเป็นสองแบบ โดยใช้ถ้อยคำจับคู่ว่า ปัจเจกบุคคล/โครงสร้างและความรุนแรง ทางตรง/ทางอ้อม

ความรุนแรงที่มีความสัมพันธ์อันชัดเจนระหว่างผู้กระทำความรุนแรงปฏิบัติการความรุนแรงเป้าหมายของการถูกกระทำความรุนแรง อันเป็นการใช้ความรุนแรงที่เปิดเผย เพราะมองเห็นกับตาว่ามีปฏิบัติการ ความหมายตรงนี้สอดคล้องกันกับแนวความคิดของเราว่าเป็นเรื่องดราม่าหรือเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เพราะว่าเป็นเรื่องที่จับต้องและแสดงออกทางคำพูดได้ง่าย สอดคล้องกับโครงสร้างประโยคในภาษาที่ประกอบไปด้วยประธานกิริยากรรม

ความรุนแรงที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ในแบบนี้ เราจะเรียกว่าเป็น “เรื่องเชิงโครงสร้าง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์มาให้อยู่ในโครงสร้าง ดังนั้นเมื่อมีกรณีสามีทุบตีภรรยา จึงเป็นเรื่องความรุนแรงของปัจเจกบุคคล แต่ถ้าสามีนับล้านบีบบังคับให้ภรรยาโง่งมก็ถือเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

ในสังคมที่อายุของคนรวยซึ่งมีจำนวนน้อยสูงกว่าคนจนเป็นเท่าตัว ก็ถือว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้วโดยไม่ต้องมีตัวแสดงความรุนแรงที่เป็นรูปธรรมต่อคนอื่น เหมือนกรณีที่มีการฆ่ากันตาย เราอาจจะเรียกเงื่อนไขความรุนแรงเชิงโครงสร้างว่าความไม่ยุติธรรมทางสังคมก็ได้

ประการที่ 5 – ความแตกต่างระหว่างการตั้งใจและการไม่ตั้งใจ ลักษณะนี้มีความสำคัญมากเมื่อจะต้องตัดสินว่า“ใครมีความผิด” เพราะแนวคิดเรื่องความผิดในภาษาทางกฎหมายจะดูที่เจตนาในการกระทำ ขณะที่คำนิยามความรุนแรงในปัจจุบันส่วนมากมักจะดูด้านผลลัพธ์ของความรุนแรง

ความเชื่อมโยงอันนี้สำคัญมาก เพราะมันนำไปสู่การเน้นที่อคติในด้านความรุนแรง สันติภาพและความคิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ระบบจริยธรรมที่เน้นไปที่ความรุนแรงโดยเจตนาจะทำให้ไม่สามารถมองเห็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างในแง่ผลรวมสุทธิของมัน ทำให้จับได้แต่ปลาตัวเล็กและโดยปล่อยปลาตัวใหญ่ไป แต่ก็ไม่ใช่จะต้องหันไปดูที่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียวเช่นกัน ซึ่งก็จะเป็นตรรกะวิบัติอีก

ถ้าความสนใจอยู่ที่ความหมายว่าสันติภาพ/สันติสุขคือการไร้ซึ่งความรุนแรง เพราะฉะนั้นปฏิบัติการก็ควรมุ่งตรงไปที่การต่อต้านทั้งความรุนแรงต่อบุคคลและความรุนแรงเชิงโครงสร้างด้วย

ประการที่ 6 – มีประเพณีที่มักจะแยกระหว่างความรุนแรงในสองระดับคือความรุนแรงที่เปิดเผยและความรุนแรงที่แฝงเร้น ความรุนแรงโดยเปิดเผยไม่ว่าจะเกิดกับบุคคลหรือโครงสร้าง เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดแม้ว่าจะไม่เป็นความรุนแรงทางตรง เพราะมีทฤษฎีว่าด้วย“การบรรลุถึงศักยภาพ” มาอธิบาย

