อุทิศ เหมะมูล เรื่อง

 

 

“นิ้วมือเราคล้ายกัน” ยาว เรียว เหี่ยวผอมจนเห็นข้อกระดูก เห็นเส้นเอ็น เห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนัง อายุเราเลยวัยหนุ่มสาวมาราวสองทศวรรษ ชุ่มชื้นและผ่องใสย่อมคล้ำหมองและกร้านเกร็ง เธอทาบมือลงบนฝ่ามือผม ปลายนิ้วเธอเท่ากับข้อนิ้วด้านบนของผม “นิ้วเราเข้ากัน” ผมบอก สานนิ้วสอดกุมมือเธอ

ข้อชนข้อ ออกแรงกระชับบีบหน่อยก็ปวด ฉุดเล็กน้อยก็ตัวปลิวตามแรงดึง

“ผมรักมือคุณ” ผมบอก จูบที่นิ้วชี้ ดูดที่นิ้วกลาง

เธอเคยส่งรูปนิ้วมือมาให้ เลือดไหลจากปลายนิ้วกลางตามรอยข่วนของเล็บแมว แมวดื้อ แมวแก่ แมวเอาแต่ใจ บางวันก็ข่วนเจ้าของเข้าให้ ผมดูดกินนิ้วเธอ รวดร้าวและรักใคร่ ดั่งมีเลือดหวานที่แมวข่วนไว้ “ให้คุณเก็บไว้นะรูปนี้” รูปนิ้วมือเลือดไหล ผมกดเซฟรูปไว้ในมือถือ หวามไหว

 

*Got the music in you baby,

Tell me why

Got the music in you baby,

Tell me why

You’ve been locked in here forever & you just can’t say goodbye

 

นิ้วเธอแตะสัมผัสที่หน้าอกผม ซึ่งเปียกชื้นด้วยเหงื่อ ซึมผ่านเสื้อเชิ้ต “ตัวร้อนจี๋เชียว” แตะและลากอย่างห่วงใย แดดเที่ยงแผดไหม้จนตัวแทบละลาย “ทำไมไม่ยืนรอใต้ร่มไม้ ใต้สะพานลอย” เธอว่า “มายืนรอตากแดดทำไม”

กลัวเธอไม่เห็น ขับรถมายังจุดนัดพบแล้วเลยไป กลัวขับรถเลยแล้วต้องยูเทิร์นกลับมารับใหม่ กลัวปิดถนนตั้งด่านข้างหน้าแล้วเธอมาไม่ได้ กลัวไร้สาระต่างๆ นานาไปหมด “กลัวคุณไม่เห็นผม” นิ้วมือเคลื่อนย้ายมาไล้ข้างแก้มผม เหงื่ออาบแก้มเปียกเปื้อนมือเธอ โถ คนเพิ่งหายไข้ “จะป่วยซ้ำมั้ยนี่”

 

“ผมว่าตัวเองมีกลิ่น กลิ่นคนแก่” ผมเอ่ย ตอนเธอแนบหน้าเคล้าหน้าอกผม

กลิ่นคนมีอายุ ถ้าจะให้จำเพาะเจาะจง ตอนเราอยู่ในวัยหนุ่มสาวก็อีกกลิ่น กลิ่นตัวในวันวัยนั้นจะฉุนก็ฉุน จะเปรี้ยวก็เปรี้ยว กลิ่นตัวจะคมและชัดและสด ตอนนี้กลิ่นออกหืนอ่อนๆ แม้ไม่มีเหงื่อก็ให้สัมผัสหมักสาบอ่อนๆ กลิ่ยโรยราของกลีบดอกไม้แห้ง กลิ่นอ่อนแรงของน้ำเหลืองและเลือด ขื่นขมของยาและวิตามิน กรุ่นๆ อยู่กับผิวเนื้อ ทั้งร่าง

ผมชอบกลิ่นกายเธอ พลิกตัวเธอให้นอนราบ ดอมดมทะลุผ่านกลิ่นน้ำหอมที่หน้าอก ข้อพับแขน กลิ่นแป้งรองพื้นที่เรียวคาง ผมชอบกลิ่นไรผมตรงตีนหน้าผากเธอ กลิ่นผิวมันสาบอ่อนๆ นี่กลิ่นเธอ ผมพึมพำ เธออยู่ตรงนี้

 

Kisses on the foreheads of the lovers wrapped in your arms

You’ve been hiding them in hollowed out pianos left in the dark…

 

ผมกับเธอไปเที่ยวท่องที่ไหนกันนะวันนั้น? พักค้างคืนที่ชายทะเลหรือริมแม่น้ำ? เห็นต้องกันว่าควรหาเวลาว่างตรงกันไปทิ้งร่างที่เมืองสงบเงียบสวยงามสักสองสัปดาห์ จอร์เจีย ลิสบอน หรือไม่ก็ปราก นอนแช่ในอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยเบียร์ นิ้วมือของเธอสัมผัสหน้าอกเปียกชื้นนั้นนำพาทุกอย่างลุกโพลงสว่าง แตกประกายเปรื่องปร่างอย่างดอกไม้ไฟ วูบไหวในช่องอก หวิววูบหล่นข้างใน

