fbpx
เหยื่อของการถูกรังควาน: ตำนานเรื่องเก่า - อาชญากรรมเรื่องใหม่

เหยื่อของการถูกรังควาน: ตำนานเรื่องเก่า – อาชญากรรมเรื่องใหม่

เรามักคิดว่า เหยื่อของการ ‘รังควาน’ (stalk) เป็นผู้หญิงเสียส่วนใหญ่

แต่หลังจากซีรีส์ Baby Reindeer (2024) ออกฉาย ปรากฏว่ามี ‘ผู้ชาย’ ที่ลุกขึ้นมาร้องเรียนว่าตัวเองเคย ‘ถูกรังควาน’ เพิ่มมากขึ้นถึง 80% โดยองค์กรอย่าง We Are Survivors ในแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร บอกว่าในจำนวนนี้ กว่า 53% ตัดสินใจติดต่อขอความช่วยเหลือเพราะได้ดูซีรีส์ Baby Reindeer นี่แหละครับ

ถ้าใครได้ดู Baby Reindeer หรือแค่เปิดแวบมาตอนต้นเรื่อง จะเห็น ‘คำกล่าวอ้าง’ ที่น่าสะดุดใจอย่างหนึ่ง นั่นคือการบอกว่าซีรีส์นี้เป็น ‘เรื่องจริง’ โดยขึ้นข้อความว่า this is a true story ไม่เหมือนหนังเรื่องอื่นๆ ที่มักบอกว่า ‘สร้างจากเรื่องจริง’ หรือ based on true story หรือในบางเรื่องก็บอกด้วยซ้ำว่าตัวละครบางตัวถูกสร้างขึ้น หากมีเหตุพ้องพานกับใคร ให้ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญ – เพื่อป้องกันการฟ้องร้อง

พอสะดุดใจกับการบอกว่านี่คือ ‘เรื่องจริง’ ผมก็ต้องรีบไปค้นข้อมูล แล้วก็พบว่าเนื้อหาจากซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากจะสร้างจาก ‘ชีวิตจริง’ ของคนที่ชื่อว่า ริชาร์ด แก็ดด์ (Richard Gadd) ซึ่งเขียนเล่าเรื่องราวของเขาไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติแล้ว เจ้าตัว (คือริชาร์ด แก็ดด์) ก็ยังทำทั้งเขียนบทและ ‘เล่น’ ด้วยตัวเองอีก

จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า – ทำไมซีรีส์นี้มันถึง ‘สมจริง’ นักหนา เพราะทั้งหมดกลั่นเค้นออกมาจากประสบการณ์ที่เขาอ้างว่า ‘จริง’ โดยไม่กลัวการถูกฟ้องร้องใดๆ ทั้งสิ้น

(ต้องบันทึกเอาไว้ตรงนี้เสียหน่อยว่า – ต่อมาก็ดูท่าจะถูกฟ้องจริงๆ เพราะคุณฟิโอนา ฮาร์วีย์ (Fiona Harvey) ลุกขึ้นมาบอกว่าตัวละครในซีรีส์คือตัวเธอเอง และเธอถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะซีรีส์เรื่องนี้ ถึงขั้นไปออกรายการของ เพียร์ส มอร์แกน กันเลยทีเดียว)

Baby Reindeer จะ ‘จริง’ หรือ ‘ไม่จริง’ หรือถูกฟ้องร้องอย่างไรก็ตามแต่ แต่สิ่งที่ซีรีส์นี้มอบให้สังคม ก็คือการเปิดเผยให้เห็น ‘ปัญหา’ อย่างหนึ่งที่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกขบขันตลอดมา (โดยเฉพาะในสังคมที่มีรากคิดแบบ ‘ชายเป็นใหญ่’)

นั่นคือผู้ชายมักไม่ถูกตามรังควาน เป็นผู้หญิงต่างหากเล่าที่มักถูกรังควาน

และเรามักเห็นว่าการถูกรังควานเป็นเรื่องเล็ก!

