อุทิศ เหมะมูล เรื่อง

 

ตอนเริ่มเขียนหนังสือแรกๆ เต็มแรงทะเยอทะยาน ไม่เคยคิดว่าตนธรรมดา (อย่างน้อยก็แปลกต่าง) กับเรื่องเล่าพิสดารและการพยายามใช้ภาษาวาดลวดลาย ร่ายมนตร์ ในฐานะภาษา จะทำให้เกิดรายละเอียดที่พิเศษ ทำให้ตัวเรื่องเล่าเงางาม วับวาว แน่นอน ตนคิดว่า “ถ้าเรามีภาวะธรรมดา อยู่ในแวดล้อมของเรื่องเล่าแปลกๆ จากนักเขียนผู้มาก่อน อย่าถึงขั้นต้องวางตัวเทียบ แต่จะเอาอะไรไปส่งเสียงร้องเรียกการมาถึงของตน ในดงผู้คนที่ทั้งมีพรสวรรค์ ความสามารถ และทำงานหนัก – ความธรรมดาเนี่ยน่ะเหรอ?”

ไม่ว่าเรื่องใดๆ ริจะเริ่มต้น ต้องมีความมั่นใจในตัวเองก่อน จะเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ พอใจในตัวเองอยู่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งฝากความคลุมเครือเป็นความหวังให้คนอ่าน นักวิจารณ์ และนักเขียนด้วยกัน เติมความมั่นใจกลับมาให้อีกครึ่ง มันไม่ได้ ถ้ายังมาแบบกล้าๆ กลัวๆ ไปเล่นที่อื่น ไปทำอย่างอื่น

คุณเป็นผู้ออกแบบภูมิทัศน์ รังสรรค์บรรยากาศ วางโครงสร้างและกำหนดทิศทางของเรื่องเล่า นำเสียงชีวิตมาใส่ไว้ในบทสนทนา ไล่คว้าจับสิ่งซึ่งไม่เป็นรูปเป็นร่างให้เกิดเป็นนาม ให้เกิดเป็นคำ ให้ความกระจ่าง ให้ความหมายของบางสภาวะซึ่งยังไม่มีชื่อเรียกได้ถูกเรียกชื่อ คุณรังสรรค์ทั้งหมดนั่นคนเดียว ถ้าคุณทำสิ่งนี้ได้ และคิดว่ามันไม่ธรรมดา แปลกต่างมากพอ ก็เชิญเข้ามาเล่นตรงนี้เลย!

เป็นแสงกลางวันให้กับทุกคน และสงวนความมืดดำเข้มข้นไว้แก่ตัวเองลำพัง

ตอนคุณเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ คุณคิดว่าแข่งขันกับคนอื่นๆ อยากเป็นที่รักและถูกเข้าใจ ผ่านเรื่องที่คุณเล่า จนผ่านมาครึ่งทางชีวิต คนที่คุณต่อสู้ด้วยที่สุด คนที่คุณอยากเป็นที่รัก คือตัวคุณเอง เรื่องราวที่คุณเล่าจะกล่อมเกลาตัวมัน – มากพ้นไปกว่าน่าภาคภูมิใจ – คือมันจะรักตัวเองได้หรือไม่ ‘พอใจ’ ในตัวมันเองได้จริงๆ หรือเปล่า

ตอนเขียนหนังสือใหม่ๆ ทุกคำที่ใช้คือประกอบสร้างจินตนาการ ล่วงผ่านครึ่งทาง คล้ายว่าสิ่งที่ผ่านพบไม่เชิงเป็นจินตนาการเสียทีเดียว สิ่งที่เขียน เรื่องที่เล่า ถ้อยคำภาษาที่ใช้ ไม่ใช่การประกอบสร้าง แต่หากคือการสกัด กลั่น สังเคราะห์ให้ทะลุถึง ‘ภาพ’ ที่เห็นในความรู้สึกนึกคิด เลือกใช้คำอย่างตรงและแม่นยำ ถ้าการเขียนช่วงแรกๆ ภาษาคือเครื่องนุ่งห่มเรื่องเล่า ในวัยกลางคนเช่นนี้ ภาษาจะถูกใช้เพื่อเปลื้องเปลือยเรื่องเล่าให้หมดจด

เช่นตามเนื้อร้องของเพลง Jim Cain นี้

“ฉันเริ่มต้นจากสิ่งอันสามัญธรรมดา เช่นว่าต้นไม้เอนเอียงไปกับสายลมอย่างไร เรื่องเล่าเริ่มต้นเช่นนี้ ทั้งๆ ไม่อาจรู้ว่าจะนำพาไปจบลงหนใด”

ความแจ่มกระจ่างที่เห็น แสงสว่างที่ได้รับ กระทั่งสายลมที่พลิ้วโบกเคลื่อนไหว มาจากอีกด้านของการเผชิญหน้าลำพังของผู้ประพันธ์ ไล้ลูบจนเยือกสะท้าน ความสงบสุขของถ้อยคำที่เขียนลงไป วิ่งผ่านความกังวลใจ ความระส่ำ ผันความดำมืดในจิตใจให้เป็นความหวัง

ในสภาวะทางการเขียนที่หลากอารมณ์นั้น เป็นได้ทั้งความทุกข์ขม แล้วเดี๋ยวก็เริงรื่นชื่นบาน แล้วกลับมาเศร้าโศกสิ้นหวังอีกครั้ง วิ่งสลับกันไปในชั่วโมงการทำงานเขียน มีบางสิ่งที่เกินคำอธิบายและความสามารถ ซัดสาดอาบท่วมตัวเรา ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้รู้สึกเล็กจ้อย ทำให้รู้สึกใหญ่โต ทำให้รู้สึกใจเสียสลับกันไป แต่นี่ก็เป็นดังเช่นกิจวัตรสามัญของวิถีนักประพันธ์

“นำความดำมืดของเงาให้มาต้องแสงของถ้อยคำ และแน่นอน ความมืดดำยังคงมืดดำ คืนค่ำยังไม่ต้องแสงสว่าง ความสว่างของแสงในถ้อยคำที่จริงแล้วคือพร่างพร่านัยน์ตาของผู้ประพันธ์ในชั่วโมงอันตึงเครียดและอ่อนล้า”

มีความไม่แน่นอนตั้งแต่เริ่มต้น และดำรงความสงสัยใคร่รู้ไปราวนิรันดร์ เริ่มต้นเช่นไรก็ลงเอยเช่นนั้น เช่นความเป็นไปได้ของระลอกคลื่นในมหาสมุทร กี่รูปทรง สีสัน กลางวันกลางคืน จับประกายแสงอาทิตย์หรืออาบนุ่มแนบสนิทกับแสงจันทร์ ไล่คว้าเพื่อสังเคราะห์ความหมาย จากคำเป็นความ จากความกลับสู่คำ โยกโยนดั่งระลอกคลื่น จากรูปเปลี่ยนเป็นไร้รูป จากคอนกรีตกลับธาตุเดิมกลายเป็นเม็ดทราย เรื่องเล่ามีชีวิตเหมือนจับผู้ที่เขียนมันขึ้นมาเขย่า ความราบรื่น ความหวัง สันติสุขในเป้าหมาย ไม่ได้มาง่าย ไม่ได้อย่างคาด หัวใจและจิตวิญญาณจะลุ่ยแหลก แพ้ขาด ในการงานอันพิสดารและวิปลาสทางอารมณ์ คุณจะต้องชนะ และมีกำลังใจใหญ่ยิ่งมากพอที่จะต่อกรกับเรื่องเล่าของคุณ จนกว่าเทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจจะอยู่ในกำมือคุณ

ทุกครั้งที่เริ่มเขียนผลงานชิ้นใหม่ เหมือนต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง ความสามารถ ความสำเร็จครั้งเก่าก่อนไม่อาจช่วยอะไรได้ เริ่มต้นจากสิ่งธรรมดาสามัญซึ่งอยู่ดีๆ ก็แปลกหน้า ไม่อาจหยั่งรู้ ถูกควบขับท่องไปในดำมืดอย่างคลื่นคลั่งของเรื่องที่กำลังเล่า ไม่เคยเชื่องเชื่อ พยศทุกครั้ง เต็มความกังวลทุกครั้ง

เขียนหนังสือเล่มใหม่จึงเหมือนออกศึก ไปผจญภัยไกลบ้าน ไม่แปลกทุกครั้งที่เริ่มงานใหม่จึงมีภาวะคล้าย ‘สั่งเสีย’ ก่อนไป

“In case things go poorly and I not return

Remember the good things I’ve done.”

นักเขียนคือนักเดินทางผู้เผชิญโชคเคราะห์ หยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ อยู่กับความสำเร็จที่เคยได้รับไม่ได้ หัวใจของผู้สร้างสรรค์ จิตใจของศิลปิน ต้องไม่หยุดนิ่ง แม้จะพบกับความล้มเหลว พ่ายแพ้รออยู่ข้างหน้า

ผมคิดว่าผมเข้าใจเนื้อร้องของเพลงนี้อย่างลึกซึ้งทุกคำ เพลงนี้พูดถึงภาวการณ์สร้างสรรค์งานของศิลปิน ซึ่งจับใจและปลอบประโลมคนทำงานสร้างสรรค์ ผู้เผชิญหน้ากับวิกฤตระหว่างทางชีวิต ชื่อเพลง Jim Cain อ้างถึงนักเขียนอเมริกันนาม James Mullahan Cain (1892-1977) หนึ่งในมาสเตอร์ของ ‘อาชญนิยาย’

นิยายช่วงต้นของชีวิต เคนประสบความสำเร็จอย่างสูง และนำไปทำเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง เรื่องเด่นๆ ก็คือ The Postman Always Rings Twice กับ Mildred Pierce เคนเขียนหนังสืออย่างต่อเนื่องจนเสียชีวิตตอนอายุ 85 ปี มีเพียงผลงานช่วงต้นเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ

เพลง Jim Cain ประพันธ์และขับร้องโดย Bill Callahan ศิลปินที่โตมากับการสร้างสรรค์งานแนว Lo-fi ประเภทใช้อุปกรณ์ทางดนตรีเท่าที่มี การบันทึกเสียงอาจฟังด้อยคุณภาพ บิล คัลลาฮานเป็นคนเสียงทุ้มใหญ่ ผนวกกับภาคดนตรีที่ใช้ประโยชน์จากเสียงแตก พร่า ประหลาด เพลงของเขาในยุคแรกจึงคล้ายงานทดลอง ให้ภาพบุรุษแปลกโลกจากดาวเคราะห์อื่น งึมงำพร่ำบ่นอย่างคนโลกส่วนตัวสูง เมื่อกาลเวลาผ่าน และเขาออกมาทำอัลบั้มเดี่ยว ก็ทดลองทำดนตรีในแนวทางที่ต่างไป เพลง Jim Cain จึงมีความละเมียดละไมและรื่นรมย์ขึ้น มีความเป็นโฟล์คมากขึ้น สะท้อนจุดพัฒนาและจุดเปลี่ยนทางการสร้างสรรค์งานของ บิล คัลลาฮานเช่นกัน ดังนั้นเพลงนี้จึงไม่เพียงบอกสภาวะการสร้างงานของจิม เคน เท่านั้น หากแต่เพลงยังเป็นภาพสะท้อนความกังวลใจส่วนบุคคลของบิล คัลลาฮานเองด้วย

การได้ฟังเพลงนี้ผ่านเนื้อหาที่บอกเล่าภาวะของการสร้างสรรค์ ด้วยภาคทำนองดนตรีที่แสนสุขและรื่นรมย์เช่นนี้ ไม่มีอะไรในเพลงส่งเสียง ‘ร้องทุกข์’ ผ่านผู้ฟังเลย เพราะนี่คือสิ่งสามัญธรรมดาที่ใครๆ ก็พบเผชิญกันทั้งนั้น แต่ศิลปินคือผู้ดำรงการเดินทางและความหวัง เรามองทะลุเห็นกระบวนการของการขึ้นรูปและไร้รูป มิติและด้านตรงข้ามของสิ่งต่างๆ เบื้องหลังความสุขมีเจ็บปวด ใบหน้าของความงามมีความเศร้าเป็นธาตุ สิ่งสามัญธรรมดาที่ต้องทะลุล่วงผ่านความยุ่งยากซับซ้อน

นำความดำมืดของเงาให้มาต้องแสงของถ้อยคำ

สภาวะอันเข้มข้นเจียนคลั่งบ้าเช่นนั้น เรารื่นรมย์และมีสันติสุขกับมัน

สุดท้าย ในกรณีที่เราเป็นบ้า แพ้พ่าย และตกต่ำจริงๆ ก็เช่นกัน

อยากให้รู้ว่ามันคือความสำเร็จ เป็นชีวิตที่มีค่าและแสนสุข ที่เราได้อยู่กับโมงยามอันชวนคลั่งบ้าและไม่เชื่องนี้ ทุกๆ วัน เหมือนอย่างได้รับของขวัญจากชีวิต

 

Author

Uthis Haemamool

อุทิศ เหมะมูล - นักเขียน เจ้าของผลงานนวนิยายหลายเล่ม เช่น ลับแล, แก่งคอย ลักษณ์อาลัย และ จุติ