ส่วนความรุนแรงแฝงเร้นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ปรากฏให้เห็น แต่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะความรุนแรงโดยคำนิยามก็คือสาเหตุของความแตกต่าง หรือสาเหตุที่ทำให้ความแตกต่างไม่ลดลง ระหว่างการบรรลุศักยภาพหรือความสามารถที่มีอยู่และสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ดังที่อธิบายในตอนต้น การเพิ่มความรุนแรงอาจจะมาจากการเพิ่มระดับหรือการไปลดระดับการบรรลุศักยภาพหรือความสามารถที่มีอยู่และการไปลดระดับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

เมื่อเรามีความรุนแรงแฝงเร้นดำรงอยู่ หากสถานการณ์เกิดความไม่แน่นอนมากจนกระทั่งการบรรลุศักยภาพที่เป็นจริงลดลงไปอีก สถานการณ์ก็จะยิ่งแย่ลง

กล่าวสำหรับความรุนแรงในระดับปัจเจกบุคคล นี่ย่อมหมายความว่าเมื่อเกิดปัญหาที่ท้าทายแต่เพียงเล็กน้อยในระดับปัจเจก บุคคลก็สามารถจุดชนวนความรุนแรงถึงขนาดเกิดการฆ่าหรือทำลายให้เกิดหายนะได้อย่างใหญ่หลวง

ถ้าไม่ระวังข้อนี้ กรณีความพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้งของ ‘ผู้พิพากษา’ เป็นการแสดงออกถึงความรุนแรงแบบแฝงเร้นที่ซ่อนปัญหาไว้มากเสียจนกระทั่งปะทุเป็นการฆ่าตัวตายที่สะเทือนความรู้สึกของสังคม เพราะความพยายามฆ่าตัวตายครั้งแรกสะท้อนว่าคนในระบบยุติธรรมเองยังไม่ยอมรับความรุนแรงที่แฝงเร้นที่อยู่ภายในกลไกของตัวเอง จนกระทั่งเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งที่สอง

กรณีดังกล่าวเราควรจะอธิบายด้วยว่าความรุนแรงในระดับปัจเจกบุคคล “ที่ไม่เปิดเผย” นั้นอาจจะมีอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นวัน เป็นชั่วโมง เป็นนาทีหรือวินาทีก่อนหน้ามีการจุดระเบิด การลั่นไก การชกต่อยหรือการกรีดร้องจะบังเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่แนวคิดเรื่องความรุนแรงระดับบุคคลที่ซ่อนเร้นถูกนำมาใช้อธิบายให้เห็นภาพรวมของการขาดความสมดุลไร้เสถียรภาพ

ในสภาพเช่นนี้การบรรลุศักยภาพในความเป็นจริงมีอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอที่จะปกป้องสถานการณ์ที่เสื่อมทรุดลงโดยการใช้กลไกในการแก้ปัญหา เช่น การกดขี่รังแก การปิดกั้นเสรีภาพ ความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมการละเมิดสิทธิมนุษยชน การกีดกันสิทธิทางการเมืองต่อคนบางกลุ่มบางพรรค การทำให้ประชาชนติดแบล็กลิสต์โดยรัฐอำนาจนิยม

ถ้าความอยุติธรรมทั้งอย่างโจ่งแจ้งและซ่อนเร้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น ทำให้เกิดกรณีน้ำผึ้งหยดเดียวแล้วพังไปทั้งระบบ เช่นกรณีการยิงกราดที่โคราช เป็นต้น

นี่คือการสรุปลักษณะเด่นในมิติที่แสดงเป็นคู่ๆ ของความรุนแรง ปัญหาคือการผสมผสานกันของลักษณะหกประการนี้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่

 

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

 

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ไม่มีวัตถุเป้าหมายก็มีความหมาย การทำให้เกิดความรุนแรงแบบย่นย่ออาจจะเลยเถิดไปถึงขั้นกำจัดทั้งผู้กระทำการและผู้เป็นเป้าหมายในการใช้ความรุนแรง ความรุนแรงระดับปัจเจกบุคคลมีความหมายในแง่การคุกคาม การเดินขบวนแม้ไม่มีใครถูกตีแต่ก็รุนแรง และความรุนแรงเชิงโครงสร้างยังมีความหมายในแง่ที่เป็นตัวแบบในแง่รูปแบบนามธรรมเพื่อข่มขู่คุกคามคนให้ยอมอยู่ใต้อำนาจ เช่น บอกว่า “ถ้าคุณไม่ทำตัวให้ดี เราอาจจะเอาโครงสร้างแบบเก่ามาใช้ใหม่(ทหารขู่จะยึดอำนาจล้มกติกาประชาธิปไตย) หรือขู่ว่าถ้าไม่ทำผิดก็อย่ากลัวกฎหมาย (ทั้งที่กฎหมายนั้นออกมาอย่างมีอคติ) เป็นต้น