Baby Reindeer ทำให้ผมนึกถึงคนใกล้ตัวหลายคนที่เคย ‘ถูกรังควาน’ ด้วยลักษณาการต่างๆ คนใกล้ตัวที่ว่ามีทั้งผู้ชายและผู้หญิง พบว่าถ้าเป็นผู้หญิง การถูกคุกคามรังควานมักมาด้วยท่าทีที่น่ากลัวกว่า จริงจังกว่า แต่ปัญหามักจบง่ายกว่า เพราะเพียงมีหลักฐานเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถนำไปลงบันทึกประจำวันกับตำรวจได้แล้ว และทางการก็จะช่วยหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ไปตักเตือนคู่กรณีให้ ทำให้อีกฝ่ายสงบลงได้ง่าย

แต่ในกรณีที่ผู้ถูกรังควานเป็นชาย มักเกิดอาการ ‘น้ำท่วมปาก’ มากกว่า คือไม่รู้จะทำอย่างไร จะไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันก็เหมือน ‘เกินกว่าเหตุ’ อยู่สักหน่อย เพราะฝ่ายผู้รังควานนั้นไม่ได้ทำอะไรที่น่ากลัว ส่วนใหญ่เป็นการ ‘ติดตาม’ ไปทุกหนทุกแห่ง จึงมีลักษณะคล้ายๆ ‘แฟนคลับ’ แต่ที่มากกว่าแฟนคลับทั่วไปก็คือจะมีความประหลาดบางอย่างที่สัมผัสได้ เช่น ส่งข้าวของแปลกๆ น่าขนลุก อย่างเช่นเส้นผม มาให้เป็นประจำ หรืออัดคลิปตัวผู้รังควานส่งมาในแนวหลอนๆ เป็นต้น แต่ด้วยความที่เป็นผู้ชาย ทั้งตัวเอง สังคม และรัฐ – จึงมักคิดว่าควรจะรับมือได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว

คำว่า stalking หรือ ‘การรังควาน’ นั้น ต้องถือว่าเป็น ‘ศัพท์ใหม่’ พอสมควร (เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ร่วมสมัยนะครับ) เพราะงานวิจัยแรกๆ ที่มีการใช้คำนี้ เป็นงานวิจัยปี 1995 ชื่อว่า Stalking Strangers and Lovers: Changing Media Typifications of a New Crime Problem เขียนโดย Kathleen Lowney และ Joel Best เป็นการศึกษา ‘คู่รัก’ หรือคู่แต่งงานที่เลิกรากันแล้ว แต่ ‘ฝ่ายชาย’ คอยตาม ‘ฝ่ายหญิง’ อยู่ตลอดเวลา งานวิจัยเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่าเป็น ‘อาชญากรรมใหม่’ (new crime) หรืออาชญากรรมแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ก่อนหน้างานวิจัยนี้ พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้มีชื่อเรียกเฉพาะในทางวิชาการ ส่วนใหญ่จะเรียกว่าการคุกคามผู้หญิง (female harassment) หรือการเฝ้าติดตามอย่างหมกมุ่น (obsessive following) หรือแม้แต่การข่มขืนทางจิต (psychological rape) แต่ในสื่อ มีการใช้คำว่า stalker กันมาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ทว่ายังไม่มีนิยามร่วมที่ชัดเจน

จะว่าไป พฤติกรรมแบบสตอล์กเกอร์ (stalker) ไม่ใช่ของใหม่ ในตำนานกรีกมีเรื่องราวๆ คล้ายๆ สตอล์กเกอร์อยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือตำนานเรื่องอพอลโลกับแดฟนี (Apollo and Daphne) (ซึ่งกลายมาเป็นรูปปั้นหินอ่อนฝีมือศิลปินชาวอิตาเลียนอย่าง เกียน โลเรนโซ เบอร์นินี – Gian Lorenzo Bernini) ตำนานนี้บอกว่า อพอลโลไปดูหมิ่นอีรอส (ซึ่งก็คือกามเทพนั่นแหละครับ) ว่ายิงธนูไม่เป็น เลยถูกอีรอสยิ่งธนูใส่สองดอก ดอกหนึ่งยิงใส่อพอลโลให้เกิดความ ‘คลั่งรัก’ ในตัวแดฟนี อีกดอกยิงใส่แดฟนี เพื่อให้แดฟนีรังเกียจอพอลโลสุดหัวใจ อพอลโลจึงไล่ตามรังควานแดฟนี แต่แดฟนียิ่งหนีห่าง สุดท้ายพอได้ตัวนางมา แดฟนีขอให้เทพีไกอาแปลงร่างเธอเป็นต้นมะกอกไปเสีย เป็นอันว่าอพอลโลต้องพลาดหวัง แต่พฤติกรรมการไล่ล่าแดฟนีของอพอลโลนั้น มีผู้วิเคราะห์ไว้หลายที่ว่ามันก็คือพฤติกรรมแบบสตอล์กเกอร์ดีๆ นี่เอง

ในวัฒนธรรมไทยก็ไม่ต่างกันนัก เราคงเคยได้ยินคำพูดประมาณว่า – ไม่ได้เห็นหน้า เห็นหลังคาบ้านก็ยังดี, อะไรทำนองนี้อยู่บ่อยๆ แม้ฟังดูเผินๆ น่ารักดี แต่เอาเข้าจริงก็อาจเข้าข่าย stalking หรือการตามรังควานได้เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายไม่ได้นิยมชมชอบไปด้วย

คนจำนวนมากอาจคิดว่า การตามรังควานเป็นเรื่องเล็กๆ หรือเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่บางครั้งถ้าพฤติกรรมตามรังควานสุดขั้วมาก ก็อาจสร้างผลเสียหายใหญ่หลวงได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น กรณีการตามรังควานที่เกิดขึ้นกับนักแสดงชื่อดังก้องโลกอย่าง โจดี ฟอสเตอร์ ในปี 1976

ตอนนั้น โจดี ฟอสเตอร์ ยังอยู่ในวัยรุ่น อายุแค่ 14 ปี เธอเล่นหนังเรื่อง Taxi Driver (1976) รับบทเป็นโสเภณีเด็ก ทำให้โด่งดังและได้รับคำชมเชยทางการแสดงมากมาย ปรากฏว่ามีกระทาชายนายหนึ่ง ชื่อว่า จอห์น ฮิงค์ลีย์ จูเนียร์ (John Hinckley Jr.) เกิดความคลั่งรักหลงใหลในตัวโจดีอย่างหนัก เขาส่งจดหมายรักและบทกวีต่างๆ ไปให้โจดีมากมาย แต่เธอไม่เคยตอบ สุดท้ายเขาทำถึงขั้นย้ายที่อยู่มาอยู่ใกล้ๆ เธอเพื่อจะได้มีโอกาสพบหน้า แต่ก็ยังไม่ได้พบ

เรื่องลุกลามเมื่อฮิงค์ลีย์ตัดสินใจทำ ‘เรื่องใหญ่’ สุดขั้วเพื่อเรียกร้องความสนใจจากโจดี สิ่งที่เขาทำก็คือการลงมือ ‘ลอบสังหาร’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น – ซึ่งก็คือโรนัลด์ เรแกน, เขายิงใส่ประธานาธิบดีและผู้ติดตามถึงหกนัด ทำให้เรแกนบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต

ฮิงค์ลีย์ถูกจับทันที เขายอมรับว่าก่อเหตุนี้ขึ้นเพื่อ ‘เรียกร้องความสนใจ’ และ ‘อุทิศความรัก’ ให้โจดี ฟอสเตอร์ ซึ่งในตอนนั้นอายุ 18 ปีแล้ว แน่นอนว่าโจดี ฟอสเตอร์ มีอาการสะเทือนขวัญอย่างรุนแรง เธอทั้งช็อกทั้งหวาดกลัว และต้องได้รับการอารักขาเข้มงวดต่อมาอีกนาน

เรื่องของฮิงค์ลีย์จุดประกายให้สังคมเห็นว่า ความหมกมุ่นแบบสตอล์กเกอร์นั้น สามารถก่อเหตุร้ายได้มากมายขนาดไหน แม้เป็น ‘พฤติกรรมเก่า’ ที่ย้อนรอยกลับไปได้ถึงยุคกรีกโบราณผ่านตำนานอพอลโลและแดฟนีจนหลายคนเห็นว่าเป็นเรื่องขำๆ เฉพาะตัวบุคคล แต่ถ้าลุกลามขึ้นมาก็อาจกลายเป็น ‘อาชญากรรมใหม่’ ในยุคที่สังคมสลับซับซ้อนขึ้นกว่าอดีตได้ โดยเฉพาะถ้าไปดูสถิติต่างๆ เกี่ยวกับการตามรังควาน เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าปรากฏการณ์นี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น รายงานการสำรวจระดับชาติในสหรัฐอเมริกา ชื่อ National Intimate Partner and Sexual Violence Survey (โดยเฉพาะในบทที่ 3 ชื่อ Stalking Victimization) พบว่าอัตราการตกเป็นเหยื่อการถูกรังควานนั้น เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 1995 เป็น 15-19% ในปี 2010 คิดเป็นจำนวนผู้เสียหายราว 20-30 ล้านคน ถือว่าไม่น้อยเลยนะครับ

การรังควานที่ปรากฏในรายงานนี้ ไม่ได้มีแต่การรังควานทางกายภาพ เช่นไปแอบดูแอบตาม เท่านั้น แต่รวมไปถึงการโทรศัพท์ การส่งข้อความตัวอักษร ส่งข้อความเสียง ส่งอีเมล ส่งการ์ด ส่งดอกไม้ ส่งของขวัญ การติดตามรังควานในโซเชียลมีเดีย ฯลฯ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือรวมไปถึงการรังควานออนไลน์ด้วย

ในอังกฤษและเวลส์ก็ไม่น้อยหน้า จากรายงานเรื่อง Stalking: Findings from the Crime Survey for England and Wales สถิติคดีการรังควานเพิ่มจาก 2,882 คดี ในปี 2015 มาเป็น 10,214 คดี ในปี 2020 คือเพิ่มขึ้นเยอะมากถึงเกือบสี่เท่า ส่วนในประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา ออสเตรเลีย เยอรมนี อิตาลี การรังควานก็มีสถิติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน

คำถามก็คือ อะไรทำให้คนเราลุกขึ้นมาเป็นนักรังควานหรือสตอล์กเกอร์กันมากขึ้น?

เรื่องแรกที่หลายคนคิดก็คือ พวกสตอล์กเกอร์ต้องเป็น ‘โรคจิต’ แน่ๆ ซึ่งก็มีการศึกษาบอกอย่างนั้นจริงๆ นะครับ อย่างงานเรื่อง Stalkers and Their Victims ของ P.E. Mullen และ R. Purcell ที่บอกว่าอาการป่วยทางจิต ความผิดปกติทางบุคลิกภาพต่างๆ หรือแม้แต่ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล อาจทำให้มีความคิดและพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยอาการเหล่านี้อาจเกิดจากความผิดหวังในความสัมพันธ์มาก่อน เคยถูกปฏิเสธหรือถูกทอดทิ้ง หรือมีประสบการณ์ในวัยเด็กที่แย่ๆ เช่น เคยถูกทารุณกรรม ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการทางจิตขึ้นมาได้ รวมไปถึงการใช้สารเสพติดด้วย

แต่สตอล์กเกอร์ไม่ได้มีแต่ประเภทที่เป็นโรคจิตอย่างเดียวนะครับ งานอีกชิ้นหนึ่งของ P.E. Mullen ชื่อ Study of Stalkers บอกว่าเราสามารถแบ่งสตอล์กเกอร์ออกได้หลายแบบตามพฤติกรรม แรงจูงใจ และความสัมพันธ์กับผู้ถูกรังควาน ได้แก่

  1. สตอล์กเกอร์ที่เคยถูกปฏิเสธมาก่อน (rejected stalker) กลุ่มนี้คือพวกไม่ยอมรับการสิ้นสุดความสัมพันธ์ เช่น เป็นคู่รักที่ไม่ยอมเลิกรา พยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์ด้วยการคุกคาม บางทีก็เลยเถิดไปข่มขู่ใช้ความรุนแรง
  2. สตอล์กเกอร์ที่แสวงหาความสนิทสนม (intimacy seeker) แบบนี้คือพวกที่ไปรักใคร่ชอบพอคนที่เขาไม่ได้สนใจตัวเอง เช่น ไปหลงรักดาราหรือคนดังถึงขั้นเชื่อว่าอีกฝ่ายรักตัวเองและจะกลายเป็นมาคู่รักของตัวเองได้ แบบนี้พบได้บ่อยใน ‘แฟนคลับ’ ที่มีอาการคลั่งจนพัฒนาไปเป็นสตอล์กเกอร์
  3. สตอล์กเกอร์แบบจงเกลียดจงชัง (resentful stalker) อันนี้น่ากลัวนะครับ เพราะสตอล์กเกอร์ไม่ได้มีแต่แบบมาหลงรักเท่านั้น ประเภท ‘หลงเกลียด’ คืออาฆาตพยาบาทจองเวรก็มี อาจมีสาเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัวหรือไม่พอใจในตัวเหยื่อ ก็เลยทำทุกอย่างเพื่อ ‘ทำลาย’ หรือทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัว
  4. สตอล์กเกอร์นักล่า (predatory stalker) ประเภทนี้มีเป้าหมายทางเพศเป็นหลัก เช่น ไล่ล่าตามข่มขืน สตอล์กเกอร์ประเภทนี้น่ากลัว เพราะมักเลือกเหยื่อจากคนแปลกหน้า และสะกดรอยเพื่อเก็บข้อมูล แล้วลงมือล่วงละเมิดทางเพศเมื่อมีโอกาส
  5. สตอล์กเกอร์ที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจน (incompetent suitor) ประเภทนี้ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ครับ มักจะเป็นคนที่ไม่มีทักษะในการเข้าหาคนอื่นหรือเข้าสังคม หรือไม่ก็มีความเชื่อแปลกๆ มักจะรบกวนหรือติดตามคนอื่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์แต่ไม่รู้กาลเทศะ ดูเก้ๆ กังๆ ทำให้ผู้ถูกติดตามอึดอัดรำคาญใจ แต่อาจไม่ถึงขั้นรังควานเสียทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งประเภทสตอล์กเกอร์ในลักษณะอื่นๆ เช่น แบ่งตามความสัมพันธ์เดิมกับเหยื่อ แบ่งตามวิธีการสตอล์ก หรือแบ่งตามระดับความรุนแรง เป็นต้น

มีการศึกษาพบว่า ในโลกสมัยใหม่ที่มี ‘ความเป็นเมือง’ (urbanization) สูงขึ้น อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดสตอล์กเกอร์มากขึ้นได้ เพราะความหนาแน่นของประชากรในเมืองใหญ่ ทำให้มีโอกาสที่ผู้คนหลากหลายจะมาพบปะกันมากขึ้น ก่อให้เกิดเกิดความสัมพันธ์แบบชั่วคราวหรือไม่ยั่งยืน ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับการสตอล์กได้

ความเป็นเมืองยังสัมพันธ์กับความ ‘ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ’ (หรือความ ‘นิรนาม’) ทำให้คนคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ได้ ไม่มีคนสนใจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นสมัยก่อนหรือในชุมชนชนบท การไปเฝ้าดู ‘หลังคาบ้าน’ แทนหน้าของเธอมักไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะเมื่อคนแปลกหน้าเข้าไปในชุมชน มักเกิดกลไกป้องกันตัว ตรวจสอบ และเฝ้าระวังจากคนในชุมชน จึงไป ‘เฝ้า’ (หรือสตอล์ก) ได้ไม่นานนัก แต่ในสังคมเมืองปัจจุบัน การระแวดระวังดังกล่าวเกิดขึ้นน้อยกว่า การสตอล์กจึงมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า ที่สำคัญก็คือเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์อาจเปิดช่องทางให้สตอล์กเกอร์สามารถติดตามและคุกคามเหยื่อได้ง่ายและหลากหลายมากขึ้น ที่น่าสนใจก็คือเป็นไปได้ที่อาจมีการ ‘สลับบทบาท’ กันไปมาระหว่างสตอล์กและถูกสตอล์กด้วย (เหมือนที่เราเห็นใน Baby Reindeer นั่นแหละครับ)

หลายคนอาจคิดว่า การถูกรังควานเป็นเรื่องแย่ แต่เชื่อไหมครับว่าในความซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน เริ่มมีการพูดถึง ‘อาการเสพติดการถูกรังควาน’ (addiction to being stalked) กันแล้ว แนวคิดเรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันอยู่นะครับว่ามีจริงหรือเปล่า หรือว่าที่จริงแล้วก็เป็นการ ‘โทษเหยื่อ’ (victim blaming) อีกแบบหนึ่ง แต่ก็มีบางรายงานที่บอกเอาไว้นะครับ ว่าผู้ที่ถูกสตอล์กบางคนรู้สึก ‘ภูมิใจ’ ที่มีคนมาหลงใหลตัวเอง และถึงขั้นชื่นชมที่สตอล์กเกอร์ยอมทำทุกอย่างให้ แถมรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไร้ค่าถ้าไม่มีสตอล์กเกอร์ด้วย

มีผู้อธิบายกลไกของการ ‘เสพติดการถูกสตอล์ก’ โดยเปรียบเทียบกับวงจรความสัมพันธ์ที่มีการใช้ความรุนแรง (cycle of violence) คือระยะแรก ผู้ถูกสตอล์กอาจจะประทับใจเพราะสตอล์กเกอร์เอาใจใส่ แต่ต่อมาเมื่อถูกควบคุม สอดส่อง หรือติดตามมากเข้า ก็จะเบื่อหน่ายรำคาญ สุดท้ายอาจจบลงด้วยความรุนแรงและการทำร้ายร่างกายและจิตใจ แต่หลังจากนั้นก็จะกลับมาขอโทษและ ‘ง้อ’ อีก กลายเป็นวงจรการสตอล์กที่มีลักษณะ ‘สมยอม’ ในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าจะว่าไปอาจมีลักษณะ ‘ตำหนิเหยื่อ’ จนก่อให้เกิดการละเลยผลกระทบจากการถูกคุกคามได้

ว่ากันมาทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้เลยนะครับว่าการรังควานและถูกรังควานนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อนเอามากๆ แต่หลายสังคมก็ยัง ‘ตามไม่ทัน’ ปรากฏการณ์นี้ โดยมักยัง ‘หลงติด’ อยู่กับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผู้สตอล์กจะต้องเป็นผู้ชายโรคจิต คอยตามดูผู้หญิงสาว หรืออย่างมากก็กลับกัน (แบบใน Baby Reindeer) วิธีคิดแบบนี้ยังติดกับดักแบบสองเพศอยู่ คือเห็นว่าการคุกคามรังควานเกิดในฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นหลัก แต่ถ้าลอง ‘ยก’ เรื่องเพศแบบทวิลักษณ์ออกไป แล้วมองด้วยสายตาแบบ non-binarism คือไม่เกี่ยวกับทวิลักษณ์ทางเพศ เราจะพบว่า – เอาเข้าจริงแล้ว การคุกคามรังควานนี้เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคู่รักต่างเพศ เพศเดียวกัน คนข้ามเพศ หรือไม่ระบุเพศ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามบรรทัดฐานรักต่างเพศ (heteronormativity) เสมอไป แม้แต่เพื่อนตามรังควานเพื่อนก็ยังมี

