อุทิศ เหมะมูล เรื่อง

 

พูดกับตัวเอง “จะเขียนแบบลบได้อย่างไร?” ผมใช้เวลาหนึ่งปีกว่าครุ่นคิดถึงวิธีการนี้ เพราะโดยลักษณะของการเขียนคือทำให้สิ่งที่เขียนมีอยู่ ปรากฏขึ้นมา และการไม่เขียนถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เป็นแต่เพียงไม่ทำให้มัน ‘ปรากฏ’ แต่ไม่ใช่การลบ

ลบ คือการทำให้สิ่งที่มีอยู่ก่อนหายไป ต้องทำให้สิ่งที่มีอยู่แต่เดิมนั้น เลือนจาง หายไป

เช่น คุณรักใครสักคนหนึ่ง แต่ไม่อยากรักแล้ว

เช่น คุณเคยเคารพนับถือคนคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่แล้ว

ตอนผมเขียนถึงสิ่งๆ หนึ่ง ผมอยากให้มันเหมือนสิ่งๆ นั้นมากที่สุด หากคุณเขียนถึงคนที่คุณรัก คุณเริ่มจากรูปแบบทางกายภาพ เริ่มจากรูปร่างหน้าตา แล้วจากนั้นก็บุคลิกภาพที่ทำให้คุณเห็นว่านั่นเป็นองค์ประกอบของตัวตนคนที่คุณรัก กิจกรรมรอบๆ ตัวคนรักที่ระบุโลกทัศน์ นิสัยใจคอ และการรับมือกับสิ่งต่างๆ รวมไปถึงเรื่องที่บ้าน ที่ที่เขาหรือเธอเติบโตและหล่อหลอมคนที่คุณรักขึ้นมาก่อนจะได้พบคุณ

การเขียนก็คือเยื่อใย ใช่ไหม? สายสัมพันธ์ที่ลากออกไปเหมือนเส้นปากกา สร้างสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เผยตัว

ผมมีเยื่อใยใช่มั้ย และผมอยากตัดที่เยื่อใย

ก่อนนี้เคยพอใจ ภูมิใจ ที่เขียนถึงสิ่งๆ หนึ่ง และสิ่งต่างๆ ได้เหมือนจริง สมจริง จนในวันวัยหนึ่ง กาลเวลาหนึ่ง คุณสลัดความเหมือนจริงทิ้ง แล้วตั้งคำถามกับ ‘ความจริง’ นิยามของมัน ปรัชญาของมัน โลกทัศน์ที่คนเราใช้มอง วิธีทำความเข้าใจ การเข้าถึงและไปหา ความจริงเป็นคุณค่าในตัวมันเอง หรือจะเป็นจริงขึ้นมาได้ก็โดยอรรถาธิบายและสร้างความหมายให้กับมัน? และแล้วผมก็หันมาสนใจความ ‘สมจริง’ สิ่งที่เราสามารถเสกสรร สร้างขึ้นมาได้ ใช้ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ ความเป็นไป คุณสร้างสภาพของสิ่งที่คุณรักขึ้นใหม่ หากคุณสนใจความจริงจริงๆ คุณต้องสนใจ ‘สภาพแวดล้อม’ การดำรงอยู่ของมันด้วย

พอคุณเริ่มมองสภาพ ก็จะมองเห็นได้ทั้งสิ่งที่ปรากฏและไม่ปรากฏอยู่ และผมก็เริ่มเขียนถึงสิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่ แต่มีความสำคัญเท่าๆ หรืออาจมากกว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็น สร้างสิ่งที่สมจริง สมควรจะเป็นจริงขึ้นมา เหมือนคุณวาดภาพพอร์เทรทใครสักคนหรือภาพหุ่นนิ่งสิ่งของ อย่างแจกันดอกไม้ หรือภาพทิวทัศน์ ใบหน้าคนที่คุณวาดนั้นสมจริงเหมือนจริง เช่นเดียวกับแจกันดอกไม้ หรือทิวทัศน์ของต้นไม้ สายน้ำ และภูเขา

ในกรณีของภาพทิวทัศน์ คุณจะทำอย่างไรให้สิ่งต่างๆ อยู่ด้วยกันได้ ต้นไม้ สายน้ำ ภูเขา ไม่ได้แยกกันอยู่ในภาพวาดของคุณ แต่อยู่ร่วมบรรยากาศเดียวกัน ได้สัมผัสช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อคุณวาดพอร์เทรทใครสักคน มวลอากาศรอบนอกเค้าโครงใบหน้านั้นก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใบหน้าที่คุณตั้งใจวาด นั่นคือ ‘สภาพ’ นั่นคือความสมจริง คุณสร้างที่อยู่ให้กับสิ่งที่คุณอยากให้อยู่ตรงนั้น

แล้วผมก็เสพติดความสมจริง ลุ่มหลงการสร้างสภาพขึ้นใหม่

ชื่นชมและพอใจที่ได้สร้างคนรักขึ้น สภาพคนเคยรักกันในความเป็นจริง จะยังคงรักกันต่อเนื่องไปในสภาพสร้างใหม่

จนเมื่อเธอบอกว่า “นั่นไม่ใช่เธอ… สิ่งที่ผมเขียนไม่ใช่เธอ มีแต่สิ่งที่ผมคิดเอาเองว่าเป็นเธอ”

หากคุณเขียนเพื่อให้เธอยอมรับ คุณคงหม่นหมองและมอดไหม้ไปกับถ้อยคำของเธอ แต่ก็มีข้อเท็จจริงในถ้อยที่เธอบอก ‘มีแต่สิ่งที่ผมคิดเอาเองว่าเป็นเธอ’ ไม่ใช่เธอก็เพราะเธอปฏิเสธความคิดคุณ ปฏิเสธวิธีที่คุณสร้างสภาพของเธอขึ้น ทีนี้คุณเสียใจไหม? ผมขอถาม คุณเสียใจต่อวิธีที่คุณสร้าง ‘ไม่ใช่เธอ’ ขึ้นไหม?

ผมเคยจมกับความหม่นไหม้ เสียใจ และปรับแก้งานเขียนเพื่อให้เหมือนเธอยิ่งขึ้น จนเมื่อวันเวลาผันผ่านไป ผมจึงเข้าใจ ต่อให้เหมือนมากขึ้นกว่านี้หรือเหมือนน้อยกว่าที่เป็น คำตอบก็จะยังคงเดิม ‘ไม่ใช่เธอ’

ผมวุ่นวายอยู่ผิดที่ ถูกทำให้ไขว้เขว รู้สึกตกต่ำอยู่ในความดูถูกตัวเองโดยไม่จำเป็น จนพิจารณาถ้อยคำนี้ใหม่ ‘มีแต่สิ่งที่ผมคิดเอาเองว่าเป็นเธอ’ ใช่ เธอพูดถูก ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่สร้างงานขึ้นจากความคิดตัวเอง ความเข้าใจและโลกทัศน์ของตนเอง

ใช่ “ไม่ใช่เธอ” ผมยอมรับแล้ว

จึงพิจารณาการ ‘ลบ’ เป็นอย่างแรก

ลบข้อเท็จจริง ลบความเป็นจริง จากนั้นลบความเหมือนจริง จากนั้นลบความสมจริงในสิ่งที่ผมเขียน ลบเธอออกไปเพื่อให้ ‘ไม่ใช่เธอ’

ผมเขียนเรื่องราวของเธอจบไปปีกว่า อีกครึ่งปีถัดมาคือกระบวนการลบออก อยู่กับการเขียนแบบลบจนกว่าจะพอใจ ไม่คาดหวังให้ใครยอมรับ เจ็บช้ำน้ำใจ และรอคอย

นี่คือสิ่งที่ผมอยากบอก จะรับหรือไม่รับไว้ก็ได้

สิ่งที่ลบออกนั้นเป็นเยื่อใยของเถ้าถ่าน

แทนความขอบคุณ

 

*Please accept this

As a token

Of my sincere gratitude

I’m not joking

 

There’s the singing

The provoking

And all the promises made

That were broken

 

Do I love you?

Yes I love you

But easy come, easy go

Don’t let me down.

 


 

 

* เนื้อเพลง A Token of Gratitude วงดนตรีจากสวีเดนนาม The Radio Dept. ศิลปินที่ผู้ฟังบ้านเราคุ้นเคยกันดี มีฐานแฟนประจำ เนื่องจากแวะเวียนมาเล่นคอนเสิร์ตที่นี่หลายครั้งคราว เป็นวงที่ทำเมโลดี้ไพเราะ เขียนเนื้อร้องน่าใคร่ครวญ และนำเสียงสังเคราะห์ต่างๆ ที่เป็น noise คลื่นเสียงรบกวนหลากรูปแบบมาปรับเปลี่ยนรูปแบบทางดนตรีซึ่งฟังง่าย หวานหู ค้างสำนึก เสริมมิติไปในทางลุ่มลึกยิ่งขึ้น

อย่างเพลง A Token of Gratitude นี้ 80% ของเพลงคือภาคดนตรีบรรเลงที่วนซ้ำ การสร้างระดับของเสียงที่ตกกระทบคล้ายเป็นการย่องเดินผ่านโถงทางเดินของความรู้สึกนึกคิด ให้ความรู้สึกครุ่นคิดทั้งๆ ที่คลื่นเสียงต่างๆ แตกเสี้ยว แทรกซ่าอยู่ตามรายทาง การสร้างความขัดแย้งของเสียงกับความรู้สึกสงบใคร่ครวญเมื่อสดับฟังในเพลง เป็นสิ่งที่ The Radio Dept. ทำได้ยอดเยี่ยมเสมอ

Author

Uthis Haemamool

อุทิศ เหมะมูล - นักเขียน เจ้าของผลงานนวนิยายหลายเล่ม เช่น ลับแล, แก่งคอย ลักษณ์อาลัย และ จุติ