fbpx

Stagflation ของแพง-เศรษฐกิจแย่ ยิ่งจนยิ่งเจ็บ

ปีนี้ประเทศไทยจะต้องเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งสินค้าราคาแพง และเศรษฐกิจที่ยังเซื่องซึมไม่ฟื้นตัวเต็มที่ นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า stagflation ในภาษาไทยคือ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน

ตัวเลขเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ออกมาสูงถึง 5.3% ซึ่งเป็นการเร่งตัวของราคาที่เร็วที่สุดในรอบ 13 ปีของไทย และสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปที่ 1-3% ของธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากที่เคยต่ำกว่าเป้ามาติดต่อกันหลายปี

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าสถานการณ์สงครามที่อาจยืดเยื้อจะทำให้ราคาน้ำมันตลอดจนสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ทั้งแร่โลหะ ปุ๋ยเคมี น้ำมันพืช ข้าวสาลี ในตลาดโลกจะมีราคาสูงต่อเนื่อง และด้วยความไม่แน่นอนก็ยังกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ซึ่งจะเป็นอีกตัวเร่งของเงินเฟ้อที่ ‘นำเข้า’ มาจากต่างประเทศ

ในขณะเดียวกัน ราคาอาหารสดในประเทศ แม้จะเริ่มปรับตัวลดลงมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก ราคาเนื้อสัตว์ในเดือนกุมภาพันธ์ยังสูงกว่าปีก่อนหน้า +17.1%, ไข่ +8.5%, ผักสด +6.9%, เครื่องปรุง +8.4% เป็นต้น ซึ่งทำให้ต้นทุนด้านอาหารแพงขึ้นไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงเองหรือซื้อแบบสำเร็จรูป

ในปี 2565 นี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังอนุมัติให้ขึ้นค่าไฟฟ้าตามต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้นราว 5% ต่อจากที่มาตรการพยุงค่าไฟฟ้าได้หมดลงจากปีก่อนหน้า และยังมีแนวโน้มว่าจะต้องเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้เมื่อราคาพลังงานได้เพิ่มสูงเกินกว่าการคาดการณ์เดิมไปมาก[1]

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเมาหมัด ไม่สามารถฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ได้ เพราะแม้ในปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตมาได้ +1.6% แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับที่หดตัวไป -6.1% ในปี 2563 และแม้ว่าปีนี้ เดิมจะมีการคาดการณ์กันไว้ว่าจะฟื้นตัวได้อีกราว 3-4% (ซึ่งมีแนวโน้มถูกปรับลดลง) ก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปมีขนาดเท่ากับก่อนโควิดได้ ตัวชี้วัดหนึ่งคือการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ซึ่งปี 2564 ยังหดตัว -0.6% เมื่อเทียบกับปี 2563 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจหลักยังไม่กลับมาและผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจต่อภาพอนาคตมากนัก

รูปที่ 1 สรุปภาพรวมความเหลื่อมล้ำของปัญหา stagflation

ปัญหาเศรษฐกิจชะงักงันรอบนี้ มีคนพูดกันมากแล้วและได้พยายามคาดการณ์ไปถึงฉากทัศน์ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกมิติหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้ คือผลกระทบของปัญหาต่อคนไทยที่ไม่เท่ากัน ซึ่งมีลักษณะ ยิ่งจนยิ่งเจ็บ โดยมีความเหลื่อมล้ำของผลกระทบในหลายมิติ

ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค

ผู้อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครเจอเงินเฟ้อ +5.1% ซึ่งน้อยกว่าระดับประเทศ เช่นเดียวกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เพิ่มขึ้นราว +4.6% ในขณะที่ภาคอื่นๆ ต้องเผชิญเงินเฟ้อที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ +5.3% ภาคใต้ +5.4% ตลอดจนภาคกลางและภาคตะวันออกที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง +5.9%

ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของตลาดแรงงานก็ยังคงกระจุกตัวในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก มีการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น +1.3% และพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกเพิ่มขึ้น +0.3% แต่ภาคอื่นๆ ที่เหลือของไทยกลับมีการจ้างงานลดลง โดยเฉพาะภาคเหนือและใต้ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก จึงได้รับผลกระทบจากโควิดรุนแรง ทำให้การจ้างงานนอกภาคการเกษตรหดตัว -4.1% และ -3.1% ตามลำดับ

แน่นอนว่าการจ้างงานที่หายไปนี้ส่วนใหญ่จะกลับไปอยู่ในภาคการเกษตร แต่ผลิตผลและรายได้ในภาคการเกษตรมักจะเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อมีแรงงานคืนถิ่นเช่นนี้ จึงมักจะมีรายได้เฉลี่ยลดลง

ด้วยเหตุนี้ทำให้ภาคใต้และภาคเหนือกลายเป็นผู้แพ้ที่เจ็บหนักที่สุดจากปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน ณ เวลานี้ เพราะเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะที่เศรษฐกิจก็ยังหดตัวรุนแรงอย่างมาก

ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท

เงินเฟ้อระลอกนี้ยังมีความรุนแรงกับผู้อยู่อาศัยในชนบทมากกว่าในเมือง โดยค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ของพื้นที่ชนบท อยู่ที่ +5.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศค่อนข้างมาก ตัวเลขเงินเฟ้อของพื้นที่ชนบทในภาคเหนือ อีสาน และใต้ยังสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปในภูมิภาคตนเอง มีเพียงภาคกลางและตะวันออกที่มีค่าเท่าๆ กัน