ที่สำคัญก็คือ การใช้อคติทางเพศแบบเดิมๆ มามองเรื่องนี้ อาจก่อให้เกิดภาพที่บิดเบือนได้ เช่น เหมารวมว่าผู้ชายเป็นสตอล์กเกอร์มากกว่าผู้หญิง ทำให้ตัวเลข สถิติ การรายงาน ฯลฯ ไปบดบังและลดทอนประสบการณ์ของผู้ถูกรังควานที่ไม่ใช่ผู้หญิง จนไม่ได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น หรืออยู่ใต้แนวคิดชายเป็นใหญ่จนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือเป็น ‘คดีมโนสาเร่’ (petty case) ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมาก เป็นแค่เรื่องเฉพาะตัวของปัจเจก ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือ ‘ปรากฏการณ์’ ใหญ่ที่ซับซ้อนและส่งผลลงลึกไปถึง ‘อัตลักษณ์’ หรือตัวตนของคนจำนวนมากที่เกิดขึ้นเพราะการ ‘สั่งสม’ ของอำนาจกดทับบางอย่างที่ใหญ่โตมหึมา แต่ถ้าเรามองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ก็อาจไป ‘กลบ’ ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ฝังอยู่ในปรากฏการณ์นี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบรรทัดฐานรักต่างเพศที่กดทับคนจำนวนมากอยู่ทุกลมหายใจ หรือแม้กระทั่งอาจส่งเสริมวัฒนธรรมข่มขืน (rape culture) ไปในตัว (เช่น เห็นคนตามรังควานกันแต่ดันไปคิดว่าเป็นเรื่องผัวเมีย ฯลฯ) ซึ่งเรื่องเหล่านี้คือการ ‘กระทำ’ ต่อ ‘ตัวตน’ หรืออัตลักษณ์ของคนคนหนึ่งโดยตรง – มันจึงไม่ใช่ ‘เรื่องเล็ก’เหมือนในอดีตอีกต่อไป

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ถ้าเรามองเรื่องการคุกคามรังควานโดย ‘ไปพ้น’ จากเรื่องเพศแบบเฉพาะตัว จะทำให้เรา ‘เห็น’ ประเด็นต่างๆ อีกหลายอย่าง เช่น ปัจจัยเกี่ยวกับเชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ ชนชั้น ชาติพันธุ์ ความพิการ นั่นคือมีคนจำนวนไม่น้อยที่ ‘เปราะบาง’ ต่อการถูกคุกคามรังควานมากกว่าคนอื่น เช่น คนจนเมืองที่ไม่มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยเพียงพอ คนชายขอบ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อพยพ แรงงานต่างด้าว ฯลฯ อาจเป็นกลุ่มที่ถูกคุกคามรังควานได้ง่ายกว่าคนมีฐานะหรือมีสถานภาพทางสังคมที่ดีกว่า นั่นแปลว่าสังคมนั้นๆ มีพื้นที่ปลอดภัยไม่เสมอหน้ากัน ทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสถูกคุกคามรังควานจากผู้ที่มีอคติหรือมีแรงจูงใจทางการเมืองที่แตกต่างได้ง่ายกว่า เพราะเป็นกลุ่มที่อ่อนแอ ไม่มีใครสน และบ่อยครั้งก็ไม่กล้าแจ้งความให้รัฐรับรู้ เป็นต้น

ในภาพใหญ่ การคุกคามรังควานที่หลายคนอาจมองว่าเป็น ‘นิยายเรื่องเก่า’ นั้น เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปกลับยิ่งซับซ้อนมากขึ้น ขับเน้นให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ อำนาจที่ไม่เท่าเทียม การสร้างความเปราะบางให้กลุ่มคนที่หลากหลายในสังคม (ไม่ว่าจะอย่างจงใจหรือไม่ก็ตาม) ที่หลายคน -โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ, อาจตามไม่ทัน

‘นิยายเรื่องเก่า’ จึงกลายมาเป็น ‘อาชญากรรมเรื่องใหม่’ ชวนให้เราต้อง ‘คิดใหม่’ หลายมิติเลยทีเดียว

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Social Issues

9 Oct 2023

เด็กจุฬาฯ รวยกว่าคนทั้งประเทศจริงไหม?

ร่วมหาคำตอบจากคำพูดที่ว่า “เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กบ้านรวย” ผ่านแบบสำรวจฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ในนิสิตจุฬาฯ ปี 1 ปีการศึกษา 2566

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

9 Oct 2023

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save