ถ้าสันติภาพถูกมองว่าเป็นการไร้ซึ่งความรุนแรง ฉะนั้นการคิดถึงสันติภาพก็ควรจะเป็นแบบเดียวกับการคิดถึงความรุนแรงด้วย สันติภาพเป็นสิ่งตรงข้ามกันกับความรุนแรงและรวมทั้งความรุนแรงที่เปิดเผยและซ่อนเร้นด้วย

จารีตประเพณีมักจะทำให้เราคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องของความรุนแรงต่อบุคคลเท่านั้น ด้วยการแยกแยะให้เห็นว่าเป็นเรื่องระหว่าง “ความรุนแรงกับการข่มขู่คุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง” หรือใช้คำในอีกแง่หนึ่งว่า เป็นเรื่องระหว่าง “สงครามเชิงกายภาพกับสงครามทางจิตวิทยา” หรือ “ความรุนแรงโดยเจตนากับความรุนแรงโดยไม่เจตนา”

แต่ไม่เพียงแค่นี้ทางเลือกในการแก้ปัญหาในที่นี้ก็คือการแยกให้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างความรุนแรงต่อปัจเจกบุคคลกับความรุนแรงเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ก็ยังถือว่าเป็นรุนแรงพอกัน และเหตุผลที่ควรพิจารณา ได้แก่

1) เราควรเข้าใจร่วมกันว่าอะไรคือสาเหตุของความแตกต่าง ระหว่างศักยภาพหรือการบรรลุถึงความสามารถที่มีอยู่กับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (potential and actual realization)

2) เราต้องชี้ให้เห็นว่าไม่มีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้างทำให้เกิดความสูญเสียน้อยกว่าความรุนแรงต่อบุคคล

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะให้ความสนใจในเรื่องความรุนแรงต่อบุคคลมากกว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงต่อบุคคลมักเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลงและมีพลวัต เห็นเป็นยอดคลื่นขณะที่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างนั้นเหมือนกับน้ำนิ่งไม่แสดงตัว

สังคมที่อยู่ในสภาวะนิ่งและมีเสถียรภาพจะให้ความสนใจกับปัญหาความรุนแรงต่อบุคคล ในขณะที่สังคมที่มีพลวัตการเปลี่ยนแปลงสูงมักจะให้ความสำคัญกับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

ในอีกแง่หนึ่ง เมื่อเราคิดถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างในแง่สิ่งที่แสดงออกมาซึ่งมีเสถียรภาพ แต่ความรุนแรงต่อบุคคล (วัดจากจำนวนการบาดเจ็บล้มตายในความรุนแรง) สะท้อนให้เห็นความแปรปรวนของสถานการณ์อย่างมากในห้วงเวลาหนึ่ง

คำอธิบายข้างต้นนี้เหมือนการกล่าววกวนกลับไปกลับมา ความรุนแรงที่ฝังตัวในโครงสร้างสังคมมักจะแสดงออกมาให้เห็นเหมือนกับการมีเสถียรภาพบางอย่าง โครงสร้างสังคมอาจจะเปลี่ยนในบางครั้งเพียงชั่วข้ามคืน แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นไม่เกิดขึ้นบ่อย ความรุนแรงต่อบุคคลซึ่งกล่าวกันว่าขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่แปรปรวนของปัจเจกบุคคลจะแสดงออกซึ่งความไร้เสถียรภาพมากกว่า ดังนั้นความรุนแรงระดับปัจเจกบุคคลอาจจะสังเกตเห็นง่าย ถึงแม้ว่าจะมีสภาวะเหมือนกับน้ำนิ่งไหลลึก แต่ต้องไม่ลืมว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้างอาจจะแฝงไว้ซึ่งความรุนแรงที่มีมากกว่า