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ คือผู้อยู่อาศัยในชนบทมีค่าใช้จ่ายกับหมวดอาหารและพลังงานคิดเป็นสัดส่วนต่อการใช้จ่ายทั้งหมดสูงกว่าผู้ที่อยู่ในเมือง ข้อมูลตะกร้าการบริโภคของกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า คนไทยโดยเฉลี่ยใช้เงินราว 40.4% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านอาหารสด และใช้เงิน 12.4% สำหรับพลังงาน แต่คนที่อาศัยอยู่ในชนบทมีค่าใช้จ่าย 43.1% และ 12.9% ตามลำดับ ซึ่งแม้ว่าราคาจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศแต่ก็ยังส่งผลกระทบหนักกว่าในที่สุด

ความเหลื่อมล้ำระหว่างฐานะเศรษฐกิจ

ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือเงินเฟ้อในผู้มีรายได้น้อยมีค่าสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไประดับประเทศเล็กน้อย ประมาณ 0.04% แต่เมื่อเทียบกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกับกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปในพื้นที่ตนเอง จะพบว่าผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ เผชิญเงินเฟ้อที่น้อยที่สุด (และน้อยกว่าคนทั่วไป) ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยในภูมิภาคต่างๆ ล้วนเจอปัญหาที่หนักกว่าผู้บริโภคทั่วไปในภูมิภาคของตนเองราว 0.1-0.3% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่มีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านอาหารที่สูงถึง 45.5% ของการใช้จ่ายทั้งหมด

รูปที่ 2 สัดส่วนการใช้จ่ายและอัตราการเติบโตของราคาอาหารและพลังงาน

นอกจากนี้ ผู้มีรายได้น้อยต้องเผชิญปัญหาในด้านการทำงานและการหารายได้มากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูงอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะจากมาตรการปิดสถานที่ต่างๆ ซึ่งงานของผู้มีรายได้น้อยนั้นมักจะไม่สามารถนำกลับไปทำที่บ้านได้ หรือเป็นงานรับค่าจ้างรายวัน ทำให้พวกเขาขาดรายได้ในวันที่ไม่ได้ทำงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ รายงาน Thailand Economic Monitor ของธนาคารโลก ได้รายงานว่ามาตรการล็อกดาวน์ของไทยในปี 2563 กระทบกับกลุ่มแรงงานรายได้น้อยรุนแรงกว่ากลุ่มแรงงานรายได้สูงอย่างมาก แม้จะรวมเงินช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐแล้วก็ตาม

รูปที่ 3 ผลกระทบจากโควิด-19 และมาตรการรัฐต่อแรงงานแต่ละระดับค่าจ้าง

ที่มา: World Bank Group. (2021). Thailand Economic Monitor: The Road to Recovery – July 2021. World Bank, Bangkok.

การแก้ปัญหาสินค้าแพง

การขึ้นราคาสินค้าในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันมีหลายสาเหตุประกอบกัน เช่น การแข่งขันของธุรกิจในแต่ละประเภทและในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน หากพื้นที่ใดมีการแข่งขันสูงก็จะทำให้เกิดการขึ้นราคากับผู้บริโภคได้ยากขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซานี้ กำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายพื้นที่ก็ยังอาจไม่สูงมาก ก็เป็นอีกสาเหตุให้ผู้ผลิตส่งผ่านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้ซื้อสินค้าได้ยากด้วย นอกจากนี้ ในด้านอาหาร การผลิตของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน หากพื้นที่ใดมีการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย และ/หรือสามารถปรับตัวเพิ่มการผลิตสินค้าที่มีความต้องการสูงได้เร็ว ก็จะเป็นกลไกที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาไว้ได้เช่นกัน

รูปที่ 4 การส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ

ที่มา: ศุกพิณรัศ และคณะ. (2565). เงินเฟ้อโลกไปไกล เงินเฟ้อไทยน่าห่วงหรือไม่?. คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย” 4 ม.ค. 2565.

ดังนั้น แม้ว่าภาครัฐจะสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในบางรายการได้ ด้วยมาตรการควบคุมราคา หรือการเข้าไปตรวจสอบสต็อกสินค้า แต่หากต้องการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ภาครัฐควรจะมีมาตรการมุ่งหน้าสู่การแข่งขันที่เสรี เป็นธรรม และกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับท้องที่ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยง เพิ่มความหลากหลายของสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่น และช่วยให้ผู้ผลิตไม่สามารถเอาเปรียบหรือโก่งราคากับผู้บริโภคได้


[1] https://www.bangkokbiznews.com/business/992257

MOST READ

Spotlights

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Spotlights

7 May 2020

‘โรคใหม่’ สร้าง ‘โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่’ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19

มองอนาคตการศึกษาไทยในวันที่โรคระบาดเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนทุกคน ใน 101 Public forum “โรคใหม่ – โลกใหม่ – การเรียนรู้ใหม่ : อนาคตการศึกษาไทยยุคหลัง COVID-19”

กองบรรณาธิการ

7 May 2020

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save