 

Oh please…

Come out & haunt me

I know you want me

Come out & haunt me

You’ve been locked in here forever & you just can’t say goodbye

 

เธอยกมือขึ้นปรามอย่างหวั่นกลัว อย่าเข้ามาใกล้ จากนั้นกอดตัวเองกระชับ สั่นเทา แสดงออกว่ากลัวผม กลัวว่าผมจะคุกคามทำร้าย ภาษาร่างกายแบบนั้น ผมเคยทำร้ายร่างกายคุณหรือ? ทำไมทำท่าแบบนั้น ผมคุกเข่าลงข้างๆ ดึงมือเธอมากุมจับ เธอชักกลับ ทิ้งค้างเสียขวัญสั่นเทาเต็มมือให้ผมรับรู้ ใช่ ผมไม่เคยทำร้ายร่างกายเธอ แต่ผมทำร้ายจิตใจเธอบ่อย ด้วยคำขอโทษ ด้วยการขออภัยซ้ำๆ คำขอโทษนั้นคุกคามทำร้าย บอบช้ำเจ็บใจเพราะให้โอกาส ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

Sharing all your secrets with each other since you were kids

Sleeping soundly with the locket that she gave you clutched in your fist…

 

“ฉันก็รักมือคุณ” เธอกระซิบ ทั้งแข็งและอ่อนหวาน ซุกซนและรู้ความต้องการ “เหมือนมือคุณมีปาก ทั้งชำนาญและหิวกระหาย” เธอพูดกับนิ้วของผม เผยอปากแล้วไล้ลากที่ปลายนิ้วชี้ผม ใช้ลิ้นแตะแล้วดูดจนมิดนิ้วข้อแรก

เธอสูดหายใจเฮือก เมื่อมืออีกข้างของผมไล้สำรวจ อุ่นชื้นและลึกลื่น นิ้วผมจูบบางจุด เนิบนาบช้าเชือน ดุนดันแล้วสะกิด หนทางฉ่ำเป็นธาร หยาดเยิ้มใยยางเหมือนน้ำหวานของดอกไม้ โมงยามไหลหลอมเช่นนี้ หยาดเยิ้มเนิบช้าเหมือนผลึกแก้วก่อนขึ้นรูปทรงนาฬิกาทราย ผมจ่อนิ้วชี้กับนิ้วกลางฉ่ำผลึกหวานที่ริมฝีปากตัวเอง ลากไล้ และดูดกลืน กลิ่นสดรสอ่อนอุ่น

รสชาตินั้นติดไปกับผมทุกที่

 

Got the music in you baby,

Tell me why

Got the music in you baby,

Tell me why

You’ve been locked in here forever & you just can’t say goodbye

 

ฉากแรกที่ผมกับเธอพบเจอ นัดกันครึ่งทาง เธอมาจากอีกฟาก ผมมาจากอีกฟาก เดินมากลางเวทีที่พลุกพล่าน ฉากที่แสร้งเทียมเป็นสถานีรถไฟใต้ดิน ผมเคลื่อนขึ้นบันได้เลื่อน พบเธอยืนรอหน้าทางเข้าสถานี สวมหูฟังเพลง ผมเดินประชิดใกล้ ส่ายมือโบกไหวข้างหน้า ตาเธอออกจากสดับเพลงแล้วส่งยิ้มให้

สามชั่วโมงต่อมาเราเดินกลับมาที่ฉากสถานีรถไฟใต้ดิน คลายมือจากประสานกุม ปากจ้องปาก ตายิ้ม ผมขยับโน้มตัวเข้าชิด เธอยกนิ้วชี้และนิ้วกลางแตะปรามที่ริมฝีปากผม ผมคิดว่าขยับกล้ามเนื้อปากคล้ายจูบสัมผัสนิ้วผอมเกร็ง สองนิ้วเคลื่อนจากริมฝีปากผมกลับไปแตะที่ริมฝีปากของตัวเธอเอง

 

Your lips,

My lips,

Apocalypse

 

อย่าเพิ่ง! เดี๋ยวก่อน ให้มันเป็นครั้งแรกเช่นนี้เสมอไป รักษาครั้งแรกและจุดเริ่มต้นไว้ สว่างไสวและเต็มกำลังเหมือนคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำอะไรสักอย่าง เปลี่ยนความเป็นจริงให้เป็นฉาก ดึงทุกอย่างที่ผ่านมา – ไปไว้ที่จุดเริ่มต้น ตอนที่เราอยากจะลึกซึ้ง มุ่งหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ตอนที่เราอยากจูบอยากสัมผัสกัน แต่ยังไม่ได้จูบ

 

Your lips,

My lips,

Apocalypse

 

เวทีสลับอีกฉาก เป็นสถานการณ์จำลองภายในรถยนต์ ผมเดินจากค็อฟฟีช็อปเข้ามาในรถพร้อมกระเป๋าเดินทางและกาแฟสองแก้ว “เย้ๆๆ” น้ำเสียงเธอแช่มชื่น จู๋ปากให้ผม ผมปลดหน้ากากกันฝุ่นออกแล้วจูบเธอ วางแก้วกาแฟสองแก้วลงในช่องวาง ผมหยิบซีดีเพลงจากกระเป๋าเดินทางยื่นให้เธอ “เอาไว้ฟังระหว่างเดินทาง” เอาไว้ให้เธอฟังระหว่างขับรถ ผมกับเธอมันคนยุคนั้น ติดนิสัยบันทึกเพลงที่ชอบลงในตลับเทป ไรท์เพลงลงแผ่น คอลลาจตัวอักษรทำหน้าปกอัลบั้มเองให้คนที่รักไว้ฟังยามไกลห่าง ไว้ระลึกโมงยามที่เคยมีร่วมกัน

“ฟังๆๆ” เธอเอ่ย ผู้ใหญ่จะกลายกลับเป็นเด็ก เราจะกลับไปเป็นวัยรุ่น พอเราอยู่ด้วยกันความเป็นหนุ่มสาวกลับลุกสว่าง

เพลงแรกคลอเคล้าภายในรถ “You leapt from crumbling bridges watching cityscapes turn to dust. Filming helicopters crashing in the ocean from way above” รถเคลื่อนออกจากลานจอดลงสู่ถนน

“เราจะไปไหนกันดี”

“คุณอยากไปไหนล่ะ”

“ไปปราก”

“ขอไปด้วยคนนะ”

ทางทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์แดงสุกคล้อยลงกลางผืนฟ้าหม่นทึมคลุมด้วยมลพิษฝุ่น PM2.5

ถ่ายรูปออกมาดูเป็นทิวทัศน์งดงาม

เมื่อเห็นภาพงดงามภาพหนึ่ง ฉากงดงามบนเวทีฉากหนึ่ง ผมตระหนักว่าสิ้นยุคของการสรุปความคิดและมุมมองในแง่ดีประเภท ‘ในเรื่องร้ายๆ ก็มีแง่มุมดีๆ อยู่ที่ใครจะมองเห็น’ แต่ควรตระหนักใหม่ว่า ‘ความงดงามที่เห็นเป็นเรื่องร้ายกาจ’

ความงดงามเป็นเรื่องที่รุนแรงร้ายกาจ ร้ายแรงโดยธรรมชาติของมัน หาใช่แค่มุมมอง หรือวิธีที่เราเลือกมอง

ความสุขก็ด้วย ความฝันใฝ่ก็ด้วย ความรักก็ด้วย และชีวิตก็ด้วย – มีความรุนแรงร้ายกาจ

ผมจึงจัดอดีต ความทรงจำเป็นห้วง สลับกาลเวลาและสับเปลี่ยนฉาก สัมผัสความรุนแรงนั้นโดยโอนอ่อนไม่แข็งขืน และตระหนักว่าไม่อาจย้อนกลับคืน

 

When you’re all alone

I will reach for you

When you’re feeling low

I will be there too

 

เราจะแก่ชราด้วยกันเช่นนั้น ในฉากขับรถออกไปที่ไหนสักที่

 


 

*จากเนื้อเพลง Apocalypse ของ Cigarettes After Sex วงดนตรีแนวดรีมป๊อบจากอเมริกา โด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วโลกจากเพลง Nothing’s Gonna Hurt You Baby ใน EP 1 ก่อนที่เพลงอื่นๆ จะติดหูโด่งดังตามมาในแทบทุกเพลงที่ปล่อยซิงเกิ้ลออก ภาคดนตรีละเมียดเนียนนุ่ม สร้างบรรยากาศเฉพาะในเพลงดังว่าเป็นโมงยามรัญจวนของความรักลับ เสียกร้องของนักร้องนำกำซาบวาบหวามเนื้อเสียงออกลักษณะ ‘หลากเพศ’ คือไม่ใช่ไร้เพศ แต่เหมือนเสียงนั้นเป็นตัวแทนของเพศใดๆ ก็ได้ เคลื่อนไหลไปดั่งน้ำหลาก หวานปานน้ำผึ้ง ร้อนเร้ากระเซ้าเย้ายั่ว ยวนอารมณ์ เนื้อเพลงโดยส่วนใหญ่เปิดเผยอารมณ์ ‘ต้องการ’ ผ่านโมงยามเร้นลับ รักจรจากข้ามคืน แต่ฝากพิษร้ายอันเซาซึม โศกเกษมชวนเมามาย กล่าวได้ว่า  Cigarettes After Sex เป็นเสียงแทนคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน ผู้ดิ่งลงในเดียวดาย ว่ายแหวกในความซึมเศร้า แต่ก็เคล้าความหวานล้ำซึ่งปลุกความทรงจำ ประสบการณ์ส่วนบุคคลให้ร่ายรำ งดงาม แม้เป็นม่านพรางตา… แม้เป็นชั่วขณะแสนสั้น แต่เปราะบางร้าวแตกง่ายเหลือเกิน

Author

Uthis Haemamool

อุทิศ เหมะมูล - นักเขียน เจ้าของผลงานนวนิยายหลายเล่ม เช่น ลับแล, แก่งคอย ลักษณ์อาลัย และ จุติ