ด้วยเหตุผลเช่นนี้ เราจึงควรสนใจความรุนแรงระดับปัจเจกบุคคลในห้วงเวลาหลังการเกิดสงครามหรือระหว่างสงคราม และถ้าความขัดแย้งทางการเมืองหรือสงครามมีความยึดเยื้อ เราก็ควรจะหันมาสนใจความรุนแรงเชิงโครงสร้างด้วย

 

 

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม

 

นอกจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เราควรเข้าใจความหมายของ “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” ด้วย หลังจากการวิเคราะห์ในบทความชิ้นแรกผ่านมา 20 ปี Galtung ก็เขียนเรื่อง “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” (Cultural Violence) ขึ้นในปี 1990 เพื่อขยายความเรื่องเดิมให้ชัดเจนขึ้น

เขาอธิบายว่าความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมคือปรากฏการณ์ในบางแง่มุมของวัฒนธรรมหรือพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นในด้านศาสนา อุดมการณ์ ภาษาและศิลปะ หรือแม้แต่วิชาการสาขาใดก็ตาม รวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้วยที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็น เหตุผลหรืออ้างความชอบธรรมต่อปฏิบัติการความรุนแรงทั้งทางตรงและความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

ดังนั้นไม่ว่าเหรียญตราติดหน้าอกจะเป็นดาวหรือสัญลักษณ์อะไร ไม้กางเขน รูปวงเดือน กงจักร ธง เพลงชาติ การตรวจพลสวนสนามของทหาร รูปภาพใหญ่ของผู้นำที่ติดกันอย่างแพร่หลาย การกล่าวปราศรัยที่ยั่วยุความรุนแรงหรือป้ายโปสเตอร์ ทุกอย่างอาจจะถือเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมได้ทั้งนั้น (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด)

กล่าวให้ชัดคือความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมเป็นตัวทำให้ความรุนแรงทั้งทางตรงและความรุนแรงเชิงโครงสร้างดูเหมือนว่าถูกต้อง หรือทำให้เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด

คำถามคือเรากำลังอยู่ในสังคมที่มีความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงกันแน่

ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ดี ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมหมายถึง “ปรากฏการณ์ในบางแง่มุมของวัฒนธรรมหรือพื้นที่เชิงสัญลักษณ์” เท่านั้น ที่ถูกอ้างความชอบธรรมต่อปฏิบัติการความรุนแรงทั้งทางตรงและเชิงโครงสร้าง

ในกรณีนี้ พื้นที่วัฒนธรรมทั้งหมดหรือส่วนใหญ่อาจไม่เป็นการยอมรับความรุนแรง แต่บางทีเราก็อยู่ในสภาวะจำต้องเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่บางแง่มุมเท่านั้น แต่เป็นรูปแบบที่หลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีความรุนแรงมาก ซึ่งกระจายไปในวงกว้างจนครอบคลุมวัฒนธรรมทั้งหมด มากเสียจนกระทั่งเราสมควรจะเปลี่ยนจากการเรียก “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” (Cultural Violence) เป็น “วัฒนธรรมแห่งความรุนแรง” (Violent Culture)

ตอนนี้สังคมไทยเราอยู่ในสภาวะแบบไหนกัน เรามีความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรม หรือมันเปลี่ยนไปสู่วัฒนธรรมแห่งความรุนแรงไปแล้วอย่างเป็นระบบ

นี่เป็นปัญหาที่ต้องขบคิดให้ดี เราจะแก้ปัญหาด้วยการสร้างสันติภาพเชิงวัฒนธรรม และทำให้สังคมไทยเป็นวัฒนธรรมแห่งสันติภาพได้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องการหาคำตอบกันต่อไป

 

____________________________
อ้างอิง

Johan Galtung, “Violence, Peace, and Peace Research,” Journal of Peace Research, Vol. 6, No. 3 (1969), pp. 167-191.

Johan Galtung, “Cultural Violence,” Journal of Peace Research, Vol. 27, No. 3. (Aug., 1990), pp. 291-305.

 

Author

Srisompob Jitpiromsri

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี - ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) และอาจารย์นักวิจัยประจำสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี