fbpx
Stagflation เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจไม่ดี ความท้าทายต่อธุรกิจและธนาคารกลาง

Stagflation เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจไม่ดี ความท้าทายต่อธุรกิจและธนาคารกลาง

หลังจากที่เศรษฐกิจโลกเริ่มผ่านจุดเลวร้ายของวิกฤติโควิด 19 ไปแล้ว และเริ่มมีการฉีดวัคซีนในสัดส่วนที่มากพอ หลายประเทศกำลังเริ่มทยอยเปิดเมือง หลังจากที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักไปนาน

ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ต้องล็อกดาวน์จนทำให้อุปสงค์หยุดชะงักพร้อมกับเศรษฐกิจที่ปิดไป เราเห็นราคาสินค้าหลายอย่างปรับลดลงอย่างรวดเร็วจนทำให้เงินเฟ้อลงไปอยู่ในระดับต่ำมาก เพราะเมื่อไม่มีคนซื้อ ราคาสินค้าก็ลดลงตามกลไกตลาด ราคาสินค้าอย่างน้ำมันดิบยังเคยลดไปจนถึงขั้นติดลบ(!) ผู้ขายต้องจ่ายเงินให้กับคนที่ต้องการน้ำมันเพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บในวันที่ปริมาณน้ำมันมีเกินความต้องการจนล้นตลาด

เมื่ออุปสงค์ลดลง การผลิตสินค้าหลายชนิดปรับลดลงไปตามความต้องการที่หายไป ในขณะเดียวกัน การปิดเมืองก็ทำให้การผลิตแบบเดิมทำได้ยากขึ้น สภาพเช่นนี้สร้างความท้าทายใหม่ต่อระบบเศรษฐกิจ

การกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งเกิดขึ้นในบริบทที่รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกพากันอัดฉีดกันเต็มที่เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เกิดวิกฤติ และช่วยให้ตลาดการเงินกลับมามีเสถียรภาพ อุปสงค์จึงถูกกระตุ้นให้กลับมาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่ออุปสงค์เหล่านี้เริ่มกลับมา กลับกลายเป็นว่าการผลิตสินค้ายังไม่กลับมาได้ไม่เต็มที่ เพราะปัญหาคอขวดของการผลิต และข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทาน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น โดยยิ่งฐานเงินเฟ้อต่ำ (เพราะปีก่อนเงินเฟ้อต่ำหรือติดลบ) อัตราเงินเฟ้อที่กลับมารอบใหม่ยิ่งสูงขึ้น 

จะเห็นว่า อัตราเงินเฟ้อขึ้นไปอยู่ในระดับสูงแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายสิบปี เงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปสูงกว่า 4-5% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดรับตั้งแต่ช่วงฟองสบู่ก่อนวิกฤติปี 2008 ครั้งก่อนหน้าที่เงินเฟ้อสูงขึ้นมาระดับนี้คือช่วงปี 1990s ปรากฏการณ์เงินเฟ้อไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสหรัฐฯ เท่านั้น หลายประเทศยุโรป รวมถึงอังกฤษ ก็เจอปัญหาเดียวกัน 

Graphical user interface, chart, application

Description automatically generated
ภาพ 1: กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค ระหว่างสิงหาคม 2001- สิงหาคม 2021
ที่มา: U.S. Bureau of Labor Statistics

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางเกือบทุกแห่งต่างยืนยันว่าเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นนั้น เป็นแค่ ‘ปัญหาชั่วคราว’ จากฐานต่ำ และปัญหาข้อจำกัดด้านโครงสร้างและอุปทาน ไม่ใช่ปัญหาระยะยาว (persistent) และเชื่อว่าปัญหานี้ผ่านมาเดี๋ยวก็ผ่านไป (transitory) 

เหตุผลข้างต้นก็อาจจะไม่ผิดนัก เพราะในช่วงเดือนแรกๆ ที่เปิดเมือง เงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากสินค้าเปิดเมืองจริงๆ เช่น ราคารถเก่าพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เพราะในช่วงล็อกดาวน์ คนไม่ได้ขับรถ ทำให้ราคารถเก่าร่วง รถใหม่ก็หยุดผลิตไป แต่พอเมืองเปิดคนที่อยากขับรถก็ไล่ซื้อรถเก่าจนราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือราคาค่าเช่ารถ ตั๋วเครื่องบิน หรือโรงแรม ที่กลับมาเปิดไม่ทันตามความต้องการ จนราคาสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงปิดเมือง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เงินเฟ้อกลับมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด และไม่ปรับตัวลดลงเร็วอย่างที่ธนาคารกลางคาดไว้ ยิ่งไปกว่านั้น เรากลับเริ่มเห็น ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ หรือ ‘ข้อจำกัดด้านอุปทาน’ มากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจะไม่หายไปง่ายๆ อย่างที่คิดกัน จนนายธนาคารกลางหลายท่านเริ่มส่งสัญญาณความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อเหล่านี้

ยกตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตในห่วงโซ่อุปทานเช่น การขาดแคลนชิป อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ ทีวี ตู้เย็น ยันรถยนต์ ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นจากกระแสทำงานที่บ้าน (work from home) และโรงงานเซมิคอนดัคเตอร์ที่ต้องปิดตัวลงในหลายประเทศ (เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม) เพราะมาตรการล็อกดาวน์ จนทำให้การสายพานการผลิตสินค้าหลายชนิดหยุดชะงัก และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตในหลายประเทศ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนเริ่มคนตั้งคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลกกันแล้ว

นอกจากนี้ โลกยังต้องเผชิญกับสภาวะการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับขนส่งด้วย ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นผลมาจากการค้าโลกที่ฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่ง ท่าเรือหลายแห่งยังเปิดไม่เต็มที่หรือต้องปิดอยู่ (เพราะมีคนติดโควิด) จนตู้ไปค้างตามท่าเรือต่างๆ และเอากลับมาใช้ไม่ทัน (ไม่นับว่ามีตู้มาขวางผู้ประท้วงในกรุงเทพด้วย) จนค่าขนส่งทั่วโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นและยังไม่ปรับลดลงสักที

ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานก็มีเช่นกัน แม้การจ้างงานในสหรัฐฯ จะยังไม่กลับไปสู่ระดับที่เคยเป็นก่อนโควิด-19 แต่จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดและความต้องการคนงาน มีมากกว่าจำนวนคนหางานนับเป็นล้านคน ซึ่งบ่งบอกถึงข้อจำกัดด้านอุปทาน เช่น ทักษะแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการ (เช่น โรงงานเปิด ต้องการคนงาน แต่คนตกงานไม่มีทักษะที่เพียงพอ หรือยังคงกังวลต่อภาวะโรคติดต่อจนไม่อยากกลับไปทำงาน) สถานการณ์เช่นนี้หมายความว่าความต้องการแรงงานมีมากกว่าแรงงานที่มีอยู่ และมีแนวโน้มว่าอัตราค่าจ้างอาจปรับตัวสูงขึ้น

และล่าสุด ตลาดโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนถ่านหิน เมื่อราคาถ่านหินพุ่งขึ้นและพลังงานไฟฟ้าเริ่มขาดแคลนในประเทศจีน จนต้องแบ่งปันส่วนการใช้ไฟฟ้า ปิดโรงงานที่ใช้พลังงานเยอะ และอาจจะต้องปรับราคาค่าไฟฟ้าขึ้นตามต้นทุน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเราจะเริ่มเห็นตัวชี้วัดกิจกรรมด้านอุตสาหกรรมเริ่มปรับลดลงเพราะการขาดแคลนพลังงานและปัญหาด้านการผลิตที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ

หลายคนเรียกภาวะราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวลงว่า ว่า ‘stagflation’ ซึ่งเป็นคำผสมระหว่างคำว่า inflation ซึ่งหมายถึงอัตราเงินเฟ้อกับคำว่า stagnation ซึ่งใช้เรียกภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี

ภาวะเช่นนี้สร้างความท้าทายให้กับทั้งธนาคารกลางและภาคธุรกิจ

โดยปกติแล้ว ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินเพื่อเร่งหรือแตะเบรกเงินเฟ้อ ซึ่งก็จะส่งผลต่อการเร่งหรือเบรกภาคเศรษฐกิจไปด้วย เวลาที่เศรษฐกิจเริ่มไม่ดี แต่เงินเฟ้อสูง โดยเฉพาะที่ภาวะเงินเฟ้อเกิดจากด้านต้นทุน หรือปัญหาด้านอุปทาน จึงเป็นภาวะที่ทำให้ธนาคารกลางกระอักกระอ่วน เพราะแม้ว่าการถอนการกระตุ้นหรือการขึ้นดอกเบี้ยอาจช่วยชะลอเงินเฟ้อได้ แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงด้วยเช่นกัน 

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอาจจะบอกว่าสถานการณ์กลับไปคล้ายกับช่วงที่มีวิกฤติราคาน้ำมันในช่วงปี 1970s ที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และต้องใช้เวลานานกว่าจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้

ล่าสุด Jerome Powell ผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ถึงกับบอกว่า สภาพที่เป็นอยู่นั้นน่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง “frustrating” และยอมรับว่าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนปัจจัยด้านอุปทานอาจจะสูงกว่าที่คาด และค้างอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดไว้ ซึ่งยิ่งทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความเสี่ยง และอาจจะเร่งทำให้การถอนการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็นมากขึ้น และเผลอๆ อาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดก็ได้

อันที่จริง เราก็เริ่มเห็นธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้นแล้ว เช่น ธนาคารกลางนอร์เวย์ เกาหลีใต้ บราซิล ในขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่ง เช่น ธนาคารกลางอังกฤษ นิวซีแลนด์ ก็เริ่มส่งสัญญาณเตรียมพร้อมขึ้นดอกเบี้ยกันแล้ว

ประเทศไทยเองก็อาจจะกำลังเจอความท้าทายไม่แพ้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของเราที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมากและยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แต่ต้นทุนสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ และค่าขนส่งเริ่มปรับสูงขึ้นไปแล้ว ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงไปแตะระดับที่ไม่ได้เห็นตั้งแต่ปี 2017 จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เงินทุนไหลออก และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นก็กำลังทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าและราคาสินค้าในประเทศมีแรงกดดันมากขึ้นไปอีก

Chart, line chart

Description automatically generated
ภาพ 2: กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ ระหว่างตุลาคม 2020 – กันยายน 2021

แม้เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำมานาน แต่ถ้าต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมค่าเงินอ่อนที่ลงไปมากๆ ก็อาจจะทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ได้ดีนัก

ส่วนภาคธุรกิจก็อาจจะประสบปัญหาจากภาวะแบบนี้ โดยเฉพาะธุรกิจปลายน้ำ เพราะอาจจะส่งผ่านต้นทุนกำลังเพิ่มสูงไปหาผู้บริโภคไม่ได้เพราะเศรษฐกิจไม่ได้ดีมากนัก

สถานการณ์ที่เป็นอยู่อาจจะทำให้แบงก์ชาติต้องคิดหนักเลยทีเดียว เพราะถ้าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมก็อาจจะทำให้ค่าเงินอ่อน และเงินเฟ้อก็อาจจะปรับตัวสูงขึ้นไปอีก แต่จะขึ้นดอกเบี้ยในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ก็อาจจะไม่ได้

หรือจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ กนง. ตัดสินใจส่งสัญญาณด้วยเสียงเอกฉันท์ ปิดประตูไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มในการประชุมครั้งที่ผ่านมา?

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save